แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคทางเดินอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคทางเดินอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ริดสีดวงทวาร นั่งไม่ได้จริงหรือ??

"ก็ลมมันเย็น" เป็นประโยคฮิตอยู่ช่วงหนึ่งสมัยที่หมอยังเด็กๆ พูดเล่นกันทีไรก็หัวเราุะทุกที ด้วยความรู้สึกว่าเป็นวิธีบอกว่า "ฉันเป็นริดสีดวงนะ" แต่ไม่อยากพูดตรงๆ ความจริงอาจเป็นเพราะโรคนี่ใครเป็นก็มักจะรู้สึกอาย เพราะว่าเป็นโรคที่อยู่ในที่ลับ แม้จะต้องถอดให้หมอตรวจก็เรียกว่าต้องแข็งใจกันสุดๆ โรคนี้เป็นยังไง วันนี้ขอมาเล่าไขความกระจ่างค่ะ

มันเป็นยังไง???
สำหรับหลายคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรคนี้เป็นยังไง ส่วนใหญ่คนที่เป็นริดสีดวงจะมาหาหมอเพราะว่ารู้สึกว่ามีก้อนจุกอยู่ที่ทวารหนัก ไมไ่ด้อุดตันนะคะ ยังถ่ายอุจจาระได้อยู่ แต่ก้อนมันอยู่ตรงนั้น และอีกส่วนหนึ่งมาเพราะว่าถ่ายเป็นเลือดสด ไม่ใช่แค่ปนเล็กน้อยนะคะ แต่ไหลออกมาเยอะมากเลย ตกใจ เลยมาหาหมอ อีกส่วนหนึ่งมีอาการปวดที่ก้น ปวดมากนั่งไม่ได้จนต้องบอกว่า "ก็ลมมันเย็น" :P

แล้วมันคืออะไร??
ริดสีดวงทวารเกิดจากการโป่งพองของเส้นเลือดดำค่ะ เป็นเส้นเลือดดำที่อยู่ข้างในลำไส้ของเรา ใกล้ๆกับรูก้น เวลาที่เรามีแรงดันจากลำไส้มากๆ เช่น เป็นท้องผูกบ่อยๆ ต้องเบ่งอุจจาระมาก การตั้งครรภ์ ความอ้วน เส้นเลือดดำของเราก็เหมือนกับลูกโป่งน้ำค่ะ เราถือเอาปากลูกโป่งขึ้น ปลายลูกโป่งข้างล่างมันก็จะโป่งๆ แล้วถ้าเรามีความดันของลำไส้มากก็เหมือนกับเราพยายามบิดลูกโป่งน้ำข้างบน  บิดไปเรื่อยๆ ตรงปลายของมันก็ยิ่งโป่ง ยิ่งโป่ง (เสี้ยวไส้ว่าจะแตกทีเดียว) นั่นแหล่ะคะ เวลาเราเบ่งบ่อยๆ หรือเวลาที่เราอ้วน เส้นเลือดดำที่ก้นก็จะยิ่งโป่งๆ เป็นจนเป็นก้อนโผล่ออกมาทางรูก้นเลยทีเดียว

จะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็น
ความจริงแล้วถ้าเป็นน้อยๆก็อาจไม่มีอาการเลย เชื่อกันว่าเราทุกคนมีริดสีดวงทวารด้วยซ้ำ เพียงแต่เป็นมากเป็นน้อย ถ้าเป็นน้อยๆ ไม่มีอาการอะไรก็ไม่ต้องกังวลหรอกนะคะ คุณยังถือเป็นคนปกติอยู่ (เพราะอย่างที่บอก ใครๆก็เป็นกัน) แต่ถ้ามันเริ่มก่อปัญหา อันนี้อาจจต้องรักษา

อาการของโรคนี้ก็อย่างที่บอก บางคนถ่ายออกมาเป็นเลือดสีแดงสดๆ ที่เลือดออกเป็นเพราะริดสีดวงเป็นเส้นเลือดดำที่โป่งออก ทำให้ผนังบางไปด้วย เวลามีอุจจาระที่แข็งก็จะไปขรูดกับเส้นเลือดดำทำให้ผนังฉีกขาด มีเลือดออกได้ค่ะ บางคนไม่ีเลือดออกแต่ปวดที่รูก้น ปวดหน่วงๆ ตึงๆ (ถ้าปวดจี๊ดแบบมีดบาด อาจจะไม่ใช่โรคนี้นะคะ) บางคนมีก้อนออกมาที่รูก้น โดยริดสีดวงจะแบ่งความรุนแรงเป็น 4 ระดับ

ระดับหนึ่ง เป็นก้อนอยู่ข้างใน หมอตรวจแล้วเห็น แต่คนที่เป็นเองก็ไม่เห็นหรอกนะคะ

ระดับที่สอง มีก้อนออกมาเวลาที่เบ่งถ่าย แล้วก้อนก็กลับเข้าไปเอง อันนี้ส่วนใหญ่คนที่เป็นก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันเพราะว่าพอหยุดเบ่งก้อนริดสีดวงก็จะผลุบกลับเข้าไปเอง ยกเว้นว่าสังเกตจริงๆ ว่าเวลาถ่ายเหมือนมีก้อนมาจุกอยู่ที่รูก้น

ระัดับที่สาม มีก้อนออกมาเวลาที่เบ่งถ่าย แต่ถ้าจะให้กลัีบเข้าไปต้องใช้นิ้วดันกลับเข้าไป อาจจะดูน่าขยะแขยงนิดหนึ่ง แต่สำหรับคนที่เป็นการดันก้อนกลับเข้าไปได้ทำให้ใช้ชีวิตได้สบายขึ้นนะคะ

ระดับที่สี่ รุนแรงสุดคือถึงจะพยายามเอานิ้วดันกลับเข้าไป แต่มันก็ไม่ยอมกลับเข้าไป!!! (โอ้ น่ากลัวอะไรขนาดนั้น)
ริดสีดวงทวาร, hemorrhoid, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

รักษายังไงได้บ้างนะ
ก่อนอื่น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นริดสีดวงทวาร คือภาวะท้องผูกบ่อยๆ ดังนั้นถ้ารู้ว่าเป็นก็ควรกินน้ำมากๆ ทานอาหารที่มีกากใย ขับถ่ายให้เป็นเวลา ร่วมกับการรักษาริดสีดวงด้วยวิธีอื่นๆค่ะ

ถ้าเป็นไม่รุนแรง แค่ระดับที่หนึ่งก็อาจรักษาด้วยยารับประทาน และยาเหน็บที่ทวารหนัก ช่วยให้เส้นเลือดดำหดตัว และกินยาระบายเพื่อให้อุจจาระนิ่มลง ถ่ายได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องเบ่งมากเดี๋ยวริดสีดวงจะใหญ่ขึ้นอีก) นอกจากนี้หมอก็มักจะแนะนำให้แช่ก้นในน้ำอุ่นถ้าเกิดว่ามีอาการปวดมาก จะทำให้สบายขึ้น (ไม่เป็นไม่รู้หรอก)

ถ้าเป็นที่ระดับรุนแรงขึ้น เป็นระดับสอง หรือ หนึ่งที่ก้อนใหญ่หน่อย หรือ ลองใช้ยาแล้วแต่ไม่ได้ผลก็มีวิธีมามายใช้ เช่น รัดด้วยหนังยาง (อันนี้ต้องให้คุณหมอทำให้นะคะ เป็นหนังยางที่ทำมาสำหรับการนี้โดยเฉพาะค่ะ) จี้ไฟฟ้า เป็นต้น

สำหรับระดับสาม และระดับสี่ คงต้องอาศัยการผ่าตัด ตัดหัวริดสีดวงออกเลยนะคะ หลายคนก็คงกลัวการผ่าตัดอยู่ ช่วงที่แผลยังไม่หายดีก็อาจจะลำบากซักหน่อย แต่ว่าหลังจากนั้นก็สบายนะคะ

มากินผักผลไม้เพื่อการขับถ่ายที่ดี ปลอดจากโรคริดสีดวงกันนะคะ


วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

โรคเกราะพะ กระเพาะ

โรคกระเพาะเป็นสาเหตุอาการปวดท้องที่พบบ่อยมาก ไม่แพ้จำนวนคนที่ใช้ ipad, iphone เลยทีเดียว(เกี่ยวกันตรงไหน) เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคกระเพาะมามากมาย รวมทั้งยารักษาโรคกระเพาะก็อาจจะรู้จักเป็นอย่างดี วันนี้เราจะมาเล่าถึงโรคกระเพาะ และบางอย่างเกี่ยวกับโรคกระเพาะที่คุณยังไม่รู้

โรคกระเพาะเกิดจากอะไร
โรคกระเพาะเป็นการอักเสบของผนังกระเพาะอาหาร ซึ่งมีหลายระดับ เหมือนกับแผลที่ผิวหนัง มีตั้งแต่แดงๆเจ็บ เป็นรอยถลอก หนักมากก็เป็นแผลลึกเลือดออก ผนังกระเพาะอาหารก็เช่นกัน มีตั้งแต่การอักเสบ เหมือนรอยแดงเจ็บๆบนผิวหนัง เป็นแผลเล็กน้อยแบบแผลถลอก ไปจนถึงแผลลึกเลือดออกเลยทีเดียว
โรคกระเพาะ, แผลในกระเพาะอาหาร, ปวดท้องลิ้นปี่, peptic ulcer, gastrits, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


แล้วแผล หรือการอักเสบเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
โดยปกติแล้ว กระเพาะของเราทำงานหนักมากทุกครั้งหลังจากเรากินอาหาร มันมีหน้าที่ย่อยอาหารต่อจากปากของเรา (ดังนั้นนั้นถ้าอยากแบ่งเบาภาระกระเพาะ ต้องเคี้ยวให้ละเอียด) ย่อยเจ้าขาหมูชิ้นโตๆเนี๊ย เละจนเป็นโจ๊กเลยทีเดียว กรรมวิธีของกระเพาะก็คือการบีบตัว และใช้น้ำย่อยกับกรดมาใช้ย่อย นี่แหละตัวปัญหา "กรด" นึกถึงข่าวไม่นานมานี้ที่มีสาวเกิดอาการหึงห่วงจนเอาน้ำกรดไปสาดสาวอีกคน เป็นแผลไหม้เลยทีเดียว กรดในกระเพาะอาหารก็มีฤทธิ์แรงไม่แพ้กรดเหล่านั้นเลย แล้วเจ้ากระเพาะมันทนได้ไงเนี๊ย คำตอบก็คือ โดยปกติกระเพาะจะมีการสร้างสารเป็นเบสมาต้าน เคลือบผิวตัวเองไว้ให้ปลอดภัย แต่เกราะป้องกันกระเพาะนี้ถูกทำลายได้จากสาเหตุต่างๆ

-ภาวะเครียดทำให้เกิดการสร้างกรดมากกว่าปกติ
-การกินอาหารไม่ตรงเวลา เพราะกรดถูกสร้างแล้ว ถ้ามีอาหารเข้าไปผสมก็จะลดความเข้มข้นลง แต่พอไม่มีอาหารเจ้ากระป้องกันกระเพาะก็เลยสู้กรดไม่ได้ พ่ายแพ้กันไป
-รับประทานอาหารรสจัดมากๆ กระเพาะบางคนสามารถสร้างเกราะได้ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ครั้นถูกซ้ำเติมด้วยพริก น้ำส้มสายชู มะนาว ที่แสนเผ็ดร้อน ก็เลยต้องยอมแพ้ ยอมรับว่าอันนี้แล้วแต่คนจริงๆ บางคนที่เป็นอาจน้อยใจว่าทำไมเพื่อนกินอาหารเผ็ดกว่าเราอีกไม่เห็นเป็นอะไร อันนี้ก็ต้องทำใจ เพราะเราอาจมีปัจจัยอื่นๆส่งเสริมให้เป็นโรคกระเพาะเอาง่ายๆ
-ติดเชื้อ อันนี้ก็เป็นโชคร้ายเช่นกัน มีเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งซึ่งพึ่งได้รับการค้นพบหลายปีก่อน ชื่อว่า H.pyroli มันทำให้การสร้างเกราะป้องกันของกระเพาะเสียไป บางคนไปรักษาโรคกระเพาะแต่ได้ยาฆ่าเชื้อมาก็ไม่ต้องสงสัย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นโรคกระเพาะจากเชื้อนี้ การจะรู้ได้ว่าโรคกระเพาะของเราเป็นจากเชื้อตัวนี้หรือไม่ ต้องได้รับการส่องกล้องเพื่อตรวจหาเชื้อตัวนี้เสียก่อน ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก ในประเทศของเราส่วนใหญ่จึงรักษาดูก่อน ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆจึงจะทำการส่องกล้องเพื่อหาเชื้อนี้
-ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAID) บางคนอาจรู้จักยากลุ่มนี้อยู่ เช่น Ibuprofen, Diclofinac ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์แก้ปวดได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นปวดหัวปวดหลัง ปวดเข่า ปวดขา (ไม่รวมปวดตับ กับปวดใจนะตัวเอง) การกินระยะสั้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ ในคนหนุ่มสาว ถือว่ายังปลอดภัย แต่การกินติดต่อเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุถือว่าอันตราย และอาจทำให้เลือดออกในกระเพาะได้เลยทีเดียว
นอกจากนั้นก็มียากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งบางคนที่มีโรคประจำตัวต้องกินยานี้ตลอดต้องระวังโรคกระเพาะที่จะตามมาได้

อาการเป็นยังไง
อาการที่พบบ่อยที่สุด และเรียกว่าเป็นอาการแบบตามตำราเป๊ะคือ อาการปวดแสบท้องบริเวณลิ้นปี่ อาการจะสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร เช่น เป็นตอนท้องว่าง หรือ หลังกินอาหารมากๆ หรือ หลังกินอาหารรสจัด แต่ความเป็นจริง สิ่งที่หมอทั้งหลายเรียนกันมาจากตำรา กับ ความเป็นจริง มันไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบนั้น โรคกระเพาะมีอาการได้หลายแบบมากๆ เช่น
-บางคนปวดท้องที่ลิ้นปี่ แต่เป็นปวดบีบๆ เป็นพักๆ เดี๋ยวเป็น เดี๋ยวหาย ไม่ได้สอดคล้องกับการกินอาหารใดๆ อาการปวดบีบๆนี้เป็นได้ตั้งแต่พอรำคาญ จนถึงต้องลงไปนอนดิ้นเลยทีเดียว
-บางคนปวดท้องแถวๆสะดือ แต่ค่อนไปซ้าย หรือขวา อาการปวดเป็นแบบแสบๆ ไม่สัมพันธ์กับการกินอาหารเหมือนกัน
-บางคนรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หายใจไม่อิ่ม คนไข้ที่มีอาการนี้มักจะตกใจมาก เพราะบางคนรู้สึกเหมือนใจจะขาด หายใจไม่ออก ข้อควรระวังคือ ถ้าคุณเป็นคนอายุไม่มาก 20 กว่า 30 ต้นๆ ร่างกายแข็งแรงมาตลอด อาการนี้อาจเป็นเพียงอาการของโรคกระเพาะ แต่ถ้าเป็นคนที่อายุมากหน่อย มีโรคประจำตัวอย่างความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง อาการนี้อาจบ่งบอกถึงโรคปอด หรือโรคหัวใจได้ ควรรีบไปพบแพทย์ด่วนนะคะ

สิ่งที่ต้องระวัง และน่ากลัวสำหรับโรคกระเพาะคือ อาการเลือดออก อย่างที่บอก แผลที่กระเพาะอาหารถ้ารุนแรงก็อาจเป็นแผลลึกที่มีเลือดออกได้ แต่เลือดอยู่ในท้อง จะรู้ได้ยังไงว่าเลือดออก คำตอบคือ "อุจจาระ" ค่ะ เลือดที่ออกมาจากกระเพาะจะผ่านมาตามลำไส้แล้วก็ถ่ายออกมา ซึ่งตอนนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีดำและเหนียวๆเหมือนยางมะตอยเลย  และถ้าเลือดปริมาณเยอะมากจะอาจจะเป็นเลือดสดออกมาเลยก็ได้ หรือบางคนถ้าคลื่นไส้อาเจียน ก็อาจจะอาเจียนเป็นเลือดเลยก็ได้ ดังนั้นโรคกระเพาะควรรีบรักษาและดูแล โดยเฉพาะถ้ากินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID อย่างที่กล่าวไป ก็ควรพยายามเลี่ยงการกินระยะยาวนะคะ

ไม่ต้องตรวจเลือดเลยหรอ
หลายคนสงสัยว่า อาการปวดท้องจะแย่อยู่แล้ว ไม่ต้องตรวจเลือดเช็คหน่อยเหรอ ว่าเป็นอะไร อันนี้เป็นคำถามที่หมอทุกคนอยากให้ทุกคนเข้าใจ การตรวจเลือดไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างนะคะ การตรวจเลือดเป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยโรค จริงอยู่ บางโรคไม่สามารถวินิจฉัยได้ถ้าไม่ได้ตรวจเลือด และบางโรคสามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือดแม้ไม่มีอาการใดๆ แต่โรคส่วนใหญ่ วินิจฉัยได้จากอาการที่ผู้ป่วยเล่า ร่วมกับการตรวจร่างกายของแพทย์ (ที่หมอเอาหูฟังไปฟังมา กดท้องคุณไปมานั่นแหละ) เพราะฉะนั้นอย่าได้รำคาญเลยค่ะ ถ้าหมอของคุณจะเอาแต่ถามๆๆๆๆๆๆ แล้วก็กดตรงโน้นตรงนี้ ถามอยู่นั่นแหละว่าปวดมั๊ย กดแล้วปวดมั๊ย ปล่อยแล้วปวดมั๊ย (ปวดจะแย่อยู๋แล้ว รีบๆรักษาซะที) เพราะว่าทั้งหมดที่ถาม และทั้งหมดที่ตรวจก็เพื่อการวินิจฉัยทั้งสิ้น การตรวจเลือดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของการวินิจฉัยค่ะ

รักษายังไง
การรักษาสำหรับแต่ละคนจะแตกต่างกันไป
มีเลือดออกในกระเพาะ
อันนี้เป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ และต้องนอนโรงพยาบาล เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้อาจจะน่ากลัว และน่าสยองซักหน่อย (แต่ก็อยากรู้ใช่มั๊ยหล่ะ) ถ้าคุณบอกว่ามีอาการอาเจียนเป็นเลือดจำนวนมาก หรือถ่ายดำเหนียวเป็นยางมะตอย แพทย์จำเป็นต้องใส่สายสวนจมูก (Nasogastric tube) ใส่ทำไม มันเป็นท่อที่ใส่ทางจมูก แล้วลงไปตามทางเดินอาหารจนถึงกระเพาะ แล้วดูดสิ่งที่อยู่ในกระเพาะออกมาดูว่า เลือดออกจากกระเพาะจริงหรือไม่ อันนี้ไม่ต้องให้ยาสลบ ไม่ต้องให้ยานอนหลับ ใส่ได้เลยที่ห้องตรวจ ฟังดูน่าสยดสยอง แต่อาจจะรำคาญ ระคายเคืองในคอเหมือนจะอาเจียนอยู่ แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษา ถ้ามีเลือดออกจริงๆ คุณจะต้องไปส่องกล้อง อันนี้ดีหน่อยเพราะเราทำกันในห้องผ่าตัด แต่ไม่ได้ผ่าอะไรนะคะ ให้ยานอนหลับ แล้วก็ส่องกล้องจากทางปากนี่แหละ ลงไปดูในกระเพาะว่ามีเลือดออกตรงไหน ทำการห้ามเลือดก็เป็นอันเสร็จ แล้วก็กลับมากินยา หรือฉีดยา เหมือนกับคนไข้ที่ไม่มีเลือดออก

ไม่มีเลือดออก
ถ้าไม่มีเลือดออกการรักษาก็เป็นยา ซึ่งมีทั้งยาฉีด ยากิน แล้วแต่ความรุนแรง พระเอกของงานนี้ก็คือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร กลไกก็คือลดการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนยาเคลือบกระเพาะอย่างยาน้ำสีขาวๆ เหมือนนมเนี๊ย(Alum milk ) ความจริงเป็นแค่ตัวประกอบของเรื่องช่วยลดอาการปวดเท่านั้นเอง
พระรองก็คือยาฆ่าเชื้อ ที่เป็นพระรองเพราะว่าถ้าพระเอกทำงานไม่สำเร็จ เราก็ต้องไปส่องกล้องตรวจดูว่ามีการติดเชื้อ H.pylori ไม่ ถ้ามียาฆ่าเชื้อถึงจะมามีบทบาท

สิ่งสำคัญคือ แผลในกระเพาะก็เหมือนแผลที่ผิวหนังที่ถูกน้้ำร้อนลวก ช่วงแรกก็ปวดแสบปวดร้อน พอรักษาไประยะหนึงก็หายปวด แต่แผลมันก็ยังอยู่ตรงนั้น ยังไม่หายดี ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือนกว่าจะเรียบเสมอเหมือนคนอื่นเขา แผลในกระเพาะอาหารก็ต้องการเวลาในการหายเช่นกัน กว่าจะหายปวดก็ต้องกินยาไประยะหนึ่ง อาจจะเกือบอาทิตย์ และแม้หายปวดแล้วก็ยังต้องกินยาต่อไปอีกอย่างน้อย 6-8 เดือน ถึงจะหายจริงๆ ดังนั้นได้ยาไปแล้ว อย่าลืมต้องกินต่อเนื่องเพื่อให้แผลหายสนิทนะคะ

จบเรื่องโรคกระเพาะอาหาร วันหลังจะมีโรคปวดท้องอะไรมานำเสนออีก อย่าลืมติดตามนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

ไส้เลื่อนเป็นยังไงกัน

"เต้นจนเป็นไส้เลื่อน" "กระโดดจนเป็นไส้เลื่อน" สมัยเด็กๆได้ยินประโยคเหล่านี้อยู่บ้าง ไม่รู้ว่าคนอื่นเคยได้ยินกันมั๊ย แต่ว่าเป็นประโยคขำๆเบาๆของเพื่อนผู้ชาย เราเป็นผู้หญิงก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าคืออะไร จนกระทั่งมาเรียนหมอ เอ....ตกลงแล้วไส้เลื่อนเป็นยังไงกันแน่นะ วันนี้ขอมาเล่าเรื่องนี้ละกันค่ะ

อะไรคือไส้เลื่อน แล้วเกิดขึ้นได้ยังไง
ตรงตามชื่อเลยค่ะ ไส้เลื่อน ก็คือไส้มันเลื่อน (ดูจะกำปั้นทุบดินไปหน่อย) เลื่อนไปไหน?? เรื่องราวมีอยู่ว่า ปกติลำไส้ของเราก็อยู่ในท้องของเรา บางคนมีความดันในช่องท้องสูง ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุเช่น ไอเรื้อรัง ไอบ่อย ท้องผูกเรื้อรังต้องเบ่งบ่อยๆ เป็นต้น ทีนี้ลองนึกถึงหนังไททานิก เวลาที่เรือจมน้ำกำลังเข้ามาในห้อง น้ำจะเข้าที่ไหนก่อนค่ะ คำตอบคือ "กระจกหน้าต่าง" กระจกหน้าต่างแตกออกแล้วน้ำก็ทะลักเข้ามา ที่เป็นอย่างงั้นเพราะตลอดกำแพงของห้อง จุดที่อ่อนแอที่สุดคือกระจกนั่นเอง กรณีนี้เหมือนกันเวลาที่เรามีาความดันในช่องท้องมากๆ ลำไส้ที่อัดอยู่ในท้องเราก็ทะลักออกมาจากช่องท้อง ในบริเวณที่ผนังหน้าท้องอ่อนแอที่สุด ซึ่งในผู้ชายบริเวณนั้นคือ "ขาหนีบ"!!!  ไม่ใช่หลุดออกมาข้างนอกนะคะ แต่หลุดมาอยู่ในผนังอีกชั้นที่อ่อนแอกว่าที่ขาหนีบ ซึ่งในบางรายก็เป็นถุงยื่นๆออกมาตรงขาหนีบ แต่บางคนก็หลุดมาที่ "ถุงอัณฑะ"
ไส้เลื่อน, ก้อนขาหนีบ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

โอเค สรุปง่ายๆ ไส้เลื่อนก็คือลำไส้ของเรา ที่หลุดออกมาเกิดเป็นก้อนๆที่ขาหนีบนั่นเอง

แล้วไส้เลื่อนเป็นยังไง
ก็อย่างที่ได้เล่าไป ไส้เลื่อนพบมากในผู้ชาย พบในผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชายถึง 10 เท่า ไส้เลื่อนมีลักษณะเป็นก้อน ยื่นออกมาที่ขาหนีบ จับๆดูจะเหมือนเป็นเนื้อของเราที่ย้อยออกมา และเป็นถุงๆด้านใน หรือบางคนก็ยื่นออกมาลงไปในถุงอัณฑะ ช่วงแรกๆจะเป็นก้อนที่ยุบเอง โป่งเอง โดยที่ถ้ายืนจะโป่งออก แต่ถ้านอนลงจะยุบเข้าไป เวลาที่ยื่นออกมาบางครั้งก็สามารถดันกลับเข้าไปได้

ความจริงไส้เลื่อนแบ่งความรุนแรงออกเป็น 4 แบบคือ
แบบแรก ยุบกลับเข้าไปได้เอง อาจต้องใช้มือดันแต่ก็ยังยุบกลับได้
แบบที่สอง ไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้ แต่ไม่มีอาการอื่นๆ
แบบที่สาม ไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้ และยังมีอาการของ "ลำไส้อุดตัน" หรือ "ลำไส้ขาดเลือด" ด้วย อันนี้ลองนึกถึง เวลาใส่แหวนแล้วเอานิ้วออกไม่ได้ ถ้านิ้วมันยังอยู่ได้สบายดีก็เป็นแบบที่สอง แต่ถ้าแหวนมันรัดจนนิ้วม่วง นิ้วชาไปหมดอันนี้ก็เป็นแบบที่สาม ซึ่งถือเป็นภาวะเร่งด่วน ต้องรีบผ่าตัด!!!

ขอเสริมซักเล็กน้อยเกี่ยวกับลำไส้อุดตัน อาการก็คือ ไม่ถ่าย ไม่ผายลม ปวดท้องใต้สะดือ ปวดแบบบีบๆ เป็นพักๆ ปวดเหมือนมีคนมาปิดลำไส้ และที่บริเวณไส้เลื่อนอาจปวดมากด้วยเช่นกัน ส่วนลำไส้ขาดเลือดก็เป็นอาการปวดท้องมากเช่นกัน มีไข้ และอาจถึงขึ้นความดันเลือดต่ำ ช็อคได้ทีเดียว

ถ้าเป็นไส้เลื่อนต้องทำยังไง
คำตอบมีคำตอบเดียวค่ะ "ผ่าตัด" เป็นโรคที่ต้องผ่าตัด "ทุกราย" จริงๆ เนื่องจากว่าเราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดการรัดจนลำไส้อุดตันเมื่อไหร่ ดังนั้นจึงต้องผ่าตัดทุกราย แต่ความรีบก็ขึ้นกับอาการของคนไข้ ถ้าเป็นแค่แบบแรก หรือแบบที่สอง ก็นัดมาผ่าตัด ไม่ต้องรีบมากนัก (แต่ก็ควรเร็วที่สุด)

 แต่ถ้าเป็นแบบที่สามหมอจะลองให้ยาแก้ปวด และดันกลับดู ถ้าดันได้ ก็จะรอให้ยุบบวมประมาณ 2 วันแล้วมาผ่าตัด แต่ถ้าดันกลับไม่ได้คงต้องเข้าห้องผ่าตัดทันที

การผ่าตัดที่ว่านี้ก็เป็นการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมผนังหน้าท้องที่อ่อนแอให้ปิดแน่น ป้องกันไม่ให้ลำไส้ไหลออกมาอีกค่ะ

โรคนี้ป้องกันได้ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยง เช่นการท้องผูก อาการไอเรื้อรัง หรือยกของหนักนะคะ

ขอให้ลำไส้อยู่กับร่องกับรอยค่ะ อิอิ


วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

นิ่วในถุงน้ำดี ฉันมีรึเปล่า

นิ่วหมายถึงก้อนของแข็งที่อุดตันตามทางระบายต่างๆ โดยมากก็ใช้กับท่อในร่างกาย เช่นนิ่วในท่อไต หรือนิ่วในถุงน้ำดี (อย่าสับสนนะคะ นิ่วมีได้หลายที่ และแต่ละที่ก็อาการไม่เหมือนกันเด้อ) หลายคนคงได้ยินมาก่อนแล้ว และหลายคนกลัวมันเพราะได้ยินคำบอกเล่าว่าต้องรักษาด้วยการผ่าตัด (เข้าใจว่า คำว่า"ผ่าตัด"เป็นคำที่น่าสยดสยองทีเดียวสำหรับคนที่อยู่นอกวงการแพทย์) เรื่องราวของนิ่วในถุงน้ำดีเป็นอย่างไร วันนี้จะมาเล่าให้ฟังค่ะ

ก่อนอื่นต้องรู้จักน้ำดีก่อน "น้ำดี"เป็นสารที่ช่วยในการย่อยอาหารพวกไขมันที่เรากินเข้าไป น้ำดีจะทำให้มันแตกตัวออก ทำให้ลำไส้เราย่อยอาหารได้ดีขึ้น ส่วน "ถุงน้ำดี" เป็นที่เก็บของน้ำดี ไม่ใช่ที่สร้าง ย้ำว่า "ไม่ใช่" อวัยวะที่สร้างน้ำดี เพราะว่าจริงๆแล้วน้ำดีสร้างขึ้นโดยตับ แล้วถามว่าถุงน้ำดีมีประโยชน์อย่างไร อันนี้ทางการแพทย์ก็ยังทราบไม่แน่ชัด เพราะคนจำนวนมากที่ตัดถุงน้ำดีไป ก็ยังอยู่สุขสบายอยู่ เพียงแต่ถ้ากินอาหารมันๆมากๆ ก็อาจจะย่อยไม่ค่อยดี และย่อยช้า
นิ่วในถุงน้ำดี, ปวดชายโครงขวา, ตัวเหลืองตาเหลือง, ผ่าตัดถุงน้ำดี, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้



นิ่วในถุงน้ำดี เกิดขึ้นจากอะไรเหรอ
ปกติแล้วเวลาน้ำดีถูกสร้างขึ้นจะประกอบด้วย น้ำ เกลือน้ำดี สารเม็ดสี และมีส่วนประกอบของไขมันชนิดหนึ่งที่พวกเราคุ้นชื่อกันดี "คอเลสเตอรอล" สารเม็ดสีเป็นสีจากเม็ดเลือดของเรา เวลาที่มันหมดอายุก็จะถูกแยกส่วน โดยสารเม็ดสี(ที่ไม่ใช้แล้ว)ก็จะทิ้งออกมาทางน้ำดี ส่วนเจ้าคอเลสเตอรอลนี่จะมากจะน้อยก็ขึ้นกับอาหารที่เรากินนี่แหละค่ะ

ที่นี้เจ้าน้ำดีเนี๊ย ลองนึกถึงโอวัลตินที่ชงยามเช้า ถ้ามีส่วนประกอบปกติ แบบพอดีๆ ก็จะรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน เวลาระบายออกก็ไปพร้อมๆกันหมด แต่เวลาที่มีอะไรซักอย่างมากเกินไป ก็จะเริ่มไม่ละลาย กลายเป็นเม็ดๆลอยอยู่เต็มไปหมด หรือเวลาที่ตั้งทิ้งไว้"นิ่งๆ" ไว้นานๆ ก็จะเริ่มตกตะกอน จับกันเป็นก้อน นั่นแหละค่ะ นิ่วในถุงน้ำดีเกิดขึ้นด้วยกระบวนการเดียวกัน ถ้าน้ำดีของเรามีส่วนประกอบไม่สมดุล เช่นมี คอเลสเตอรอลมาก หรือมีเม็ดสีมาก (ส่วนใหญ่มักจะเป็นกับคนที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย) มันก็จะเริ่มมีส่วนที่ไม่ละลาย หรือถ้าเกิดการระบายของน้ำดีไม่ดี เช่นการอดอาหารนานๆ น้ำดีของเราก็จะเริ่มมีตะกอนขึ้นมา เป็นบ่อยๆเข้าก็เริ่มจับกันเป็นก้อนแข็งๆ เป็นนิ่วในถุงน้ำดีขึ้นมา

ถ้าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี จะรู้สึกยังไง
ความจริงแล้วคนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีมีมากมาย และส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว!!! เพราะว่าเขาเหล่านั้นสบายดี ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ หลายคนที่ตรวจพบเพราะว่าไปตรวจสุขภาพระจำปี โดยที่ร่างกายแข็งแรงมาตลอด อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าพึ่งตกใจ รีบวิ่งไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจหานิ่วนะคะ เพราะว่านิ่วในถุงน้ำดีนี้ไม่อันตราย ถ้าเรายังรู้สึกสุขสบายเป็นปกติ สรุปคือ อาการของเราเป็นสิ่งสำคัญกว่า ถ้าสบายดีก็ยังไม่จำเป็นต้องทำอะไร บางคนอาจจะงงๆ เพราะว่าหมอบางท่านแนะนำให้ผ่าตัดทันทีที่ตรวจเจอนิ่ว โดยที่คุณเองก็สบายดีมาตลอด เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังภายหลังนะคะ

สำหรับบางคนที่มีอาการของนิ่ว คือเจ้านิ่วอาจจะมีมากแล้วก็เลยเริ่มสร้างปัญหา อาการที่เกิดขึ้นมี หลายแบบ คือ แบบระคายเคืองถุงน้ำดีเล็กๆน้อย หรือ เป็นถุงน้ำดีอักเสบ หรือ ท่อน้ำดีอุดตัน

บางครั้งนิ่วในถุงน้ำดีไปเกิดจากการเสียดสีของนิ่วกับผนังถุงน้ำดี (น้ำแข็งในแก้วน้ำเลยค่ะ เขย่าไปมาก็ดังก็องแก็งๆ กระทบกับผนังแก้วไปมา และบางครั้งอาจเกิดจากนิ่วทำให้เกิดการอุดตันชั่วคราว(เหมือนเวลากินชานมไข่มุก ที่บางทีดูดๆแล้วไข่มุกก็มาอุดหลอดหน่ะคะ เดี๋ยวมาอุด แต่ก็หลุดไปได้เอง พูดถึงแล้วหิวน้ำเลยทีเดียว) เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดอาการคือปวดท้องบริเวณชายโครงข้างขวา ปวดแน่นเป็นพักๆ ครั้งละประมาณ 1/2-1 ชั่วโมง แล้วเดี๋ยวก็หายเอง แล้วก็ปวดขึ้นมาใหม่อีก บางคนปวดร้าวไปหลังบริเวณสะบัก มักเป็นมากเวลากินอาหารมันๆ(เพราะอาหารมันๆ จะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัว) แต่งางคนก็เป็นขึ้นมาเองก็มี ถ้าเป็นมากๆเข้าอาจเกิดการติดเชื้อ และการอักเสบขึ้น (อักเสบ=บวม แดง ร้อน) ตามมากลายเป็น "ถุงน้ำดีอักเสบ" ขึ้นได้

ถ้าวันดีคืนดี เกิดวันดีคืนดี นิ่วหลุดจากถุงน้ำดีมาอุดที่ท่อน้ำดี แล้วติดอยู่อย่างงั้น ก็จะเกิดเป็นท่อน้ำดีอุดตันได้ อาการคือ ปวดท้องที่ชายโครงข้างขวาเหมือนกัน แต่จะไข้จะไม่ธรรมดา คือเป็นไข้สูงมาก หนาวสั่น และมักมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองร่วมด้วย เป็นหลายวันจะมาอุจจาระสีซีด!!! สีซีดที่ว่าคือเป็นสีเทาๆ ไม่น่าเชื่อใช่มั๊ยค่ะ แต่ว่ามีจริงๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าความจริงแล้วสีเหลืองของอุจจาระนั้นมาจากน้ำดีนั่นเอง!!! (โอ้ ความรู้ใหม่)

การรักษาหล่ะ
การรักษาก็ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยขณะนั้น

ถ้าไม่มีอาการ ก็มีความเชื่ออยู่ 2 ค่ายนะคะ อันแรกคือ ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เหตุผลอย่างที่เคยอธิบายตอนแรก คือมันไม่อันตราย และคนส่วนใหญ่ก็อยู่กับมันได้โดยไม่มีอาการผิดปกติ ค่ายนี้ไม่อยากเสี่ยงกับการผ่าตัดซึ่งสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาภายหลังได้ อีกค่ายเชื่อว่าควรจะผ่าตัดออก เพราะวันดีคืนดีเกิดคุณเป็นถุงน้ำดีอักเสบขึ้นมา และมารักษาไม่ทัน อาจมีการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และอาจเสียชีวิตได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามความจริงเราก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเชื่อค่ายไหน แต่อยู่ที่เราชั่งน้ำหนัก ความเสี่ยง 2 ฝั่ง กับข้อดีข้อเสีย ทิ้งไว้ก็เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ผ่าตัดก็มีความเสี่ยง ส่วนใหญ่เราก็จะให้ผู้ป่วยตัดสินใจ (เดี๋ยวนี้หมดยุคของการรบอกว่า "แล้วแต่หมอ" แล้วนะคะ"

ถ้ามีอาการแต่ไม่มีการติดเชื้อ หรือการอุดตัน แนะนำให้ผ่าตัดออกค่ะ แม้ว่าอาการเหล่านี้จะหายเองได้ เพราะว่ามีโอกาสเป็นซ้ำสูง และมีโอกาสเกิดการอักเสบ และอุดตันในภายหลังได้มาก ส่วนถ้ามีการติดเชื้อ เราจะให้ยาฆ่าเชื้อจนอาการดีก่อนแล้วค่อยไปผ่าตัด และสำหรับรายที่มีการอุดตันจนตัวเหลืองตาเหลือง ก็ต้องไปผ่าตัดค่ะ ถึงจะหาย

การผ่าตัดสมัยนี้ก็ทันสมัยค่ะ มีทางเลือกเป็นการผ่าตัดส่องกล้อง แผลหน้าท้องเล็กนิดเดียว และฟื้นตัวเร็วค่ะ

ถุงน้ำดีผ่าไปแล้ว ไม่เป็นไรเหรอ
เหมือนกับไส้ติ่งค่ะ อย่างที่ได้บอกไปว่าน้ำดีสร้างจากตับ คนที่ตัดถุงน้ำดีไป ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ คำตอบคือ ไม่เป็นไรค่ะ

หวังว่าวันนี้จะไขข้อข้องใจเกี่ยวกับนิ่วในถุงน้ำดีได้เยอะนะคะ แล้วไว้พบกันใหม่ ของให้ทุกคนมีความสุขสุขภาพแข็งแรงค่ะ

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปวดท้องตรงไหนเป็นอะไร

ทุกคนเวลามีอาการผิดปกติ อย่างอาการปวดท้อง ก็อยากรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร อาการปวดเป็นจากอะไร (ชั้นจะตายรึเปล่า อ๊ากกก) เชื่อว่าทุกคนคงเคยปวดท้อง และทุกคนเคยได้ประสบกับการปวดท้องหลายๆแบบแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ปวด ลักษณะอาการปวด หรือเวลาที่ปวด รายละเอียดเหล่านี้ความจริงแล้วก็เป็นส่วนที่สำคัญมากที่แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัยโรค ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร มาฟังทางนี้กันเร้ว ^o^

ท้าวความตอนที่แล้ว ปวดท้องอะไรยังไง ถ้าตอนนี้รู้สึกปวดท้อง ลองถามดูว่ารู้มั๊ยว่าปวดตรงไหน ถ้ารู้ชัดเจนว่าจุดที่เจ็บที่ปวดที่สุดอยู่ตรงไหน กดปุ๊บเจอปั๊บ แสดงว่าน่าจะเป็นอาการปวดจากกล้ามเนื้อ ยิ่งถ้าปวดหลังจากพยายาม Sit up ลดพุงอย่างหนักเมื่อวานนี้ (ฮึบๆ) หรือว่า ออกกำลังกายอย่างหนัก ยกของหนัก ก็ยิ่งมั่นใจได้มากขึ้นว่าน่าจะเป็นจากกล้ามเนี้อนั่นเอง แต่ สิ่งที่พบบ่อยมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น คนที่ปวดท้องส่วนใหญ่มักมีอาการปวดท้องตื้อๆ พอบอกบริเวณได้ แต่ไม่ได้หาจุดเจ็บได้ชัดเจนนัก อันนี้ก็เดาได้ว่าอาการน่าจะเป็นจากอวัยวะภายในนั่นเอง


source : http://doctorisme.blogspot.com/2013/03/blog-post_22.html
ปวดตรงไหน
แม้ว่าจะบอกจุดเจ็บได้ไม่แน่นอนแต่อย่างน้อย ทุกคนบอกบริเวณได้ว่าปวดตรงไหน อวัยวะที่เป็นต้นกำเนิดของอาการปวดก็มักจะนอนเล่นอยู่ในท้องของเรา ใกล้ๆกับตำแหน่งที่ปวดของเรานี่แหละ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากรู้ว่าเป็นจากอะไรก็คงต้องรู้ว่า ตับ ไต ลำไส้ของเรา วางอยู่ตรงไหนกันบ้าง แบบที่ภาษาหมอๆ (ที่ฟังยากๆ) พูดกันว่า เราควรรู้กายวิภาค (Anatomy) ของร่างกายของเราก่อน

ปวดที่เหนือสะดือด้านขวา
ตำแหน่งนี้มักจะมีต้นเหตุจาก ตับ ถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดี ความจริงแล้ว 3 สหายนี้ พำนักอยู่หลังซี่โครงซี่ล่างๆ ทางด้านขวาของเรา แต่เวลาที่พวกเขาส่งเสียงเรียกเรา เพราะไม่สบาย เขาจะแสดงอาการปวดออกมาแถวๆ ใต้ชายโครงขวา ก็คือบริเวณเหนือสะดือข้างขวานี้แหละ และอีกอวัยวะหนึ่งที่อยู่แถวๆนั้นเหมือนกัน คือลำไส้ใหญ่ จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นอันไหน ก็คงจะต้องใช้ลักษณะอาการอื่นๆช่วย ยกต้วอย่างเช่น นิ่วในถุงน้ำดี อันนี้ก็มักจะปวดจี๊ด ตื้อๆ แล้วแต่คนจะอธิบาย แต่จะปวดเป็นพักๆ เด๋วก็หายไป แล้วก็เป็นใหม่ แล้วถ้ามีถุงน้ำดีอักเสบก็จะมีไข้ร่วมด้วย แต่ถ้าปวดบีบๆเป็นพักๆ แล้วท้องเสีย ก็น่าจะเป็นลำไส้มากกว่า

เหนือสะดือตรงกลาง หรือ ลิ้นปี่
ตรงนี้บางคนจะบอกว่า เจ็บหน้าอก (หรือปวดใจ)
เหนือสะดือ ด้านซ้าย
ตรงนี้กระเพาะอาหารก็เอาไปครองอีกนั่นแหละ แต่มีอวัยวะใกล้ๆคือม้าม และลำไส้ใหญ่ สำหรับม้ามปกติไม่ค่อยป่วยเท่าไหร่ ก็เลยไม่ค่อยส่งสัญญาณเจ็บป่วยอะไรบอกเรามากนัก ส่วนลำไส้ก็เจ้าเดิม ถ้าปวดบีบๆแล้วท้องเสีย ก็น่าจะติดเชื้อในลำไส้ (หรือท้องเสีย ท้องร่วง ที่เราเข้าใจกันนั่นเอง)

ปวดรอบๆสะดือ
อันนี้ง่ายมาก ตรงกลางท้องของเราเป็นที่อยู่ของลำไส้ยาวประมาณ 3 เมตรกว่าๆ ขดไปขดมาอยู่ในท้อง เวลาปวดตรงกลางก็เป็นจากลำไส้นี่แหละ ปัญหาคือความจริงแล้วลำไส้ยาวมาก แต่กลับแสดงอาการปวดรวมๆกันอยู่ที่เดียว คำว่าลำไส้นี้รวมไปถึง ไส้ติ่ง ที่เรากลัวกันด้วย แต่ไม่ต้องตกใจ หลายคนบอกว่า ก็ทุกคนบอกว่าไส้ติ่งต้องปวดทางขวาไม่ใช่เหรอ คำตอบคือ ใช่ แต่ช่วงแรกของการปวดนั้น มักจะเป็นรอบสะดือก่อน พอเป็นมากขึ้นถึงจะย้ายไปปวดทางขวา ถ้าปวดตรงกลางมาเป็นวันๆ ก็ยังอยู่ที่เดิม ก็คงจะไม่ใช่ แต่ถ้าเกิดต่อมาย้ายมาทางขวาละก็ ส่งสัยต้องไปหาหมอแล้วหล่ะค่ะ

ปวดท้องน้อยด้านขวา
มาถึงบริเวณอันเป็นที่ร่ำลือคือท้องน้อยด้านขวา ที่อยู่ของไส้ติ่งเล็กพริกขี้หนู (ขออธิบายก่อนว่าคำว่าท้องน้อยหมายถึงบริเวณใต้สะดือนะคะ) บริเวณนี้ความจริงมีอวัยวะหลายอย่างอยู่รวมกัน ได้แต่ ลำไส้เล็ก(ที่ยังคงขดไปมาอยู่ได้ทุกที่ในท้อง) ลำไส้ใหญ่ ไส้ติ่ง ไต ท่อไต และสำหรับคุณผู้หญิง ก็คือปีกมดลูกขวา และรังไข่ขวา ทุกอย่างเป็นต้นตอของอาการปวดได้หมด ขึ้นอยู่กับอาการอื่นที่มีร่วมด้วย และโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงอย่างเรา อาการปวดท้องน้อย อาจหมายถึงอาการของระบบสืบพันธ์ เช่น ปีกมดลูก หรือ รังไข่ และยิ่งไปกว่านั้น อาจสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ได้ เช่น ภาวะท้องนอกมดลูก ซึ่งจะเกิดตั้งแต่ท้องอ่อนๆ โดยที่บางคนยังไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองท้องแล้ว!!!!!

ปวดท้องน้อยด้านซ้าย
อวัยวะก็เหมือนกับทางขวา แต่ไม่มีไส้ติ่ง และก็มีอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงอยู่เช่นกัน (อวัยวะสืบพันธุ์นั้นมีทั้งภายใน และภายนอกนะจ๊ะ) แต่สำหรับคนที่อายุมากหน่อย ซักประมาณ 50-60 ปีขี้่นไป หากมีอาการปวดมากเหมื้อนไส้ติ่ง แต่อยู่ทางซ้าย อาจเป็นอาการของ กระเปาะลำไส้อักเสบ(Diverticulitis) ซึ่งอาจแตกได้เหมือนไส้ติ่ง แต่ของย้ำว่ามักจะเกิดกับคนไข้อายุมาก คนไข้อายุน้อยพบได้น้อยมากค่ะ

ปวดท้องน้อยเหนือหัวหน่าว
บริเวณนี้เป็นตำแหน่งของ ลำไส้ใหญ่ และกระเพาะปัสสาวะ ส่วนในผู้หญิงก็จะมีมดลูกด้วย และบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมาก ถ้าเกิดว่าบางคนเคยผ่าตัดมาก่อน เช่นผ่าคลอดบุตร หรือผ่ามดลูก หรือผ่าตัดไส้ติ่ง การผ่าตัดมักทิ้งผังพืดไว้ เหมือนกับแผลเป็น ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดได้ภายหลังการผ่าตัดเป็นปีๆ แต่อาการปวดเหล่านี้มักเป็นไม่มาก พอรำคาญ

จบกระบวนความเรื่องของตำแหน่งอวัยวะ หวังว่าจะช่วยไขข้อข้องใจให้หลายๆคนได้นะคะ แล้วไว้พบกันใหม่ค่ะ


วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

กลัวเป็นไส้ติ่ง

เคยไหมเวลาที่ปวดท้องมากๆก็เลยรีบไปโรงพยาบาลเพราะกลัวว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ ความจริงแล้วหลายคนกลัวโรคไส้ติ่งอักเสบ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า "ไส้ติ่ง" เพราะว่ากลัวการผ่าตัด และบางคนก็กลัวเพราะเคยได้ยินมาว่า ถ้าไปโรงพยาบาลไม่ทัน เกิดไส้ติ่งแตกขึ้นมา อาจตายได้ เรื่องราวจริงๆของไส้ติ่งจะเป็นยังไง มาอ่านต่อกันทางนี้ค่ะ

ไส้ติ่งอักเสบเกิดจากอะไรนะ
คำถามแรกคือ คุณรู้จักคุณ"ไส้ติ่ง" มากแค่ไหน ต่างยังไงกับลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่นะ ความจริงก็ตามชื่อค่ะ ไส้"ติ่ง" มันได้ชื่อนี้มาเพราะว่ามันเป็นส่วนเล็กๆ ลักษณะคล้ายลำไส้ของเรานี้แหละ แต่เป็นฉบับจิ๋ว ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ส่วนต้นๆ หน้าที่ของมันทำอะไรก็ไม่ค่อยชัดเจน เพราะคนที่ตัดมันออกไปแล้วก็ใช้ชีวิตได้ปกติสุขดีไม่มีปัญหาอะไร

ไส้ติ่งอักเสบ, โรคภัยไข้เจ็บ,ปวดท้องน้อยด้านขวา, ปวดท้อง, ผ่าตัด, ปวดท้องน้อย


แล้วมันอักเสบได้ยังไง??
หลายคนคงจะเคยได้ยิน กินเม็ดฝรั่งแล้วจะเป็นไส้ติ่ง กินเม็ดแตงโมแล้วจะเป็นไส้ติ่ง ความจริงอันนี้ก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง ไส้ติ่งเกิดจากการที่มีเศษอาหารของเรานั้นไปอุดตันในรูเล็กๆของมัน พออุดตันสารต่างๆที่เยื่อบุของมันสร้างก็เกิดการอุดตัน เชื้อแบคทีเรียทั้งหลายในท้องเราก็เลยไปเจริญเติบโต กลายเป็นการอักเสบขึ้นมา (อักเสบ = ปวด บวม แดง) เป็นนานๆเข้าสารที่สร้างข้างในไส้ติ่งก็ยังสร้างออกมาเรื่อยๆ จนเกิดไส้ติ่งแตกได้นั่นเอง ทีนี้หลายครั้งที่หมอผ่าตัดไส้ติ่งออกมาแล้วก็พบว่า เจ้าเศษอาหารที่ว่านี้เป็นเมล็ดผลไม้เล็กๆ อย่างเมล็ดฝรั่ง ที่ร่างกายของเราย่อยไม่ได้ (ปกติแล้วจะถูกขับออกทางอุจจาระได้) บังเอิญผลัดหลงไปอุดอยู่ในไส้ติ่งนี่แหละ ก็เลยเป็นที่มาของความเชื่อว่า กินเม็ดฝรั่งแล้วจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ

ไส้ติ่งแตกแล้วจะตายจริงๆเหรอ??
คำตอบคือ มีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ไส้ติ่งแตกจะต้องเสียชีวิตนะคะ เพียงแต่ว่าถ้าไส้ติ่งแตกแล้ว มันเหมือนสิวแตกหน่ะค่ะ เจ้าหนองเอย อะไรเอยก็ไหลออกมาหมด แต่คุณเช็ดออกไม่ได้เหมือนหัวสิว อันนี้มันแตกแล้วก็นอนเล่นอยู่ในท้องของเราต่อไป ไปก่อให้เกิดการระคายเคืองอวัยวะอื่นๆ และอาจทำให้เชื้อโรคลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดต่อไป และถึงเสียชีวิตได้จริงๆ ถ้าผ่าตัดล้างเอาหนองออกไม่ทัน

นอกจากนั้นแม้การผ่าตัดจะสำเร็จไปด้วยดี แผลผ่าไส้ติ่งอักเสบธรรมดา กับแผลผ่าไส้ติ่งที่แตกแล้วก็ไม่เหมือนกันนะคะ นอกจากแผลจะใหญ่กว่าแล้ว แผลไส้ติ่งที่แตกก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าด้วย เหมือนเวลาถุงขยะรั่วหน่ะค่ะ นอกจากต้องเอาถุงนั้นไปทิ้งแล้ว จะต้องค่อยตามเช็ดน้ำเหม็นๆที่ไหลออกมาจากถุงขยะด้วย และก็มีโอกาสที่จะเช็ดไม่หมด จริงมั๊ยคะ

อาการยังไงนะ ที่สงสัยว่าจะเป็นไส้ติ่ง
โดยทั่วไปที่เรารู้ๆกันก็คือเป็นปวดท้องน้อยด้านขวา ถูกต้องค่ะืผู้ป่วยที่เป็นไส้ติ่งอักเสบทุกคนปวดท้องน้อยด้านขวา โดยที่ช่วงแรกถ้าสังเกตดีๆ จะเริ่มจากอาการปวดรอบสะดือก่อน ต่อมาถึงได้ย้ายมาปวดที่ท้องน้อยด้านขวา ลักษณะอาการปวดก็มึมากมายหลายแบบแล้วแต่คนจะอธิบาย จี๊ดๆบ้าง บีบๆบ้าง ตื้อๆบ้าง นอกจากนี้ก็มักจะมีอาการเบื่ออาหาร และคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย บางคนท้องเสียเลยทีเดียว สำหรับระยะเวลาก็มีส่วนช่วยบอกว่าเราเป็นไส้ติ่งหรือไม่ บางคนบอกว่ามีอาการที่กล่าวมาทั้่งหมด แต่เป็น 4 วันแล้ว อันนี้ก็คงต้องบอกว่าไม่น่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ ส่วนใหญ่แล้วอาการปวดจะเป็นมากขึ้นเรื่อยจนต้องมาพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มเกิดอาการ ถามว่าถ้าเป็นจริงๆแล้วไม่ยอมมาหาหมออาการจะเป็นยังไง ก็คือถ้าไส้ติ่งแตกแล้วอาการจะปวดทั่วๆท้อง เริ่มมีไข้ เหงื่ออก หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว ถึงกับหมดสติได้ นั่นก็คืออาการของภาวะช็อคนั่นเอง

อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยของแพทย์นั้น จากอาการที่ผู้ป่วยบอกเล่าเองก็ไม่ค่อยพอ อย่างที่รู้กัน อาการปวดแต่ละคนก็อธิบายไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะปวดจี๊ดๆ ปวดบีบๆ แสบๆ หรือยังไงก็ตาม ความ"ทน" ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนปวดนิดเดียวจะเป็นจะตาย บางคนปวดมากแล้วก็ยังทนไหว บางคนอยู่กับแฟนปวดนิดปวดหน่อยก็เลยทำเวอร์อ้อนแฟน แต่พออยู่คนเดียวยังเล่นบาสได้ก็มี 555 สรุปว่าอาการจากการบอกเล่านั้นประเมินได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายแล้วแพทย์ก็ต้องใช้การตรวจร่างกาย(ก็คือที่เอาหูฟังมาฟังๆ เอามือไปกดๆนั่นแหละ) และผลการเจาะเลือดในการวินิจฉัย สรุปแล้วถ้าเกิดใครสงสัยว่าตัวเองจะเป็นไส้ติ่ง อ่านดูแล้วคล้ายๆกับตัวเองก็ควรจะไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ได้ตรวจร่างกาย และเจาะเลือดอีกทีนะคะ

อีกสิ่่งที่อยากจะบอก บางครั้งหมออย่างเราๆก็ฟันธงอย่างคุณหมอดูดวงไม่ได้ เพราะว่าฟังจากอาการ การตรวจร่างกาย และผลเลือด ทุกอย่างก้ำกึ่งไปหมด ไม่แน่ใจ บางครั้งก็อาจต้องให้ดูอาการไปก่อนซักพัก จนอาการชัดเจนขึ้นถึงจะวินิจฉัยได้

ถามว่าไม่รู้ว่าเป็นรึเปล่า ผ่าตัดไปเลยก็ได้ จะได้รู้แล้วรู้รอดกันไป ไม่ได้เหรอ?? หมอก็ขอบอกทุุกท่านว่า การผ่าตัดทุกอย่างมีความเสี่ยงของมันอยู่ หมอทุกคนถูกสอนให้เลือกสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดก่อนเสมอ ถ้าอาการยังไม่ได้อยู่ในภาวะอันตรายมาก การรอดูอาการจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยมากกว่าสำหรับคนไข้ค่ะ อย่าพึ่งอยากเจ็บตัวเลย

การรักษา
แน่นอนการรักษาไส้ติ่งอักเสบ ก็คือการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก ไม่ว่ามันจะแตกแล้ว หรือยังไม่แตกก็ตาม ถ้ายังไม่แตกเราก็จะได้แผลเล็กๆที่หน้าท้องด้านซ้าย แต่ถ้าแตกแล้วก็อาจจะได้แผลใหญ่หน่อย ส่วนบางโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์พร้อมก็อาจจะได้ผ่าตัดแบบส่องกล้องมีแผลที่เล็กมาก ประมาณ 1-2 ซม. แทน

ถ้าไส้ติ่งแตกแล้ว อย่างที่ได้บอกไปว่าเหมือนถุงขยะรั่ว ถ้าเกิดล้างออกได้ไม่หมด มีโอกาสที่จะเกิดแผลติดเชื้อทำให้ต้องล้างแผลนานขึ้น และต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น

ถามว่าเป็นซ้ำได้มั๊ย??
ไส้ติ่งตัดไปแล้ว ไม่อักเสบซ้ำแน่นอนค่ะ (เพราะไม่มีให้อักเสบอีกแล้วไง 555) แต่บางคนอาจมีปัญหาต่อจากผังผืดจากการผ่าตัด อาจมีอาการเจ็บแปล๊บๆ หรือตึงๆที่แผลเวลาขยับตัวหลังการผ่าตัดนานๆไปแล้วได้ อาการเหล่านี้ไม่อันตราย เพียงแต่น่ารำคาญ จะรักษายังไง ก็เป็นแค่ตามอาการคือ ปวดก็ทานยาแก้ปวดเอานะคะ

สุดท้าย คนที่เคยผ่าตัดไส้ติ่งแล้ว แผลผ่าตัดเนี๊ยจะเป็นเหมือน Signature ของการผ่าตัดไป แพทย์เกือบทุกคนถ้าเห็นแผลก็จะรู้ว่าคุณไม่มีไส้ติ่งแล้วค่ะ

จบเท่านี้สำหรับวันนี้ ขอให้ทุกคนสุขภาพดี ไร้โรคภัยไข้เจ็บนะคะ

------------------------------------------------------------------------------------------

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปวดท้อง อะไรยังไง

ปวดท้อง, diary.doctor is me, อาการปวด, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้



ทุกๆคนคงเคยมีอาการปวดท้องมาก่อนในชีวิตนี้ มากบ้าง น้อยบ้างแต่ละครั้งก็แตกต่างกันไป 
ถามว่าปวดท้องแล้วทำไง คนส่วนใหญ่คงเริ่มจากทนก่อน เผื่อว่าอาการมันจะหายไปเอง หลังจากทนไปหน่อยแล้วยังไม่หายก็เริ่มมองหาตัวช่วย ถ้าเป็นเด็กก็คงขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้่วก็ถามหาเอาจากคนที่คิดว่ารู้มากกว่า หรือง่ายๆ คิดไม่ออกก็ไปที่ร้านขายยา ให้หมอยาช่วยจัดยาให้ ตามสไตล์คนไทยเรา ไม่ไหวจริงๆก็ค่อยไปพบแพทย์

คำถามที่หลายาคนมักจะถามหมอ หลังได้รับการตรวจคือ เป็นจากอะไร?

ก่อนอื่นมาตอบคำถามกันก่อนว่า อาการปวดท้อง เกิดขึ้นได้อย่างไร

อาการปวดเป็นความรู้สึกของร่างกายที่รับรู้ผ่านทางเส้นประสาทที่แผ่ทั่วร่างกาย เหมือนสัญญาณโทรศัพท์ที่แผ่ไปทั่วประเทศ เมื่อส่วนไหนเกิดอาการปวดที่รีบโทรศัพท์ หรือส่งสัญญาณไปยังสมอง เพื่อบอกให้สมองรู้ว่าส่วนไหนที่มีอาการปวด และอาการปวดเป็นอย่างไร เหมือนโทรเข้าหา Call Center อย่างไรอย่างนั้น

แต่สัญญาณแบบไหนบ้างที่สมองรับรู้ว่าเป็นความปวด??
ต้นกำเนิดของความเจ็บปวดในร่างกายของเราแบ่งออกเป็น  3 ประเภท คือ
1. ความเจ็บปวดโครงสร้างของร่างกาย (Somatic pain) (ที่ไม่ใช่อวัยวะภายใน) เช่น ความเจ็บปวดจากผิวหนัง กล้ามเนื้อ หรือ กระดูก 
ความเจ็บปวดแบบนี้ เราจะสามารถบอกตำแหน่งได้ชัดเจนว่าปวดตรงจุดไหน เจ็บที่ไหน และบริเวณที่เจ็บนั้นมักจะเป็นต้นตอของอาการเลย และอาการปวดมักจะปวดแบบจี๊ด หรือโดนมีดบาด ทั้งคมทั้งชัด
พวกนี้เหมือนโทรศัพท์มือถือ มีกันคนละเครื่อง เวลาได้รับแจ้งเหตุก็ชี้ได้เลยว่าใครเป็นคนแจ้งจากเบอร์โืทรศัพท์ที่แจ้งเหตุ
ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นบาดแผลตามร่างกาย แผลอยู่ตรงไหน เจ็บตรงนั้น บอกตำแหน่งได้ชัดเจน

2. ความเจ็บปวดจากอวัยวะภายใน (Visceral pain) เช่น ปวดตับ ไต ลำไส้ กระเพาะ พวกนี้จะบอกตำแหน่งได้ไม่ชัดเจน ถ้าต้นตอของอาการปวดมากจากอวัยวะที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาการปวดจะแสดงออกมาเหมือนปวดที่เดียวกัน ลักษณะอาการจะปวดจะตื้อๆ แน่นๆ จุกๆ คล้ายๆกันไปหมด
เหมือนใช้โทรศัพท์บ้าน หรือสำนักงาน โทรไปแจ้งเหตุ ถ้าดูจากเบอร์โทรศัพท์ก็ไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนแจ้ง รู้แต่ว่ามาจากตึกนี้ สถานที่นี้
ยกตัวอย่างเช่นอาการปวดท้องเป็นได้ทั้ง ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ โรคกระเพาะ โรคตับ ถูงน้ำดี ฯลฯ เพียงแต่ลักษณะรายละเอียดอาการของแต่ละโรคจะแตกต่างกันไป ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ว่าอาการปวดท้องของแต่ละคน มีต้นตอมาจากอวัยวะอะไร ดังนั้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาการแก่แพทย์ เป็นสิ่งสำคัญ การให้ประวัติที่ไม่ตรงความจริง อาจนำไปสู่การวินิจฉัยที่ผิดพลาด และการรักษาที่ไม่ตรงจุดได้

3. ความเจ็บปวดจากอวัยวะข้างเคียง (Refer Pain) อันนี้ออกจะเข้าใจยากซักหน่อย เหมือนกับเหตุร้ายเกิดกับเพื่อนบ้าน แต่เพื่อนบ้านมาขอใช้โทรศัพท์เราโทรไปแจ้งเหตุ จริงปัญหาเกิดที่เพื่อนบ้าน แต่ถ้าดูจากเบอร์โทรก็เลยเหมือนเหตุเกิดที่เรา อันนี้ทางการแพทย์อธิบายว่าเส้นประสาทของอวัยวะ A กับ B ที่อยู่ใกล้เคียงกัน บางทีใช้ทางเดินเส้นประสาทร่วมกัน แต่พอไปถึงสมอง กลับแปลว่าความเจ็บปวดอยู่ที่ B ถ้า B ผิดปกติจริง อาการปวดก็จะตรงกับตำแหน่งความผิดปกติ แต่ถ้าความจริงเป็น A ที่ผิดปกติ อันนี้ก็จะเกิดอาการสับขาหลอกกันเลยทีเดียว
ยกตัวอย่าง บางคนอาจเคยประสบกับตัวเองที่รู้สึกว่าแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก แต่หลังจากแพทย์ตรวจแล้วกลับบอกว่า เป็นโรคกระเพาะ???? อันนี้ก็อธิบายด้วยกลไกเดียวกันนี้นั่นเอง

สำหรับอาการที่พบบ่อยๆอย่าง ปวดท้องบิดๆ อยากถ่าย แล้วก็ท้องเสียเป็นถ่ายเป็นน้ำ อันนี้ก็คงบอกได้ว่า ปวดท้องนี้มากจากลำไส้อักเสบ แต่ถ้าปวดท้องลิ้นปี่เวลากินอาหารรสจัดๆ หรือเวลาท้องว่าง ก็น่าจะเป็นอาการปวดจากโรคกระเพาะ แต่อาการปวดบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย เช่นปวดจี๊ดๆตลอดเวลา ลองทนก็ไม่หาย ถ่ายก็ไม่ถ่าย อยู่ๆก็เป็นขึ้นมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย คิดไม่ออกว่าเป็นจากอะไร อันนี้อาจจะต้องไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องต่อไปนะคะ