แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคตา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ปวดตาข้างเดียว เป็นอะไรได้บ้าง

หลายคนมีอาการปวดตาข้างเดียว จนเริ่มผิดสังเกต และเริ่มสงสัยว่าอาการแบบนี้เป็นจากอะไรได้บ้าง จริงๆแล้วอาการปวดตาข้างเดียวมีสาเหตุได้จากหลายโรค ส่วนใหญ่เราอาจจะต้องดูว่ามีอาการอื่นๆร่วมด้วยมั๊ย เพื่อบอกความแตกต่างของแต่ละสาเหตุค่ะ

มีสิ่งแปลกปลอมในตา


ส่วนใหญ่อาการปวดตาข้างเดียวจะเกิดขึ้นหลังจากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา อาจจะเป็นฝุ่น ไรือสำอางคื หรือแม้แต่ขนตาของเราเอง หรืออาจจะเป็นหลังการทำงานที่อาจมีความเสี่ยงมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา เช่น เจียเหล็ก ตอกไม้ ฟันต้นไม้ นอกจากจะปวดตาแล้วมักจะมีอาการเจ็บตา น้ำตาไหล ตาแดง ถ้าสิ่งแปลกปลอมแข็งมากหรือชิ้นใหญ่ อาจจะแสบมากจนแทบลืมตาไม่ได้ก็เป็นได้นะคะ สำหรับการรักษาสาเหตุนี้ง่ายมากค่ะส่วนใหญ่ถ้าเอาสิ่งแปลกปลอมนั้นออก ก็มักจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ

ตาอักเสบ


ตาอักเสบ ในที่นี่จะพูดรวมๆนะคะ เพราะในความเป็นจริงตาอักเสบแบ่งเป็นส่วนย่อยๆได้อีกหลายโรคนะคะ เช่น เยื่อบุตาอักเสบ ม่านตาอักเสบ กระจกตาอักเสบ ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่จะมีอาการอื่นๆเช่น ตาแดง น้ำตาไหลมาก ตามัวลง บางคนอาจจะรู้สึกว่า อาการก็จะคล้ายๆเวลามีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา แต่ส่วนใหญ่คนที่เป็นก็จะไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีอะไรเข้าตา ไม่มีอุบัติเหตุอะไร อาการปวดตาข้างเดียวค่อยๆเป็นมากเป็นเรื่อยๆ โรคกลุ่มนี้แม้บางโรคสามารถหายได้เอง แต่ก็ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้การรักษาที่ถูกต้องต่อไปค่ะ

ตาแดงติดเชื้อ


โรคตาแดงที่เรียกกันบ่อยๆ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการติดเชื้อไวรัสค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้างเดียว ก็เลยมักมีอาการปวดตาข้างเดียวได้เช่นกัน คนที่เป็นมักจะน้ำตาไหลมาก ตาแดงมาก ตื่นนอนตอนเช้ามีขี้ต่เยอะ บางคนเหนียวปิดตาเลย ต้องเช็ดต้องล้างออกถึงจะเปิดตาได้ และยิ่งถ้ามีคนใกล้ชิดเป็นอยู่ เราก็อาจติดมาได้ โรคนี้ถ้าเป็นแล้ว ต้องระวังรักษาความสะอาดให้ดี ล้างมือบ่อยๆ ระวังอย่าให้น้ำตา หรือขี้โดนผู้อื่น เพราะอาจติดผู้อื่นได้นะคะ

ต้อหินเฉียบพลัน


ในทางหมอตา ถ้าพูดถึงอาการปวดตาข้างเดียว แบบรุนแรงก็จะกลัวโรคต้อหินมาเป็นอันดับต้นๆเลยค่ะ อาการร่วมมักจะมีตาแดงด้วย แต่แดงไม่มาก แค่เรื่อๆ อาการปวดคาจะเป็นมากๆเลยค่ะ บางทีก็ปวดศีรษะร่วมด้วย คลื่นไส้อาเจียน ตาจะมัวลงอย่างชัดเจนเลยค่ะ คนไข้โรคนี้ส่วนใหญ่อยู่ในคนวัยกลางคนถึงสูงอายุนะคะ สำหรับโรคนี้ควรพบจักษุแพทย์อย่างยิ่ง เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องนะคะ

สายตาไม่เท่ากัน


สายตาไม่เท่ากันที่ว่า หมายถึงการสั้นยาวของสายตา 2 ข้าง มีความมากน้อยไม่เท่ากันนะคะ โดยทั่วไปเวลาสายตาไม่เท่ากันมักทำให้ปวดตาสองข้างมากกว่า แต่ก็มีคนไข้บางรายที่ปวดข้างเดียว เนื่องจากข้างที่มีค่าสายตาผิดปกติเยอะพยายามเพ่งให้ชัดเท่าอีกข้าง ก็อาจทำให้มีอาการปวดตาข้างเดียวได้ มักเป็นหลังจากใช้สายตาเยอะๆ เพ่งหรือต้องเยอะ อาการปวดมักปวดหัวคิ้ว ปวดเบ้าตา หรือกระบอกตา  อาจมีอาการมึนหัว หรือปวดหัวร่วมด้วยได้ พักสายตาซักพักจะดีขึ้น แต่ถ้าอยากให้หายควรตัดแว่นให้พอดีค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างกับอาการปวดตาข้างเดียว อาการเป็นยังไง ก็แนะนำให้ปรึกษาจักษุแพทย์ใกล้บ้านท่านนะคะ สวัสดีค่ะ


วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

โรคต้อหิน อาการต้อหิน เป็นอย่างไร

หลายคนคงยอมรับว่าแค่ได้ยินคำว่า ต้อหิน (glaucoma) ก็รู้สึกว่าน่ากลัวแล้ว ไม่อยากให้ตัวเองเป็นเลย หลายคนก็คงอยากทราบว่า แล้วอาการต้อหินเป็นอย่างไร จะได้ระวังตัวแต่เนิ่นๆใช่มั๊ยคะ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันค่ะ

ต้อหินคืออะไร

อันดับแรกที่ทุกคนควรเข้าใจคือโรคต้อหินคืออะไร??? โรคต้อหินเป็นโรคที่ขั้วประสาทมีความเสื่อม โดยที่ทางการแพทย์เองก็ยังไม่รู้กลไกแน่ชัด แต่เท่าที่เรารู้คือ การลดความดันตา (เกี่ยวกับความดันเลือดนะคะ) จะช่วยชะลอ หรือหยุด การเสื่อมของขั้วประสาทตานี้ได้ ดังนั้นถ้าใครที่พอมีประสบการณ์ คนใกล้ตัวเป็นโรคต้อหิน หรือเป็นอยู่ ก็จะทราบว่า สิ่งที่หมอตาสนใจเป็นพิเศษในคนไข้เหล่านี้คือความดันลูกตา ค่ะ

ชนิดของต้อหิน


ต้อหินมีหลายชนิด และจริงๆเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาการต้อหินแต่ละชนิดก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป หมอคิดว่าสำหรับบุคคลทั่วไป เราจะแบ่งชนิดคร่าวๆ ที่ควรรู้จักตามนี้นะคะ


  • ต้อหินเฉียบพลัน 
  • ต้อหินเรื้อรัง
  • ต้อหินจากสาเหตุของโรคทางตาอื่นๆ


อาการต้อหิน


อาการที่เป็นจุดร่วมของต้อหินทุกชนิดคือ การมีลานสายตาที่แคบลง หมายความว่าองศา หรือพื้นที่ที่เรามองเห็นเวลาให้ลูกตามองตรงนิ่งๆ แคบลง ง่ายๆคือ อย่างเวลาเรามองตาตัวเองในกระจก โดยปกติหางตาของเราจะสามารถเห็นของที่อยู่ด้านข้างออกไปได้(โดยที่ไม่ต้องกลอกตาไปดู)  แต่ในคนไข้ต้อหิน บริเวณด้านข้างที่คนไข้เห็นจะแคบลงกว่าปกติ ซึ่งจริงๆคนทั่วไปไม่ค่อยได้สังเกตบริเวณด้านข้างนี้เท่าไหร่ค่ะ ถึงเราจะพยายามดูก็มักจะตัดสินได้อยากว่าความกว้างที่เราเห็นนี้ มันกว้างเท่าปกติ หรือน้อยกว่าปกติ ส่วนใหญ่คนไข้ที่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ก็มักจะเป็นมากพอสมควรแล้ว

อาการต้อหินเฉียบพลัน


ถ้าเป็นอาการต้อหินเฉียบพลัน อาการจะค่อนข้างสังเกตได้ง่าย เพราะจะมีอาการปวดตามาก มักเป็นอาการปวดตาข้างเดียว บางรายร้าวไปที่ศีรษะ และอาจมีอาเจียนร่วมด้วย ตาแดงอาจจะไม่มากนัก และมีอาการตามัว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันแบบเฉียบพลันทันที ยาแก้ปวดทั่วๆไปมักเอาไม่อยู่ และต้อหินชนิดนี้อาจจะไม่เคยมีอาการอะไรนำมาก่อนเลย ตรวจตาปกติดีทุกอย่างก็ได้ค่ะ เนื่องจากเป็นเฉียบพลัน การเปลี่ยนแปลงลายสายตาก็มักจะตามมาทีหลัง ถ้าต้อหินเฉียบพลันไม่ได้รับการแก้ไขนะคะ

อาการต้อหินเรื้อรัง


ถ้าเป็นต้อหินชนิดนี้ จะไม่มีอาการปวดเลยค่ะ ไม่มีอาการตาแดง ไม่มีอาการตามัว แต่ลานสายตาจะแคบลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เรามักตรวจเจอโดยบังเอิญค่ะ เช่นถ้าคนไข้เป็นเบาหวานต้องไปตรวจตาอยู่แล้ว หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับตาอื่นๆแล้วไปตรวจเจอค่ะ เพราะอย่างที่บอกไปว่าความผิดปกติทางลานสายตา คนไข้มักจะไม่รู้สึกจะกว่าจะเป็นมากระดับนึงแล้ว

ต้อหินจากสาเหตุอื่นๆ


มีหลายสาเหตุมากมายค่ะ เช่น ต้อกระจกที่เป็นมาก การใช้ยาสเตียรอยด์ ม่านตาอักเสบ ตาติดเชื้อ อุบัติเหตุ ฯลฯ ส่วนใหญ่คนไข้จะไปตรวจรักษาโรคทางตาที่เป็นอยู่ อยู่แล้ว แล้วก็ตรวจเจอต้อหินร่วมด้วย

แล้วเมื่อไหร่จะสงสัยต้อหิน


ที่แน่ๆอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เฉียบพลันควรรีบไปตรวจตากับจักษุแพทย์นะคะ แต่สำหรับชนิดเรื้อรังแนะนำว่าคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน ควรไปตรวจทุกปีนะคะ แต่ถ้าไม่มีคนในครอบครัวเป็นเลย ช่วงตรวจร่างกายประจำปี ไปตรวจซักครั้งให้อุ่นใจก็ไม่เสียหายค่ะ

ช่วงนี้อากาศหนาว ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ

วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทำไมถึงน้ำตาไหลบ่อย

สวัสดีค่ะ นึ่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่มีคนถามมามากค่ะ ว่าน้ำตาไหลบ่อยๆเป็นจากอะไรมั๊ย เกิดจากอะไร (ไม่นับน้ำตาแห่งความยินดี หรือความเสียใจ หรือน้ำตาจากหนังสุดซึ้งนะคะ) วันนี้ Diary, Doctor is me ขอมาอธิบายให้ฟัง หวังว่ากลายท่านจะมีความเข้าใจมากขึ้นนะคะ


หน้าที่ของน้ำตา


ก่อนจะไปถึงสาเหตุของน้ำตาไหลบ่อยๆ หมออยากอธิบายก่อนค่ะ ว่าน้ำตาของเรามีไว้ทำอะไร หลักๆเลยก็มีไว้หล่อลื่นตาของเรานี่แหละค่ะ โดยเฉพาะบริเวณกระจกตา (กระจกตาคือส่วนผิวตาของเราบริเวณตาดำนะคะ) โดยที่น้ำตานั้นมีส่วนประกอบหลายอย่างทั้งเกลือแร่ สารอาหาร และออกซิเจนช่วยหล่อเลี้ยงกระจกตาให้เรา รวมทั้งยังมีหน้าที่เคลือบผิวตาของเราให้เรียบซึ่งจะทำให้การมองเห็นของเราชัดเจนขึ้นค่ะ (นี่เป็นเหตุว่าทำไมเวลาตาแห้งถึงมาอาการตามัวขึ้นมาได้ค่ะ)


การเดินทางของน้ำตา


น้ำตาเราจริงๆแล้วไหลอยู่ตลอดค่ะ แต่อาจจะต้องใช้คำว่า “หมุนเวียน” ถึงจะถูก มีต่อมน้ำตาที่สร้างน้ำตาแล้วไหลลงมาเคลือบผิวตา แล้วออกทางท่อน้ำตาค่ะ ต่อมน้ำตาก็สร้างน้ำตาตลอดเวลาค่ะ แล้วก็มีการกระพริบตาของเราที่ต้องกระพริบตลอด เป็นการไล่น้ำตาใหม่ให้เคลือบผิวตา และไล่น้ำตาเก่าให้ออกทางท่อน้ำตาค่ะ (เราก็เลยต้องกระพริบตาอยู่ตลอดยังไงหล่ะคะ)

สาเหตุของน้ำตาไหลบ่อยๆ


สาธยายซะยาว เราจะมาถึงสาเหตุที่น้ำตาไหลบ่อยๆกันนะคะ คิดง่าย เหมือนเรื่องน้ำท่วมของบ้านเรานะคะ เวลาน้ำตาไหลก็เหมือนน้ำท่วมค่ะ ก็จะมี 2 ทางคือ น้ำมาก ไม่ก็ น้ำรอการระบายมาก


  • น้ำมาก ก็คือมีการสร้างน้ำตามากขึ้น ซึ่งมีสาเหตุได้แก่
  • ตาแห้ง อันนี้อาจจะฟังงงๆนิดนึงนะคะ ทำไมตาแห้ง แต่น้ำตาไหลเยอะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เวลาที่เราตาแห้งน้ำตาของเราที่เคลือบผิวตาดำอยู่ จะค่อยๆแห้ง จนถึงจุดนึงที่แห้งมากจะมีอาการคันเคืองตา ซึ่งจะทำให้ร่างกายกระตุ้นให้สร้างน้ำตาออกมาเยอะๆ ก็จะทำให้น้ำตาไหล และอาการเคืองจะลดลงชั่วคราว อีกซักพักพอแห้งอีก ก็สร้างอีกเป็นกระบวนการเดิมวนไป คือตาก็แห้ง แต่ก็จะมีน้ำตาไหลบ่อยๆเป็นพักๆ ได้
  •  ตาอักเสบติดเชื้อ อันนี้เป็นการตอบสนองของร่างกายของเราจากการอักเสบ จะมี 
  • การสร้างน้ำตาเพิ่มขึ้น
  • มีสิ่งแปลกปลอม หรือมีแผลที่เยื่อบุตา ไม่ว่าจะอะไรเข้าตา หรือทิ่มตามบาดตา เมื่อก่อนให้เกิดบาดแผล หรือการระคายเคืองก็จะทำให้น้ำตาไหลมากขึ้น 
  • ต้อหินเฉียบพลัน  น้ำตาไหลก็เป็นหนึ่งในอาการต้อหินเฉียบพลันได้ เพราะเป็นภาวะที่มีความดันตาสูงอย่างทันทีทันใด จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำตาขึ้นได้ค่ะ
  • น้ำระบายไม่ทัน
  •  ท่อนำ้ตาอุดตัน เหมือนกับท่อน้ำอุดตันแหละค่ะ น้ำไม่ระบายก็เอ่อท่วมและไหลออกจากตามาทางแก้มแทน 
  • เปลือกตาผิดปกติ อย่างที่ได้เล่าไว้ตอนแรกค่ะ ว่าการกระพริบตาเหมือนกับการกวาดไล่น้ำตาให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง การที่เปลือกตาผิดปกติโดยเฉพาะบริเวณขอบๆเปลือกตา เช่นเปลือกตาแบะออก หรือม้วนเข้าใน ก็มักจะทำให้การระบายน้ำตาไม่ดี และมีน้ำตาไหลได้ค่ะ
ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุของอาการน้ำตาไหลบ่อยส่วนใหญ่นะคะ ซึ่งแนะนำให้ตรวจกับคุณหมอตา เพื่อหาสาเหตุที่ถูกต้อง และเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ตรงโรคนะคะ

ขอให้ทุกท่านมีดวงตาสดใส ในทุกๆวันค่ะ





วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เล่นโทรศัพท์มาก ทำร้ายดวงตาของเราจริงหรือ???

มีคนถามเข้ามามากว่าการจ้องมือถือนานๆ เล่นโทรศัพท์มากๆ มีผลต่อดวงตาของเราหรือไม่ค่ะ ตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “มี” แน่นอนค่ะ โดยเฉพาะคนที่เล่นมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ  ส่วนจะมีผลอย่างไรกันบ้าง ลองติดตามกันดูค่ะ


  • ตาแห้ง (dry eye syndrome) การจ้องหรือเล่นโทรศัพท์มากๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการตาแห้งค่ะ เพราะเวลาเพ่งโดยธรรมชาติเราจะกระพริบตาน้อยลง ทำให้น่ำตามีเวลาให้ระเหยมากกว่าปกติ ตาเราจึงแห้งค่ะ เวลาตาแห้งก็จะมีอาการเช่น เคืองตา น้ำตาไหล ตาแฉะ หรือตามัวเป็นพักๆได้ค่ะ
  • ปวดตา จริงๆหลายคนก็คงรู้สึกได้ว่า หลังจากเล่นโทรศัพท์มาก จะมีอาการปวดตา  เวลาเราจ้องนานๆ กล้ามเนื้อในลูกตาจะเกร็งเป็นเวลานาน อาจะทำให้มีอาการปวดตาได้ โดยเฉพาะคนที่มีสายตาสั้น หรือสายตายาวอยู่บ้าง หรือแว่นไม่พอดีกับสายตา จะยิ่งมีอาการได้มากค่ะ วิธีแก้ไขก็แค่พักสายตา หลับตาหรือจ้องออกไปที่ไกลๆซัก 5- 10 นาที อาการก็จะดีขึ้นเอง
  • อันตรายจากแสงสีฟ้า เรื่องของแสงสีฟ้าเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงหลังๆมีผลิตภัณฑ์ที่ข่วยตัดแสงสีฟ้าออกมากมาย เชื่อกันว่าแสงสีฟ้ามีผลต่อเซลล์รับภาพที่จอประสาทตาของเรา ทำให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตามการศึกษาส่วนใหญ่ทำบนเซลล์เพาะเลี้ยง(เพราะเราไม่สามารถศึกษาในคนจริงๆได้ ตามหลักจริยธรรมการทำงานวิจัยทางการแพทย์นะคะ) ดังนั้นบางคนก็อาจจะยังไม่เชื่อเรื่องนี้มากนักก็ได้เพราะกลไกในร่างกายของเรามีความซับซ้อนกว่าเซลล์เพาะเลี้ยงมากค่ะ แต่บางคนตะปลอดภัยไว้ก่อน ก็ไม่เสียหายค่ะ
  • สายตาสั้นมากขึ้น อันนี้ส่วนใหญ่จะพบในเด็กๆค่ะ ที่เล่นโทรศัพท์มากๆ แทนที่จะออกไปวิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมอื่น  จริงๆแล้วสำหรับหัวข้อนี้อาจจะไม่ได้หมายถึง มือถือ smartphone เพียงอย่างเดียวค่ะ แต่หมายรวมถึงทุกอย่างที่ต้องใช้การจ้องมองระยะใกล้นานๆไม่ว่าจะเป็น tablet หรือ หนังสือ จริงๆแล้วเด็กๆควรมีกิจกรรมที่ได้ใช้สายตามองในระยะใกล้ หรือระยะกลาง อย่างการเล่นกีฬาบ้างค่ะ
นอกจากสายตาแล้ว การเล่นโทรศัพท์มากๆก็จะมีผลต่ออวัยวะอื่นๆด้วยเช่นกันค่ะ
  • กล้ามเนื้อคอ การอยู่ในท่าก้มเป็นเวลานานๆมากทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยเกร็งของกล้ามเนื้อคอด้านหลังค่ะ ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนอิริยาบทบ้าง ถ้าอยากจะเล่นนานๆค่ะ
  • กล้ามเนื้อมือและแขนส่วนปลาย อิริยาบทที่หมอขอเรียกว่า “การไถ” เลื่อนภาพในมือถือsmartphone ซ้ำๆนานๆสามารถทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตั้งแต่นิ้ว ข้อมือไปจนถึงกล้ามเนื้อแขนที่อยู่ระหว่างข้อมือ กับข้อศอกได้ค่ะ (อันนี้ขอยอมรับว่าบางทีหมอก็เคยเป็นด้วยนะคะ - -‘)
อ่านเรื่องอันตรายจากการเล่นโทรศัพท์มาถึงตรงนี้แล้วจริงๆหมอก็ไม่ได้ห้ามเล่นโทรศัพท์ smartphone นะคะ การเล่นมือถือของเราก็มีประโยชน์อยู่หลายอย่าง อย่างเราๆวัยทำงานเองก็ใช้มือถือในการติดต่อสื่อสาร ทำธุรกรรม ดูหนังฟังเพลง เรียกว่าให้ความสะดวกสบาย ส่วนวัยเกษียณ ถึงมือถือ smartphone เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา แต่ก็สิ่งที่ช่วยให้พวกเขาได้ติดต่อกับลูกหลาน และช่วยแก้เหงาได้เป็นอย่างดี ส่วนเด็กๆจริงๆแล้วการเล่นมือถือ หรือแทปเล็ตบ้างก็ถือเป็นการฝึกทักษาะมลับสมองได้เป็นอย่างดี

แต่หมอเชื่อว่าทุกอย่างต้องเดินทางสายกลางค่ะ ถ้าเล่นโทรศัพท์มากเกินไปก็คงไม่ดีแน่ เล่นไปก็เปลี่ยนอิริยาบทบ้าง พักสายตาบ้าง เพื่อุขภาพร่างกายของเราจะอยู่กับเราไปนานๆนะคะ วันนี้ขออนุญาตไปดูซีรี่ส์เกาหลีต่อก่อนนะคะ ขอให้ทุกท่านอยู่กับ smartphone แต่พอดีนะคะ สวัสดีค่ะ

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ตาแห้งเป็นยังไง? : การปฏิบัติตัวสำหรับคนที่มีอาการตาแห้ง

สวัสดีค่ะ เราได้เคยพูดถึงสาเหตุของโรคตาแห้งไปแล้ว ก่อนจะไปถึงการปฏิบัตตัวสำหรับคนที่มีอาการตาแห้ง หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคตาแห้งหรือไม่ใช่มั๊ยคะ และคำถามที่ตามมาก็คือ แล้วตาแห้งมีอาการเป็นอย่างไร

โรคตาแห้งมักก่อให้เกิดอาการแสบตา เคืองตา และน้ำตาไหลค่ะ เนื่องจากคนส่วนใหญ่เป็นไม่มาก อาการก็มักจะไม่รุนแรงมากนัก ส่วนใหญ่หลับตาพักซักระยะ หรือกระพริบตาถี่ๆก็หายได้เอง

อาการตาแห้งมักจะเป็นมากเวลาที่อยู่ในสภาพที่น้ำตาระเหยได้ง่าย เช่น โดนลม โดนความร้อน ต้องเพ็งนานๆ หรือจ้องอะไรนานๆค่ะ เนื่องจากเวลาเราเพ็งหรือจ้องนานๆ เรามักจะกระพริบตาถี่น้อยลงโดยธรรมชาติค่ะ และการหลับตาซักพัก หรือการกระพริบตาถี่ๆ เป็นการรีดน้ำตาให้กลับมาเคลือบผิวตาอีกครั้ง ทำให้อาการดีขึ้นค่ะ

สำหรับคนที่เป็นโรคตาแห้ง หรือแม้แต่มีอาการตาแห้งเป็นครั้งคราว นอกจากการไปพบแพทย์แล้ว การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ก็จะมีส่วนช่วยในการรักษาโรคตาแห้งได้มากเลยค่ะ โดยจริงๆหลักการง่ายๆก็คือการหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขสาเหตุที่ทำให้ตาแห้งอย่างที่เคยได้เล่าไปในบทความ ตาแห้งเกิดจากอะไร?? ลองศึกษากันดูได้นะคะ



การปฏิบัติตัวสำหรับคนที่มีอาการตาแห้ง หรือเป็นโรคตาแห้ง



  • พักสายตาบ้างจากการใช้สายตาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อย่างเรา (หมอก็ยังคงนับเป็นคนรุ่นใหม่อยู่ละมั๊งคะ>.<) ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แทปเล็ท คอมพิวเตอร์ คนรุ่นใหม่อย่างเราใช้สายตากันมากจริงๆค่ะ แนะนำว่าใน 1 ชม ควรพักสายตา หลับตาซัก 5 บ้างนะคะ หรือถ้าบางคนที่มีอาการของโรคตาแห้งบ่อยๆอยู่บ้าง พอเริ่มมีอาการก็ให้รีบพักสายตาเลยค่ะ
  • เลี่ยงลม หรือความร้อน อย่างเช่น ถ้าเราขับรถมอเตอร์ไซค์ ก็อาจจะต้องหาหมวกกันน็อกที่มีหน้ากากปิดหน้า มาช่วยลดปริมาณลมที่พัดปะทะกับตาของเรา หรือแม้กระทั่ง ลมจากแอร์หรือพัดลมที่เป่าหน้าก็อาจจะต้องปรับไปเป่าที่ตัวแทนก่อนนะคะ
  • การทำความสะอาดเปลือกตา ข้อนี้หลายคนโดยเฉพาะสาวๆอาจจะสงสัยว่าเหมือนกับการเช็ดเครื่องสำอางค์ที่เปลือกตารึเปล่า คำตอบคือ “ไม่เหมือนนะคะ” เพราะว่าบริเวณสำคัญที่เราต้องใส่ใจคือบริเวณขอบเปลือกตา ทั้งข้างบนและข้างล่างค่ะ หรือง่ายๆก็คือบริเวณโคนขนตานั่นเอง คนไทยเราอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่แต่ต่างประเทศมี video แนะนำมามากมาย เช่น วิดิโอนี้ ที่อยากจะแนะนำให้ลองศึกษากันนะคะ 
  • หลีกเลี่ยงยาบางอย่างเช่น ยากินรักษาสิว หรือ ยาแก้แพ้ ถ้าทำได้นะคะ แต่ถ้าสิวยังเยอะอยู่ หรือยังจำเป็นต้องรับประทานยาแก้แพ้อยู่ หมออยากแนะนำให้ลองชั่งน้ำหนักค่ะว่าอาการของโรคไหนหนักกว่ากันถ้าสิวหนักกว่า ก็ทานยาต่อเถอะค่ะ เรื่องตาแห้งก็ยังสามารถหาวิธีรักษาอื่นๆได้อยู่ค่ะ แต่ถ้าทรมานจากอาการตาแห้งมาก อาจจะต้องยอมเปลี่ยนการรักษาสิวเป็นวิธีอื่นๆไปก่อน เช่นการทายา แทนค่ะ
  • หลีกเลี่ยงการใส่ contact lens แต่จริงๆข้อนี้หมอก็เข้าใจหลายๆท่านที่อยากสวยอยากหล่อ หรือ ปลื้มกับอิสรภาพจากกรอบแว่นที่ contact lens มอบให้นะคะ แต่ถ้าตาแห้งมากจริงๆ ก็อาจจะต้องยอมเลิกใส่ contact lens จริงๆ เพื่อรักษาสุขภาพตาที่ดีไว้นะคะ
  • หยอดยาตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งยาอะไรบ้างที่ช่วยอาการตาแห้ง หรือจะมีการรักษาแบบไหนบ้างนั้น ไว้เราจะมาเล่าให้ฟังครั้งหน้าค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม และเป็นคนไข้ที่น่ารักของหมอค่ะ วันนี้สวัสดีค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตาแห้งเกิดจากอะไร?? : เคืองตาบ่อยจัง

หลายคนอาจเคยได้ยิน หรือแม้แต่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะตาแห้ง หรือโรคตาแห้ง (dry eye syndrome) ซึ่งทำให้มีอาการเคืองตาอยู่บ่อยๆ หรือบางคนก็อาจจะมีอาการคันตา แสบตา น้ำตาไหล โดยเฉพาะเวลาโดนบม โดนแดด การจ้องอะไรนานๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือ โทรศัพท์ และตอนนี้อาจจะเริ่มสงสัยว่า จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ วันนี้เราจะมาเล่าถึงสาเหตุของภาวะ หรือโรคตาแห้งกันนะคะ

ส่วนสำคัญของตาที่ใช้ในการมองเห็นของเราคือตาดำนะคะ ภาษาหมอๆเรียกกันว่ากระจกตา  เปรียบเสมือนกระจกอันหน้าสุดของกล้องถ่ายรูปที่ตากล้องท้ังหลายระวังอย่างมาก ไม่ให้มีรอยขีดข่วนใดๆ แม้แต่รอยนิ้วมือเลยทีเดียว 

กระจกตาของคนเราก็เช่นกันค่ะ จะรักษาให้มองเห็นชัดแจ๋วได้ กระจกตาคือด่านแรก (แปลว่ามีอีกหลายๆด่านนะคะ) ที่ต้องคงความใสไว้ เพื่อการมองเห็นที่สมบูรณ์ (หมอเรียกว่าตาดำเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่จริงๆ กระจกตาเป็นเพียงชั้นหน้าสุดของตาดำค่ะ ยังมีชั้นลึกๆลงไปข้างในอีกหลายชั้น แต่เห็นเป็นสีดำเพราะม่านตาเราที่อยู่ถัดไปจากกระจกตาเป็นสีน้ำตาลเข้มค่ะ ถ้าเป็นฝรั่งเราก็จะเห็นตาดำของเขาเป็นสีฟ้า สีเขียว แล้วแต่เชื้อชาติค่ะ)

Dry eye, เคืองตา, โรคตา, ตาแห้ง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


อธิบายกระจกตาซะยาว มาต่อกันเรื่องตาแห้งค่ะ การคงความใสของกระจกตา ต้องอาศัยน้ำ ซึ่งก็คือน้ำตาของเรา เคลือบที่ผิวหน้าซึ่งถ้ามีความชุ่มชื้นเพียงพอก็จะป้องกันอาการระคายเคืองตาค่ะ และเพื่อป้องกันน้ำระเหย ก็จะมีการสร้างน้ำมันมาเคลือบทับชั้นน้ำนี้อีกที (มหัศจรรย์ใช่มั๊ยคะ) ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นน้ำตาที่น้อยไป หรือน้ำมันที่น้อยไปก็ทำให้ตาแห้งได้ทั้งนั้นค่ะ

ทีนี้เราก็มาดูว่าอะไรบ้างที่ทำให้น้ำตาน้อยลง หรือ น้ำมันน้อยลง แล้วทำให้เราเกิดอาการเคืองตากันนะคะ (แต่ต้องบอกก่อนว่าน้ำตาจากการร้องไห้ไม่เกี่ยวกันนะคะ ใช่ว่าร้องไห้บ่อยๆแล้วจะไม่ตาแห้งนะคะ ;)

เริ่มที่น้ำตากันก่อนคิดง่ายๆ น้ำตาน้อยก็สามารถเกิดได้จาก
  • น้ำตาของเราสร้างน้อย ซึ่งมักจะเกิดจากโรคบางอย่างที่ทำให้มีความผิดปกติของต่อมน้ำตา เช่น Sjogren disease, SLE, Rheumatoid disease ยาบางอย่าง เช่น ยากลุ่มวิตามินเอ ที่ใช้รักษาสิว, ยาแก้แพ้ หรือแม้แต่ความชราที่ฮอร์โมนเริ่มลดลง ก็สามารถทำให้ตาแห้งได้เช่นกันค่ะ
  • น้ำตาระเหยไวขึ้น เช่น การทำงานที่ต้องเพ่ง จ้องเป็นเวลานานๆ โดยไม่พักสายตา ไม่ว่สจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือเล่นโทรศัพท์มาก , การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศแห้ง ลมพัดแรง แอร์เป่าหน้า พัดลมเป่าหน้า การขี่มอเตอร์ไซค์ (โดยเฉพาะถ้าไม่สวมหมวกที่มีหน้ากากด้านหน้า) หรือคนไข้ที่มีโรคอื่นๆทำให้หลับตาไม่สนิท หรือกระพริบตาไม่ได้ หรือ มีอัตราการกระพริบตาลดลง
  • ต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน (meibomian gland dysfunction) อันนี้จิงแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือการระเหยของน้ำตาที่มากขึ้น ต่อมไขมันที่พูดถึงนี้อยู่ในเปลือกตา และมีทางออกที่ขอบเปลือกตา ใกล้ๆขนตา ดังนั้นการทำความสะอาดเปลือกตาที่ดีจะช่วยรักษาภาวะตาแห้งจากสาเหตุนี้ได้ แบบหายขาดเลยค่ะ
  • สาเหตุอื่นๆ เช่นการใส่คอนแทคเลนส์, การผ่าตัด lasik , การผ่าตัดตา, การใช้ยาหยอดตาในปริมาณมาก, โรคงูสวัด หรือ เริมขึ้นตา ฯลฯ
ถ้าใครที่เคยได้รับการวินิจฉัย หรือสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคตาแห้ง หรือมีอาการเคืองตาบ่อยๆก็ลองตรวจสอบกันดูนะคะว่ามีปัจจัยเหล่านี้อยู่บ้างรึเปล่า
ครั้งหน้าเราจะมาอธิบายอาการ และการปฏิบัติตัวสำหรับโรคตาแห้งกันต่อนะคะ

วันนี้ขอให้ทุกคนดวงตาสดใสนะคะ สวัสดีค่ะ




วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตากุ้งยิง เป็นยังไงนะ

รับประกันว่าคนส่วนใหญ่ต้องเคยได้ยิน "เป็นตากุ้งยิง แสดงว่าไปแอบดูคนอื่นแก้ผ้า" หรือไม่ก็ "แอบดูคนอื่นอาบน้ำ" ความจริงนี่อาจจะเป็นอุบายของคนโบราณซะมากกว่าที่จะปรามคนไม่ให้ไปแอบดูคนอื่นเขาอาบน้ำ แล้วความจริงตากุ้งยิงเป็นยังไงนะ บางคนก็เคยเป็นแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามันคือ "ตากุ้งยิง"

ตากุ้งยิงคือ??
ตากุ้งยิงเป็นการอักเสบของต่อมไขมันที่บริเวณเปลือกตา (อักเสบ= ปวดบวมแดงร้อน ถ้าอ่านบทความของเรามานานๆคงจะเห็นประโยคนี้ประจำ) ความจริงแล้วจะว่าคล้ายๆสิวก็ได้ เพราะสิวเองก็เป็นการอักเสบที่ต่อมไขมันเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอันนี้เกิดขึ้นที่เปลือกตา ก็เลยเรียกว่า "ตากุ้งยิง" แทนที่จะเรียกว่า "สิว"

ต่อมไขมันที่เปลือกตามีทั้งด้านนอก และด้านในเปลือกตา ดังนั้นบางครั้งจะเห็นหัวหนองที่ด้านนอก แต่บางคร้งหัวหนองก็โผล่ที่อีกด้านในของเปลือกตา (คือด้านที่ติดกับลูกตา) ก็เลยเห็นแค่เปลือกตาด้านนอกที่บวมๆ แต่ไม่เห็นหัวหนอง

แล้วตากุ้งยิงจะเป็นยังไง
ความจริงแล้วตากุ้งยิงมีทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรังเป็นเดือนๆ แบบเฉียบพลันจะมีการอักเสบมากกว่าแต่เป็นไม่นาน แต่แบบเรื้อรังจะไม่ค่อยรุนแรง แต่เป็นนาน

ตากุ้งยิงแบบเฉียบพลัน จะเห็นเปลือกตาบวมแดง และปวดตาข้างเดียว คือข้างที่เป็น เปลือกตาจะบวมมากตอนเช้าหลังจากตื่นนอน บางทีถึงขนาดเปิดเปลือกตาไม่ค่อยไหว แต่พอสายๆบ่ายๆจะบวมน้อยลง ส่วนใหญ่เป็นข้างเดียว มีขี้ตาเยอะกว่าปกติ ตาแดงได้เล็กน้อย เคืองตาบ้าง บางครั้งจะเป็นหัวหนองทีเปลือกตา แต่ที่สำคัญการมองเห็นจะปกติ ถ้าเกิดว่ามีปวดในลูกตา ตาแดงมาก การมองเห็นเปลี่ยนไป อันนี้อาจไม่ใช่ตากุ้งยิง แต่อาจร้ายแรงกว่านั้น ควรรีบไปพบแพทย์นะคะ
ตากุ้งยิง,โรคภัยไข้เจ็บ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ส่วนตากุ้งยิงแบบเรื้อรัง อาจเป็นภายหลังแบบเฉียบพลันก็ได้ จะเห็นเปลือกตาบวม มีตุ่มๆคลำได้ เจ็บเล็กน้อย เคืองเล็กน้อย การอักเสบไม่มาก เป็นนานเป็นเดือนๆ ไม่หายซักที

แล้วต้องทำยังไง
สำหรับตากุ้งยิงแบบเฉียบพลัน ในช่วงแรกที่ยังไม่มีหัวหนองขึ้น ก็ควรกินยาฆ่าเชื้อ และหยอดยาฆ่าเชื้อ ยากินส่วนใหญ่ก็เป็นยา Dicloxacillin หรือ Amoxycillin หรือ Augmentin ฯลฯ สามารถใช้ได้หลายตัว กินยาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนยาหยอดที่นิยมก็จะเป็น polyoph หรือ Chloroph  ร่วมกับการประคบอุ่นที่เปลือกตาวันละ 15-20 นาที วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง จะช่วยให้การอักเสบลดลง ตายุบบวม และเจ็บน้อยลง

วิธีที่กล่าวมา ถ้ายังไม่มีหัวหนองส่วนใหญ่จะหายได้เอง อาจเหลือบริเวณที่จับแล้วแข็งๆอยู่บ้าง แต่ก็หายไปเองได้ในที่สุด แต่ถ้าเกิดว่าเห็นมีหัวหนองขึ้นมา อันนี้คงต้องไปพบแพทย์เพื่อเจาะระบายออก ถึงจะหายนะคะ

ส่วนถ้าเป็นแบบเรื้อรัง แสดงว่าการอุดตันยังอยู่ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะระบายหนองเช่นกันนะคะ และถ้ามีการอักเสบขึ้นมาก็ควรทานยา หยอดยา และประคบอุ่น จนกว่าจะหายดี

สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างคือ ถ้าเป็นบ่อยๆ ซ้ำที่เดิม ควรไปพบจักษุแพทย์ เผื่อว่าไม่ใช่ตากุ้งยิง หรือมีภาวะความเจ็บป่วยอื่นร่วมด้วยนะคะ

ดวงตาเป็นหน้าต่างหัวใจ ดูแลตาให้ดีนะคะ

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก งงจริงๆ

พูดถึงดวงตา ก็เป็นสิ่งที่หลายๆคนมองข้าม ทั้งๆที่ใช้กันอยู่ทุกวัน ดูเหมือนว่าสิ่งที่หนุ่มๆ สาวๆจะสนใจกว่าคือ เปลือกตา(อยากได้ตาสองชั้น) และตาดำที่ต้องใส่ big eye มาแข่งกันแบ๊วอยู่ทุกๆวัน เอาเถอะค่ะ เข้าใจว่าผู้หญิงอย่าหยุดสวย และผู้ชายอย่าหยุดหล่อ วันนี้จะขอมาพูดถึงเรื่องของ "ต้อ" ซึ่งมีหลายชื่อมากมาย อยากให้ทุกคนได้รู้จักโรคของตามากขึ้นค่ะ

สำหรับคำว่า "ต้อ" เอง ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันค่ะ ว่ามันแปลว่าอะไร(ใครมีความรู้ก็ชี้แนะกันได้นะคะ) แต่ว่า ต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อลม และต้อกระจก ล้วนแล้วแต่เป็นโรคของตาทั้งนั้นค่ะ แต่ละอันจะต่างกันยังไง มาดูกันค่ะ

ต้อหิน, ต้อเนื้อ, ต้อลม, ต้อกระจก, โรคต้อ, โรคตา
ส่วนประกอบของลูกตา(ฉบับที่คนทั่วไปควรรู้นะคะ)
ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่า "ลูกตา" ที่วาดกันง่ายๆเหมือนลูกกอล์ฟ ที่มีวงกลมสีดำแปะอยู่เนี๊ย ความจริงแล้วเป็นอวัยวะที่ซับซ้อน และมีความบอบบางมาก มองจากด้านนอกง่ายๆก็มี "ตาขาว" กับ "ตาดำ" ใช่มั๊ยค่ะ

ตาขาว จะมีเส้นเลือดมาเลี้ยง เวลาที่ตาขาวอักเสบติดเชื้อ หรือเกิดการระคายเคืองขึ้นก็จะมีสีแดงขึ้นมา เกิดจากเส้นเลือดที่ตาขาวขยายตัว ความจริงแล้วตาขาวถูกคลุมด้วยเยื่อบางๆ ที่เรียกว่า "เยื่อบุตา" ก็คือส่วนที่เราเห็นเส้นเลือดชัดๆนี่แหละค่ะ

ส่วนตาดำ ชั้นนอกสุดเป็นกระจกใสๆ เหมือนเลนส์แว่นตาของเรา เรียกว่า "กระจกตา" ถ้าลองจ้องตาตัวเองจะเห็นว่าในตาดำ จะมีตรงกลางที่ดำกว่าคือ "รูม่านตา" ส่วนสีอ่อนกว่าที่ล้อมรอบรูม่านตาคือ "ม่านตา" ก็คือส่วนที่ตาของฝรั่งเป็นสีฟ้า สีเขียว แต่ของคนเอเชียเป็นสีน้ำตาลนั่นแหละค่ะ ความจริงแล้วรูม่านตาเป็นตำแหน่งของ "เลนส์ตา" (อย่างสับสนกับกระจกตานะคะ) แล้วหลังจากเลนส์ตาไปจะเป็นพื้นที่โล่งๆในลูกตาของเราซึ่งมีวุ้นตาอยู่ และผิวด้านในของลูกตาเป็นจอประสาทตามีหน้าที่รับภาพที่เรามองเห็นค่ะ

ต้อลม
มารู้จักกับต้อลมกันก่อน ต้อลมเป็นส่วนที่เกิดขึ้นที่ "เยื่อบุตา" ก็คือตรงตาขาวของเรา ลักษณะคล้ายๆติ่งเนื้อสีชมพูๆ เกิดขึ้นที่ตาขาวของเรา ส่วนใหญ่เราจะเห็นในคนที่อายุมากหน่อย อย่างน้อยๆก็เกือบ 30 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ตาของเราต้องโดนลม (ก็เลยเรียกว่าต้อลม) โดนฝุ่นมากๆ ก็เลยจะเห็นมากในชาวภูธรที่ทำไร่ทำนา หรือขี่มอเตอร์ไซค์ แล้วหน้าประทะกับลมตลอดเวลาค่ะ ต้อลมไม่อันตราย เพียงแต่อาจทำให้เคืองตาได้บางครั้งค่ะ

ต้อเนื้อ
ต้อเนื้อก็ลักษณะคล้ายๆต้อลมนะคะ เพียงแต่ว่าเจ้าติ่งเนื้อชมพูๆเนี๊ย มันยื่นยาวจนเข้ามาในตาดำ อันนี้ก็ไม่ได้อันตรายเหมือนกัน เพียงแต่ว่าถ้าบังมาถึงรูม่านตา อาจจะบดบังการมองเห็นได้ และทำให้เกิดสายตาเอียงได้ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นมากก็ต้องไปลอกออก ตอนลอกก็สบายๆค่ะ ไม่ต้องถึงกับนอนโรงพยาบาล คุณหมอฉีดยาชา แล้วลอก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จค่ะ

ต้อกระจก
อันนี้เป็นเกิดกับ "เลนส์ตา" ก็คือตรงกลางของตาดำนั่นเอง ตอนเด็กๆ ตรงกลางของตาดำเนี๊ยจะเป็นสีดำสนิท เพราะว่าเลนส์ตาใส มองเห็นข้างในเป็นมืดๆ แต่พออายุมากขึ้น ลองไปสังเกตตาของคุณตาคุณยายได้ ตรงกลางตาดำจะเป็นสีออกขาวๆ นั่นคือ "ต้อกระจก" ตอนนี้บางคนมองตาตัวเองอาจจะเห็นว่าไม่ได้เป็นสีดำสนิทแล้ว โรคนี้เป็นกัน"ทุกคน"ค่ะ (ถ้าอายุมากพอ) เป็นสิ่งที่เสื่อมสภาพตามอายุ จะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่คนกันไป ถ้าเป็นมากก็อาจจะทำให้มองไม่เห็น สายตาฝ้าฟางไปได้ แต่ในรายที่เป็นมากๆอาจจะต้องผ่าตัดออก เพราะว่าอาจทำให้เกิด "ต้อหิน" ได้ถ้าเกิดปล่อยทิ้งไว้

ต้อหิน
ต้อหินเป็นโรคของความดันในลูกตาสูง (ไม่เกี่ยวกับความดันเลือดสูงนะคะ) ซึ่งมีสาเหตุได้หลายอย่างมาก    เอาเป็นว่าทำให้เกิดความดันน้ำในลูกตาสูงผิดปกติ ทีนี้ถ้าในของลูกตาเป็นจอประสาทตา และมีเส้นประสาทตาเล็กๆมากมาย ทำหน้าที่รับภาพ เหมือนกับ Pixel บนหน้าจอคอมพิวเตอร์นี่แหล่ะค่ะ เวลาที่ความดันในลูกตาสูงก็จะไปกดเส้นประสาทเหล่านั้น ทำให้เสื่อมสภาพและทำงานไม่ได้ อาการคือจะมองเห็นแคบลงเรื่อยๆค่ะ คือภาพเต็มจอที่เราเห็นตอนนี้ ถ้าเป็นต้อกระจกจะเห็นภาพแคบลงๆ เรื่อยๆ จนเห็นเฉพาะตรงกลางค่ะ การรักษาก็มีทั้งการกินยา หยอดยา และผ่าตัด เอาเป็นว่าถ้ามีอาการเช่น ปวดตาข้างเดียว ปวดศีรษะมาก กินยายังไงก็ไม่หาย มองเห็นภาพแคบลง ชอบเดินเตะตรงโน้นตรงนี้ หรือขับรถชนเพราะมองไม่เห็นรถข้างๆบ่อยๆ ควรไปตรวจตากับจักษุแพทย์นะคะ

ขอให้ทุกคนเห็นโลกสดใสนานๆค่ะ

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้างหรือ????

ตาแดงเป็นอาการที่เกิดได้บ่อยๆ หลายๆคนก็คงเคยเป็น ตาแดงๆเวลาที่มีอะไรเข้าตา เคืองๆอยู่บ้าง หลายครั้งก็สามารถหายได้เอง แต่หลายครั้งก็ต้องหยอดยาแล้วก็จะดีขึ้น แต่บางครั้งก็ต้องไปหาหมอเลยทีเดียว ตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้าง ความจริงแล้วเราก็พอจะรู้สาเหตุได้ โดยดูจากอาการร่วม เป็นยังไง มาดูกันค่ะ
Why red eye


ทำไมตาแดง
คำว่า "ตาแดง" ส่วนใหญ่ เรามักจะหมายถึงว่าตาขาวของเราแดงมากขึ้นกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากเส้นเลือดที่ตาขาวขยายตัวขึ้น ทำให้เห็นเหมือนกับว่าตาของเราแดงกว่าปกติ สาเหตุที่ตาขาวแดงนั้นส่วนใหญ่ก็เกิดจากการอักเสบ สิ่งสำคัญคือ เราต้องหาสาเหตุว่า ตาของเรา"อักเสบ" จากอะไร และที่ไหน ก่อนจะไปพบแพทย์ มีสาเหตุว่ามาเล่าให้ฟังค่ะ ว่าอาการตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้าง

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา
ส่วนใหญ่ก็มีอาการตาแดง ร่วมกับน้ำตาไหล เคืองตา ส่วนใหญ่ก็จะรู้ตัวว่ารู้สึกเหมือนมีอะไรเข้าตา หรือยังติดอยู่ในตา และรู้ว่าเริ่มมีอาการตอนไหน เป็นขึ้นมาทันที กรณีนี้ก็พยายามอย่าขยี้นะคะ อาจจะลองล้างน้ำสะอาดดู ถ้าเกิดว่าไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ และยิ่งถ้าเป็นสิ่งของที่มีความเร็วอย่าง เศษเหล็กจากเครื่องตัดเหล็ก ก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ

การติดเชื้อเยื่อบุตา หรือกระจกตา
ถ้ามีอาการตาแดงข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ ร่วมกับ น้ำตาไหลมาก น้ำตาข้นเป็นหนอง เคืองตา ตาสู้แสงไม่ได้ ค่อยๆเป็นขึ้นมา มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนเช้ามีขี้ตาติดตาเป็นสีเหลืองๆเขียวๆ อันนี้ก็สงสัยได้เลยว่าอาจจะเป็นการติดเชื้อ และถ้าหากว่าเป็นมากก็อาจมีหนังตาบวมแดงไปด้วย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจ การรักษาก็หยอดยาฆ่าเชื้อ อาจจะร่วมกับการกินยาฆ่าเชื้อชนิดที่ตรงกับเชื้อที่เราติดมา

ภูมิแพ้ที่เยื่อบุตา
กลุ่มนี้ก็ตาแดงเหมือนกัน แต่จะร่วมกับอาการ "คัน"ตา ขอเน้นว่า "คัน" ไม่ใช่เคือง เจ็บ หรือปวด ร่วมกับน้ำตาใสๆไหลตลอด และยิ่งถ้าคันจมูก คัดจมูก หรือเป็นภูมิแพ้อยู่เดิม อาการคันตานี้ก็น่าจะเป็นจากภูมิแพ้ค่ะ กลุ่มนี้ ถ้ากินยาแก้แพ้ และหยอดยาแก้แพ้ อาการก็จะดีขึ้น แต่ก็อาจเป็นซ้ำได้อีกถ้าเจอสิ่งที่แพ้อีกนะคะ

เลือดออกชั้นเยื่อบุตา
เป็นอาการตาแดงค่ะ แต่ไม่ได้แดงเหมือนอันอื่นๆที่แดงแต่ดูใกล้ก็เห็นเป็นเส้นเลือดฝอยๆ แต่อันนี้เป็นปื้นเลือดสีแดงสดน่ากลัวเลยทีเดียว โดยที่เป็นอาการตาแดง ไม่คัน ไม่แสบ  ไม่ปวดตา ไม่เคืองตา ไม่มีน้ำตาไหล อยู่ๆก็เกิดขึ้นเอง ไม่มีอาการอย่างอื่นเลย โดยไม่ได้มีอุบัติเหตุอะไร อันนี้ก็เกิดขึ้นได้ค่ะ และไม่เป็นอันตราย และไม่ต้องหยอดยาอะไร จะหายได้เองนะคะ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้ามันเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุ กระทบกระแทก ให้มาตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยนะคะ

การอักเสบในลูกตา
ส่วนใหญ่ก็มีตาแดงเหมือนกัน ร่วมกับปวดตา ตาสู้แสงไม่ได้ มองเห็นภาพไม่ชัด โดยที่ไม่ได้มีอาการน้ำตาไหล ขี้ตาเยอะ ก็สงสัยได้ว่าเป็นโรคกลุ่มนี้ ควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์นะคะ

ต้อหินชนิดเฉียบพลัน
สุดท้ายภาวะนี้ค่อนข้างรีบด่วน อาการต้อหินเฉียบพลันจะมีอาการตาแดงร่วมกับอาการปวดตามาก บางคนอาจรู้สึกว่าปวดหัวมากกว่า จนขนาดคลื่นไส้อาเจียน ตาพร่า เห็นแสงเป็นสีรุ้งๆ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อวัดความดันตา เพราะต้อหินชนิดเฉียบพลันมักจะมีความดันในลูกตาสูง ซึ่งจะไปกดจอประสาทตาทำให้การรับภาพเสียไปได้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วค่ะ


ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการตาแดงได้ มีตั้งแต่โรคไม่ร้ายแรง จนถึงโรคร้ายแรง สรุปว่า ถ้าไม่แน่ใจว่าอาการตาแดงเกิดจากอะไรเป็นอะไรก็ควรไปพบแพทย์ จะดีที่สุดนะคะ

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เห็นจุดดำๆลอยไปมา วุ้นตาเสื่อมรึเปล่า??

เคยมั๊ยที่บางทีก็เห็นจุดดำๆลอยไปมา ทั้งๆที่มันไม่ได้มีอยู่จริง ที่กำลังพูดถึงไม่ใช่ผีนะคะ ถึงแม้ว่าจะฟังดูหลอน แต่บางคนอาจเคยมีอาการคือ เวลามองไปที่โล่งๆ พื้นขาวๆ เป็นเงาดำๆ บางครั้งเป็นเส้นๆ บางครั้งเป็นจุดๆ ลอยไปมา กลอกตาไปทีก็ลอยไปทางนั้นที กลอกตาไปอีกทางก็ลอยตามมาอีกทาง หลายคนสงสัยว่ามันคืออะไร และจะเป็นอะไรมั๊ย ลองมาอ่านกันดูค่ะ

ทำไมถึงเห็นเป็นจุดดำ?
ดวงตาของเราเหมือนกับกล้องถ่ายรูปค่ะ มีเลนส์อยู่ข้างหน้า และมีฉากรับภาพข้างหลัง (ถ้าเป็นรุ่นเก่าก็จะเป็นตำแหน่งของฟิล์ม) ตรงกลางที่เป็นที่ว่างของกล้อง ในตาของเรามีวุ้นเหลวใสๆอยู่ที่เรียกกันว่า "วุ้นลูกตา"นะคะ เวลาที่กล้องเราไม่สะอาด มีอะไรมาบังอยู่ระหว่างทางของแสง พอถ่ายภาพมาก็จะเหมือนกับมีอะไรดำๆ เป็นเงาอยู่บนภาพ ดวงตาของเราก็เช่นกันค่ะ ถ้ามีอะไรมาขวางทางเดินของแสง ไม่ว่าจะเป็นที่วุ้นตา กระจกตา หรือเลนส์ตา ก็จะทำให้เราเห็นเหมือนเป็นจุดดำๆบนสิ่งที่เราเห็นได้ จะแตกต่างกันก็ตรงที่ ถ้าจุดดำๆนั้นอยู่ตำแหน่งเดิมตลอดไม่ว่าเราจะหันศีรษะไปทางไหน จุดนั้นก็น่าจะอยู่บนกระจก หรือเลนส์ตา แต่ถ้าจุดนั้นลอยไปลอยมา เราหันหน้าที กลอกตาซ้ายที ขวาที จุดนั้นก็เปลี่ยนทิศไปมา อันนี้ก็น่าจะอยู่ในวุ้นตา

คนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเห็นจุดดำในตา มักจะเห็นเป็นจุดที่ลอยไปลอยมามากกว่า ดังนั้นแหล่งกำเนิดของจุดดำนั้นก็มักจะมาจากวุ้นตามากที่สุด

เกิดจากอะไรได้บ้าง
มีสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้เกิดเห็นจุดดำลอยอยู่ในตา ได้แก่

เซลล์ของวุ้นตา
ปกติแล้วในลูกตาของเราจะมีเซลล์อยู่ซึ่งมีการผลัดเปลี่ยน สร้างใหม่อยู่ตลอด(เหมือนผิวหนังของเราที่ลอกเป็นขี้ไคลอยู่ตลอดเลยค่ะ ปกติแล้วเซลล์เหล่านี้ก็จะสลายไปเอง แต่ถ้าเกิดเซลล์ที่ลอกหลุดนี้เกิดมาเกาะรวมกลุ่มกันก็จะทำให้เราเห็นเป็นจุดดำๆลอยไปมาในวุ้นตาได้ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นจากสาเหตุนี้ก็จะไม่มีอาการผิดปกติอย่างอื่นเลยค่ะ การมองเห็นก็ปกติดี  ไม่ปวดตา ไม่เคืองตา เมื่อเวลาผ่านไปจุดดำๆก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น มีแต่จะลดลง หรืออย่างมากก็เท่าเดิม

การเสื่อมของวุ้นตา
อันนี้แน่นอนว่าหลายคนคงจะเคยได้ยินมาเรื่อง "วุ้นตาเสื่อม" ถามว่าเกิดจากอะไร อันนี้ความจริงก็ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่คนที่อายุมากขึ้น วุ้นตาก็ต้องมีการเสื่อมเป็นธรรมดา ถามว่าอันตรายมั๊ย ส่วนหนึ่งนอกจากปัญหาที่เห็นจุดดำๆลอยไปมาน่ารำคาญแล้ว ก็ไม่ได้มีอาการอย่างอื่นอีก แต่ส่วนหนึ่งเป็นมากขึ้นเรื่อยๆและมีปัญหาอื่นตามมา(ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าอีกทีว่าปัญหาที่ว่าคืออะไรนะคะ) ถ้าถามว่าแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะได้ไปทางไหน คำตอบคือ ต้องให้หมอตาตรวจค่ะ และอาจจะต้องมาตรวจติดตามเป็นระยะๆ ถ้าเกิดมีสัญญาณความผิดปกติเกิดขึ้นมา ก็อาจจะต้องมีการรักษาอื่นๆเพิ่มเติมกันไปค่ะ

ที่ติดไว้เรื่อง"ปัญหา"ที่ตามมาจากวุ้นตาเสื่อม ปัญหานั้นคือ "จอประสาทตาลอกหลุด" ค่ะ ลองนึกถึงส้มกับเปลือกส้ม เปลือกส้มเป็นลูกตาของเรากลมๆ มีวุ้นตาข้างในเป็นเนื้อส้ม จอประสาทตาเป็นเยื่อบางๆที่ติดอยู่ที่ผิวของเนื้อส้ม เวลาที่วุ้นตาเสื่อมมันจะหดตัว เหมือนกับถ้าเนื้อส้มหดตัว มันก็จะพาเอาเยื่อบางๆบนตัวมันลอกออกมาจากเปลือกส้มไปด้วย นั่นแหละค่ะ เพราะว่าเวลาวุ้นตาเสื่อมจะหดตัว ทำให้จอประสาทตาลอกหลุดไปด้วย จอประสาทตาลอกหลุดนี้ถ้าปล่อยไว้ไม่รีบไปรับการรักษาสามารถทำให้ตาข้างนั้นบอดได้เลยนะคะ

ถ้าจอประสาทตาลอกหลุด ช่วงแรกๆเราจะเห็นแสงแวบๆ เหมือนฟ้าแลบ อยู่ๆก็เห็นเอง แล้วก็หายไป (ไม่ใช่ผีนะคะ) ต่อมาเราจะมองไม่เห็นภาพบางส่วนค่ะ เหมือนเราเอาฉากมาปิดบางส่วนของภาพไว้ ถ้าเริ่มเห็นแสงแวบๆก็ควรรีบไปพบหมอตาแล้วค่ะ เพื่อทำการรักษาก่อนที่จะเป็นมากนะคะ

เลือดออกในวุ้นตา
อันสุดท้ายคือการที่มีเลือดออกในวุ้นตา ก็เหมือนกับเรามองผ่านน้ำขุ่นๆ  แต่การที่จะมีเลือดออกในวุ้นตาได้เนี๊ย ต้องมีสาเหตุอยู่ คนที่แข็งแรงทั่วไปจะไม่มีเลือดออกในวุ้นตาค่ะ สาเหตุที่เกี่ยวข้องเช่น อุบัติเหตุกระทบกระแทกใกล้ๆลูกตา เป็นโรคเบาหวาน แล้วมีเบาหวานขึ้นตา มีโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดในลูกตาผิดปกติอยู่เดิม เป็นโรคความดันโลหิตสูง

สรุปแล้วถ้ามีปัญหาก็ควรไปตรวจซักครั้งหนึ่งนะคะ และถ้าไม่มีอะไรผิดปกติสบายใจได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ควรเฝ้าดูอาการต่อไป ถ้ามีอาการผิดปกติเพิ่มเติม ก็ควรรีบไปรับการรักษานะคะ สวัสดีค่ะ

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ใส่คอนแทคเลนส์ ต้องรู้

คอนแทคเลนส์ (Contact lens) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่มีสายตาสั้น แต่ไม่อยากใส่แว่น มาบดบังความสวยความหล่อของตัวเอง แถมตอนนี้ยังมีคอนแทคเลนส์ตาโต (Big eye) สำหรับคนที่ต้องการ"ความแบ๊ว"เป็นพิเศษอีกด้วย อย่างไรก็ตามอย่าลืมดูแลสุขภาพตาของเราด้วย มีหลายอย่างที่"ต้องรู้" ถ้าคิดจะใส่คอนแทคเลนส์ อย่างปลอดภัย มาอ่านกันค่ะ

ติดเชื้อ!!
ภัยร้ายที่พบได้บ่อยที่สุดจากการใส่คอนแทคเลนส์ก็คือการติดเชื้อที่กระจกตา เปรียบเทียบดวงตาของเราเหมือนกับกล้องถ่ายรูป ไม่ใช่ดิจิตอลธรรมดานะคะ แต่เป็นกล้องถ่ายรูปแบบโปร(Pro) เลยทีเดียว มีสามารถบันทึกรายละเอียด และปรับโฟกัสได้ชั้นเยี่ยม ความใสของกระจก และเลนส์ของกล้องก็สำคัญเหมือนกับความใสของกระจก และเลนส์ตาของเรา ขออธิบายก่อน กระจกตา = บริเวณตาดำของเรา ส่วนเลนส์ตา = วงดำๆ ตรงกลางตาดำของเรา ลองจ้องหน้ากระจกดูนะคะ ในตาดำของเราจะมีวงที่ดำกว่าอีกวงอยู่ตรงกลาง ถ้าฝรั่งตาสีฟ้าก็จะเห็นเลนส์ตาเป็นสีดำๆอยู่ตรงกลางตาสีฟ้า ความจริงแล้วทั้งเลนส์ตาและกระจกตาไม่ได้เป็นสีดำนะคะ แต่ว่าใสเหมือนกับเลนส์กล้องถ่ายรูปเลย เพียงแต่ว่าส่วนที่อยู่หลังต่อกระจกและเลนส์นั้นเป็นสีดำ เราก็เลยเห็นเหมือนกับว่ากระจกตา และเลนส์ตาของเราเป็นสีดำค่ะ

รู้มั๊ยค่ะว่าการที่กระจกตา  และเลนส์ตาของเราใสได้เนี๊ย ต้องอาศัยความสมดุลของการทำงานของเซลล์ และสารน้ำต่างๆในตาของเรา ถ้าเกิดมีตรงไหนที่ผิดปกติไปก็ทำให้ทางเดินของแสงที่เข้าสู่ตาเราขุ่นไป ก็จะมองไม่ชัด เหมือนมองผ่านกระจกฝ้าตลอดเวลา

contact lens, คอนแทคเลนส์, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
พูดเรื่องดวงตาไปเยอะ ก็แค่อยากให้เห็นว่าการมองเห็นมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งนะคะ ความสวยงามเป็นอันดับรอง ดังนั้นเราต้องใส่ใจเพื่อให้เราใช้คอนแทคเลนส์อย่างปลอดภัยต่อดวงตาของเราค่ะ

การติดเชื้อจากคอนแทคเลนส์ ส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากคอนแทคเลนส์ที่ไม่สะอาดนั่นแหล่ะค่ะ การล้างคอนแทคเลนส์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เราควรแช่คอนแทคเลนส์ในน้ำยาที่ทำมาสำหรับคอนแทคเลนส์เท่านั้น และแช่ไว้นานพอที่แนะนำไว้บนขวด น้ำยาคอนแทคเลนส์เหล่านี้สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ต่อเมื่อแช่ไว้นานพอค่ะ

นอกจากนั้นก็ไม่ควรใช้น้ำยานั้นซ้ำ ควรเปลี่ยนทุกครั้งที่ล้างคอนแทคเลนส์ เพราะถ้าเราแช่ไปแล้วรอบหนึ่งประสิทธิภาพของมันจะหมดไปค่ะ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรเปลี่ยนด้วยคือ "กล่องใส่คอนแทคเลนส์" ควรเปลี่ยนใหม่ทุก 3- 6 เดือนด้วยเหมือนกันนะคะ

ใส่คอนแทคเลนส์ว่ายน้ำ??
ในน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ น้ำจืดน้ำเค็ม ทะเล น้ำตก ทะเลสาบ เขื่อน ล้วนแต่มีเชื้อโรคอยู่ทั้งนั้น แม้ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำที่ผสมคลอรีนแล้วก็ตาม เวลาที่ดวงตาที่มีคอนแทคเลนส์ ลงไปสัมผัสกับน้ำ จะทำให้มีน้ำเข้าไปขังอยู่ในช่องว่างระหว่างตาของเรากับคอนแทคเลนส์ ตรงนี้แหละค่ะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี พอเราขึ้นจากน้ำ ไปอาบน้ำแต่งต้ว อาจจะไปปาร์ตี้ กินข้าว ต่อตอนเย็น กว่าจะได้ถอดคอนแทคเลนส์ก็เข้านอน เชื้อโรคที่ไปนอนสบายอยู่ระหว่างตาของเรากับคอนแทคเลนส์ก็จะเริ่มออกหากิน ทำให้กระจกตาของเราเป็นแผล และขุ่นได้ เราก็จะมีอาการตาแดง แสบตา ปวดตา สู้แสงไม่ได้ เคืองตา มีน้ำตาไหลมาก ขี้ตามาก จุดนี้ก็คงต้องไปหาหมอตาแล้วหล่ะค่ะ

ใส่คอนแทคเลนส์นอน??
ส่วนต่างๆของร่างกายเราต้องการอาหาร ปกติแล้วทุกส่วนบนร่างกายของเราจะมีเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยง คอยส่งน้ำ ส่งอาหาร และออกซิเจนให้กับอวัยวะต่างๆของเรา แต่กระจกตาของเราเป็นอวัยวะที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง ทั้งๆที่มันก็มีชีวิต ต้องการสารอาหารและก๊าซออกซิเจนเหมือนกับอวัยวะอื่นๆ แต่ที่มันไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงเพราะว่าต้องการคงความใสของมันไว้ คำถามคือแล้วกระจกตาเอาอาหารมาจากไหน คำตอบคือ จาก"น้ำตา"ที่เคลือบผิวกระจกตา ความจริงแม้เราไม่ร้องไห้ ตาของเราก็มีน้ำตามาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่เรากระพริบตา ไม่เชื่อลองบังคับตัวเองไม่ให้กระพริบตาซัก 1 นาทีซิค่ะ ตาจะแห้งทนไม่ไหวเลยทีเดียว

ก๊าซออกซิเจนในอากาศละลายลงในน้ำตา แล้วกระจกตาก็ค่อยเอาไปใช้ แต่พอเราใส่คอนแทคเลนส์ปั๊บ ทีนี้น้ำตาที่อยู่ตรงกระจกตาก็ไม่สัมผัสกับอากาศ เรียกว่าเลนส์ตาก็เกิดการขาดอากาศหายใจ (เริ่มน่ากลัว) แต่ที่เราใส่คอนแทคเลนส์กันแล้วไม่เป็นอะไรเพราะว่าเรามีการ"กระพริบตา" ช่วยไล่เอาน้ำตาเก่าใต้คอนแทคเลนส์ออก ให้น้ำตาใหม่ที่สัมผัสกับอากาศแล้วเข้ามาแทนที่ (เฮ่อ รอดไป)

แต่ !! ปัญหาคือ การที่เราใส่คอนแทคเลนส์ตอนนอนเนี๊ย เรา"ไม่กระพริบตา" ดังนั้นมีความเป็นไปได้มากที่กระจกตาของเราจะขาดอากาศหายใจ ถ้าเราใส่คอนแทคเลนส์ตอนเรานอน ทำให้เลนส์ตาของเราขุ่นขึ้นได้ ก็เลยเป็นที่มาว่าเราไม่แนะนำให้ใส่คอนแทคเลนส์เวลานอนค่ะ

สุดท้าย ถึงแม้ว่าเราจะมีการกระพริบตาอยู่ตลอด แต่เวลาใส่คอนแทคเลนส์ ก็ยังทำให้กระจกตาได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอได้ ควรพักด้วยการใส่แว่นบ้างบางวัน เพื่อให้กระจกตาของเราได้พักบ้างค่ะ

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ถึงจะเป็นแค่หน้าต่าง แต่ก็ต้องการการดูแลนะคะ