แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อยู่แบบหมอๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อยู่แบบหมอๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โรคที่เราเป็นต้องไปหาหมอด้านไหนนะ?? 2

ปัจจุบันนี้ใครๆก็อยากรักษากับหมอเฉพาะทาง ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคที่ตัวเองมากที่สุด แต่ว่ารู้กันรึยังค่ะว่าโรคที่เราเป็น ต้องไปหาหมอที่เฉพาะทางด้านไหน ครั้งที่(โรคที่เราเป็นต้องไปหาหมอด้านไหนนะ)แล้วเราได้เล่าไปแล้วเรื่องสาขาหลักทางการแพทย์ 4 สาขาคือ อายุรกรรม ศัลยกรรม สูตินรี และกุมาร วันนี้เราจะมาพูดถึงสาขาย่อยอีกมากมายกันต่อค่ะ
specialist, แพทย์เฉพาะทาง, diary doctor is me

โสต ศอ นาสิก
ชื่อ "โสต ศอ นาสิก" อาจจะูดูเป็นราชาศัพท์ไปซักนิดนึง ชื่อบ้านๆก็คือ "หู คอ จมูก" นั่นเอง สาขานี้รักษาอะไร ก็ตรงตัวตามชื่อเลย หู คอ และจมูก คำว่า "หู" ก็เหมาตั้งแต่ใบหูไปจนถึงหูชั้นใน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับอาการเวียนหัวบ้านหมุนด้วย ดูไม่ค่อยเกี่ยวกับการได้ยิน แต่เป็นโรคของหูชั้นในเลยทีเดียว "คอ" ไม่ได้หมายถึงคอข้างนอกนะคะ แต่หมายถึงกล่องเสียงข้างในคอ รวมไปถึงหลอดอาหารด้วย "จมูก" ก็รวมทั้งจมูกและโพรงจมูก สาขานี้มีการรักษาทั้งผ่าตัด และไม่ผ่าตัดค่ะ

จักษุวิทยา
ก็คือ"หมอตา" นั่นเอง แต่หมอตาเขาไม่ได้รับตัดแว่นกันนะเธอ ตัดแว่นเป็นหน้าที่ของช่างเทคนิคเกี่ยวกับสายตา แต่หมอตารักษาโรคตาพวกต้อ การติดเชื้อของลูกตา ทำเลสิก ฯลฯ มีการรักษาทั้งผ่าตัด และไม่ผ่าตัดเหมือนกันค่ะ

ออโธปิดิกส์ุ
ก็คือ "หมอกระดูก" นั่นเอง อะไรที่เกี่ยวกับกระดูก และข้อ โดยเฉพาะที่รักษาด้วยการผ่าตัด จะเป็นของสาขานี้ทันที นอกจากนี้หมอกระดูกก็ยังดูแลเรื่องเส้นเอ็นด้วย เช่นข้อล็อค ข้อยึด 

เวชศาสตร์ฟื้นฟู
สาขานี้ตามชื่อคือ "ฟื้นฟู" หลายคนจะรู้จักในฐานะ"กายภาพบำบัด" อย่างนักกายภาพบำบัดที่นวด หรือสอนผู้ป่วยอัมพาตให้เดินเนี๊ย ก็ถือว่าอยู่ในสาขานี้ แต่อยู่ใต้การควบคุมของหมอสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูนะคะ สาขานี้ก็จะเป็นการ"ฟื้นฟู" สิ่งที่เสื่อมสภาพ เช่นเป็นอัมพฤกษ์ อ้มพาตช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือมีภาวะปวดจากกล้ามเนื้อ หรือผิวหนังมาก รวมไปถึงการเลือกอุปกรณ์สำหรับคนพิการอย่างไม้เท้า รถเข็น ก็เป็นของสาขานี้ค่ะ

จิตเวช
สาขานี้ทุกคนก็รู้จักในฐานะ หมอที่รักษา"โรคจิต" หรือเรียกแบบบ้านๆจริงก็คือ "คนบ้า" ความจริงแล้วสาขานี้ก็ครอบคลุมภาวะทางจิตที่ผิดปกติ ประสาทหลอน โรคซึมเศร้า รวมไปถึงการบำบัดคนไข้ที่ติดยา ติดบุหรี่ ติดสุราด้วย

วิสัญญี
สาขานี้ก็อยู่คู่กับศัลยกรรมเลยทีเดียว เพราะการผ่าตัดเกือบทุกครั้งจะต้องมีการใช้ยาสลบ ยานอนหลับ หรือยาที่ทำให้ชา เพื่อให้สามารถผ่าตัดได้ หมอวิสัญญี หรือชื่อเล่นเรียกกันว่า "หมอดมยา" นอกจากจะมีหน้าที่ดมยาสลบแล้ว ก็มีหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาภาวะเจ็บปวดหลังผ่าตัด และอาการเจ็บปวดเรื้อรังด้วย

รังสีวิทยา 
ว่าด้วยเรื่องการถ่ายภาพทางการแพทย์ ทุกๆเทคนิค คุณหมอสาขานี้จะเชี่ยวชาญ ทั้งดูแลการถ่ายภาพ (x-ray ) แปลผลภาพที่ได้มาไม่ว่าจะเป็น เอ็กซเรย์, เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์, เอ็กซเรย์ฉีดสี เอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็ก ฯลฯ นอกจากการถ่ายภาพทางการแพทย์แล้ว รังสีวิทยายังรวมไปถึงการฉายแสงรักษามะเร็งต่างๆด้วย


เวชศาสตร์ฉุกเฉิน
เป็นสาขาที่คุมห้องฉุกเฉินโดยเฉพาะ ความจริงแล้วสาขานี้ไม่ได้เชี่ยวชาญการรักษาโรคหรึ่งโรคใดโดยเฉพาะ แต่ว่าเชี่ยวชาญการดูแลประคับประคอง และช่วยชีวิตผู้ป่วยเบื้องต้นในภาวะฉุกเฉิน ก่อนที่จะวลส่งต่อผู้ป่วยให้กับแพทย์เฉพาะทางตามโรคที่ผู้ป่วยเป็น

จบเรื่องราวของแพทย์เฉพาะทางตรงนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่อยากเสริมคือ "หมอฟัน" เนี๊ย เขาแยกออกไปจากคณะแพทย์ เป็นสาขาของตัวเองนะคะ ไม่ได้เป็นแพทย์เฉพาะทางใดๆค่ะ แต่เรียนเป็นอีกคณะเลย อย่าสับสนกันนะคะ สวัสดีค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โรคที่เราเป็น ต้องไปหาหมอด้านไหนนะ??

ต้องยอมรับว่ายุคนี้เป็นยุคของ "หมอเฉพาะทาง" จริงๆ คนส่วนใหญ่ (ความจริงก็ทุกคน) ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็อยากรักษากับหมอเฉพาะทางด้านโรคนั้นๆเท่านั้น ความจริงอันนี้ก็ต้องแน่นอนอยู่แล้ว เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ความเป็นควรตายเป็นเรื่องที่จะมาเล่นๆไม่ได้ ชีวิตใคร ใครก็ต้องรักจริงมั๊ยค่ะ ;D อันนี้ก็เข้าใจอยู่ แม้แต่ทางกฎหมายเองก็ไม่ค่อยให้หมอทั่วๆไปทำอะไรซักเท่าไหร่ เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา เราก็มักจะมีความผิดที่ทำ "เกินความสามารถของตัวเอง" ทั้งๆที่สมัยก่อนหมอทั่วไปเนี๊ยแหละ รักษาทุกโรคเลยทีเีดียว

เอาหล่ะบ่นมานาน 555 เข้าเรื่องกันดีกว่า ใครๆก็อยากไปหาหมอเฉพาะทาง แต่ปัญหาก็ติดอยู่ว่า ไม่รู้ว่าโรคที่เป็นอยู่ต้องไปหาใคร?? พอเดินไปที่โรงพยาบาลก็มีภาษาที่อ่านแล้วไม่เข้าใจอย่าง "อายุรกรรม??" "ศัลยกรรม???" "โสต นาสิก???" "ออโธปิดิก???" (ขออภัยไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกบางท่านที่รู้อยู่แล้ว แต่ถ้าดิฉ้ันไม่ได้เรียนหมอ ดิฉันก็คงไม่รู้ว่าทั้งหมดนั้น แปลว่าอะไร ก็เลยอยากมาอธิบายให้ทุกท่านฟัง ไม่ได้้เจตนาดูถูกนะคะ)

สาขาหลัก
สาขาหลักๆใหญ่ ทางการแพทย์ ความจริงแล้วก็มีอยู่ 4 สาขาเท่านั้น ที่ทุกท่านควรเข้าใจเบื้องต้น ส่วนสาขาเล็กๆย่อยๆ ก็จะแบ่งออกไปอีกทีตามอวัยวะ สาขาหลัก 4 สาขา ได้แก่

specialist, หมอเฉพาะทาง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
1. อายุรกรรม  หรือหมอกับพยาบาล จะเรียกสั้นๆว่า "Med" ย่อมาจาก "Internal medicine" สาขานี้เรียกว่ารักษาเกือบทุกโรคเลยก็ว่าได้ มีข้อจำกัดอยู่ที่ "รักษาผู้ใหญ่" และ "ไม่ผ่าตัด" แต่จะรักษาด้วยยาเป็นส่วนใหญ่ โรคอะไรที่รักษาด้วยการผ่าตัดจะอยู่นอกเหนือสาขานี้ อายุรกรรมก็จะถูกแยกย่อยออกไปเป็นสาขาย่อยๆตามอวัยวะต่ออีก ได้แก่
  -ระบบประสาท ดูแลตั้งแต่โรคทางสมอง และระบบประสาท เช่นเส้นเลือดอุดตันในสมอง, อัลไซเมอร์ เป็นต้น 
  -ผิวหนัง ก็อย่างที่หลายๆคนรู้กัน ไม่ว่าจะเป็นสิว กลาก เกลื้ิน ผื่นคันไปจนถึงมะเร็งผิวหนังเลยทีเดียว ส่วนความงามอย่าง botox, filler ความจริงก็ไม่ได้อยู่ในสาขานี้โดยตรงนะคะ แต่เนื่องจากสาขานี้ทำเกี่ยวกับความงามเยอะ ก็เลยถูกเหมารวมไปด้วยค่ะ
  -ทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพองมะเร็งปอด เป็นต้น บางโรค ถ้ารักษาด้วยยาแล้วเกิดจำเป็นต้องผ่าตัดก็จะส่งต่อไปให้กับหมอศัลยกรรมช่องอกผ่าตัดเกี่ยวกับปอด หรือถ้าต้องผ่าตัดเกี่ยวกับจมูกหรือโพรงจมูก ก็จะส่งต่อให้กับหมอ หู คอ จมูก (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไปนะคะ)
  -ทางเดินอาหาร ตั้งแต่หลอดอาหารลงไปกระเพาะ ตับ ลำไส้ ถึงทวารหนักเลยทีเดียว ถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบนี้ก็ต้องมาที่นี่ค่ะ
  -ไต ไตวาย ไตเสื่อม หรือต้องฟอกไตก็สาขานี้เลย
  -ข้อ และโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ ได้แก่โรคเก๊าท์ รูมาตอยด์ หรือ SLE (คนทั่วไปเรียกโรคพุ่มพวง) เรียกว่าเป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองค่ะ จะรักษาด้วยหมอสาขานี้
  -หัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจขาดเลือด ลิ้นหัวใจรั่ว หัวใจวาย และความดันเลือดสูงก็ต้องรักษากับสาขานี้ค่ะ (ไม่รวมใจหาย ใจละลาย ใจสลาย หรือใจง่ายนะคะ 555)
  -ระบบเลือด ลูกค้ารายใหญ่ของสาขานี้คืมะเร็งเม็ดเลือด อย่างลิวคีเมีย (leukemia เหมือนที่นางเอกหนังเกาหลีเป็นกันบ่อยๆ) โรคโลหิตจาง เกร็ดเลือดต่ำ เป็นต้น 
  -ฮอร์โมน รักษาโรคเกี่ยวกับฮอร์โมนส่วนใหญ่ เช่นไทรอยด์ ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต เป็นต้น
  -โรคติดเชื้อ ความจริงอวัยวะของเราก็มีการติดเชื้อได้ทุกที่ ถ้าเกิดว่าเชื้อมีความรุนแรง สาขานี้ก็จะมาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ก็จะดูคนไข้ที่ติดวัณโรค หรือ HIV
  -มะเร็ง สาขานี้เชี่ยวชาญด้านการให้ยาเคมีบำบัดค่ะ สำหรับมะเร็งที่ผ่าตัดไม่ได้ ต้องให้ยาเคมีบำบัด ก็ต้องอาศัยแพทย์สาขานี้ค่ะ

2. ศัลยกรรม สาขานี้เป็นสาขาที่รักษาทุกโรคทีี่ต้อง "ผ่าตัด" ซึ่งก็จะแยกย่อยออกไปเป็นอวัยวะต่างๆเหมืือนกัน ได้แก่
- ทั่วไป ถึงแม้ว่าจะชื่อทั่วไป แต่ความจริงแล้วผ่าตัดช่องท้องเป็นส่วนใหญ่ อย่างลำไส้ ไส้ติ่ง ตับ ม้าม หน้าอกอย่างถุงน้ำ หรือมะเร็ง (ถ้าเสริมหน้าอกจะเป็นของศัลยกรรมตกแต่งนะคะ) หรือก้อนเนื้อผิดปกติตามร่างกายต่างๆ
- ระบบประสาท ผ่าตัดสมอง และไขสันหลัง
- หัวใจและช่องอก ผ่าตัดหัวใจ และปอด
- หลอดเลือด ผ่าตัดหลอดเลือดใหญ่ และต่อเส้นเลือด(เช่นจากอุบัติเหตุ)
- ระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบสืบพันธุ์ ผ่าตัดไต ทางเดินปัสสาละ และระบบสืบพันธุ์ของคุณผู้ชายค่ะ
- เด็ก ผ่าตัดเด็ก
- ตกแต่ง (ศัลยกรรมพลาสติก) ผ่าตัดตกแต่งเสริมสวย และนอกจากนี้ สำหรับคนไข้อุบัติเหตุอย่างไฟไหม้ โดนยิงที่ต้องเสียอวัยวะบางส่วน หรือทำให้เกิดการผิดรูปขึ้น ศัลยกรรมตกแต่งก็เป็นผู้ดูแล ตัดต่อผิวหนังให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดค่ะ

3. กุมารเวชกรรม หรือเรียกกันว่า "หมอเด็ก" หมอรักษาเด็กนั่นเอง (ไม่ใช่หมออายุน้อยนะคะ) ถามว่า"เด็ก"นี่ตัดกันที่อายุเท่าไหร่ คำตอบก็อคือประมาณ 15 ปีค่ะ ซึ่งความจริงก็อาจจะเลยไปซักหน่อยได้ ไม่มช่วงตัดแน่นอน แล้วแต่โรคค่ะ หมอเด็กก็จะแยกออกเป็นสาขาย่อยๆอีกเหมือนอายุรกรรมค่ะ รักษทุกโรคที่ไม่ผ่าตัดเหมือนกัน แต่รักษาเด็กเท่านั้น ถ้าต้องผ่าตัดจะส่งต่อให้หมอศัลกรรมเด็กดูแลต่อค่ะ

4.สูตินรีเวช เป็นสาขาสำหรับคนท้อง ตั้งแต่ฝากครรภ์ คลอดลูก คุมกำเนิด และโรคทางระบบสืบพันธุ์เพศหญิงค่ะ (ไม่รวมสาวประเภทสองนะคะ)จะมดลูก รังไข่ ก็ต้องมาที่นี่ สาขานี้รักษาทั้งโรคที่ผ่าตัด และไม่ผ่าตัด มีข้อแม้เพียงแค่ว่าต้องเป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง และคนท้องค่ะ นอกจากนี้ก็จะดูแลเรื่องการวางแผนครอบครัว การคุมกำเนิด ซึ่งอันนี้แหละค่ะที่ทำให้หลายคนงงได้ เพราะว่า"หมันชาย"ก็มาทำที่นี่ได้นะคะ (แม้คุณผู้ชายจะไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่นัก) และการวางแผนครอบครัว เจาะเลือดก่อนแต่งงาน หรือก่อนมีบุตรก็มาตรวจที่นี่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ค่ะ นอกจากนี้ก็จะมีหน่วย"วัยทอง" สำหรับหญิงวัยทองค่ะ


ความจริงแล้วยังมีสาขาย่อยๆอีกมาก ขอติดไว้ก่อน แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อนะคะ วันนี้สวัสดีค่ะ

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เขาป่วยเป็นอะไร ก็บอกเขาไปเถอะ

ไม่นานมานี้ได้ดูซีรี่ส์ไต้หวัน ซึ่งจำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่ในเรื่องมีผู้ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ทำให้ขาข้างหนึ่งของเขาเดินไม่ได้อีกต่อไป จังหวะแรกที่เขาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาล ลองคิดดูเล่นๆถ้าคุณเป็นแฟนของเขาที่เฝ้าดูแลเขามาตลอดจนฟื้น คุณจะกล้าบอกเขามั๊ยว่าเขาได้เสียขาไปแล้วข้างหนึ่ง??? หรือลองถามตัวเองดู ถ้าเกิดว่าคุณพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลไปตรวจ แล้วหมอเกิดบอกคุณว่าคุณแม่เป็นโรงมะเร็งระยะสุดท้าย คุณจะกล้าบอกคุณแม่มั๊ย ว่าคุณแม่เป็นอะไร?

เหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยในโรงพยาบาล หลายครั้งที่เราไม่กล้าบอกคนที่เรารักว่าเขาเป็นอะไร เพราะเรากลัว กลัวว่าเขาจะรับไม่ได้ กลัวว่าเขาจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย และมากที่สุดคือกลัวเขาจะเสียใจ และซึมเศร้าตลอดไป 

ใครกันแน่ควรเป็นคนแรก"ที่รู้"??
คำถามเกิดขึ้นมากมายสำหรับเหตุการณ์นี้ ความจริงต้องเริ่มจากว่า ความจริงแล้ว คนแรกที่หมอควรบอกว่าเขาเป็นอะไร ควรจะเป็นใครกันแน่ ญาติ? หรือตัวผู้ป่วย? ในต่างประเทศเราถือว่าการวินิจฉัย และประวัติการตรวจโรคทั้งหมดเป็นสิทธิของผู้ป่วย ผู้ป่วยเท่านั้นที่จะเป็นคนเลือกว่าจะให้หมอบอกใคร แต่ในบางกรณีอย่างที่ผู้ป่วยไม่มีสติ เราก็คงต้องบอกญาติใกล้ชิดก่อน แต่ในเมืองไทยคนที่รู้ก่อนส่วนใหญ่ กลับเป็นญาติใกล้ชิด อย่างลูก พี่น้อง หรือพ่อแม่ของคนไข้
บอกความจริงกับผู้ป่วย, บอกข่าวร้าย, อยู่แบบหมอๆ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ ดต่หมออยากให้คุณรู้

เรากลัวอะไร??
เหล่าหมอทั้งหลาย ความจริงก็เข้าใจดีอยู่นะคะสำหรับสถานการณ์ของญาติผู้ป่วยในการบอกข่าวร้ายกับผู้ป่วย ขนาดหมอเองเป็นคนนอก จะบอกใครซักคนว่า "คุณเป็นเอดส์" หรือ "คุณเป็นมะเร็ง" ยังลำบากใจ ถ้ายิ่งคนที่เรากำลังจะบอกเป็นคนที่เรารัก เป็นคนที่เราดูแลเขามาตลอด เราไม่อยากให้เขาเสียใจ เราก็คงไม่อยากบอก อยากให้เขาไม่รู้ อยากให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองยังเหมือนเดิมอยู่ตลอด กลัวปฏิิกิริยาของเขา อย่างเป็นพ่อแม่เราเอง เราก็คงไม่อยากเห็นท่านร้องห่มร้องไห้ ตัดพ้อว่าทำไมต้องเกิดโรคนี้กับตัวเอง หรือแม้แต่บอกว่า "ตาย"ไปยังดีกว่าเป็นโรคนี้ ยิ่งบางท่านถึงกับอยากตายด้วยเหตุผลว่า "ไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน" แค่คิดก็ไม่อยากบอกแล้ว จริงมั๊ยคะ

แต่สิ่งที่อยากบอกคือ โลกใบนี้มีความงามอยู่เสมอถ้าเรามองเห็น และฟ้าหลังฝนก็เกิดขึ้นเสมอ ไม่มีฝนไหนที่ตกแล้วไม่หยุด แม้โรคบางโรคจะไม่หาย แต่ความสุขก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ

สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นจากการเป็นโรคร้าย
ถ้าคุณเคยเจอมาบ้าง คุณจะรู้ว่ามีคนอีกมากมายที่โรคร้ายเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา คนไข้เบาหวานบางคน เริ่มออกกำลังกายหลังจากเป็นโรค ทำให้เขาสุขภาพดีขึ้น น้ำหนักลด และมีร่างกายที่แข็งแรงกว่าเก่า แม้ยังต้องกินยาเบาหวานไปตลอดชีวิต แต่เขาก็คุมน้ำตาลได้ดี และมีชีิวิตที่ดีขึ้น ผู้ป่วยมะเร็งที่กล้าไปเที่ยวรอบโลก เพราะการเป็นโรคมะเร็งทำให้เขารู้ว่าทุกเวลาที่มีลมหายใจมีค่าแค่ไหน 

ความจริงแล้วเราอาจจะโชคร้ายที่เจอพายุ แต่เราก็จะโชคดีที่ได้เห็นรุ้งสวยงามหลังจากพายุได้ผ่านไป ทุกคนที่พบโรคร้ายย่อมมีช่วงเวลาที่เลวร้ายของความเศร้า กว่าจะทำใจได้ แต่เมื่อเขาเข้า่ใจมันเขาก็ยิ้มได้อีกครั้ง ดังนั้นอย่ากลัวถ้าโชคชะตาจะทำให้คนที่เรารักต้องเจอกับพายุโหมกระหน่ำ แต่มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องยืนหยัดเคียงข้างเขาในวันที่เจอพายุ ให้กำลังใจเขาจนกว่าจะถึงวันที่ได้เห็นรุ้งงามอีกครั้งหนึ่ง

ร่ายมายาวมาก วันนี้เป็นภาษาราวกับนิยายเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่หมออยากบอกทุกๆคนที่มีคนที่เรารักกำลังป่วย อย่าคิดที่จะปิดบังความจริงกับคนไข้เลย ลองคิดว่าถ้าเป็นเรา เราจะไม่อยากรู้หรือว่าเราเป็นอะไรกันแน่ คุณคิดว่าถ้าคุณตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง คุณจะทำยังไงต่อไป คนที่คุณรักก็คงคิดไม่ต่างกัน การทำใจอาจต้องใช้เวลา แต่การที่ทุกๆคนพากันปิดบังว่าเราเป็นอะไร ทำให้รู้สึกอึดอัดมากกว่า

มันเป็นหน้าที่ของเราที่แข็งแรงดีที่จะทำให้คนไข้มีความสุข ถ้าเราหลงอยู่ในป่า เราก็ไม่ควรปิดตาเขาแล้วหลงทางอยู่ในป่าต่อไป แต่เราควรเปิดตาเขาแล้วหาทางออกไปด้วยกันนะคะ

ขอให้ทุกคนเจอฟ้าหลังฝนเร็วๆค่ะ  


วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

เมื่อข่าวร้ายมาเยือน .....

วันนี้อยากจะขอมาแนว "จิตเวช" บ้าง เป็นอีกสาขาทางการแพทย์ที่เป็นเรื่องราวที่"จับต้อง" ไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวซะมากกว่า "เมื่อข่าวร้ายมาเยือน" แน่นอนเรารู้ว่าไม่ว่าข่าวร้ายนั้นจะเป็นเรื่องแบบไหน แฟนบอกเลิก แฟนมีกิ๊ก สอบตก เอนท์ไม่ติด บอลแพ้ ไม่ถูกหวย หรือเป็นเรื่องร้ายแรงอย่าง คนใกล้ตัวเป็นโรคร้าย หรือ ถึงกับเสียชีวิต เราทุกคนก็จะมีช่วงเวลาที่คนทั่วๆไปเรียกว่า "ทำใจไม่ได้" ทางการแพทย์มีการศึกษาเรื่องนี้เหมือนกัน เราเรียกมันว่าเป็น "กระบวนการตอบสนองต่อความทุกข์" ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Grief reaction" แต่จะขอเรียกว่า "โรคได้รับข่าวร้าย" แล้วกันนะคะ แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร วันนี้จะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังค่ะ

รู้เรื่องนี้ แล้วทำอะไรได้?
ก่อนอื่นเราต้องรู้ประโยชน์ของมันก่อน ความจริงช่วงเวลาที่เราซึมเศร้าเสียใจกับข่าวร้าย ก็เหมือนกับโรคอย่างหนึ่ง เหมือนเราเป็นหวัด ก็จะมีช่วงที่เริ่มเป็น เป็นหนัก แล้วก็หาย เหมือนกับเรื่องโรคต่างๆที่เราได้เรียนรู้ไป เราจะสบายใจขึ้นถ้ารู้ว่าโรคนี้จะเป็นยังไงบ้าง พรุ่งนี้จะเป็นยังไง วันถัดไปจะเป็นยังไง แล้วตอนที่ใกล้หายจะเป็นยังไง หายแล้วจะเป็นยังไง ทำให้เราพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆที่ำกำลังจะเกิดขึ้นได้ และรู้ว่าสุดท้ายแล้ว "มันก็จะผ่านไป"
grief reaction, ปฏิกิริยาต่อข่าวร้าย, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


การได้รับข่าวร้าย จิตใจของเราก็มีการตอบสนอง เรียกว่า"ป่วย" เลยก็ได้ การได้รู้ว่าอาการป่วยนี้จะเป็นยังไงบ้าง ทำให้เราสบายใจขึ้น ทั้งคนที่เป็นเองก็รู้ว่าตัวเองจะเป็นยังไงต่อไป และคนรอบข้างก็จะได้เข้าใจว่าคนใกล้ตัวของเราป่วยเป็นอะไร และพวกเขาจะต้องรับมือกับอะไรบ้าง ว่าแล้ว อาการป่วยเป็น "โรคได้รับข่าวร้าย" เป็นยังไงมาดูกันค่ะ 

เมื่อข่าวร้ายมาเยือน
คนทั่วไปจะมีการตอบสนองต่อการได้รับข่าวร้าย 5 ขั้น โดยที่ 5 ขั้นนี้อาจไม่ได้เรียงลำดับการเกิด สามารถเกิดสลับไปสลับมาได้ และระยะเวลาก็บอกได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับผู้ป่วยเอง สภาพแวดล้อม และคนรอบข้าง โดย 5 ขั้นที่ว่าีมีดังนี้

1. ช่วงรับไม่ได้ (ฝรั่งเรียก Denial) ถ้าดูในละครไทยก็เป็นช่วงที่พระเอกรู้ความจริง แล้วนางร้ายก็ได้แต่คร่ำครวญว่า "ไม่จริ๊งงงง ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ....เป็นไปไม่ได้" อันนี้แหละค่ะ ช่วง "รับไมไ่ด้" แต่ในชีวิตจริง เราอาจไม่ได้แสดงออกอย่างงั้นว่ารับไม่ได้ บางคนเวลาที่คนที่รักต้องเสียชีวิตจากไป สิ่งที่ภาวนาอยู่ในใจในวินาทีแรกคือ "ขอให้ฉันแค่ฝันไป" หรือไม่ก็ "ขอให้เรื่องนี้ไม่เป็นจริง" หรือบางคนก็จะเคยได้ยินคำพูดเช่น "ลืมตาสิ ลืมตา อย่าหลับไป ตื่นขึ้นมาหาฉัน" ก็เป็นช่วงของอาการรับไม่ได้นั่นเอง

การปฏิเสธความจริง หรือที่บอกว่ารับไม่ได้นี้ เป็นปฏิิกิริยาของจิตใจของเราต่อข่าวร้าย เป็นความพยายามของจิตใจของเราที่พยายามจะหนีออกจากความเจ็บปวด  หนีออกจากความเสียใจ ตลกดีนะคะเหมือนกับเวลาที่เราจับของร้อนๆ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการดึงมือหนึออกจากหม้อทันที ก่อนที่เราจะทันคิดด้วยซ้ำ สำหรับจิตใจคนเราก็ทำไม่ต่างกัน เมื่อได้กระทบกับความเศร้า ความจริงที่ไม่อยากให้เกิด มันก็กระโดดหนีทันทีเลยทีเดียว 

2.ช่วงโกรธ หลังจากช่วงปฏิเสธความจริงแล้ว เราก็เริ่มรับรู้ความจริง และความเจ็บปวดที่ท่วมท้นนั้นกลับมารวมกันและมักแสดงออกมาเป็นความโกรธ ความจริงแล้วความโกรธก็เป็นเกราะอย่างหนึ่งที่จิตใจเราสร้างขึ้น เพื่อกำบังจากความจริงอันเจ็บปวดของเรา ส่วนถามว่าโกรธอะไรนั้นก็แล้วแต่ความเชื่อความนับถือ และวิธีคิดของแต่ละคน บางคนโกรธเทวดาฟ้าดิน โกรธพระเจ้า โกรธเคราะห์กรรม บุคคลหนึ่งที่มักเป็นเหยื่อของความโกรธนี้คือ "หมอ" (เฮ้อ ซะงั้น) สำหรับช่วงนี้บางทีเราก็ต้องการคำอธิบายหลายๆอย่าง อย่าได้ลังเลถ้าคุณต้องการคำอธิบายบางอย่างจากหมอ หรือบุคลากรทางการแพทย์ นัดหมายเมื่อทั้งคุณและแพทย์มีเวลาว่าง ถามทุกอย่างที่อยากรู้ แพทย์ทุกคนยินดีตอบคำถามเสมอค่ะ (แต่อาจจะต้องหลังจากตรวจคนไข้คนอื่นๆเสร็จนะคะ)

3. ช่วงต่อรอง เมื่อเราเริ่มรับรู้ความจริง คลื่นของความรู้สึกเจ็บปวดไ้ด้ระบายออกจากช่วงความโกรธ ที่ตอนนี้เบาบางลงบ้าง ความจริงที่ต้องยอมรับมันก็ยังคงอยู่ตรงหน้า เราก็จะยังคงอาลัยอาวรณ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนเรามักจะมีความคิดเช่น "ถ้าตอนนั้นไม่ทำอย่างนั้นแต่ทำอย่างนู้นแทน เรื่องนี้อาจไม่เกิดขึ้น" "ถ้าเราพยายามกว่านี้ อาจจะดีกว่านี้" "ถ้า...." "ถ้า....." ส่วนหนึ่งในจิตใจเราพยายามต่อรองกับสิ่งศักดฺ์สิทธิ์ หรือพระเจ้าอยู่ว่าความจริงแล้วเราหยุดยั้งเหตุการณ์นี้ได้ หรือเราควบคุมมันได้ การต่อรองเป็นเกราะบางๆชั้นสุดท้ายที่กำบังเราจากความเจ็บปวดที่ต้องยอมรับมัน

4. ช่วงโศกเศร้า ช่วงสุดท้ายก่อนที่เราจะยอมรับกับความจริง มันเป็นช่วงเวลาที่เรารับรู้กับความสูญเสีย มีแบบที่หลายคนคิดฟุ้งซ่าน เสียดาย เสียดายช่วงเวลาดีๆที่ควรจะทำให้ดีกว่านี้ เสียดายที่ยังไม่ได้บอกรักเขา เสียดายที่ยังไม่ได้ทดแทนพระคุณ และบางแบบก็เป็นความเศร้าสลดที่เราอยากอยู่เฉยๆ ไว้อาลัยให้กับคนที่กำลังจากไป

5. ยอมรับ ช่วงนี้เป็นช่วงที่จิตใจอยู่ในภาวะสงบ และสามารถก้าวไปข้างหน้าและดำเนินชีวิตต่อไปได้อีกครั้งหนึ่ง

อย่างที่บอกว่าช่วงทั้ง 5 ช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดเรียงกัน อาจสลับไปมาได้ ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นกับเราเอง เราเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่าเราอยู่ในช่วงไหน ความจริงแล้วคนรอบข้างไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่าเรารู้สึกยังไง และเราเท่านั้นที่จะเป็นคนพาตัวเองให้ผ่านพ้นระยะต่างๆไปได้ แต่ถ้าเราอยู่ในฐานะคนรอบข้างทั้งหมดที่ำทำได้ก็คงจะเป็นการอยู่เป็นกำลังใจ และปลอบโยนเขาจนกว่าเขาจะยอมรับได้เท่านั้น

อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่างนะคะ




วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

การถ่ายรูปตับไตไส้พุง

เคยมั๊ยเวลาเป็นอะไรซักอย่าง ไปหาหมอแล้ว หมอก็บอกว่าให้ไปเอ็กซเรย์ก่อน จะได้รู้ว่าเป็นอะไร พอทำแล้วก็บอกว่าจะต้องทำเพิ่มอีก เป็นอัลตร้าซาวด์ เป็นเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นเอ็กซเรย์ฉีดสี เป็นเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็ก เอ็กซเรย์นุ้นนี่นั่นเต็มไปหมด แต่ละอันมันต่างกันยังไง วันนี้มาไขข้อข้องใจค่ะ

เอ็กซเรย์เป็นตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่หมอเรียกกันว่า Imaging ถ้าจะแปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการ"ถ่ายรูป"นั่นเอง แต่ทางการแพทย์เป็นการถ่ายรูปเข้าไปถึงตับไตไส้พุงกระดูกของคนไข้ (ไม่ค่อยสวยเหมือนกล้อง SLR หรอกค่ะ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค การถ่ายรูปเหล่านี้ก็มีเครื่องถ่ายหลายชนิดมากมาย ซึ่งจะเล่าต่อไปนะคะ

หลักการแบบหมอๆ
มีความจริงหนึ่งที่ทุกคนควรจะรู้ "ไม่มีเอ็กซเรย์ใดที่สแกนทั้งร่างกาย แล้วบอกได้ว่าคุณแข็งแรง 100%" เอ็กซเรย์แต่ละแบบ เหมาะกับโรคแต่ละโรคไม่เหมือนกัน เหมือนกับอุปกรณ์ครัว ไม่มีหม้ออันไหนที่ทำทุกอย่างได้ดีในอันเดียว เราอาจจะพยายามหุงข้าวในกระทะได้ แต่มันก็อาจจะได้ผลไม่เหมือนหุงในหม้อหุงข้าว ทุกอย่างแม่ครัวรู้ดีที่สุดว่าควรจะใช้อะไร เหมือนกันค่ะ หมอจะเลือกการตรวจที่เหมาะกับโรคที่สงสัยมากที่สุด
เอ็กซเรย์, ถ่ายภาพรังสี, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

อีกประเด็นคือ หมอเหมือนกับนักสืบถ้าเคยดูหนังหรืออ่านหนังสือสืบสวน นักสืบจะรวบรวมข้อมูล แล้วประติดประต่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน ก่อนที่จะหาหลักฐานเพื่อเอาผิดกับผู้ร้าย !! กระบวนการคิดของหมอก็เหมือนกันค่ะ เรารวบรวมข้อมูลจากปากคำของคนไข้ ตรวจที่เกิดเหตุ(ตรวจร่างกาย) รวบรวมแล้วคิดอย่างรวดเร็ว (ระหว่างที่นั่งคุยกับคนไข้นั่นแหละค่ะ) แล้วก็พยายามหาหลักฐานเอาผิด ซึ่งก็คือการส่งตรวจอย่างเจาะเลือด หรือ การ Imaging นั่นเอง ดังนั้นบางทีถ้าผู้ร้ายออกจะฉลาดซักหน่อย อาจจะต้องงมหาหลักฐานนานหน่อย ก็ใจเย็นๆนะคะ (กำลังพยายามอย่างมากทีเดียวค่ะ)

Imaging มีกี่แบบ
กลับมาเข้าเรื่องของเรา วันนี้จะขอเล่าเฉพาะอันที่เป็นพื้นฐาน ใช้บ่อยๆทางการแพทย์นะคะ การถ่ายรูป หรือ imaging ของแพทย์ เป็นการถ่ายรูปสิ่งที่มองไม่เห็นจากภายนอก ดังนั้นก็เลยต้องอาศัยคลื่นบางอย่างที่มีอำนาจทะลุทะลวง เข้าไปข้างในร่างกายได้ค่ะ

1. X-ray หรือรังสีเอ็กซ์ เป็นชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี มันเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง (เหมือนกับแสง และคลื่นวิทยุ ก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ความยาวคลื่นไม่เท่ากัน) สามารถทะลุทะลวงเนื้อเยื่อต่างๆได้ สิ่งที่กำบังมันได้คือ "โลหะ"

X-ray แบบพื้นๆที่เราเคยเห็นเป็นแผ่นฟิลม์รูปใหญ่ๆ ไปยืนให้เจ้าหน้าที่กดปุ่มหนึ่งทีก็เสร็จแล้ว อันนั้นเป็นเอ็กซเรย์ธรรมดา ส่วนใหญ่เอาไว้ดูกระดูกนะคะ ดูนิ่วบางชนิด และดูลักษณะบางอย่างของลำไส้ได้ แต่ถ้าจะถามว่า เลือดออกในสมองมั๊ย? เป็นไส้ติ่งรึเปล่า? หัวใจเป็นยังไง? อันนี้เอ็กซเรย์ธรรมดาจะบอกอะไรได้น้อยมาก(จะเรียกว่าไม่ได้เลยก็ได้)เพราะมันเป็นเนื้อเยื่ออ่อนๆ ไม่ใช่กระดูกค่ะ x-ray จะเห็นชัดๆต้องเป็นโรคทางกระดูกค่ะ

ต่อมาก็เป็น เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Topography) ก็ยังใช้าคลื่น x-ray เหมือนเดิม แต่ทีนี้ไม่ได้ยิงทีเดียว เรียกว่า ยิงจนพรุนทีเดียว หลักการก็คือยิงหลายๆภาพ แล้วก็ใช้คอมพิวเตอร์เอาภาพมาประกอบให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น อันนี้เวลาทำเราจะได้เข้าไปใน"อุโมงค์" บางคนอาจจะเคยทำมาแล้ว

ละเอียดขึ้นอีกก็เป็น เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์นี้แหละ แต่ว่ามีการฉีดสารเข้าทางหลอดเลือดดำด้วย วิธีนี้ก็เหมือนกับเราลงสีบนรูปปั้นปูนพลาสเตอร์ ทำให้เราเห็นรายละเอียดของหน้าตาส่วนโค้งส่วนเว้ามากขึ้น

2. อัลตร้าซาวด์ (ultrasound) อันนี้เป็นคลื่นสั่นสะเทือน เหมือนกับคลื่นเสียงแต่ถี่กว่า ส่วนใหญ่ใช้ดูอวัยวะต่างๆได้ ข้อดีคือทำได้ง่าย สะดวก เครื่องจะไม่ใหญ่มากและไม่ซับซ้อนมาก ปลอดภัยกว่ารังสี X-ray ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าโดนมากๆ (แบบทุกวันๆ วันละหลายๆครั้ง) อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ และทำให้เด็กในครรภ์พิการได้ แต่ultrasound ปลอดภัยสำหรับคนท้อง ที่เรามักจะได้ยินว่า "ซาวด์ดูรึยังว่าได้ลูกผู้หญิง หรือผู้ชาย"

3. คลื่นแม่เหล็กทางการแพทย์เรียกว่า MRI (Magnetic resonance imaging) อันนี้ได้รายละเอียดเนื้อเยื่อค่อนข้างมาก แต่ราคาเครื่องแพงมาก มีเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ค่าทำก็ค่อนข้างแพงเช่นกัน มีข้อเสียอยู่ที่ใครที่มีโลหะอยู่ในตัว เช่นเคยเปลี่ยนข้อ ผ่าตัดกระดูกดามเหล็กมาเข้าไม่ได้นะคะ เพราะว่าแม่เหล็กจะดูดไปหมด มีโอกาสบาดเจ็บจากโลหะที่อยู่ในตัวพยายามจะวิ่งเข้าหาแม่เหล็กได้เลยทีเดียว

หวังว่าจะไขข้อข้องใจให้กับหลายๆคนได้นะคะ ขอให้ทุกคนแข็งแรง ไม่ต้องไปให้หมอถ่ายรูปนะคะ สวัสดีค่ะ

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

เมื่อรู้ว่าเราเหลือเวลาไม่มาก

หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The last lecture เขียนโดย Randy Pausch บางท่านคงจะเคยอ่าน เป็นหนังสือที่บันทึกการสอนครั้งสุดท้ายของศาสตราจารย์ท่านหนึ่งที่เขารู้ว่าเขากำลังจะตายจากโรคมะเร็งตับอ่อน ลองคิดดูเล่นๆว่าถ้าเราเป็นภรรยาของเขา เราจะเป็นยังไง และก่อนที่เขาจะจากไป เราจะทำอะไรบ้าง (ช่วงนี้ Drama หน่อยนะคะท่านผู้อ่าน เนื่องจากพอเริ่มเรื่องเกี่ยวกับการบอกข่าวร้ายแล้ว ก็เริ่มอยากเขียนแง่มุมนี้ที่หมอได้รู้ได้เห็นมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกัน)
 เมื่อรู้ว่าเขากำลังจะจากไป, ผู้ป่วยระยะสุดท้าย, palliative care, diary doctor is me,

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแทบทุกวันในโรงพยาบาล มีหลายครั้งที่หมอต้องบอกผู้ป่วย และญาติให้เตรียมตัวเตรียมใจกับเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นไปได้ บางครั้งตอนนั้นผู้ป่วยก็ไม่รู้สึกตัวแล้วด้วยซ้ำไป แต่มีบางกลุ่มที่ยังคงรู้สึกตัวอยู่ สามารถพูดคุยได้ แต่ก็อ่อนกำลังเหลือเกิน ในเหตุการณ์แบบนี้ มีหลายสิ่งที่ต้องทำ

ยอมรับกับข่าวร้าย
แม้ว่าหมอและพยาบาลจะแทบกลั้นใจทุกครั้งที่จะต้องบอกความจริงกับผู้ป่วยและญาติ เรารู้ว่าทุกคำพูดของเราจะมีผลยังไง (และมันก็เป็นผลร้ายซะด้วย) แต่เราก็จำเป็นต้องบอก เพื่อให้ทุกคนเตรียมใจ คุณรู้มั๊ยปฏิกิริยาตอบกลับมีหลายแบบ ทั้งผู้ป่วยเอง และคนใกล้ชิดของผู้ป่วย ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาที่คนเราจะเป็นเช่นนั้น บางคน"ไม่อยากยอมรับความจริง" เขามักจะถามว่า คุณหมอ"แน่ใจ" กับการวินิจฉัยแค่ไหน หรือ คุณหมอคิดว่ามีทางรักษาอื่นอีกบ้างมั๊ย บางคนก็ถึงกับเอาคนไข้ไปโรงพยาบาลอื่น หวังอยู่ลึกๆว่าหมออีกท่านจะบอกว่าเราวินิจฉัยผิด หรือบางคนก็หันไปกินยาสมุนไพร เขาทางไสยศาสตร์เพื่อปัดเป่าโรคร้าย บางคนก็โกรธ โกรธในโชคชะตา โกรธพระเจ้า โกรธตัวเองที่ต้องมาเป็นนแบบนี้ ต้องเจออะไรแบบนี้ บางคนก็ร้องไห้ เสียใจ หมดอาลัยตายอยาก บางครั้งก็ถึงกับอยากฆ่าตัวตาย แต่ไม่ว่าปฏิกิริยาแต่ละคนจะเป็นอย่างไร เราทุกคนก็เชื่อว่าสุดท้ายแล้วทุกคนจะยอมรับได้ ยอมรับว่าแม้เราจะมีโรคร้าย พ่อแม่เราจะมีโรคร้าย แม้ความตายอาจจะมาเร็วกว่าที่คิด แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไปอยู่ดี

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ
กำลังใจจากทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งญาติพี่น้อง เืพื่อนหรือแม้แต่คนที่ไม่รู้จัก คนที่ต้องการกำลังใจก็ไม่ใช่แค่คนไข้เท่านั้น แต่พ่อแม่พี่น้อง สามีภรรยา ลูกหลานทุกคนของคนไข้ต่างต้องการกำลังใจทั้งนั้น ความตายที่มาใกล้ มาเร็วกว่าที่คิด ความกลัวว่ากำลัีงจะต้องทุกข์ทรมานในระยะเวลาอันใกล้  ความกลัวว่าจะต้องลาจากจากคนที่รักไป ความกลัวที่ชีวิตกำลังจะเปลี่ยนแปลง กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกๆคนกล้าที่จะยืนหยัด กล้าที่จะเข้มแข็งและบอกว่าไม่เป็นไร กล้าที่จะทิ้งความกลัวในอนาคตไป และอยู่กับปัจจุบันที่ทุกคนยังอยู่พร้อมหน้ากัน และยังยิ้มให้กันได้อยู่ และกล้าที่จะเผชิญไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น และขอบคุณที่ยังคงมีวันนี้ที่ทุกคนได้อยู่พร้อมหน้า

เขารู้สึกไร้ค่า
อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ป่วยบางคนมักคิดว่า ตัวเองไร้ค่า และเป็นภาระให้กับคนอื่น เขาอาจจะเคยเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือเป็นเสาหลักของบ้าน หรือเคยเป็นคนที่ดูแลทุกอย่างในบ้าน แต่วันนี้ึคนอื่นต้องมาดูแลเขา คุณค่าชีวิตของเขาตลอดขีวิตที่ผ่านมาคือการ"ให้" แต่เมื่อวันนี้เขาต้องมา "รับ" มันเป็นสิ่งไม่เคยชิน ถ้าเราเป็นคนที่มารับหน้าที่ดูแลเขาตอนนี้ อย่าลืึมนึกถึงจุดนี้ บอกให้เขารู้ว่าแม้คุณจะเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง ลำบากขึ้นบ้าง แต่คุณก็เต็มใจ และดีใจที่ได้ทำให้เขา

เป้าหมาย
กลับมาที่เรื่อง The last lecture ความจริงแล้วมันเป็น Lecture ที่เป็นหนึ่งในความปรารถนาสุดท้ายของศาสตราจารย์ผู้นี้ อย่างที่หลายคนอาจเคยถูกถาม ถ้าคุณรู้ว่าเรามีชีวิตเหลืออีกแค่ 3 เดือน 6 เดือน คุณอยากทำอะไร นั่นแหละค่ะ ผู้ป่วยที่คุณดูแลอยู่ก็ไม่ต่างกัน เขามีความปรารถนาบางอย่างในชีวิต ลองให้เขาคิด อย่างน้อยช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก็จะได้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ สำหรับทั้งเขา และเรา

คิดล่วงหน้ากับหมอ และพยาบาล
อันนี้เป็นหน้าที่ที่หมอจำเป็นต้องคุย ล่วงหน้าเผื่อว่าวาระสุดท้ายมาถึง การแพทย์ของเราเจริญก้าวหน้ามาก เราพยายามต่อสู้ยื้อยุดกับมัจจุราชมาตลอด เพราะเราถูกสอนมาให้ทำแบบนั้น และแพทย์ก็พยายามคิดวิธีใหม่ๆ หาอาวุธใหม่ๆมาต่อสู้กับท่านมัจจุราชเสมอ แพ้บ้างชนะบ้างก็แล้วแต่ เวลาที่คนไข้จะสิ้นลมหายใจ เรามีแนวทางปฏิบัติ เพื่อดึงแย่งเขากลับมา (ขอใช้คำว่าแย่ง เพราะว่าแย่งจริงๆนะคะ) ไม่ว่าจะเป็นการใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊มหัวใจ ช็อกไฟฟ้า ให้ยากระตุ้นหัวใจ ทั้งหมดนี้เพื่อยื้อลมหายใจคนไข้ไว้ ไม่มีใครรู้ว่าการทำทั้งหมดนั้นลงบนตัวคนไข้ มันทรมานแค่ไหนสำหรับคนไข้ แต่เราก็รู้ว่าในบางรายที่เป็นโรคที่รักษาได้ (แน่นอนว่าไม่ใช่มะเร็ง หรือเอดส์) มันช่วยให้คนไข้ฟื้นคืน แต่สำหรับโรคที่รักษาไม่ได้ หรือผู้ป่วยที่อายุมากจริงๆ มันก็ไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนได้

ความจริงแล้วคนไข้ และญาติสามารถเลือกได้ ว่าเราจะยื้อสุดใจ หรือจะปล่อยให้เป็นไปแบบธรรมชาติของโรคอย่างสงบ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หมอ และพยาบาล ต้องวางแผนร่วมกับญาติ และแม้แต่คนไข้เองก็มีสิทธิเลือกว่าในลมหายใจสุดท้าย อยากให้หมอและพยาบาลพยายามดึงคุณกลับมา(แต่บอกไม่ได้ว่าจะกลับมามั๊ย) หรือว่าปล่อยคุณไปแบบสงบ

การแพทย์กับวาระสุดท้าย
ทางการแพทย์เรามีสิ่งที่เรียกว่า "การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือ Palliative care" จุดประสงค์เพื่อใ้ห้ผู้ป่วยสุขสบายที่สุดเท่าที่ทำได้ ประเด็นหลักคืออาการ"ปวด" โรคบางโรคในระยะสุดท้ายสร้างความปวดอย่างมาก สิ่งที่หมอทำได้คือการให้ยาระงับความปวด นั่นอาจหมายถึงยาแรงๆอย่าง มอร์ฟีน (ทุกคนคงรู้จักในนามของสิ่งเสพติด แต่สำหรับทางการแพทย์แล้วเป็นยาแก้ปวดชั้นเลิศเลยทีเดียว) หรือยานอนหลับเพื่อให้ผู้ป่วยสบายตัว การให้ออกซิเจน ฯลฯ ถ้าคุณเป็นญาติ หรือคนไข้ อย่างลังเลที่จะพูดคุยกับหมอและพยาบาล เล่าปัญหา และสิ่งที่คุณต้องการ เพราะหมอและพยาบาลทุกคนจะรับฟังเสมอค่ะ

วันนี้เป็นเรื่องเศร้าๆ แต่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายคนนะคะ สวัสดีค่ะ

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

หมอเองก็ลำบากใจ เมื่อต้องบอกข่าวร้ายกับคุณ

ละครไทยเกือบทุกเรื่องจะมีช่วงเวลาที่พระเอก หรือนางเิอกเฉียดตาย และแทบต้องกลั้นใจตามตัวละครทุกครั้งไปเมื่อได้เห็นคุณหมอเดินกลับออกมาจากห้องฉุกเฉิน (หรือห้องผ่าตัด ก็แล้วแต่ผู้แต่จะเลือกเอา) เพื่อบอกอาการคนไข้ ณ วินาทีทุกคนทั้งลุ้นทั้งกลัว กลัวจะเป็นข่าวร้าย และลุ้นในเป็นข่าวดี (แต่ทุกคนก็เชื่อว่ามันจะเป็นข่าวดี แม้เป็นข่าวร้ายพระเอกก็จะฟื้นได้ ถ้านางเอกไปนั่งร้องไห้ข้างเตียง 555) ความจริงแล้วบทบาทของหมอดูง่าย ตามบท "ตอนนี้คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ" หรือไม่ก็ "เสียใจด้วยครับ ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป" แต่ในชีวิตจริง การเล่นบทหมอก็ไม่ง่ายขนาดนั้นค่ะ

ลองคิดดู จะมีซักกี่คนที่อยากบอกข่าวร้ายกับคนอื่น บอกแล้วต้องเห็นภรรยาผู้ป่วยเป็นลมล้มพับ ลูกหลานร้องไห้ หรือทุกคนอยู่ในภาวะเศร้าสลด การบอกเรื่องความตายที่ว่าลำบากแล้ว แต่นั่นเป็นแค่การบอกข่าวร้ายกับญาติๆผู้ป่วยเท่านั้น ผู้ป่วย(คนที่ตาย)คงไม่ได้รับรู้ด้วย (หรือไม่ก็คงจะรู้ตัวอยู่แล้ว) สิ่งที่ยากลำบากยิ่งกว่าคือการบอกข่าวร้ายกับผู้ป่วยเอง อย่างการบอกว่าผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หรือเป็นเิอดส์ หมอเองก็กลัวค่ะ กลัวว่าบอกไปแล้วผู้ฟังจะร้องไห้ฟูมฟายเป็นลม หรือว่าอยากฆ่าตัวตาย!!!

เชื่อมั๊ยว่าศิลปะการบอกข่าวร้ายเป็นหัวข้อสำคัญหัวข้อหนึ่งในการเรียนหมอเลยทีเดียว อย่างที่บอก ถึงแม้ว่ายังไงเขาก็ต้องรู้ความจริง แต่เราก็อยากให้เขาสะเทือนจิตใจน้อยที่สุด ได้เตรียมตัวเตรียมใจก่อนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเอง หรือว่าเป็นญาติๆ อันนี้เป็นสำคัญมาก และอาจมากกว่าการรักษาคือ นอกจากร่างกายเขาจะป่วยแล้ว ซึ่งบางโรคอาจรักษาไม่ได้ แต่เราก็พยายามไม่ให้ "จิตใจ"ของเขาป่วยไปด้วย

เอาหล่ะค่ะ เล่ามาตั้งยาวละว่าการบอกข่าวร้ายสำคัญขนาดไหน วันนี้อยากมาเล่าวิธีการบอกข่าวร้ายให้ทุกคนได้อ่านกัน อาจจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันเองก็ได้นะคะ เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยมีโอกาสบอกข่าวร้ายกับคนรู้จักบ้าง ไม่มากก็น้อย
 ศิลปะการบอกข่าวร้าย, breaking bad news, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


รู้ความคาดหวัง
ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าคนที่กำลังจะได้ยินข่าวร้าย คาดหวังจะได้ยินอะไรจากเรา อย่างเช่นถ้าคนไข้ที่สบายดีมาตลอด เกิดป่วยหนัก ล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมา เราอาจจะถามว่า สงสัยบ้างมั๊ย หรือคิดว่าตัวเองเป็นอะไร คิดว่าอาการร้ายแรงมั๊ย บางคนอาจตอบกลางๆว่า "ไม่รู้" แต่บางคนอาจจะตอบว่า "ก็คงไม่เป็นอะไรมากมั๊งครับ เพราะว่าสบายดีมาตลอด" ถ้าเรากำลังจะบอกว่าเขาเป็นมะเร็ง เราก็จะได้รู้ว่าเขาไม่ได้เตรียมใจเรื่องนี้มามากนัก อย่างไรก็ตามขั้นตอนนี้ เราอาจไม่จำเป็นต้องทำถ้าเรารู้อยู่แล้ว เช่นถ้าเป็นเพื่อนกันรู้จักกันอยู่แล้ว หรือเคยคุยเรื่องนี้กันมาก่อนแล้ว อย่างคนไข้บางคนก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่า "ทำใจไว้แล้วหมอ ว่าเป็นไปได้ที่ตัวเองจะเป็นมะเร็ง" แบบนี้ เราก็จะรู้ว่า เขาได้เตรียมใจมาแล้ว 

ขั้นตอนนี้ทำเพื่อใ้ห้เรารู้ว่าเรากำลังจะเจอปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากบอกข่าวร้าย ถ้าเขาเตรียมใจมาก็คงปฏิกิริยาไม่รุนแรง แต่ถ้าเขาไม่เตรียมใจมา เราก็ต้องเตรียมใจแทนว่าเราอาจจะเจออาการร้องไห้ฟูมฟาย อยากฆ่าตัวตาย หรืออาจถึงเป็นลม เป็นต้น

แสดงสัญญาณเตือนก่อน
เวลาที่กำลังจะบอกข่าวไม่ดี การค่อยๆแสดงสัญญาณทีละนิด จะดีกว่าการโยนทุกอย่างทีเดียวเหมือนขว้างระเบิด คนไข้อาจจะรับไม่ค่อยไหวเท่าไหร่ อย่างเรื่องมะเร็ง ก็อาจเริ่มด้วยสีหน้าที่กังวลเล็กน้อยของหมอ ถามคนไข้ว่า คิดไว้บ้างมั๊ยว่าผลจะเป็นอะไรได้บ้าง (ถามความคาดหวัง) แล้วก็บอกว่า "ผลไม่ค่อยดีเลยนะคะ มีความผิดปกติ ตรงโน้นตรงนี้ เป็นก้อนแบบนั้นแบบนี้" แล้วค่อยสรุปว่า คิดว่าก้อนเหล่านี้เป็นเนื้อร้าย หรือ มะเร็ง  วิธีนี้คนฟังจะค่อยๆซึมซับ และยังพอมีเวลาทำใจบ้าง ดีกว่าบอกว่า "คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย" แต่สำหรับบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าวิธีนี้ดูลุ้นๆ อ้อมๆ ผู้ป่วยใจร้อนบางคนก็ถึงกับขัดและบอกหมอว่า "เอาตรงๆเลยดีกว่าหมอ ไม่ต้องอ้อม" อันนี้ก็คุณขอมา เราก็จัดให้ค่ะ ก็คงต้องบอกตรงๆกันไปเลย แต่ส่วนใหญ่วิธีค่อยๆเล่าทีละนิด จะดีกว่าค่ะ

ให้ความหวัง
ว่าง่ายๆก็คือการปลอบใจ คือหลังจากบอกข่าวร้ายแล้ว ถ้าเป็นหมอก็จะให้ความหวังก็คือบอกว่า ถ้าเป็นอันนี้แล้วจะต้องทำยังไงต่อไปเพื่อช่วยคนไข้ แต่ถ้าหลายๆคนจะเอาไปใช้กับการบอกข่าวร้ายอื่นๆ การให้ความหวังก็คือการให้กำลังใจ "ไม่เป็นไรนะ เรื่องมันแล้วให้แล้วไป เราค่อยเริ่มต้นใหม่" "ไม่เป็นไรทุกคนให้อภัย" ฯลฯ

โอเคค่ะ ทั้งหมดนี้เป็นกลเม็ดที่เหล่าหมอใช้กัน เมื่อต้องบอกข่าวร้ายคนไข้ (ซึ่งต้องบอกบ่อยซะด้วย ก็แน่นอนแหล่ะ ่ไม่งั้นจะเรียกว่า คน"ไข้" ได้เหรอ) หวังว่าหลายๆคนจะได้ประโยชน์กับการเอาไปประยุกต์ใช้นะคะ


วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

เมื่อเราอยากไปหาหมอคนใหม่

ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่ต้องเดินเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ ไม่ว่าจะพาคุณพ่อ คุณแม่ ญาติผู้ใหญ่ ลูก หลาน หรือแม้แต่ตัวเองไปพบแพทย์บ่อยๆ ด้วยการป่วยบ่อยๆ หรือมีโรคประจำตัว แน่นอนเราก็คงมีหมอประจำตัวอยู่ ไปทีไรก็จะพบแพทย์คนเดิม เพื่อการรักษาที่ต่อเนื่อง ไม่แปลกที่วันดีคืนดีเราจะเกิดไม่แน่ใจในตัวคุณหมอที่ดูแลเราอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่อาการไม่ดีขึ้นอย่างที่เราคาดไว้ หรือว่ามีคนรู้จักมาแนะนำเราว่าหมอที่นุ้นที่นี่ดี เราก็อาจจะอยากลองไปหาหมอคนอื่นดู บางทีเราก็อาจคิดว่าร้านตัดผมร้านประจำ วันไหนอยากเปลี่ยนไปร้านอื่นก็ไปได้เลย ไม่เห็นมีปัญหา แต่สำหรับเรื่องสุขภาพแล้ว มีบางเรื่องที่ต้องเตรียมพร้อมนะคะ

การไปพบหมอคนใหม่ที่ว่านี้ ความจริงแล้วมีอยู่ 3 แบบนะคะ
1. เป็นการไปขอความเห็นของหมอท่านอื่น ภาษาแพทย์เรียกว่า "second opinion" หมายถึงเราไปขอความเห็นจากบุคคลที่สอง เหมือนกับคิดสองหัว ดีกว่าหัวเดียวหน่ะค่ะ เพียงแต่หมอทั้งสองท่านนั้นไม่ได้รูจักกัน  ซึ่งความจริงเรายังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแพทย์รักษานะคะ เพียงแต่ไปปรึกษาแพทย์อีกท่านเฉยๆ เผื่อว่าจะมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับการรักษา (และถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่า เราค่อยเปลี่ยนมารักษากับเขา) 

second opinion, เปลี่ยนหมอคนใหม่, ประวัติเก่า, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งความจริงก็อยู่ในสถานพยาบาลที่สามารถรักษาโรคนั้นๆได้อยู่แล้ว มีแพทย์เฉพาะทางดูแลโดยตรง และก็ไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนแพทย์ แต่เพียงแต่ต้องการความมั่นใจว่าที่รักษาอยู่เหมาะสมแล้ว

2. ส่งต่อผู้ป่วย อันนี้มักเกิดขึ้นจากการที่โรคของเรานั้นต้องใช้เทคโนโลยี หรือใช้ยาที่สถานพยาบาลเดิมไม่สามารถให้การรักษาได้ ส่วนใหญ่แพทย์จะเป็นคนส่งต่อผู้ป่วย หรือ แนะนำให้ผู้ป่วยไปรักษาต่อที่สถานพยาบาลที่ใหญ่กว่า และมีอุปกรณ์ รวมทั้งบุคลากรที่ครบครันกว่า 

3. ตัดสินใจเปลี่ยนที่รักษา อาจจะด้วยความไม่ประทับใจในตัวแพทย์ หรือเนื่องจากรู้สึกว่าผลการรักษาไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ เราก็เลยตัดสินใจจะไม่รักษาทีนี่อีกต่อไป ("เราเลิกกัน!!!") แล้วก็ตัดสินใจไปรักษาต่อที่อื่น

เอาหล่ะค่ะ ไม่ว่าเรากำลังทำแบบไหนอยู่ มีบางอย่างที่เราควรเตรียมพร้อมก่อนจะไปพบแพทย์คนใหม่ (ความจริงคุณหมอคนใหม่ก็คาดหวังจากเรา)ดังนี้ค่ะ

อันแรกคือ"ประวัติการรักษา" เป็นสิ่งหนึ่งที่เราควรถือไปด้วย เพราะว่าการรักษาโรคต่างๆนั้นเป็นการรักษาต่อเนื่อง การวินิจฉัยที่แม่นยำนั้นมาจากประวัติตอนแรกก่อนเริ่มรักษา พอเรารักษาไปบางส่วน ลักษณะอาการก็จะเปลี่ยนไป ทำให้การวินิจฉัยใหม่อาจผิดพลาด นอกจากนี้ประวัติการรักษายังช่วยบอกด้วยว่าเราได้รับการรักษาอะไรมาบ้าง อะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล ไม่อย่างงั้นเราก็อาจได้การรักษาแบบเดิม ก็จะไม่ได้ผลเหมือนเดิม (การเปลี่ยนหมอก็จะไม่มีประโยชน์อะไรนะคะ)

อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือผลเลือดและการตรวจพิเศษต่างๆ ทั้งการ x-ray, ultrasound , CT scan (ที่เรียกกันว่าเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์) ฯลฯ การตรวจทั้งหมดนั้นเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ว่ารัฐบาลจ่าย หรือเราจ่ายเอง ถ้าไม่จำเป็นต้องตรวจใหม่ ใช้ผลอันเก่าก็ประหยัดทั้งค่าใช้จ่าย และประหยัดเวลากว่านะคะ(บางโรงพยาบาลต้องรอคิวทำเป็นเดือนเลยนะคะ แล้วจะหาว่าสวยไม่เตือน)

เพราะฉะนั้นก่อนจะไปพบแพทย์ท่านใหม่ อย่าลืมของประวัติการรักษา รวมทั้งผลเลือด และการตรวจพิเศษทั้งหมดด้วยนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าโรงพยาบาลจะไม่ให้นะคะ ขอกับคุณหมอของเราเลย ประวัติการรักษาทั้งหมดเป็นสิทธิของเราค่ะ ถ้าขอกับแพทย์จะได้แน่นอนค่ะ แต่ถึงตรงนี้หลายคนก็กังวลต่อ ไม่อยากบอกหมอที่รักษาเราอยู่ ว่าเรากำลังจะไปพบหมอท่านใหม่ กลัวหมอจะ"งอน" ว่าเราไม่เชื่อเขา คิดจะไปรักษาที่อื่น ไม่ต้องกังวลค่ะ เราบอกไปตามตรงได้ว่าเราอยากไปปรึกษาหมออีกท่าน ขอประวัติการรักษา คุณหมอทุกท่านเข้าใจค่ะ และยินดีจะให้ความช่วยเหลือเสมอ

อันดับที่สองคือ "ยาที่กินอยู่" ไม่ว่าจะเป็นยาที่ได้จากหมอที่เรารักษาอยู่ ยาที่ซื้อมาเอง ยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ ยาต้ม ยาหม้อ ยาสมุนไพร ยาลูกกลอน ฯลฯ ทุกอย่างที่เรากินอยู่เป็นประจำ อย่าลืมเอาติดไปให้แพทย์ด้วยนะคะ อย่าคิดว่าบอกๆไปว่าเป็นอะไร ยาหน้าตาเป็นยังไง เดี๋ยวหมอก็รู้เอง อันนี้ก็ไม่เสมอไปนะคะ ยารักษาโรคหนึ่งๆมีหลายตัว และยาแต่ละตัวก็มีหลายยี่ห้อ ถ้าไม่ได้จดชื่อยาและขนาดจากแผงยามาให้เลย ให้หมอเดาๆเอาก็มีโอกาสผิดพลาดสูงนะคะ

สุดท้าย อันนี้สำหรับคนที่ใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ และต้องการเบิกค่าใช้จ่ายนะคะ บางสิทธิการรักษาอย่างบัตรทองเนี๊ย จะสามารถรักษาได้เฉพาะโรงพยาบาลที่สิทธิของเราอยู่เท่านั้น ถ้าเราคิดจะไปรักษาที่อื่นต้องมี "ใบส่งตัว" มาด้วย เราก็จะได้ไม่ต้องเสียค่ารักษานะคะ บางคนอ่านแล้วยังงง อธิบายคือ สิทธิการรักษาปัจจุบันของทุกคนจะอยู่ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านตามทะเบียนบ้านของเรา สิทธิอยู่ที่ไหนถือว่าเขาเป็นต้นสังกัดของเรา ถ้าเราไปรักษาที่อื่นเราก็ต้องจ่ายเงินเอง แม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐเหมือนกันก็ตาม ยกเว้นแต่ว่าจะมีใบส่งตัว คือโรงพยาบาลต้นสังกัดเราส่งเราไปรักษาที่อื่น ซึ่งเขาจะเป็นคนจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เราค่ะ ดังนั้นอยากใช้สิทธิ ก็ต้องมีใบส่งตัวนะคะ

ขอให้โชคดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บกันทุกคนนะคะ






วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

ไม่มีอะไร 100% ใน medicine

"ไม่มีอะไร 100% ใน medicine" ประโยคนี้ค่อนข้างคุ้นเคยกันในหมู่แพทย์ แปลความตรงตัวก็คือ ไม่มีอะไรแน่นอนในทางการแพทย์ ฟังประโยคนี้บางคนถามว่า คำว่า"อะไร" นี่หมายถึงอะไรบ้างหรือ หมายถึง เงินเดือนของแพทย์? ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงนี้ หมายถึง ตำแหน่งแพทย์? ชีวิตแพทย์? แน่นอนค่ะ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน แต่คุณเคยไหม

"ที่บอกว่าผมเป็นมะเร็ง แน่นอนแล้วเหรอครับ"
"แล้วผมจะหายแน่นอนเหรอครับหมอ?"
"ยานี้ไม่มีผลเสียแน่นอนใช่มั๊ยค่ะ"

ความไม่แน่นอนทางการแพทย์, ชีวิตหมอ, ความจริงทางการแพทย์, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
เฮ่อ... ความจริงแล้วทุกคนก็ต้องการความแน่นอนกันทั้งนั้น แม้ว่ามันจะไม่เคยเป็นจริง ยิ่งเป็นเรื่องของร่างกาย เรื่องของสุขภาพ เรื่องของความเป็นความตาย ทุกคนก็ยิ่งต้องการความแน่นอน แม้ว่าความจริงมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับทุกๆอย่างบนโลกใบนี้เลย

จริงๆแล้วสำหรับเรื่องสุขภาพ ความเจ็บป่วย เราอาจจะยอมรับความไม่แน่นอนได้ดีกว่าถ้าไม่ได้มาหาหมอเลย พอมาหาหมอก็คาดหวังว่าจะหมอจะรักษาได้ คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าหมอเป็นที่พึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพ (ก็ใช่สิ! ไม่งั้นจะมาหมอทำไม) แต่ทุกคนก็ลืมไปว่าความจริงแล้วสิ่งที่หมอรู้ และการรักษาที่หมอให้ได้ก็ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนเหมือนกัน

หมอคิดว่าคุณน่าจะเป็น....
คุณรู้หรือไม่การวินิจฉัยของแพทย์เป็นสถิติอย่างหนึ่ง เรารู้ว่าคนไข้แต่ละคนที่เดินเข้ามาเป็นโรคอะไรจากการที่เรารู้ว่าคนไข้ที่เป็นแต่ละโรคนั้น "ส่วนมาก" มีอาการเป็นอย่างไร และจะตรงเจออะไร เช่น คนไข้ที่เป็นไข้เลืืือดออก "ส่วนมาก"มีไข้สูงลอย เบื่ออาหาร อาการไอเจ็บคอหรือน้ำมูกไหลไม่เด่นชัด "บางราย"ปวดท้อง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด ถ้ามีคนไข้อาการตามที่เล่ามาเดินเข้ามาเราก็รู้ได้ว่าน่าจะเป็นโรคนี้ แต่อย่างที่เห็นไม่มีคำว่า "แน่นอน" ทุกอย่างมีโอกาสไม่ได้เป็นไปตามที่คนส่วนมากเป็น หมอทุกคนถูกสอนให้เผื่อใจไว้ เมื่อไหร่ที่เห็นมีอะไรบางอย่างแปลกไป เราอาจต้องรื้อทุกอย่างมานั่งคิดกันใหม่ ดังนั้น ไม่แปลกถ้าหมอจะพูดว่า "หมอคิดว่าคุณ'น่าจะ'เป็น....."

การรักษา
การรักษาเองก็มีความไม่แน่นอน ด้วยตัวโรค ตัวคนไข้ และตัวยา อย่างเช่น ถ้าใครมีญาติผู้ใหญ่เป็นเบาหวานอาจจะพอทราบ บางคนกินยาตัวเดียวร่วมกับออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร น้ำตาลในเลือดก็ดี แต่บางคนยาก็เพิ่มแล้ว เพิ่มอีก ทั้งออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร แต่น้ำตาลก็ยังไม่ดี หรือแม้แต่การผ่าตัด ก็เหมือนการทำกับข้าว บางวันอร่อย บางวันไม่อร่อย ถึงแม้คุณจะชำนาญทำทุกวัน ก็อาจมีซักวันที่พลาดไม่อร่อยเหมือนทุกวัน และหากเกิดบางวันเนื้อที่ซื้อมามีคุณภาพเปลี่ยนไป แน่นอนอาหารก็ไม่เหมือนเดิม กับหมอผ่าตัด เชื่อเถอะค่ะ หมอทุกคนมีความสุขเวลาที่คนไข้หายดี พวกเราทุกคนอยากเห็นคนไข้ยิ้มได้ สำหรับการผ่าตัด เราก็อยากให้ทุกอย่่างผ่านไปด้วยดี แต่ทุกอย่างก็มีโอกาสพลาดได้จริงๆ ไม่ใช่แค่คนไข้หรอกค่ะที่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น สำหรับหมอแล้ว แม้เป็นเรื่องสุดวิสัย แต่ก็อดรู้สึกผิดและเสียใจไม่ได้เช่นกัน

เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด
เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของความไม่แน่นอนที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และป้องกันไม่ได้ มีเหตุการณ์บางอย่างที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถป้องกันได้ และไม่มีใครรู้ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เหมือนรถที่ขับๆอยู่ดีๆ จู่ๆก็มีป้ายโฆษณาหักลงมาทับพอดี คนขับตายคาที่อะไรประมาณนั้น ถามว่าใครผิด? ป้ายโฆษณา? คนทำโฆษณา? คนขับ? รถ? ถนน? พระเจ้า? (สงสัยท่านจะต้องเป็นแพะซะแล้ว) สิ่งเหล่านี้ได้แก่ การแพ้ยา การติดเชื้อขณะอยู่โรงพยาบาล น้ำคร่ำเข้าสู่กระแสเลือดในคนท้อง ภาวะเลือดออกอย่างรุนแรงในผู้ป่วยไข้เลือดออก และยังมีอีกมากมายที่เข้าข่ายนี้ ไม่มีหมอคนไหนอยากให้เกิด แต่ก็ป้องกันอะไรไม่ได้ นอกจากเฝ้าดูและคอยแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งบางอย่างเมื่อเกิดขึ้นแล้ว หมอก็จนปัญญาจริงๆ

หลายท่านไม่เข้าใจความไม่แน่นอนเหล่านี้ นำมาสู่การฟ้องร้องหมอ (เป็นหมอนี่มันน่าน้อยใจจริงๆ) หลายคนประณามหมอที่ออกมาช่วยหมอด้วยกัน ความจริงเป็นเพราะหมอทุกคนรู้เรื่องของความไม่แน่นอนนี้ เราทุกคนเข้าใจกันดี และเราก็เข้าใจว่ามีหลายแง่มุมของวิชาทางการแพทย์ที่ไม่เหมือนวิชาอื่น คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ และทุกคนก็ยึดติดกับการที่หมอควรจะรักษาได้"ทุกโรค" คิดว่าความเจ็บป่วยเมื่อถึงมือหมอแล้วควรจะไปในทางที่ดีขึ้นเท่านั้น ถ้าแย่ลงแสดงว่าเป็นความผิดของหมอ!!! รถเสียที่เข้าอู่ยังไม่แน่เลยว่ากลับออกมาแล้วจะดีได้ซักแค่ไหน ร่างกายคนเราแสนซับซ้อน อะไรก็เกิดขึ้นได้ค่ะ

เรื่องราววันนี้ออกจะหดหู่ซักหน่อย แต่เป็นสิ่งที่หมออยากให้ทุกคนเข้าใจ ทุกวันนี้เรากำลังต่อสู้กับพระเจ้าทุกวัน และยื้อชีวิตกับมจุราชทุกวัน ก็เพื่อรอยยิ้มของผู้เป็นทุกข์ที่เดินมาหาเรา ไม่มีหมอคนไหนอยากให้คนไข้ตาย ไม่มีใครอยากเห็นคนไข้ทรมาน ทุกคนอยากเห็นคนไข้แข็งแรง มีความสุข และกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม วันนี้ขอจบเท่านี้นะคะ สวัสดีค่ะ



วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

สิ่งที่เห็น ก็คงไม่ใช่สิ่งที่เป็น (T.T)

ชีวิตหมอ, วิชาชีพแพทย์, ความจริงของแพทย์, ชีวิตแพทย์, doctor is me



สมัยเด็กๆ มีใครบ้างค่ะที่ฝันอยากเป็นหมอ เด็กไทย(และเชื่อว่าประเทศหลายประเทศในเอเชีย)ยังอยู่ในแวดล้อมที่ผู้ใหญ่ชื่นชมอาชีพที่เป็นวิชาชีพ อย่างแพทย์ วิศวกร พยาบาล สถาปนิก ฯลฯ เส้นทางที่ผู้ใหญ่หลายคนขีดไว้ให้เด็กๆคือ เรียนจบม.ต้น >>เรียนสายวิทย์>>>เอนท์ติดหมอ>>>สบายแล้วลูกเรา ผู้ใหญ่หลายท่านผ่อนผันเส้นทางนี้ เพราะเห็นว่าบุตรหลานของท่าน "หัวไม่ถึง เรียนไม่เก่ง" แต่เชื่อเถอะ เส้นทางอันดับหนึ่งที่อยากให้ลูกคุณเป็น ก็คงจะไม่พ้นเส้นทางนี้ หรือบางคนเองอาจเคยอกหักจากเส้นทางนี้มาก่อน (ความจริงคุณอาจโชคดีกว่าที่คุณคิด)

ในสายตาผู้ใหญ่ และคนทำงานบางท่าน มีความเห็นเกี่ยวกับอาชีพหมออย่างเช่น
"หมอหน่ะเหรอ กว่าจะออกตรวจก็สาย 9 โมง 10 โมง คนไข้มารอตั้งแต่ ตี 5 งานสบ๊ายสบาย"
"ก็เห็นนั่งในห้องแอร์เย็นๆ ถามๆ เอาหูฟังจิ้มๆ เขียนยา เสร็จละ ได้คนนึงตั้ง 500"
"ขับรถหรูทุกคน มีบ้านออกใหญ่โต เป็นหมอรวยออก"

มีคนมากมายที่คิดว่าอาชีพหมอสบายและรายได้ดี มั่นคง คนส่วนใหญ่ใส่อาชีพหมอไว้ในบัญชี "อาชีพในฝันสำหรับลูกน้อย" จริงไหมค่ะ ในฐานะที่ดิฉันเป็นหมอ มีความจริงที่หลายคนยังไม่รู้ และไม่เคยได้เห็นมาเล่าให้ฟังค่ะ

เรียนสนุกลุกนั่งสบาย ซะเมื่อไหร่???
สมัยเรียนม.ปลาย มองดูพี่ๆที่เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว สบายมาก เรียน 9 โมง เลิกบ่ายสาม เรียนวันละไม่กี่ชั่วโมง แต่งตัวสวยๆ สบายจริงๆ แต่ฝันของดิฉันสลาย.....เมื่อดิฉันเลือกเส้นทางนี้
การเรียนหมอไม่ได้ง่ายเลย ดิฉันคิดว่าเรื่องการต้องค้นคว้าอ่านด้วยตัวเองนั้นไม่ว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยสาขาไหนก็คงหนีไม่พ้น แต่ชั่วโมงเรียนของวิชาชีพแพทย์นั้น มากกว่าชั่วโมงเรียนสมัย ม.ปลายเสียอีก

ช่วง 3 ปีแรก เรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 4-5 โมงเย็น มีทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แม้ว่าชั่วโมงเรียนจะเยอะ แต่ถ้าเทียบกับเนื้อหาที่เรียนแล้ว เหมือนเอานิยายเรื่อง Harry Potter ทุกภาคมาแสดงเป็นหนังให้จบในตอนเดียว 2 ชั่วโมงครึ่ง มีอะไรที่ต้องกลับไปอ่าน ไปทบทวนอีกมากมาย

ขึ้นมาปี 4 - 5 ช่วงนี้เราเริ่มฝึกงานกับคนไข้จริง การเรียนเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า (คุณตื่นรึยัง?) ไม่มีเวลาพักเที่ยงที่แน่นอน งานเสร็จถึงจะได้พัก (นั่นอาจหมายถึงบ่าย 3 ในบางวัน) เวลาเลิกก็ไม่แน่นอนเช่นกัน แล้วแต่ว่าหน้าที่ของเราสิ้นสุดเมื่อไหร่ (นั่นอาจหมายถึง 3 ทุ่ม) และถ้าเป็นวันที่ต้องอยู่เวร นั่นหมายถึง เที่ยงคืนถึงจะได้กลับไปนอนพัก และชีิวตก็เริ่มใหม่ 7 โมงเช้า วันถัดไป กิจวัตรวนไปเช่นนี้ตลอดปี ยกเว้นเสาร์อาทิตย์ แต่เดี๋ยวก่อน!!!!! ที่ว่ายกเว้นนี่ ไม่ใช่ว่าได้นอนตีพุงตื่นสายอยู่บ้านนะคะ วันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ต้องมาปฎิบัติงานอย่างน้อยเกือบครึ่งวัน ตั้งแต่ 7 โมงเช้า(เหมือนเดิม) ถึงเที่ยงค่ะ Y.Y

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมภาพลักษณ์ของหมอในสายตาหลายๆคน จะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายที่ใส่แว่นหน้าเตอะ แต่งตัวเรียบๆธรรมดาๆ (อาจจะออกเชยๆ) นั่นเพราะพวกเขาไม่มีเวลา ขอเอาเวลาแต่งตัว ไปนอนจะดีกว่า 555 แต่หมอสมัยใหม่บางคนก็ไม่อาจปล่อยตัวเองให้เป็นแบบนั้นได้ เราก็ยอมรับว่าต้องตื่นเช้า นอนหน่อยกว่าซักหน่อย เพื่อให้ตัวเอง "สวย" ค่ะ ^o^

ปีสุดท้ายของการเป็นนักศึกษาแพทย์ เรียกกันว่า Extern ไม่มีคำแปลตรงตัว แต่เป็นมนุษย์ที่เกือบเป็นแพทย์แล้ว แต่ทำงานหนักที่สุด เป็นปีที่เรียกว่า ห้ามลา ห้ามขาด ห้ามขี้เกียจ เพราะถือว่าเป็นปีที่จะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากที่สุดก่อนจะเป็นแพทย์จริงๆ อันนี้ก็เริ่มงาน และเลิกงานคล้ายๆปี 4-5 เหมือนเดิม แต่อยู่เวรคือ ถึงเช้าค่ะ !!! = ทำงาน 24 ชั่วโมงเหมือนเซเว่น แต่ไม่มีใครผลัดเวรนะคะ(ทนได้ไงนะเรา)

โอเคค่ะ ตอนนี้ถึงเวลาเรียนจบแล้ว ตอนที่เรียนทุกคนบอกว่าจบแล้วจะสบายขึ้น ปีที่หนักที่สุดในชีวิตคือช่วง Extern....... จริงหรือ???

ชีวิตหมอหลังจากที่ดิฉันจบ และทำงานอยู่ในโรงพยาบาลรัฐ ตอนนี้เริ่มงาน 7.00-7.30 เอ๊ะๆ บางท่านอาจถามว่า ทำที่ไหน?? ก็ไม่เห็นมาออกตรวจเลย อย่ามาโม้!!! คุณไม่เห็นหมอหรอกค่ะ ถ้าคุณไม่ได้เคยนอนโรงพยาบาล ตอนเช้าเราก็ไม่ดูคนไข้ที่นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลก่อน พอ 8-9 โมงถึงได้ไปเจอทุกท่านที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ที่คุณเห็นนั่งถามๆ ฟังๆ แล้วก็สั่งยานั่นแหละค่ะ

วันดีคืนดีคุณมาแล้วไม่เจอหมอคนเดิม "อ้าววันนี้หมอไม่มาทำงาน" ขอเติมซักหน่อยค่ะ "หมอไม่มาทำงานที่ห้องตรวจ เพราะไปผ่าตัดอยู่/ดูคนไข้ที่หอผู้ป่วยอยู่" เราไม่ได้หยุดงานหรอกค่ะ เพราะว่ามีผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล ดังนั้นเราก็เลยต้องมาทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ จริงมั๊ยคะ ถ้าคุณเคยนอนโรงพยาบาล คุณเองก็คงเคยถามพยาบาลว่า "วันนี้คุณหมอจะมากี่โมง???" และคุณก็อาจจะผิดหวังถ้าคุณพยาบาลบอกว่า "วันนี้คุณหมอไม่มาค่ะ" แต่ถึงจะไม่มีหมอคนเดิมมาเยี่ยมคุณในวันนั้น แต่ถ้าคุณเกิดมีอาการผิดปกติขึ้นมาก็จะมีหมอเวร!! หมายถึง หมอที่อยู่เวรนะคะ มาดูคุณ

ถึงจะจบแล้วแต่การอยู่เวรก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นถ้าคุณมาโรงพยาบาลแล้วไม่เจอหมอเลย จะทำยังไง สถานพยาบาลทุกที่ต้องมีหมออยู่เวรตลอด24 ชั่วโมง และทุกๆวัน ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นวันอะไรก็ตาม นึกถึงวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุดอย่างวันมาฆะ วันพืชมงคล คุณอาจรู้สึกว่าไม่หนักหนาเท่าไหร่ เหมือนทำ OT แต่ถ้าวันนั้นเป็นวันปีใหม่ วันสงกรานต์ วันคริสต์มาส ที่ครอบครัวและญาติพี่น้องทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ยกเว้น "คุณ" ออกจะเจ็บปวดอยู่ซักหน่อย แต่มันก็เป็นทางเดินที่เราเลือกมาแล้ว.....ก็ทำงานกันต่อไป

เฮ้อ...เล่าไปก็เจ็บปวดเอง 555 คุณรู้มั๊ยว่าวันหยุดซักวันหนึ่ง ที่ได้ตื่นสาย ทำอะไรที่อยากทำ ได้อยู่กับครอบครัว ได้ไปเที่ยวกับแฟน โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาล เป็นสิ่งที่"มีค่า"มาก ยิ่งช่วงแรกจบใหม่ๆ ที่ต้องไปใช้ทุนต่างจังหวัด ไกลบ้าน ไกลคนที่เรารัก การได้กลับบ้าน อยู่บ้านติดกันซักเสาร์อาทิตย์หนึ่ง เป็นสิ่งที่คิดถึงเป็นเดือนๆ กว่ามันจะเกิดขึ้นจริง T_T

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ อยากให้พวกคุณเห็นใจหมอตาดำๆ และอย่าได้แปลกใจที่โรงพยาบาลเอกชนจะคิดเงินแพง อย่าได้แปลกใจที่หมอจะลาออกไปทำงานโรงพยาบาลเอกชน อย่าได้แปลกใจที่หมอเปลี่ยนไปทำงานด้านความงาม หรืออย่าได้แปลกใจที่หมอหลายคนเลิกอาชีพหมอไปทำอย่างอื่น ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเพียงภาระหนักในด้านเวลาเท่านั้น ยังมีปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในระหว่างชั่วโมงทำงานที่ได้เล่าไป

และสำหรับน้องๆที่กำลังมองหาอาชีพในฝัน หรืออยู่ตรงทางแยก ไม่รู้ว่าจะเรียนหมอดีหรือไม่ ถามตัวเองให้ดี ถ้าน้องไม่ได้รักอาชีพนี้จริง แต่น้องจะเลือกเพื่อคนอื่นรอบๆตัวน้อง ให้เขาดีใจ ให้เขาภูมิใจในตัวน้อง พี่ไม่เคยเข้าใจคำว่า "ถ้าเลือกแล้ว ต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต" จนกระทั่งได้เดินมาแล้วมองหันหลังกลับไป

ขอบคุณที่ทุกๆคน ติดตามอ่านจนจบค่ะ

วันหลังจะมาแบ่งปันประสบการณ์ "สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้" ต่อค่ะ