แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมอง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำไมถึงเมารถ

อาการเมารถ เมาเรือ เจอได้บ่อยๆ บางคนเป็นอยู่ตลอด จะแก้ยังไงก็ไม่หาย แต่บางคนก็จะเป็นบางครั้ง เช่นเวลาที่อ่านหนังสือบนรถ หรือดูหนังบนรถ บางคนก็ไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ หลายคนก็เลยเริ่มสงสัยว่า แล้วทำไมเราถึงเมารถ และควรทำอย่างไร

ทำไมถึงเมารถ
โดยปกติร่างกายของเรารับรู้ตำแหน่งที่ส่วนต่างๆของร่างกายตั้งอยู่ได้ ด้วยอวัยวะสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่อยู่ที่หูชั้นใน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Semicircular canal" ความจริงก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะว่ามันจะชื่ออะไร เอาเป็นว่ามันเป็นตัวที่คอยรับรู้ว่าเรากำลังนอนอยู่ หรือนั่งอยู่ กำลังเดินไปข้างหน้า หรือเดินถอยหลัง นอกจากนี้ก็จะมีการรวบรวมข้อมูลจาก "การมองเห็น" และ"ผิวหนังแขนขา" เพื่อประกอบกันว่าร่างกายของเราเคลื่อนไปทางไหน เช่น เรากำลังเดินไปข้างหน้า หูชั้นในเรารับรู้ว่าร่างกายกำลังไปข้างหน้า ตาก็มองเห็นว่าเราไปข้างหน้า และเท้าของเราที่สัมผัสพื้นก็บอกว่าเรากำลังไปข้างหน้า อันนี้ทุกอย่างก็ประสานกัน ราบรื่นดี

แต่บางเวลาอย่างเช่นเวลาที่เรานั่งรถ แล้วอ่านหนังสือ หรือเล่น facebook หูชั้นในของเราบอกว่าเรากำลัง"เคลื่อน"ที่ ขาและหลังที่ติดกับเบาะก็บอกว่ากำลัง"เคลื่อน"ไปข้างหน้า แต่ตาเนี๊ยดันบอกว่า "อยู่นิ่ง" ทีนี้สมองก็เริ่มเกิดการสับสนและตีกัน ก็เลยเกิดเป็นอาการเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน มึน เมารถขึ้นมานั่นเอง อันนี้ก็เลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่การนอนหลับไปเลย จะไม่เมารถ เพราะว่าเราไม่รับรู้ข้อมูลจากตานั่นเอง

แล้วทำไมบางคนเป็น บางคนไม่เป็น
ความจริงแล้วทางการแพทย์เชื่อว่าถ้าเกิดว่าใครก็ตามที่ตากับหูชั้นในรับรู้การเคลื่อนไหวสอคคล้องกันนี้แบบนี้ ก็จะเกิดอาการเมาทุกคน ถ้าอยู่ในภาวะนี้นานพอ เพียงแต่แต่ละคนเกิดช้าเกิดเร็ว และสำหรับการอ่านหนังสือบนรถทัวก็มักจะเป็นน้อยกว่า การอ่านหนังสือบนรถเก๋ง เพราะว่ารถแกว่งน้อยกว่า (ยกเว้นรถทัวร์ซิ่งนะคะ)

ควรจะทำยังไง
อันดับแรกที่ช่วยได้ดีที่สุดก็คือการปรับตัวเราเอง ได้แก่ ไม่อ่านหนังสือ หรือพยายามเล่นมือถือ tablet บนรถ บนเรือ หรือบนพาหนะที่กำลังเคลื่อนอยู่ มองออกไปนอกหน้าต่าง หรือไกลๆ ถ้านั่งเรือสำราญก็ควรอยู่ในห้องที่มีหน้าต่างให้เห็นข้างนอก จะช่วยลดอาการได้ หรือบางคนที่เป็นหนักจะหลับไปเลยก็ได้ หรือนั่งหลับตาก็มักจะช่วยให้ดีขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ควรจำไว้คือ ภาวะนี้ "ป้องกัน จะได้ผลดีกว่าแก้ไข" คือถ้ามีออาการเมาแล้วค่อยมาแก้กัน มักจะได้ผลไม่ดีนัก คนที่รู้ตัวว่าเมาได้ง่ายๆก็อาจจะกินยาแก้เมารถก็จะช่วยได้ โดยควรจะกินก่อนนั่งรถ หรือนั่งเรือ อย่างที่หลายคนคงเคยทำกันอยู่

นอกจากนี้ก็มีการศึกษาออกมาว่า อาหารที่มีรสจัดๆช่วยลดอาการเมารถเมาเรือได้เหมือนกัน ส่วนเหตุผลที่เป็นอย่างงั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด

สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ ภาวะเมารถเมาเรือนี้ "จิตใจ" มีส่วนเกี่ยวข้องมากพอสมควร คนที่เคยเมารถเมาเรือ ก็มักจะเป็นซ้ำๆเพราะว่ามีความ"ฝังใจ"อยู่ ว่าถ้านั่งอีกจะต้องเมารถ เมาเรือแน่นอน ความจริงแล้ว ถ้าทำใจสบายๆ ลองมองออกไปนอกหน้าต่างไกลๆ ก็อาจจะไม่มีอาการแล้วก็ได้นะคะ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเดินทางค่ะ




วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หัวกระแทกอย่างแรง!! ทำไงดี

แน่นอนว่าหลายคนคงเคยได้ยินมาว่า บางคนประสบอุบัติเหตุ หัวกระแทกอย่างแรงจนสลบ หรือจนมีเลือดออกในสมอง ถึงขั้นกลายเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิงนิทรา พอเรา หรือคนใกล้ตัวเราประสบอุบัติเหตุบ้าง ก็เริ่มสงสัยว่า "จะเป็นอะไรมากมั๊ย" แล้วจะรู้ได้ยังไง มาลองอ่านดูกันค่ะ (อ่านแล้ว หวังว่าจะทำให้นั่งซิ่งหลายคน หันมาใส่หมวกกันน็อกนะคะ)

อันตรายจากศีรษะกระแทก
คำถามแรกคือ การที่หัวของเรากระแทกกับของแข็งอย่างแรง จะทำให้เกิดอะไรได้บ้าง (จะสลบจริงๆเหมือนเวลานางเอกเอาไม้ฟาดหัวผู้ร้ายรึเปล่า)

ก็ไล่ตามจากชั้นนอกไปชั้นในนะคะ ที่เห็นกันชัดๆอันแรกคือที่ผิวหนัง อาจจะฟกช้ำดำเขียว อันนี้ก็คงไม่ค่อยแปลกซักเท่าไหร่ รุนแรงขึ้นอีกหน่อยก็ "หัวโน" ก็คือเห็นเป็นลูกๆขึ้นมา ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มักจะเกิดตามหลังจากที่ถูกกระแทกแล้วซัก 1-2 ชั่วโมง อันนี้เป็นจากการที่มีเลือดออกใต้ผิวหนังมาก เลือดมาคั่งรวมกันจนเห็นผิวหนังปูดขึ้นมา แรงขึ้นอีกก็อาจจะมีผิวหนังฉีกขาด เลือดอาบ ที่เรียกกันว่า "หัวแตก" ความจริงก็คือเลือดที่ไหลออกจากผิวหนังที่ฉีกขาดนั่นเอง

หัวกระแทก,ศีรษะกระแทก,เลือดออกในสมอง
ถัดเข้ามาเป็นกะโหลกศีรษะ การกระแทกอย่างแรงมากๆ ก็สามารถทำให้กะโหลกศีรษะร้าวได้ และอาจจะถึงกับแตกเป็นชิ้นได้ แต่แรงกระแทกจนทำให้กะโหลกร้าวหรือแตกได้นั้น มักจะแรงมากจนน่าจะกระทบกระเทือนสมองด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วในคนที่เกิดการกระทบกระเทือนที่สมองอาจไม่พบการแตกร้าวของกะโหลกเลยก็มี

มาถึงส่วนที่ทุกคนอย่างรู้มากที่สุดคือ "สมอง" การกระแทกทำให้สมอง"ช้ำ"ได้ ที่สมองช้ำเป็นได้จาก 2 แบบ แบบแรกคือ แรงกระแทกส่งผ่านจากกะโหลกไปถึงสมอง ทำให้เกิดรอยช้ำของสมอง "ตรงกับ" ตำแหน่งที่ถูกกระแทก แบบที่สองคือนึกถึงเวลาที่เราเขย่าขวดที่มีเหรียญข้างใน เราสะบัดขวดไปทางขวา แต่เหรียญจะกระทบกับขวดด้านซ้าย อันนี้มักเกิดในกรณีที่เรากำลังเคลื่อนที่แล้วมีของแข็งมากระแทกหัวเราอย่างจัง ทำให้กะโหลกเราเปลี่ยนทิศเคลื่อนที่ทันที สมองที่ยังเคลื่อนไปทางเดิมก็เลยกระแทกกับกะโหลก จนเกิดรอยช้ำของสมองที่ "ตรงข้าม" กับบริเวณที่ถูกกระแทก

พอสมองเรากระแทกแล้วก็มักจะเลือดออก แล้วแต่ความหนัก และการส่งผ่านแรง ถ้าผ่านเส้นเลือดใหญ่ หรือแรงกระแทกแรงมากก็อาจมีเลือดออกมาก ถ้าเส้นเลือดเล็ก และแรงกระแทกน้อยก็มีเลือดออกน้อย เลือดที่ออกไม่มากเราอาจจะแค่ปวดหัว แต่หลังจากนั้น เลือดก็จะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกาย อาการก็หายได้เอง แต่ถ้าเลือดออกมากอาจจะกดสมองทำให้เรามีอาการเช่น ซึมลง หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด พฤติกรรมเปลี่ยน หรือ หมดสติไปเลยก็ได้

แล้วต้องทำยังไง
สิ่งสำคัญคือ "อาการ" ของเราค่ะ ขอแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ขั้น

ขั้นแรก หลังจากที่ศีรษะกระแทก อาจจะมีอาการปวดหัวเล็กน้อย มึนงงเล็กน้อยได้ แต่ก็หายได้เองในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตได้ปกติ ถ้าเป็นแบบนี้แม้ว่าหัวจะโน หรือหัวแตก หรือแค่ช้ำ อันนี้ก็อย่าพึ่งกังวล เพราะน่าจะเป็นไม่มาก ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลค่ะ แต่กันไว้คือควรจะสังเกตอาการเองใน 24 ชั่วโมง ถ้ามีอาการผิดปกติก็ควรกลับมาพบแพทย์ค่ะ

ขั้นที่สอง หลังจากที่ศีรษะกระแทก ภายใน 24 ชั่วโมงมีอาการคือ คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะมาก หรือมีช่วงที่หมดสติไม่รู้สึกตัวไป จำเหตุการณ์ต่างๆไม่ได้หมด อันนี้สมควรมาพบแพทย์อีกครั้งเพื่อตรวจร่างกายซ้ำ เอ็กซเรย์สมอง หรือ นอนเฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลค่ะ

ขั้นที่สาม คือภายใน 24 ชั่วโมงมีอาการที่ชัดเจน เช่น ซึม หมดสติ แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด พูดไม่รู้เรื่อง พฤติกรรมเปลี่ยน อันนี้ควรรีบส่งโรงพยาบาลทันที และควรได้เอ็กซเรย์สมองโดยเร็วเพื่อดูว่ามีเลือดออกในสมองมากน้อยแค่ไหนค่ะ และเพื่อวางแผนการรักษาต่อไปค่ะ โดยมากถ้ามีอาการถึงกับหมดสติ ไม่รู้สึกตัว แขนขาอ่อนแรง ก็มักมีเลือดออกมาก และต้องผ่าตัดสมองเพื่อเอาเลือดที่กดสมองออกค่ะ

สรุปแล้วสิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการค่ะ การเอ็กซเรย์สมองก่อนมีอาการมักจะไม่เจออะไรค่ะ ถึงเจอก็ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เพราะว่าเลือดเหล่านี้ร่างกายสามารถดูดซึมออกไปได้เอง สิ่งที่ทำได้ก็คือสังเกตอาการไปก่อนค่ะ ถ้าไม่มีอาการการผ่าตัดเรียกว่าเจ็บตัวฟรีก็ว่าได้ค่ะ

เหล่านักซิ่งทั้งหลาย สวมหมวกกันน็อกกันเถอะค่ะ ถึงเจ้าหญิงนิทราจะได้เจ้าชายรูปงาม แต่ชีวิตจริงการจุมพิตไม่ทำให้ฟื้นคะ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อัมพฤกษ์ อัมพาต คืออะไร??

หลายคนคงเคยได้ยินโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตกันมาก่อน อาจจะแค่เคยได้ยิน บางคนก็เคยเห็นมาบ้างว่าเป็นโรคที่ทำให้หลายคนต้องนอนติดเตียง เดินเองไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขณะที่สติสัมปชัญญะทุกอย่างยังครบถ้วน หรือบางคนก็เหมือนจะคิดได้เหมือนเดิม แต่ไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาได้ หลายคนกลัวว่าจะเป็นเพราะว่าบางส่วนก็รักษาไม่หาย และที่สำคัญ โรคนี้ยิ่งมาถึงมือหมอเร็ว ยิ่งมีโอกาสหายมาก คนที่มาช้าเกินไปก็น่าเสียดาย โรคนี้เป็นยังไง เกิดจากอะไร วันนี้มีคำตอบค่ะ

อัมพฤกษ์ อัมพาต คืออะไร
อัมพาตหมายถึงอาการไม่มีแรง ขยับไม่ได้ ส่วนใหญ่หมายถึงแขนขา คือแขนขาไม่มีแรงอยากจะยกก็ยกไม่ได้ หรือแม้แต่ขยับ กระดิกนิ้วก็ยังทำไม่ได้

ส่วนอัมพฤกษ์ คืออาการอ่อนแรง ไม่ถึงกับขยับไม่ได้แบบอัมพาต แต่ว่าอ่อนแรง อาจพอขยับได้ แต่ยกไม่ขึ้น หรือยกขึ้นแต่หยิบจับอะไรไม่ได้ หยิบของขึ้นมาก็หล่นหลุดมือ เพราะว่าไม่มีแรงกำมือ

เกิดจากอะไร
ส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงอัมพฤกษ์ อัมพาต เรามักจะหมายถึงสาเหตุจากการที่สมองขาดเลือด แต่ความจริงแล้วก็มีหลายสาเหตุ ร่างกายของเรามีเส้นประสาทสั่งการเป็นขั้นๆ เหมือนสายไฟ นึกถึงนิ้วของเราถูกสั่งการจากสมอง เหมือนนิ้วเราเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งและต้องเสียบปลั๊กที่สมอง นิ้วทั้ง 5 นิ้ว และกล้ามเนื้อทุกมัดที่แขนมีปลั๊กคนละอัน สายไฟของมันวิ่งไปตามทางเดียวกันคือจากแขน ไปที่ไหล่ ไปที่กระดูกสันหลัง แล้ววิ่งตรงขึ้นสมอง ทุกส่วนของร่างกายมีระบบแบบนี้ มันวิ่งเข้าหาตัว ไปที่กระดูกสันหลัง แล้วตรงขึ้นสมอง การตัดขาดของปลัํกระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นที่ใดทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ทำงานไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่สมอง หรือกระดูกสันหลังก็ตาม

ทีนี้โรคที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตก็เลยเป็นได้ตั้งแต่ โรคที่สมอง อย่าง เส้นเลือดในสมองอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือด เลือดออกในสมอง มะเร็งในสมอง เส้นเลือดโป่งพองในสมอง หรือเป็นโรคที่ไขสันหลัง (ซึ่งอยู่ในกระดูกสันหลัง) เช่น กระดูกสันหลังหัก กระดูกสันหลังเคลื่อน (ส่วนใหญ่จะเป็นจากอุบัติเหตุ) ติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง หรือไขสันหลัง เนื้องอกกระดูกสันหลัง หรือไขสันหลัง

แต่สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตคือ เส้นเลือดอุดตันในสมอง ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุนี้กันค่ะ

ทำไมเส้นเลือดถึงอุดตัน
ส่วนใหญ่เกิดจากลิ่มเลือดค่ะ เวลาที่เราอายุมากขึ้น ร่วมกับมีไขมันในเลือดสูง เบาหวาน หรือความดันสูง ทำให้ตามผนังเส้นเลือดของเรามีไขมันมาเกาะ (แม้คนที่ไม่มีโรคประจำตัวเลย ก็มีเหมือนกันนะคะ) ลองนึกถึงท่อระบายน้ำที่ไม่เรียบ เส้นเลือดที่มีไขมันมาเกาะก็เป็นเช่นนั้น พอนานวันเข้าบริเวณที่ไม่เรียบนั้นจะเริ่มมีตะกอนมาพอกสะสม ใหญ่ขึ้นๆ ในเส้นเลือดเราก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน นานวันเข้าก็มีเม็ดเลือดและ สารต่างๆนานา มาช่วยกันพอกเป็นลิ่มเลือดบริเวณที่ไม่เรียบนั้น ทีนี้วันดีคืนดีเกิดเจ้าลิ่มเลือดที่พอกอยู่ที่หลอดเลือดเนี๊ย เกิด "หลุด" แล้วไหลไปตามกระแสเลือด

เส้นเลือดของเราจะใหญ่ต้นทาง และตีบลงปลายทาง เหมือนถนนเส้นใหญ่ค่อยๆซอยออกไปเป็นเส้นเล็กเรื่อยๆ จนถึงบ้านของเราก็เป็นถนนแคบๆ กลับมาที่ลิ่มเลือดที่หลุดออกมามันก็จะวิ่งไปตามกระแสเลือดจนถึงเส้นที่เล็กจนมัน "อุด" พอดี ความจริงแล้วเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้หลายที่ อาจจะเป็นที่หัวใจ ทำให้เกิดหัวใจขาดเลือด อาจจะเป็นที่ตา ทำให้จอประสาทตาขาดเลือด หรือเป็นตามปลายเท้าทำให้เกิดนิ้วขาดเลือดก็ได้ แต่ถ้าเป็นที่สมองก็จะเกิดเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนั่นเอง

อาการจะเป็นยังไง
อาการก็คือเป็นอาการแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน อยู่ๆก็เป็นขึ้นมา ส่วนใหญ่จะเป็นซีกเดียวของร่างกายเช่นขาขวากับแขนขวา หรือขาซ้ายกับแขนซ้าย (ถ้าเป็นทั้ง 2 ข้าง น่าจะเป็นจากอย่างอื่นค่ะ) บางทีอาจไม่ได้เป็นทั้งแขนแต่เป็นแค่มือถือของไม่ได้  กำแน่นไม่ได้ก็ได้  และบางคนจะมีอาการอื่นด้วยเช่น หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด กินน้ำแล้วน้ำไหลออกจากปาก หรือบางคนถ้าเป็นมากอาจมีอาการงง ซึม พูดไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติได้

ต้องทำยังไง
ทันทีที่สังเกตเห็นอาการก็ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ให้เร็วที่สุด เพราะสมองของเราถ้าขาดเลือดและเริ่มมีการตายแล้ว ส่วนที่เสียไปจะไม่สามารถกลับมาได้ แต่ถ้ายังไม่ตาย การให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำจะทำให้สมองส่วนนั้นฟื้นคืนมาได้

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐค่ะ ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

เข้าใจเรื่องไมเกรน

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องทรมานกับอาการปวดหัว แค่เพียงปวดนานๆครั้งจากอาการเป็นไข้ไม่สบายก็ทรมานมากแล้ว ยิ่งคนที่เป็นโรคไมเกรน ต้องเผชิญกับอาการปวดหัวรุนแรงบ่อยๆยิ่งแล้วใหญ่ หลายคนถึงกับท้อและเป็นโรคซึมเศร้าไปกับอาการปวดหัวไมเกรนเลยทีเดียว แล้วโรคไมเกรนคืออะไร รักษายังไง เรามารู้จักโรคนี้กันเถอะ

ทำไมถึงปวดหัวไมเกรน
ความจริงแล้วสำหรับโรคไมเกรนเป็นโรคที่เรายังหาสาเหตุได้ไม่แน่ชัดถึงที่มาที่ไปของโรค ว่าทำไมถึงเกิดกับคนนี้ แต่ไม่เกิดกับอีกคน ข้อมูลที่ทางการแพทย์ตอนนี้เพียงแต่อธิบายได้ว่า อาการปวดหัวไมเกรนเป็นจากการขยายตัวของเส้นเลือดในสมอง ทำให้เกิดสมองบวมชั่วคราว จึงเกิดอาการปวดหัวขึ้นมา แต่อย่างน้อยความรู้นี้ก็ทำให้สามารถใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว มารักษาโรคนี้ แล้วได้ผลดี
migraine, ปวดหัวข้างเดียว, ปวดหัวไมเกรน, การรักษาไมเกรน, อาการไมเกรน,diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ คนที่เป็นไมเกรนแต่ละคน ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่า แต่ละคนมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดหัว บางคนอาจเป็นช็อคโกแลต(โชคร้ายจริงๆ) บางคนอาจเป็นภาวะเครียด นอนไม่พอ ดื่มแอลกอฮอล์ การเดินทางไกล การดื่มชากาแฟ การกินยาคุมกำเนิด หรือบางคนก็จะมีอาการปวดหัวทุกครั้งที่มีประจำเดือน ปัจจัยกระตุ้นต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่คนไข้ควรจะสังเกต เพื่อให้สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างถ้าเป็นอาหาร หรือเครื่องดื่มก็อาจหลีกเลี่ยงได้ง่าย แต่ถ้าเป็นเหตุบางอย่างเช่น ภาวะเครียด นอนไม่พอ หรือการมีประจำเดือน บางทีก็ห้ามยากจริงๆ แต่อย่างน้อยก็จะได้รู้ตัวก่อนว่ากำลังจะมีอาการเกิดขึ้น

แล้วอาการไมเกรนเป็นยังไง
ทุกคนคุ้นเคยกับอาการปวดหัวข้างเดียว = ไมเกรน แต่ความจริงแล้วอาการปวดหัวไมเกรนเป็นได้หลายแบบ ทั้งข้างเดียว และสองข้าง (แต่ส่วนใหญ่เป็นข้างเดียว) ที่สำคัญคือมีลักษณะปวดแบบตุ๊บๆๆ และมีอาการบางอย่างนำ เช่น เห็นแสงวูบวาบ ชาตามมือตามใบหน้า และอาจมีอาการอื่นร่วม เช่น คลื่่นไส้อาเจียน ตาสู้แสงไม่ได้ และอาการมักเป็นมากจนไม่สามารถทำงานได้ ต้องนอนพักจึงจะดีขึ้น และอาการส่วนใหญ่จะเป็นนานได้อยู่ในช่วง 4-72 ชั่วโมง

อาการแบบนี้เป็นโรคอื่นได้มั๊ย
เป็นอีกคำถามที่คนกังวลกันมาก เพราะว่าปวดหัวบ่อยๆ เป็นๆหายๆ เวลาปวดก็ปวดมาก หลายคนก็เริ่มกังวล ยิ่งฟังคนอื่นพูดกันต่างๆนานายิ่งกังวล เป็นเนื้องอกรึเปล่า เลือดออกในสมองรึเปล่า ก็สงสัยกันไป ดังนั้นก็จะมาบอกไว้ตรงนี้นะคะ ว่าอาการไมเกรนจะมีปวดหัวคลื่นไส้อาเจียน เป็นๆหายๆได้ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยคือ ไข้ แขนขาอ่อนแรง (ขอย้ำว่าอ่อนแรงนะคะ ไม่ใช่อ่อนเพลีย คือถ้าคุณแข็งใจพยายามออกแรงคุณจะยังเดินได้ ยกของได้ปกติ แปลว่าอ่อนเพลีย แต่ถ้าพยายามจนสุดความสามารถแล้วคุณทำไม่ได้เท่าก่อนที่จะป่วย นั่นอาจหมายถึงอ่อนแรง) มองเห็นภาพซ้อนที่ไม่หายไปเวลาหายปวดหัว ซึมลง ชัก อาการเหล่านี้อาจจะต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจอีกทีนะคะ

แล้วการรักษาทำยังไง
หลักการรักษาโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ ควบคุ่กันคือ การควบคุมอาการ(ไม่ให้เป็นบ่อย) กับ การลดอาการ(เวลาที่ปวดหัวขึ้นมาแล้ว)

การควบคุมอาการ
ประการแรกถ้าหากว่ารู้ว่าสิ่งกระตุ้นคืออะไร และหลีกเลี่ยงได้ก็ควรพยายามหลีกเลี่ยง ส่วนการควบคุมอาการด้วยยาก็จะนิยมให้เป็นยาคลายเครียด เช่น Amitryptyline หรือยากลุ่มยากันชัก ซึ่งจะสามารถมาช่วยให้อาการปวดหัวเป็นห่างขึ้นได้

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนชอบถาม เนื่องจากว่าการกินยาเพื่อควบคุมอาการ หรือป้องกันไม่ให้อาการเกิดนี้ต้องกันต่อเนื่อง เรียกว่าต้องกินไปทุกวัน แม้ว่าจะไม่มีอาการ ทำให้หลายคนกังวลว่าการกินยาแบบนี้จะมีผลข้างเคียงหรือไม่ คำตอบตรงๆ ง่ายๆก็คือ "มีค่ะ" อย่างยาคลายเครียดอาจทำให้ง่วงนอน ปากแห้ง บางคนตาพร่า แต่ความจริงมีอยู่ว่าในการรักษาโรคทุกโรค (ความจริงรวมไปถึงทุกๆอย่างบนโลกใบนี้) ล้วนมีทั้งด้านดี และด้านเสีย เพียงแต่ว่าถ้าชั่งน้ำหนักแล้ว ผลดีมีกว่าผลเสีย เราก็คงต้องเลือกที่จะทำ และถ้าผลเสียไม่ได้ร้ายแรงอะไร และไม่ได้รบกวนชีวตประจำวันมาก เราก็แนะนำให้รับประทานยานะคะ

การลดอาการ
ยาลดอาการมีหลายตัว หลักๆจะแนะนำให้ใช้ยาแก้ปวดแบบทั่วไปก่อน ก็คือพาราเซตมอลนั่นแหละ (บางคนบอกว่าไม่ได้กินพารา แต่กินไทลินอล ความจริงก็คือยาตัวเดียวกันนะคะ แค่เป็นชื่อยี่ห้อของเขาเท่านั้นเอง) ถ้าไม่หายค่อยกินเป็นยาอื่น ยาแก้ปวดหัวอื่นๆสำหรับโรคไมเกรนคือ Sumatriptan ยานี้มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว และยา cafergot ก็มีผลทำให้หลอดเลือดหดตัวเหมือนกัน เพียงแต่ออกฤทธิ์คนละกลไก
นอกจากนี้การประคบอุ่น หรือประคบเย็นที่ศีรษะ ก็จะช่วยให้อาการผ่อนคลายลงด้วยค่ะ

สรุปแล้ว จะเรียกว่าโชคร้ายก็ได้ที่บางคนเป็นโรคไมเกรน แต่อย่างน้อยถ้าเรารู้จักมัน และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เราก็สามารถใช้ชีวิตปกติสุขได้ไม่ต่างจากคนอื่นๆนะคะ ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงค่ะ