แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผ่าตัด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผ่าตัด แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข้อเข่าเสื่อม ทำยังไงดีนะ

มีคนมากมายที่มาหาหมอเพราะอาการปวดเข่า โดยเฉพาะคนที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หลายคนหวังว่าหมอจะมียาที่ช่วยรักษาอาการปวดเข่าได้ และหลายคนก็ได้คำตอบกลับไปว่าเป็น "โรคเข่าเสื่อม" มันเป็นความเสื่อม เราไม่สามารถรักษาให้หายได้ี้ นอกจากผ่าเปลี่ยนเข่าไปเลย วันนี้จะมาขยายความให้มากขึ้น สำหรับคนที่กำลังมีปัญหานี้ค่ะ

โรคนี้เกิดจากอะไร
ก็อย่างที่ได้บอกไป โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคของความ"เสื่อม" (ไม่ใช่เสื่อมเสียอะไรนะคะ) เหมือนกับรถที่ขับทุกวัน เมื่อถึงเวลามันก็ต้องเก่า จะวิ่งก็คงไม่ได้เร็ว ไม่ได้คล่องตัว และไม่ได้เงียบเท่าตอนถอยออกมาเป็นป้ายแดงใหม่ๆ

ข้อของเราเป็นจุดเชื่อมต่อของกระดูก 2 ชิ้นเข้าด้วยกัน โดยมีกระดูกอ่อนคั่นกลาง เพื่อป้องกันกระดูกสึกกร่อนเวลาที่โดนแรงกระแทก หรือเวลาที่มันเสียดสีกัน แต่เวลาที่เราเดินอยู่ทุกวัน ขยับมันทุกวัน กระดูกอ่อนนี้ก็มีการสึกกร่อนเหมือนกัน จนกระทั่งมันบางมาก และมีกระดูกบางส่วนเสียดสีกันในที่สุด อันนี้แหละค่ะก็จะเริ่มมีอาการของข้อเข่าเสื่อม

อาการของข้อเข่าเสื่อม
ส่วนใหญ่มักจะเริ่มเป็นที่เข่าสองข้าง อาจมีข้างหนึ่งเป็นมากกว่าอีกข้างหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีการเสื่อมในเวลาไล่เลี่ยกัน อาการคือปวดเข่าเวลาที่เดิน เวลาที่ลงน้ำหนัก เวลานั่งเฉยๆ มักจะไม่เป็นอะไร ยกเว้นนั่งในท่าที่ต้องพับเข่ามากๆอย่างนั่งคุกเข่า นั่งกับพื้น เป็นต้น อาการปวดมักจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่ได้มาปุบปับ บางคนหลายเดือน บางคนหลายปี ค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งสำคัญคือ ถ้ามีอาการอื่น อย่างเช่นการอักเสบคือ ข้อที่ปวดผิวหนังด้านนอกที่แดง และร้อน และเริ่มเป็นในเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์ อันนี้ต้องระวัง เพราะอาจเป็นสาเหตุจากโรคอื่นก็ได้ แต่ถ้าไม่มั่นใจ จะไปพบหาหมอ ให้ช่วยตรวจยืนยันก็ได้ค่ะ

เป็นแล้วต้องทำยังไง
ถ้าปวดมากสามารถซื้อยามาทา มานวด บรรเทาอาการได้ หรือจะซื้อยาแก้ปวดอย่าง พาราเซตมอล (ที่ชอบเรียกกันว่า ไทลินอล) มาทานก่อนได้ ยากินตัวอื่นไม่ค่อยแนะนำเพราะว่าถ้ากินต่อเนื่องระยะยาวอาจเกิดปัญหาได้ (ลองอ่านบทความเก่าเกี่ยวกับยาแก้ปวดดูได้ค่ะ) แต่นี่เป็นการรักษาจากปลายเหตุ เมื่อยาหมดฤทธิ์ โดยปกติก็จะกลับมาปวดเหมือนเดิมค่ะ

นอกจากนี้ก็จะมีการออกกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เพือให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้แข็งแรง จะช่วยพยุงข้อเข่าไว้ ลดอาการปวดได้ วิธีคือนั่งเก้าอี้ หลังตรง แล้วเหยียดเข่าออก ค้างไว้ 10 วินาที แล้ววางลง สลับกันไปมาแบบนี้ทั้งสองข้าง ข้างละ 30-40 ครั้งเลยนะคะ ทำไปเรื่อยๆจะช่วยลดอาการปวดเข่าได้ อันนี้เรียกว่า  Quadriceps exercise ค่ะ
osteosrthritis, ข้อเข่าเสื่อม, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ต่อมาที่ช่วยได้มากคือการลดน้ำหนัก เมื่อส่วนหนึ่งที่เข่าเสื่อมเกิดจากการรับน้ำหนักที่มากมาตลอดชีวิตของเราค่ะ การลดน้ำหนักก็จะทำให้อาการปวดลดลง

สุดท้ายถ้าไปพบแพทย์ ก็อาจจได้ยามาทาน เป็นยากลุ่ม NSAID ต้องระวังในคนสูงอายุ และคนที่เป็นโรคไต และถ้ากินระยะยาวควรกินยาลดกรดในกระเพาะอาหารร่วมไปด้วย เพราะยานี้กัดกระเพาะได้ค่ะ บางครั้งอาจได้รับการฉีดขาเข้าข้อ อันนี้ช่วยบรรเทาอาการได้นานขึ้น อาจหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ แต่สุดท้ายก็จะกลับมาปวดเหมือนเดิม ปัญหาคือการฉีดขาเข้าข้อมากเกินไปจะทำให้กระดูกอ่อน และิเอ็นในข้อยิ่งบางลง เป็นอันตรายมากขึ้นได้นะคะ

และถ้าไม่ไหวจริงๆ คือปวดมาก และมีข้อเข่าผิดรูปร่วมด้วยก็สามารถผ่าตัดเปลี่ยนเข่าได้ ทั้งควรปรึกษาหมอศัลยกรรมกระดูกดูนะคะ และชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ของการผ่าตัด และความเสี่ยงจากการผ่าตัดค่ะ ว่าจะคุ้มมั๊ย กับความเสี่ยงต่างๆค่ะ

ขาและเท้าเป็นพาหนะที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นบนโลกค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

keloid ฉันอยากให้เธอหายไป

สาวๆ หรือหนุ่มๆหลายคนอาจกำลังมีปัญหากับแผลเป็นนูนอยู่ อาจจะมีมาตั้งแต่เด็ก หรือเป็นแผลที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งจากการเย็บแผล ทั้งจากการเจาะหู หรือแผลอื่นๆต่างๆนานา ทุกคนคงจะเคยซื้อยาโน้นนี่มาทาแล้ว แต่ก็รู้สึกว่าไม่เล็กลงซักที วันนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับการรักษาแผลเป็นนูน หรือ keloid มาฝากค่ะ

Keloid เกิดจากอะไร
Keloid เป็นกระบวนการรักษาแผลของร่างกายที่มากเกินไป อย่างที่หลายคนรู้ keloid จะเกิดบริเวณที่เป็นแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลเย็บจากการผ่าตัด แผลจากสิว หรือแผลจากอุบัติเหตุ ถึงแผลจะปิดแล้ว แต่กระบวนการสมานแผลของร่างกายไม่ยอมหยุด ทำให้เกิดเป็นแผลเป็นนูนขึ้นมา ส่วนอะไรกระตุ้นให้เกิดกระบวนการนี้ ความจริงก็ไม่มีใครตอบได้แน่นอน เพราะว่าบางคนเกิดมาเย็บแผลก็ตั้งหลายครั้ง เจาะหูเรียงกันเป็นตับ แต่ก็ไม่เคยมีแผลเป็นนูน หรือ keloid ซักที แต่บางคนเป็นแผลนิดๆหน่อยๆ ก็ใหญ่ๆ เป็นkeloid หลายที่ไปหมด มีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้องกับ keloid ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ ลักษณะผิวของแต่ละคน ตำแหน่งที่เป็นแผล ส่วนใหญ่แผล keloid มักจะเกิดที่ หน้าอก แผ่นหลัง หัวไหล่ ติ่งหู แต่คนที่เกิดแผล keloid ได้ง่ายก็อาจมีได้หลายที่ และมีแผลลึกทีไรก็จะเกิด สรุปว่าที่พร่ามมานาน ก็คือไม่รู้ เราไม่สามารถเดาได้เลยว่าใครจะมี หรือ ไม่มี keloid
สวยด้วยหมอ, แผลเป็นนูน, keloid, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

เราป้องกันได้มั๊ย
เอาแบบกำปั้นทุบดินละกันนะคะ วิธีป้องกันก็คือ อย่าทำให้ร่างกายเกิดแผลโดยไม่จำเป็น ยิ่งถ้าเราเป็นแผลเป็นนูนง่าย ยิ่งควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะการศัลยกรรมความงาม เพราะคุณอาจได้แผลเป็นนูนน่าเกลียดเป็นของแถม บอกได้เลยถ้าเป็นแล้วโอกาสจะได้ผิวเรียบๆเหมือนเดิม ค่อนข้างยาก

แล้ววิธีรักษาหล่ะ
ทายา
อันแรก มียาทามากมายตามท้องตลาดที่บอกว่ารักษาแผลเป็นนูน หรือ keloid ได้ ขอบอกตามตรงว่าสิ่งที่คาดหวังได้จากยาเหล่านี้คือ "ทำให้แผลเป็นนุ่มลงได้" (ขออภัยถ้าจะพาดพิงถึงผลิตภัณฑ์บางยี่ห้อ) แต่มีความจริงที่ต้องบอกคือ ยานี้ช่วยให้แผลเป็นนุ่มลง แต่ไม่ได้เล็กลงมหรือจางไปนะคะ

ยาฉีด
ถ้าเกิดได้ไปปรึกษาแพทย์ที่คลินิกหรือ โรงพยาบาล ก็จะได้รับคำแนะนำให้ฉีดยา ยาที่ว่านี้เป็น steroid ฉีดเฉพาะบริเวณที่แผล ระดับความเจ็บก็พอสมควรอยู่ ฉีดประมาณเดือนละครั้ง ทำให้แผลเป็นนูนแบนลงได้จริงตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด แต่ลักษณะของแผลอาจจะยังแตกต่างจากผิวปกติรอบๆอยู่ ไม่สามารถทำให้เนียนเหมือนไม่เคยมีแผลได้ เชื่อกันว่าฉีดได้ประมาณ 4-5 ครั้ง ถ้าเกินไปกว่านั้นก็ไม่ได้อันตราย แต่แผลอาจไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว หรือเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

Laser
การทำเลเซอร์แผลเป็นสามารถทำให้แผลแบนลงได้ และทำให้สีอ่อนลงได้ ระดับความเจ็บก็ไม่มาก แต่ต้องอาศัยการทำซ้ำๆหลายๆครั้ง และต้องมีกำลังทรัพย์นะคะ ทำครั้งหนึ่งก็อาจจะหลายพันแล้ว และยังต้องทำซ้ำเป็นสิบๆครั้ง อยากสวยก็คงต้องลงทุนกันหน่อยนะคะ บางคนก็ใช้วิธีฉีดยาให้แผลเป็นเล็กลงก่อน แล้วก็มาเลเซอร์ต่อให้สีจางลง ก็ประหยัดค้าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่งเลยนะคะ

ผ่าตัดออกได้มั๊ย
อย่างที่ได้บอกไป keloid เกิดจากการเกิดแผล การผ่าตัดมีโอกาสทำให่แผลkeloid กลับขึ้นมาเป็นอีก แต่ในบางกรณีที่แผล keloid นูนขึ้นมาจนเป็นติ่งเนื้อ อย่างเช่นแผลจากการเจาะหู สาวๆบางต้องอายเพราะว่านอกจารูเจาะจะตันแล้ว ยังทิ้งแผลเป็นนูนออกมาเป็นติ่งเนื้อใหญ่ๆอีกด้วย อันนี้การตัดติ่งเนื้อออก น่ายะดี แต่อาจยังมีแผล keloid อยู่ดี แต่ไม่เป็นติ่งเนื้อ ส่วนใหญ่การผ่าตัดแผล keloid แพทย์จะฉีดยา steroid ที่ไว้ฉีด keloid หน่ะค่ะ ฉีดไว้ล่วงหน้าเลย เชื่อกันว่าช่วยป้องกันการเกิดkeloid ได้บางส่วน

ใครสนใจวิธีไหนก็ลองไปปรึกษาคุณหมอดูนะคะ เพื่อผิวเนียนค่ะ

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

หมอนรองกระดูกทับเส้นเป็นยังไง?

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นเป็นอีกหนึ่งโรคที่หลายคนคงเคยได้ยินมา และสิ่งที่ผู้คนขยาดมันก็เพราะได้ยินมาว่าการรักษา คือการผ่าตัด ทุกคนกลัวการผ่าตัด (ขนาดหมอเองก็ยังไม่อยา่กถูกผ่าตัดเลย) โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นคืออะไร เป็นยังไงกันแน่ วันนี้มีคำอธิบายค่ะ

หมอนรองกระดูกที่ว่านี้อยู่ที่กระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังเราเป็นชิ้นๆมาเรียงต่อกัน เหมือนที่เห็นในโฆษณานมผสมแคลเซียมทั้งหลาย หรือเหมือนโีครงกระดูกไดโนเสาร์ในพิพิธภัณฑ์ ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นนั้นจะมี "หมอนรองกระดูก"อยู่ หน้าตาคล้ายๆเยลลี่หนึบๆมันช่วยไม่ให้กระดูกสันหลังของเราเสียดสีกันเวลาเราขยับ แล้วก็กระดูกสันหลังแต่ละชิ้นจะมีรูทะลุอยู่ เวลาเอามาต่อกันรูนี้จะตรงกัน เอาไว้เป็นท่อให้"เส้น" วิ่งผ่าน ส่วน"เส้น" นี้คือไขสันหลัง ไขสันหลังคือเหล่าบรรดาเส้นประสาทจากทั่วร่างกายที่มารวมกัน เพื่อเดินทางสู่สมอง เหมือนสายไฟที่ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ วิ่งไปสู่ปลั๊กไฟยังไงอย่างงั้น ไขสันหลังเนี๊ยวางอยู่ในท่อของกระดูกสันหลัง (หวังว่าที่เล่ามาจะพอนึกภาพออกนะคะ) 

herniated disc, หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท,diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

Source : mountainviewpaincenter.com

ทีนี้ปัญหาหมอนรองกระดูกทับเส้นเกิดจากการที่เจ้าเยลลี่(หมายถึงหมอนรองกระดูก) ที่ปกติจะไม่มายุ่งกับท่อของกระดูกสันหลัง โดยมีเส้นเอ็นยึดไว้ วันดีคืนดีเส้นเอ็นนี้เกิดอ่อนแรง หรือฉีกขาด เจ้าเยลลี่ก็ปลิ้นออกมาทับสายไฟ(ไขสันหลัง)บางส่วน ไขสันหลังของเราไม่มีปลอกหุ้มเหมือนสายไฟนะคะ เป็นแบบลวดเปลือยๆ สายไฟที่โดนเยลลี่(หมอนรองกระดูก)ก็เกิดปัญหาทำงานไม่ได้ขึ้นมา สายไฟเส้นไหนมาจากส่วนไหนของร่างกาย ส่วนนั้นก็จะเกิดอาการเลยค่ะ เริ่มแรกเราก็จะรู้สึก ปวดๆ แปล็บๆ ไปตามเส้นประสาทที่ถูกกด ต่อมาก็อาจจะชา แล้วก็เริ่มอ่อนแรงไป เพราะเส้นประสาทเหล่านั้นทำหน้าที่สั่งงานกล้ามเนื้อด้วย ส่วนจะเป็นตรงไหนบ้างก็แล้วแต่ว่าเจ้าเยลลี่ที่ปริ้นออกมาอยู่ที่กระดูกสันหลังระดับไหนของร่างกาย

สรุปลักษณะอาการให้ฟังนะคะ
ส่วนใหญ่หมอนรองกระดูก (เยลลี่) ที่ปริ้นออกมามักเป็นบริเวณที่ขยับเยอะ ซึ่งมี 2 บริเวณคือ คอ กับเอว บางคนถ้าเป็นนิดเดียว ไม่ถึงกับทับเส้นก็จะไม่มีอาการ ส่วนถ้าทับเส้นขึ้นมาก็จะมีอาการนะคะ 

ถ้าเป็นที่เอวส่วนใหญ่จะบอกได้ว่าอาการเริ่มเกิดเมื่อไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นการก้มๆเงยๆ บางคนจำได้เลยว่าเริ่มเป็นตั้งแต่ก้มลงยกของวันนั้นวันนี้ หลังจากนั้นก็มีอาการชาไปตามขาบางคนเป็นข้างเดียว บางคนเป็นสองข้าง โดยที่อาการชาจะชาไปตามขา"ด้านหลัง" ยาวตั้งแต่ต้นขาไปถึงข้อเท้าเลยทีเดียว (ส่วนใหญ่ถ้าถึงแค่เข่า หรือต้นขา จะเป็นอาการของโรคอื่นนะคะ) เป็นอาการชาๆ หรือเจ็บแปล๊บๆ นอกจากนี้อาจปวดเวลาเดินมากๆ หรือเดินลงเนิน นั่งลงหยุดพักแล้วอาการดีขึ้น ส่วนอาการปวดหลังอาจจะมี หรือไม่มีร่วมด้วยก็ได้ค่ะ

ส่วนถ้าเป็นที่คอ อาจจะมีอาการคล้ายๆกัน แต่เป็นกับแขน อาจเป็นข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ค่ะ 

ถ้ามีอาการทำยังไงดี??
ก็แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็ก เพื่อดูว่ามีหมอนรองกระดูกทับเส้นจริงๆมั๊ยนะคะ

รักษายังไงบ้าง 
โดยปกติแล้วหมอนรองกระดูกที่ปริ้นออกมา จะสามารถหดตัวลงเองได้เมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นตอนแรกก็ยังไม่ต้องผ่าตัดหรอกค่ะ คนไข้มีอาการดีขึ้นเองได้ในประมาณ 4-6 สัปดาห์ ช่วงแรกก็จะให้รับประทานยาแก้ปวด ร่วมกับกายภาพบำบัด จะมีการออกกำลังกายสำหรับหมอนรองกระดูกทับเส้น เพื่อลดอาการปวด และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆกระดูกสันหลัง ซึ่งจะช่วยโรคนี้ได้นะคะ ท่าออกกำลังกายก็จะคล้ายๆท่าโยคะ อย่างท่าไหว้พระอาทิตย์ ขอไม่เล่ารายละเอียดแล้วกันนะคะ เมื่อไปพบแพทย์ก็จะได้ไปพบนักกายภาพบำบัดที่จะแนะนำให้อีกทีค่ะ 

ส่วนการผ่าตัด ซึ่งคนไข้ส่วนน้อยที่จะมาถึงจุดนี้ โดยการผ่าตัดจะทำเมื่อการรักษาที่เล่ามาในช่วงแรกแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นเยอะมากจนถึงขั้นยืนไม่ได้เดินไม่ได้ อันนี้การกายภาพอย่างเดียวคงไม่สามารถช่วยให้อาการหายได้ จำเป็นต้องผ่าตัดนะคะ สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงไว้ หากจำเป็นต้องผ่าตัด คือควรทำให้เร็วที่สุด ถ้าเราเป็นมาก แสดงว่าเส้นประสาทถูกทับเยอะ และบางเส้นถึงกับทำงานไม่ได้แล้ว การผ่าตัดแค่ไปเอาหมอนรองกระดูกที่กดเส้นประสาทออก แต่ถ้าทิ้งไว้นานโอกาสที่เส้นประสาทที่ถูกทับจะฟื้นกลับมาเหมือนเดิมก็ยิ่งน้อยลงนะคะ ถ้าคุณหมอที่ไปพบแนะนำว่าต้องผ่าตัด และเรามีโรคประจำตัวไม่มาก ไม่ค่อยเสี่ยงต่อการผ่าตัด ก็อย่าปฏิเสธคุณหมอเลยค่ะ

จบเรื่องโรคหมอนรองกระดูก ขอให้ทุกท่านมีความสุขปราศจากโรคภัยนะคะ


วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

กลัวเป็นไส้ติ่ง

เคยไหมเวลาที่ปวดท้องมากๆก็เลยรีบไปโรงพยาบาลเพราะกลัวว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ ความจริงแล้วหลายคนกลัวโรคไส้ติ่งอักเสบ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า "ไส้ติ่ง" เพราะว่ากลัวการผ่าตัด และบางคนก็กลัวเพราะเคยได้ยินมาว่า ถ้าไปโรงพยาบาลไม่ทัน เกิดไส้ติ่งแตกขึ้นมา อาจตายได้ เรื่องราวจริงๆของไส้ติ่งจะเป็นยังไง มาอ่านต่อกันทางนี้ค่ะ

ไส้ติ่งอักเสบเกิดจากอะไรนะ
คำถามแรกคือ คุณรู้จักคุณ"ไส้ติ่ง" มากแค่ไหน ต่างยังไงกับลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่นะ ความจริงก็ตามชื่อค่ะ ไส้"ติ่ง" มันได้ชื่อนี้มาเพราะว่ามันเป็นส่วนเล็กๆ ลักษณะคล้ายลำไส้ของเรานี้แหละ แต่เป็นฉบับจิ๋ว ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ส่วนต้นๆ หน้าที่ของมันทำอะไรก็ไม่ค่อยชัดเจน เพราะคนที่ตัดมันออกไปแล้วก็ใช้ชีวิตได้ปกติสุขดีไม่มีปัญหาอะไร

ไส้ติ่งอักเสบ, โรคภัยไข้เจ็บ,ปวดท้องน้อยด้านขวา, ปวดท้อง, ผ่าตัด, ปวดท้องน้อย


แล้วมันอักเสบได้ยังไง??
หลายคนคงจะเคยได้ยิน กินเม็ดฝรั่งแล้วจะเป็นไส้ติ่ง กินเม็ดแตงโมแล้วจะเป็นไส้ติ่ง ความจริงอันนี้ก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง ไส้ติ่งเกิดจากการที่มีเศษอาหารของเรานั้นไปอุดตันในรูเล็กๆของมัน พออุดตันสารต่างๆที่เยื่อบุของมันสร้างก็เกิดการอุดตัน เชื้อแบคทีเรียทั้งหลายในท้องเราก็เลยไปเจริญเติบโต กลายเป็นการอักเสบขึ้นมา (อักเสบ = ปวด บวม แดง) เป็นนานๆเข้าสารที่สร้างข้างในไส้ติ่งก็ยังสร้างออกมาเรื่อยๆ จนเกิดไส้ติ่งแตกได้นั่นเอง ทีนี้หลายครั้งที่หมอผ่าตัดไส้ติ่งออกมาแล้วก็พบว่า เจ้าเศษอาหารที่ว่านี้เป็นเมล็ดผลไม้เล็กๆ อย่างเมล็ดฝรั่ง ที่ร่างกายของเราย่อยไม่ได้ (ปกติแล้วจะถูกขับออกทางอุจจาระได้) บังเอิญผลัดหลงไปอุดอยู่ในไส้ติ่งนี่แหละ ก็เลยเป็นที่มาของความเชื่อว่า กินเม็ดฝรั่งแล้วจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ

ไส้ติ่งแตกแล้วจะตายจริงๆเหรอ??
คำตอบคือ มีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ไส้ติ่งแตกจะต้องเสียชีวิตนะคะ เพียงแต่ว่าถ้าไส้ติ่งแตกแล้ว มันเหมือนสิวแตกหน่ะค่ะ เจ้าหนองเอย อะไรเอยก็ไหลออกมาหมด แต่คุณเช็ดออกไม่ได้เหมือนหัวสิว อันนี้มันแตกแล้วก็นอนเล่นอยู่ในท้องของเราต่อไป ไปก่อให้เกิดการระคายเคืองอวัยวะอื่นๆ และอาจทำให้เชื้อโรคลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดต่อไป และถึงเสียชีวิตได้จริงๆ ถ้าผ่าตัดล้างเอาหนองออกไม่ทัน

นอกจากนั้นแม้การผ่าตัดจะสำเร็จไปด้วยดี แผลผ่าไส้ติ่งอักเสบธรรมดา กับแผลผ่าไส้ติ่งที่แตกแล้วก็ไม่เหมือนกันนะคะ นอกจากแผลจะใหญ่กว่าแล้ว แผลไส้ติ่งที่แตกก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าด้วย เหมือนเวลาถุงขยะรั่วหน่ะค่ะ นอกจากต้องเอาถุงนั้นไปทิ้งแล้ว จะต้องค่อยตามเช็ดน้ำเหม็นๆที่ไหลออกมาจากถุงขยะด้วย และก็มีโอกาสที่จะเช็ดไม่หมด จริงมั๊ยคะ

อาการยังไงนะ ที่สงสัยว่าจะเป็นไส้ติ่ง
โดยทั่วไปที่เรารู้ๆกันก็คือเป็นปวดท้องน้อยด้านขวา ถูกต้องค่ะืผู้ป่วยที่เป็นไส้ติ่งอักเสบทุกคนปวดท้องน้อยด้านขวา โดยที่ช่วงแรกถ้าสังเกตดีๆ จะเริ่มจากอาการปวดรอบสะดือก่อน ต่อมาถึงได้ย้ายมาปวดที่ท้องน้อยด้านขวา ลักษณะอาการปวดก็มึมากมายหลายแบบแล้วแต่คนจะอธิบาย จี๊ดๆบ้าง บีบๆบ้าง ตื้อๆบ้าง นอกจากนี้ก็มักจะมีอาการเบื่ออาหาร และคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย บางคนท้องเสียเลยทีเดียว สำหรับระยะเวลาก็มีส่วนช่วยบอกว่าเราเป็นไส้ติ่งหรือไม่ บางคนบอกว่ามีอาการที่กล่าวมาทั้่งหมด แต่เป็น 4 วันแล้ว อันนี้ก็คงต้องบอกว่าไม่น่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ ส่วนใหญ่แล้วอาการปวดจะเป็นมากขึ้นเรื่อยจนต้องมาพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มเกิดอาการ ถามว่าถ้าเป็นจริงๆแล้วไม่ยอมมาหาหมออาการจะเป็นยังไง ก็คือถ้าไส้ติ่งแตกแล้วอาการจะปวดทั่วๆท้อง เริ่มมีไข้ เหงื่ออก หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว ถึงกับหมดสติได้ นั่นก็คืออาการของภาวะช็อคนั่นเอง

อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยของแพทย์นั้น จากอาการที่ผู้ป่วยบอกเล่าเองก็ไม่ค่อยพอ อย่างที่รู้กัน อาการปวดแต่ละคนก็อธิบายไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะปวดจี๊ดๆ ปวดบีบๆ แสบๆ หรือยังไงก็ตาม ความ"ทน" ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนปวดนิดเดียวจะเป็นจะตาย บางคนปวดมากแล้วก็ยังทนไหว บางคนอยู่กับแฟนปวดนิดปวดหน่อยก็เลยทำเวอร์อ้อนแฟน แต่พออยู่คนเดียวยังเล่นบาสได้ก็มี 555 สรุปว่าอาการจากการบอกเล่านั้นประเมินได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายแล้วแพทย์ก็ต้องใช้การตรวจร่างกาย(ก็คือที่เอาหูฟังมาฟังๆ เอามือไปกดๆนั่นแหละ) และผลการเจาะเลือดในการวินิจฉัย สรุปแล้วถ้าเกิดใครสงสัยว่าตัวเองจะเป็นไส้ติ่ง อ่านดูแล้วคล้ายๆกับตัวเองก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ได้ตรวจร่างกาย และเจาะเลือดอีกทีนะคะ

อีกสิ่่งที่อยากจะบอก บางครั้งหมออย่างเราๆก็ฟันธงอย่างคุณหมอดูดวงไม่ได้ เพราะว่าฟังจากอาการ การตรวจร่างกาย และผลเลือด ทุกอย่างก้ำกึ่งไปหมด ไม่แน่ใจ บางครั้งก็อาจต้องให้ดูอาการไปก่อนซักพัก จนอาการชัดเจนขึ้นถึงจะวินิจฉัยได้

ถามว่าไม่รู้ว่าเป็นรึเปล่า ผ่าตัดไปเลยก็ได้ จะได้รู้แล้วรู้รอดกันไป ไม่ได้เหรอ?? หมอก็ขอบอกทุุกท่านว่า การผ่าตัดทุกอย่างมีความเสี่ยงของมันอยู่ หมอทุกคนถูกสอนให้เลือกสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดก่อนเสมอ ถ้าอาการยังไม่ได้อยู่ในภาวะอันตรายมาก การรอดูอาการจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยมากกว่าสำหรับคนไข้ค่ะ อย่าพึ่งอยากเจ็บตัวเลย

การรักษา
แน่นอนการรักษาไส้ติ่งอักเสบ ก็คือการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก ไม่ว่ามันจะแตกแล้ว หรือยังไม่แตกก็ตาม ถ้ายังไม่แตกเราก็จะได้แผลเล็กๆที่หน้าท้องด้านซ้าย แต่ถ้าแตกแล้วก็อาจจะได้แผลใหญ่หน่อย ส่วนบางโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์พร้อมก็อาจจะได้ผ่าตัดแบบส่องกล้องมีแผลที่เล็กมาก ประมาณ 1-2 ซม. แทน

ถ้าไส้ติ่งแตกแล้ว อย่างที่ได้บอกไปว่าเหมือนถุงขยะรั่ว ถ้าเกิดล้างออกได้ไม่หมด มีโอกาสที่จะเกิดแผลติดเชื้อทำให้ต้องล้างแผลนานขึ้น และต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น

ถามว่าเป็นซ้ำได้มั๊ย??
ไส้ติ่งตัดไปแล้ว ไม่อักเสบซ้ำแน่นอนค่ะ (เพราะไม่มีให้อักเสบอีกแล้วไง 555) แต่บางคนอาจมีปัญหาต่อจากผังผืดจากการผ่าตัด อาจมีอาการเจ็บแปล๊บๆ หรือตึงๆที่แผลเวลาขยับตัวหลังการผ่าตัดนานๆไปแล้วได้ อาการเหล่านี้ไม่อันตราย เพียงแต่น่ารำคาญ จะรักษายังไง ก็เป็นแค่ตามอาการคือ ปวดก็ทานยาแก้ปวดเอานะคะ

สุดท้าย คนที่เคยผ่าตัดไส้ติ่งแล้ว แผลผ่าตัดเนี๊ยจะเป็นเหมือน Signature ของการผ่าตัดไป แพทย์เกือบทุกคนถ้าเห็นแผลก็จะรู้ว่าคุณไม่มีไส้ติ่งแล้วค่ะ

จบเท่านี้สำหรับวันนี้ ขอให้ทุกคนสุขภาพดี ไร้โรคภัยไข้เจ็บนะคะ

------------------------------------------------------------------------------------------