แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคติดเชื้อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคติดเชื้อ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ยาแก้อักเสบคืออะไรหนอ??

หลายคนคงเคยกินยาที่เรียกกันว่า "ยาแก้อักเสบ" กันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นหวัด เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ปวดแขนปวดขา ปวดเข่า ปวดข้อ วันนี้อย่างให้ทุกคนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า ยาที่เรียกกันติดปากว่า "ยาแก้อักเสบ" นั้น ความจริงมีสรรพคุณอะไร

ตกลงยาแก้อักเสบคืออะไรกันแน่
จริงๆแล้วยาแก้อักเสบที่เรากินๆกัน ฮิตมากคือ Amoxicillin(เรียกกันสั้นๆว่า Amoxy เป็นยาแคปซูล มีหลายสีแล้วแต่ยี่ห้อ) ความจริงแล้วเป็น "ยาฆ่าเชื้อ" คือการออกฤทธิ์จริงๆเป็นการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย แต่เนื่องจากการติดเชื้อมักทำให้เกิดการอักเสบ (แต่การอักเสบอาจจะไม่ได้มาจากการติดเชื้อเสมอไป) ก็เลยมักจะพูดกันง่ายๆว่า ยาแก้อักเสบ

แล้วยาแก้อักเสบจริงๆมีรึเปล่า
ต้องตอบก่อนว่า "การอักเสบคืออะไร" การอักเสบเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อส่วนที่เกิดความผิดปกติ เหมือนกับเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วมักจะมีไทยมุง ยังไงอย่างงั้นเลยค่ะ เช่นถ้าร่างกายเราเกิดการติดเชื้อ มีเชื้อโรคแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายของเราจะส่งหน่วยต่อสู้ (คล้ายๆกับตำรวจในร่างกาย) ซึ่งก็คือเม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณทีเกิดความผิดปกตินั้น และก็จะเกิดการต่อสู้ของเม็ดเลือดขาวกับเชื้อโรคเหล่านั้น บริเวณทีเกิดการต่อสู้ขึ้นก็จะเห็นบริเวณที่เกิดการบวม แดง ร้อน และปวดขึ้นมา ส่วนใหญ่เวลาที่เชื้อกำลังเจริญเติบโตอยู่บนตัวเรา ก็จะไม่เห็นอาการอะไรหรอกค่ะ แต่อาการส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของเราเริ่มต่อสู้ ก็เลยปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งทำให้เราทรมาน แต่ความจริงแล้วก็เป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าร่างกายของเรากำลังต่อสู้

แต่สิ่งที่เม็ดเลือดขาวต้องต่อสู้ก็ไม่ได้มีแค่การติดเชื้อเท่านั้น เช่นเวลาที่มีกระดูกหัก มีรอยฟกช้ำ จากอุบัติเหตุ หัวโน กล้ามเนื้อฉีก เอ็นฉีกจากการเล่นกีฬา  แบบนี้ก็ไม่ได้มีการติดเชื้อ แต่จะมีการอักเสบเกิดขึ้นเพื่อเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บของร่างกาย

ยาต้านการอักเสบ ที่ลดการทำงานของเม็ดเลือดขาวเหล่านี้ก็มีอยู่ และหลายคนอาจจะใช้กันอยู่ แต่เรากลับเรียกมันว่า "ยาแก้ปวด" เป็นยาแก้ปวดชนิดที่เรียกว่า "NSAID" (Non steroidal anti-inflammatory drug) เช่น Diclofinac, Bufen, Naproxen เป็นต้น ยาเหล่านี้จะทำให้การอักเสบลดลง ทำให้อาการ ปวดบวมแดงร้อน ลดลง แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ส่วนใหญ่แล้ว แต่อาการปวดบวมแดงร้อนของการอักเสบจะลดลง แต่ร่างกายก็จะยังต่อสู้ และซ่อมแซมส่วนที่ซึกหรอได้เหมือนเดิมค่ะ

รู้อย่างงี้แล้ว.....
สิ่งที่ควรระวังคือ การกินยาแก้อักเสบ (ยาฆ่าเชื้อ) ควรกินเมื่อมีอาการของการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอ คอแดง มีแผลติดเชื้อ เป็นหนอง หรือเป็นสิว แต่ถ้าเป็นการอักเสบอย่าง ปวดแขนปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออักเสบก็ควรกินยาแก้ปวด (ความจริงเป็นยาต้านการอักเสบของจริง) การกินยาฆ่าเชื้อโดยที่จริงๆแล้วไม่มีการติดเชื้อ ในระยะสั้นก็ไม่ได้มีผลข้างเคียงกับร่างกายมากนัก ถ้าไม่ได้แพ้ยา แต่การใช้ยาฆ่าเชื้อมากเกินไป จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ และหากเราเกิดการติดเชื้อจริงๆ อาจจะต้องกินยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้นไปอีก ก็จะส่งผลเสียในระยะยาวได้ค่ะ

ยังไงก็ตาม รักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะได้ไม่ต้องกินยาดีกว่านะคะ

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถูกหมากัดแล้ว ไม่แคล้วต้องโดนฉีดยา

วันนี้ชื่อหัวข้ออาจจะดูเป็นภาษาโบราณไปนิดหน่อย แต่ความจริงก็เป็นอย่างงั้นจริงๆนะคะ (T.T) เวลาที่เราถูกสุนัขกัด หรือบางคนแม้แต่ถูกน้้ำลายของมัน ก็เริ่มมีความสงสัยขึ้นมาว่า เราจะติดโรคพิษสุนัขบ้ามั๊ยนะ ดีแล้วค่ะที่สงสัย โรคพิษสุนัขบ้าในปัจจุบัน ยังไม่มีการรักษา เรียกว่าถ้าติดขึ้นมาแล้ว ก็ยังไม่มีใครรอดตายได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่แน่ใจ ไปพบแพทย์ไว้ก่อนก็ไม่เสียหายค่ะ
วัคซีนพิษสุนัขบ้า, ถูกสุนัขกัด, ถูกหมากัดทำไง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมอ อยากให้คุณรู้


สำหรับกรณีที่ปลอดภัยหายห่วง ไม่ต้องฉีดวัคซีนแน่นอนคือ การถูกน้ำลาย หรือเลือดของสุนัข (ความจริงรวมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดนะคะ ทั้งแมว หนู กระรอก) โดยที่บริเวณที่ถูกนั้น"ไม่มี"แผล เป็นผิวหนังปกติของเรา แบบนี้ถือว่าปลอดภัยหายห่วง แผลที่ว่านี้คือแผลเปิดนะคะ ทดสอบง่ายๆก็เอาแอลกอฮอล์เช็ดดู ถ้าแสบ ก็แสดงว่ายังมีแผลเปิดอยู่

ทีนี้ถ้าเกิดว่าถูกกัดจริงๆ มีแผลเปิดแล้ว ก็คงต้องมีการฉีดวัคซีนแน่นอน โดยที่ยาที่จะฉีดนี้ก็มีหลายแบบ บางคนคงเคยได้ยินมาทั้งฉีดรอบสะดือบ้าง ฉีดรอบแผลบ้าง ทำเอาหลายคนเข็ดไปตามๆกัน แต่บางคนก็แค่ฉีดที่ต้นแขน ความจริงแล้วจะได้ฉีดยาแบบไหน มีหลักการอยู่ ดังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ค่ะ

วัคซีนมีแบบไหนบ้าง
วัคซีนสำหรับโรคพิษสุนัขบ้ามี 2 แบบ คือแบบที่"ออกฤทธิ์ทันที" และแบบที่"กระตุ้น"ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน แบบออกฤทธิ์ทันทีมีข้อดีคือออกฤทธิ์เร็ว แต่ฤทธิ์อยู่ไม่นาน ส่วนแบบที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันข้อดีคืออยู่นาน ถาวร แต่ข้อเสียคือออกฤทธิ์ช้า ทุกคนที่ได้ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า จะได้ฉีดแบบที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน  แต่จะต้องฉีดแบบออกฤทธิ์ทันทีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของแผล

แล้วแผลสุนัขกัด มีแบบไหนบ้าง
แบ่งเป็น 3 แบบ แบบแรกคือไม่มีแผล (งงจริง แผลแบบแรกคือไม่มีแผล???) ก็คือหมายถึงแบบที่ไม่ต้องฉีดวัคซีน ที่ได้เล่าไปแล้วตอนแรกค่ะ แบบที่สองคือแบบเลือดไหลซิบๆ ไม่ได้ไหลออกมาเป็นหยดๆ แบบที่สามคือ เลือดไหลเรียกว่าอาบเลยทีเดียว บางทีก็เป็นรอยเขี้ยวลึกๆ

ถ้าเป็นแผลแบบแรก ก็ไม่ต้องฉีดยาอะไร สบายใจได้

แต่ถ้าเป็นแผลแบบที่สอง ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ก็คือวัคซีนฉีดที่ต้นแขน ต้องฉีดทั้งหมด 5 เข็ม แบ่งเป็นวันละ 1 เข็ม 5 วัน คือวันแรกและวันที่ 3, 7, 14, 28 นับจากวันที่มาเริ่มฉีดวัคซีน บางที่อาจจะฉีด บางวัน 2 ที่ก็ได้ ก็จะเป็นอีกสูตรหนึ่ง ซึ่งจะฉีดหลายที่ และใช้ปริมาณยาน้อยกว่า แต่ก็ได้ผลเท่ากันค่ะ

แต่ถ้าเป็นแผลแบบที่สาม ต้องฉีดทั้งแบบกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเหมือนแผลแบบที่สอง และเพิ่มวัคซีนแบบออกฤทธิ์ทันทีด้วย อันนี้แหละค่ะที่ทำเอาหลายคนเข็ดไปตามๆกันเพราะ วัคซีนที่เพิ่มมานี้มีปริมาณตามน้ำหนักตัว และต้องฉีด"รอบแผล" !!! แผลเล็กก็รอดตัว แต่ถ้าแผลใหญ่หล่ะก็ น้ำตาเล็ดกันเลยทีเดียวค่ะ (แต่คงต้องอดทนนะคะ จำไว้ว่าโรคนี้ถ้าติด ไม่มีทางรักษาค่ะ) 

แล้วถ้าเคยฉีดวัคซีนแล้วหล่ะ
บางคนก็สงสัยว่า ถ้าเลี้ยงหมาอยู่ แล้วก็โดนกัดบ่อยๆ ไม่ต้องฉีดจนตัวพรุนเลยเหรอ!!  คำตอบคือถ้าเคยฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าแบบที่กระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันแล้ว และต้องฉีดจนครบ 5 ครั้งนะคะ ขอย้ำว่า "ครบ" 5 เข็มแล้ว ถ้าโดนกัดอีกเราก็ฉีดแค่แบบกระตุ้นก็พอค่ะ (เฮ่อ...รอดแล้ว) ก็คือวัคซีนที่ฉีดที่ต้นแขนค่ะ ถ้าครั้งก่อนที่เราฉีดวัคซีน ยังไม่เกิน  6 เดือนก็ฉีดกระตุ้นแค่เข็มเดียว แต่ถ้าเกิน 6 เดือนแล้วต้องฉีดวันนี้ และ อีก 3 วันฉีดอีก 1 เข็ม ก็เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ

แล้วเรื่องตัดหัวหมาไปตรวจหล่ะ ทำกันจริงๆรึเปล่า
คำตอบคือจะไปทำก็ได้ค่ะ แต่ส่วนใหญ่เราก็ไม่ค่อยทำกัน สงสารมัน ยิ่งถ้าเป็นสุนัขเลี้ยงสวยๆ มีสกุล น่ารักน่ากอด เราก็คงทำไม่ลง จริงมั๊ยค่ะ ทั้งหมดที่ได้เล่าไปเป็นกรณีที่เราคิดว่าสุนัขที่กัดเรา "น่าจะมี" เชื้ออยู่ คือกรณีที่โชคร้ายที่สุด ถ้าสุนัขที่กัดเราเป็นสุนัขจรจัด ของใครไม่รู้ เราก็ไปฉีดวัคซีนตามที่ได้เล่ามา แต่ถ้าเกิดว่ามันเป็นสุนัขที่เราเลี้ยงเอง หรือคนรู้จักของเราเลี้ยง สบายดีมาตลอด และฉีดวัคซีนติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปี (ต้องมีครบตามที่บอกนะคะ) เราก็มีทางเลือกคือ ดูอาการของมัน 10 วัน ถ้าเกิดว่ามันยังสบายดี น่ารักเหมือนเดิม  เราก็ไม่ต้องไปฉีดวัคซีนต่อก็ได้ค่ะ (ก็จะไม่ต้องไปฉีดวันที่ 14 , 28  รอดไปสองเข็ม เย้!!)

แต่ถ้าถามความเห็นหมอนะคะ ไหนๆก็ฉีดไปแล้ว 3 เข็ม ก็ฉีด อีก 2 เพื่อได้ภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต หลังจากนี้ถ้าโดนกัดอีกก็ฉีดแค่เข็มกระตุ้น จะดีกว่านะคะ ไม่อย่างงั้นเกิดครั้งหน้าโดนกัดเป็นแผลลึกๆ ก็ต้องฉีดรอบแผลอีก ลำบากตอนนี้สบายวันหน้าค่ะ

นอกจากฉีดวัคซีน ต้องทำอะไรอีกมั๊ย
การทำความสะอาดแผล หลังถูกกัดก็ควรล้างด้วยน้ำสบู่ให้สะอาดที่สุด ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ หรือเบตาดีน แล้วมาทำแผลที่โรงพยาบาลอีกที นอกจากนั้นในน้ำลายของสุนัขมีทั้งเชื้อโรคสารพัด ก็ต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อ และยังต้องฉีดยาเพิ่มอีก 1 อย่างนะคะ(ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่กลัวเข็มทั้งหลาย) เป็นวัคซีนบาดทะยักค่้ะ ถ้าเข็มสุดท้ายที่เคยฉีด เกิน 5 ปีขึ้นไป ก็ฉีดแค่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เข็มเดียวค่ะ

Love me, Love my dog แล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ (เกี่ยวกันยังไง 555) สวัสดีค่ะ



วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

ไข้แบบไหน เป็นไข้เลือดออก

หลายครั้งที่เราเป็นไข้ไม่สบาย เวลาเป็นมากๆก็เริ่มสงสัยว่าเราจะเป็นอะไร"มากกว่า"ที่เคยๆเป็นมั๊ย โรคหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดคงหนีไม่พ้น "ไข้เลือดออก" ซึ่งเป็นโรคที่ว่ากันว่า ถ้ารักษาไม่ทันอาจถึงแก่ชีวิตได้ทีเดียวเชียว แล้วเราจะสงสัยว่าตัวเองเป็นไข้เลือดออกเมื่อไหร่?? ไปดูกัน


ไข้เลือดออป, โรคภัยไข้เจ็บ, ไข้เลือดออกต้องทำยังไง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ไข้แบบไหน เป็นไข้เลือดออก
คำถามแรกคือ ทำไมเราถึงเป็นไข้?? อันที่จริงไข้เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่กำลังต่อสู้กับเชื้อโรคบางอย่าง ว่าง่ายๆคือเราเป็นไข้ เพราะร่างกายกำลังต่อสู้อย่างหนักกับการติดเชื้อนั่นเอง ความจริงนอกจากการติดเชื้อก็ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เป็นไข้อีกได้ แต่สำหรับคนทั่วไปที่ร่างกายแข็งแรงดีมาตลอด ไข้มักจะมาจากการติดเชื้อค่ะ

ทีนี้ปกติเวลาที่เรามีไข้จากการติดเชื้อ เราจะมีอาการที่แสดงถึงแหล่งที่มาของการติดเชื้อด้วย เช่น ถ้ามีไข้ไอเจ็บคอน้ำมูกไหล ก็เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจ ถ้าเป็นไข้ปวดท้อง ท้องเสียก็เป็นการติดเชื้อทางเดินอาหาร ถ้าเป็นไข้ปัสสาวะแสบขัด ปวดบั้นเอว ก็เป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น แต่ไข้เลือดออกเป็นการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Dengue virus การติดเชื้อไวรัสนี้ไม่มีแหล่งติดเชื้อที่ชัดเจน มันกระจายอยู่ในกระแสเลือด!!! ดังนั้นอาการของเรานอกจากจะมีไข้สูงแล้ว(สำหรับอาการไข้สูง ถ้ากินยาลดไข้ ไข้มันก็จะสูงๆต่ำๆตามฤทธิ์ยาได้นะคะ) ก็ไม่มีอาการที่แสดงแหล่งติดเชื้อชัดเจน อาจจะมีเจ็บคอเล็กน้อยเวลาคอแห้ง ปวดท้องแน่นๆ หรือปวดหัว(ซึ่งพบได้ในคนที่เป็นไข้อยู่แล้ว) แต่จะปวดเมื่อยตามตัวทั่วๆ ไม่ค่อยมีแรง คอแห้งปากแห้งจากไข้ และมักมีอาการเบื่ออาหาร กินอาหารไม่ได้ อาการเหล่านี้ก็เริ่มน่าสงสัยแล้ว

อาการอื่นๆที่ช่วยบอกอีกคือ ได้ชื่อว่าไข้"เลือดออก" ก็จะมีจุดเลือดออกตามตัวได้ แต่พบไม่บ่อย หรือว่ามีคนในบ้าน หรือบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นไข้เลือดออกด้วย ก็จะน่าสงสัยมากขึ้น ส่วนเรื่องยุงกัดเยอะเนี๊ย บางครั้งก็ไม่ค่อยแน่นอนนะคะ เพราะบางทีเราก็จำไม่ได้(แต่ก็ยังคงต้องคว่ำไห คว่ำชามป้องกันลูกน้ำยุงลายนะคะ) แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเป็นร่วมกับอาการที่เล่าไปตอนต้นนะคะ แต่สรุปแล้วอาการก็ต้องดูรวมๆกัน มีแค่อย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวมาโอกาสจะใช่ก็น้อยลงไปนะคะ

แล้วที่ว่าเป็นแล้วจะช็อกได้ จริงหรือ
ตอบตรงๆตัวก็คือ จริง ค่ะ แต่ไม่ใช่ทุกราย โรคไข้เลือดออกมีอยู่ 3 ระยะคือ
1. ระยะไข้ ช่วงนี้จะมีไข้สูง เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ปากแห้ง กินอะไรไม่ค่อยได้ กินเวลาประมาณ 3-7 วัน โดยส่วนใหญ่นะคะ ถ้าในรายที่อาการหนัก (แปลว่าบางคนก็ไม่เป็นนะคะ) อาจมีภาวะเลือดออก เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ เป็นต้น

2. ระยะช็อก ระยะนี้บางคนก็ไม่ผ่านระยะนี้ ข้ามไประยะที่สามเลยก็มี (ซึ่งคนส่วนใหญ่ เป็นแบบนั้น) แต่เราก็ควรเฝ้าระวังระยะนี้ไว้ เนื่องจากเราไม่มีทางรู้ได้ล่วงหน้าเลยค่ะ ว่าคนไหนจะมีหรือไม่มีระยะช็อก อาการของระยะนี้หลังจากพ้นระยะแรก ไข้จะเริ่มลง แต่จะมีอาการของภาวะช็อก (ช๊อกไม่ได้แปลว่าเป็นลมล้มพับ หมดสติไปนะคะ แต่ภาวะช็อกหมายถึงการมีความดันโลหิตต่ำเกินไปค่ะ) อาการมีได้ตั้งแต่ มีสติรู้ตัวตลอด แต่มือเท้าเย็น เวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม บางรายชักได้ หรือบางรายอาจซึมลง ถ้าผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

3. ระยะหาย ระยะนี้คือช่วงที่โรคกำลังสงบ ผู้ป่วยจะไม่มีไข้แล้ว ความอยากอาหารจะกลับมา อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น และปัสสาวะมาก อาการปวดเมื่อยตามตัวจะหายไป มีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเริ่มมีผื่นขึ้นตอนนี้(แปลว่าถ้ามีผื่นขึ้นก่อนหน้านี้ก็คงไม่ใช่โรคนี้นะคะ) คนไข้ที่เป็นไม่มากส่วนใหญ่จะตกใจและมาหาหมอตอนมีผื่นขึ้น ซึ่งก็สบายใจได้เพราะแปลว่าเขาหายแล้ว (เย้) คนส่วนใหญ่มีแค่ไข้ แล้วก็กระโดดมาขึ้นนี้เลย ซึ่งถือว่าปลอดภัย

แล้วแต่ละระยะ ต้องทำตัวยังไง
สำหรับการติดเชื้อ Dengue virus เราไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรงเหมือนกับเชื้อแบคทีเรียที่เราเคยกินๆกัน การติดเชื้อไวรัสส่วนใหญ่อาศัยภูมิคุ้มกันของร่างกายเราเองต่อต้านเชื้อ สิ่งที่ทำได้คือป้องกันภาวะแทรกซ้อน และอันตรายบางอย่างที่เกิดจากเชื้อ แต่ละระยะก็จะมีการดูแลที่แตกต่างกันไปดังนี้ค่ะ

ระยะไข้ ช่วงนี้เราจะค่อนข้างทรมานกับความอ่อนเปรี้ยเพลียแรง สิ่งที่ต้องระวังช่วงนี้คือภาวะขาดน้ำ เพราะการมีไข้ทำให้เราเสียน้ำ และเราก็ยังไม่ค่อยอยากอาหารอีก แพทย์ส่วนใหญ่จะให้เรากินน้ำเกลือแร่ จิบบ่อยๆ ทดแทนน้ำที่สูญเสียไป และควรงดการกินอาหารสีแดงสีดำ งงหล่ะสิ ไม่ได้ถือเป็นเคล็ดอะไรหรอกค่ะ เหตุผลเพราะว่า ถ้าเกิดบางรายที่มีเลือดออกทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือดขึ้นมา เราจะแยกยากว่าสิ่งที่เห็น เป็นเลือดจริงๆ หรือแดงจากอาหารที่กินเข้าไป เท่านั้นเอง ช่วงนี้อาจไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดดูเกล็ดเลือดได้ เกล็ดเลือดมีความสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด การติดเชื้อไข้เลือดออกอาจทำให้เกล็ดเลือดต่ำลงได้ และยังบอกแนวโน้มการเข้าสู่ช่วงภาวะช็อกอีกด้วย

ระยะช็อก ช่วงนี้สิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องระวังการเข้าสู่ภาวะช็อก อย่างที่ได้เล่าให้ฟังไป ถ้ามีอาการของระยะช็อคควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่บางคนก็อาจได้นอนโรงพยาบาลตั้งแต่ระยะที่มีไข้ ถ้าอาการไม่ค่อยดี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์นะคะ

ระยะหาย ใครบอกว่าระยะหายจะไม่น่ากลัว สิ่งแรกที่ต้องระวังคือ เป็นระยะหายจริงๆรึเปล่า ถ้ายังไม่มีผื่นขึ้นยังไงก็อย่าพึ่งวางใจนะคะ สังเกตอาการหลังไข้ลงประมาณ 24-48 ชั่วโมง แต่ถึงแม้จะหายจริงๆแล้ว ก็อาจมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่ทำให้เกิดอาการเลือดออกง่าย ช่วงนี้ก็ควรระมัดระวังอุบัติเหตุและความเสี่ยงต่างๆต่อการเลือดออกนะคะ

หวังว่าวันนี้ทุกคนที่ติดตามอ่านจะได้คำตอบที่อยากรู้นะคะ สวัสดีค่ะ

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

มะเร็งปากมดลูก มีวัคซีนป้องกัน!!!

ได้ชื่อว่ามะเร็ง ก็มีความน่าเกรงขามอยู่ในตัวแล้ว ทุกคนรู้ว่ามะเร็งโหดร้าย ทรมาน และอาจถึงแก่ชีวิต ไม่มีใครอยากเป็นโรคมะเร็ง และหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงคือ "มะเร็งปากมดลูก" วันนี้ทุกคนรู้แล้วหรือยังว่ามะเร็งชนิดนี้มีวัคซีนป้องกันแล้ว!!!

ก่อนอื่นขอเล่าคร่าวๆเกี่ยวกับสิ่งที่มนุษย์เราค้นพบเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกก่อน ถ้าเราไปถามหมอว่ามะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากอะไรก็จะได้คำตอบว่า มะเร็งส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด มีปัจจัยมากมายที่มีผลต่อการเกิดมะเร็ง บอกได้ไม่ชัดเจน แต่สำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก เราค้นพบว่ามันเป็นมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อ!!!
มะเร็งปากมดลูก, วัคซีนมะเร็งปากมดลูก, ดูแลสุขภาพ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


เชื้อที่ว่านี้เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อว่า HPV (ไม่ใช่ HIV นะคะ) ไวรัสชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิดมะเร็งจะเป็นสายพันธุ์ 16 กับ 18 ไวรัสชนิดนี้ติดทางเพศสัมพันธ์ โดยทีไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 กับ 18 นี้เวลาอยู่กับผู้ชายจะไม่ก่อโรค(ไม่ยุตธรรมเลย) แต่พอมาอยู่กับผู้หญิงแล้ว มันจะชอบติดที่ปากมดลูก ทำให้เกิดเซลล์ผิดปกติ โดยส่วนใหญ่พบว่าก็ไม่ได้กลายเป็นมะเร็งหรอกนะคะ แต่จะมีบางส่วนที่หลังจากนั้นก็จะค่อยๆก่อตัวเป็นมะเร็ง ซึ่งกว่าจะถึงขั้นนั้นก็ผ่านไปอีกเป็นสิบๆปี เรียกว่าติดเชือวันนี้กว่าจะเป็นก็อีกหลายปีค่ะ พอรู้สาเหตุแล้ว ก็นับว่าเป็นข่าวดี!! ดียังไง? ก็เพราะว่า ถ้าสาเหตุมันเป็นจากการติดเชื้อ เราก็สร้าง"วัคซีน" ป้องกันมันซะเลย เหมือนวัคซีนป้องกันบาดทะยัก, พิษสุนัขบ้า ฯลฯที่ใช้กันมาหลายสิบปีแล้ว

สรุปแล้ว วัคซีนที่ว่านี้ก็คือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกนั้นเอง ถ้าไม่ติดเชื้อ ก็ไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกไง ว่าแล้วสาวๆก็คงเริ่มสนใจ และสำหรับหนุ่มๆก็ควรศึกษาไว้สำหรับบอกผู้หญิงที่เรารักนะคะ (ถึงไม่รักผู้หญิง ก็ไว้บอกเพื่อนสาวละกันค่ะ 555)

จะฉีดได้ตอนไหน
บางคนก็สงสัย เพราะว่าอย่างวัคซีนของเด็กๆ ก็มีเวลาให้เริ่มฉีด และระยะห่างที่เหมาะสมในการฉีดแต่ละเข็ม สำหรับวัคซีนตัวนี้ ในต่างประเทศให้ฉีดกันตั้งแต่เริ่มเป็นสาว คืออายุประมาณ 11-13 ปี ความจริงแล้ว หลักการคือควรฉีดยาให้มีภูมิคุ้มกัน ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ เพราะว่าไวรัส HPV นี้ติดต่อกันทางเพศสัมพันธุ์อย่างที่บอกไป ถ้าเกิดว่าใครที่ตอนนี้อายุเกิน 11-13 ปี แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์ ก็ไปฉีดได้เลยค่ะ  ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดเข็มที่ 1 แล้วเข็มต่อมาที่ 3 เดือน และ 6 เดือน

แต่หลายคนที่มีคู่แล้วก็อย่าพึ่งเสียใจไปนะคะ ถามว่าจะฉีดได้มั๊ย ก็ฉีดได้ค่ะ เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้อจะลดลงเท่านั้นเอง

ได้ผลดีมั๊ย
เนื่องจากวัคซีนนี้ยังใหม่อยู่ เท่าที่มีการศึกษาพบว่ายังป้องกันได้ไม่ 100% เพียงแต่คนที่ฉีดจะมีโอกาสติดเชื้อน้อยลงค่ะ ยังไงก็ตาม แม้เราจะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังคงต้องไปตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำทุกปีเป็นปกติค่ะ

ตรวจมะเร็งปากมดลูกคืออะไร ?? ตรวจทำไม??
อันนี้สำหรับคนที่ยังไม่รู้นะคะ บางคนก็เรียกการตรวจมะเร็งปากมดลูกว่าเป็นการ"ตรวจภายใน" ซึ่งแน่นอนว่าผู้หญิงเกือบทุกคนกลัว ยิ่งเป็นสาวๆอายุน้อยๆก็คงอายเกินกว่าจะไปตรวจ

เอาตามตำรา เราแนะนำให้ผู้หญิงทุกคนตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ 3 ปีแรก หลังมีเพศสัมพันธ์ และตรวจเป็นประจำทุกปี หรือถ้าปกติติดกัน 3 ปี ก็สามารถห่างเป็นทุก 3 ปีได้ วิธีการตรวจอันนี้ก็ยอมรับว่าเป็นการตรวจภายในจริง ต้องใส่เครื่องมือในช่องคลอดจริง แต่ลองฟังเรื่องมะเร็งปากมดลูกกันก่อน เผื่อว่าจะทำให้หลายคนเปลี่ยนใจ

มะเร็งปากมดลูกเป็นยังไง??
มะเร็งปากมดลูกเริ่มจากเป็นเนื้องอกที่ปากมดลูก แล้วค่อยๆลุกลามไปตามผนังช่องคลอด มดลูก รังไข่ และเข้าไปในช่องท้อง อาจลุกลามไปถึงลำไส้ และอวัยวะอื่นๆได้ สุดท้ายถ้าลุกลามไปตามกระแสเลือดก็สามารถไปได้ทุกที่ในร่างกายไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต สมอง ปอด ฯลฯ เดิมทีแล้วมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยไปมาก เนื่องจากเรามักตรวจไม่เจออาการจนกระทั่งมันเป็นมากแล้ว ส่วนใหญ่กว่าจะมาพบแพทย์ ก็เพราะมีอาการจากตัวมะเร็งที่ลุกลามไปตามอวัยวะต่างๆแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก หากเราตรวจพบมะเร็งมดลูกตั้งแต่เนิ่นๆ เราสามารถ"รักษาให้หาย" ได้เลยทีเดียว (มะเร็งที่รักษาจนหายได้ มีไม่มากนะเออ")

การตรวจมะเร็งปากมดลูก ตั้งแต่ยังไม่มีอาการจึงเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของคนไข้จำนวนมากไว้ได้ อย่างที่บอกถ้าหากว่าเรามาตรวจเจอตั้งแต่แรกๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ ข่าวร้ายว่า"คุณเป็นมะเร็งระยะแรก" ยังไงก็มีความหวังกว่า "คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย" นะคะจริงมั๊ย แล้วถ้าจะบอกว่า "อายหมอ" ก็อยากให้ทราบว่าปัจจุบันมีผู้หญิงนับพันมาตรวจมะเร็งปากมดลูก พวกเขาทำได้ เราก็ทำได้ค่ะ

สรุปแล้วอยากจะชวนผู้หญิงทุกคนไปฉีดวัคซีน และมาตรวจมะเร็งปากมดลูกกันนะคะ