แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สวยด้วยหมอ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สวยด้วยหมอ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หัวล้าน ใจน้อย

หัวล้านและผมบางเป็นปัญหาของผู้ชายหลายคน (รวมทั้งผู้หญิงบางคน) โดยเฉพาะหัวล้านที่เป็นกันตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ในท้องตลาดก็เลยมีผลิตภัณฑ์มากมายที่บอกว่าช่วยลดปัญหาผมร่วง รวมไปถึงร้านสปาต่างๆที่อ้างว่าจะช่วยแก้ปัญหาผมร่วงได้ ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เรามีความรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับหัวล้าน มาดูกันค่ะ
ผมร่วง, หัวล้าน, ผมบาง, diary doctor isme, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


ทำไมผมถึงจากไป??
ปัจจุบันเราเชื่อว่าผมร่วงมีต้นตอส่วนใหญ่จากกรรมพันธุ์ การดำเนินชีวิตหรืออาหารการกินมีส่วนอยู่บ้างแต่ไม่มาก ลักษณะพันธุกรรมบางอย่างทำให้รากผมตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศชายมากกว่าปกติ ฮอร์โมนเพศชายทำให้รากผมเล็กลง บางลง จนเหลือเป็นผมเส้นเล็กๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จึงดูเหมือนหัวล้าน ไม่มีผม 

หัวล้านในผู้ชายกับผู้หญิง ไม่เหมือนกัน
ในผู้ชาย หัวล้านจะเริ่มเป็นหลังช่วงวัยรุ่น โดยเริ่มแรกจะเป็นการร่นถอยของผมที่หน้าผาก (บางคนก็เรียกว่าเป็น "ง่าม") โดยเป็นมากที่มุมร่นขึ้นไป ต่อมาก็จะเริ่มมีหัวล้านตรงกลางศีรษะ (หรือที่เรียกว่า "ไข่ดาว" ) ว่าแล้วเจ้าง่ามและไข่ดาวก็มาเจอกัน กลายเป็นหัวล้านนั่นเอง ส่วนในผู้หญิงจะไม่ค่อยมีการถอยร่นของผมที่หน้าผาก แต่จะเป็นล้านที่กลางศีรษะอย่างเดียว

มีทางรักษามั๊ย
มีอยู่ค่ะ แบบพื้นฐานก็คือการใช้ยา แต่ถ้ามีทุนทรัพย์เพียงพอ ก็สามารถทำการปลูกผมได้ ซึ่งถือว่าเป็นการผ่าตัดแบบหนึ่ง 

สำหรับยาก็จะมีทั้งยากิน และยาหยอด วิธีนี้ทำให้ผมขึ้นจริง แต่ไม่ได้ดกดำอย่างผมที่เคยมี แต่จะเป็นผมเส้นเล็กๆขึ้นมา (พอปกคลุมให้อบอุ่นขึ้น) 

ยาหยอดมีชื่อว่า Minoxidil ความจริงแล้วยาตัวนี้เดิมทีเป็นยาลดความดัน แต่มีผมข้างเคียงคือทำให้ผมขึ้น จึงนำมาใช้รักษาอาการหัวล้านแทน ยาตัวนี้จึงไม่อนุญาตให้กิน แต่ให้ใช้หยอดที่หนังศีรษะเท่านั้นนะคะ ยาตัวนี้อาจต้องอดทนหน่อย กว่าจะเห็นผลต้องหยอดทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนค่ะ

ส่วนยากิน ชื่อว่า Finasteride เป็นยาที่ช่วยลดการทำงานของฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ผมหนาขึ้นได้ แต่ว่าก็มีผลข้างเคียงที่พบเช่น หน้าอกใหญ่ขึ้น หรือ บางคนสมรรถภาพทางเพศลดลง (คุ้มมั๊ยนะคะคุณผู้ชาย) แต่ก็ขอย้ำว่าเป็นกับบางคนนะคะ บางคนก็ไม่เป็น  ส่วนสำหรับผู้หญิง ยาตัวนี้ก็มีบางรายที่ได้ผลอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่าได้ผลสำหรับผู้หญิงค่ะ

ส่วนการรักษาด้วยการปลูกผม ถือเป็นการผ่าตัดอย่างหนึ่ง โดยหมอที่ผ่าตัดจะเอาผมจากส่วนหลังของเรา มาปะให้มันขึ้นที่ส่วนหน้าแทน (ราวกับจัดวาง) ผมข้างหลังของเราก็มีผมยาวๆมาปิดได้ในขณะที่ผมข้างหน้าก็ดูดกดำขึ้น วิทยาการนี้มีการพัฒนาการอยู่เสมอ และมีเทคนิคใหม่ๆออกมามาก สามารถทำได้อย่างปลอดภัยและค่อนข้างได้ผลดีภายใต้การทำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

จะว่าไปความจริงแล้วคนหัวล้านตามตำราเขาว่าสติปัญญาดีนะคะ อย่าน้อยใจไปค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

มีฝ้า กระ ทำไงดี


สาวๆ  และหนุ่มๆหลายคน อยากมีผิวเนียนเรียบเหมือนดาราเกาหลี แต่ถ้าภาษาประชดหน่อยเรียกว่าหน้าเนียนเป็น “ตุ๊ดเด็ก” (ขอโทษค่ะที่พูดไม่ค่อยจะสุภาพ) แต่บอกได้เลยถ้ามีใครมาบอกว่าเราผิวเนียนเหมือนเด็ก ทุกคนก็คงแก้มปริแต่หลายคนความฝันมลายหายไป เพราะฝ้ากระที่ขึ้นเอาๆ วันนี้มารู้จักฝ้ากระกันดีกว่าค่ะ
มาทำความรู้จัก “ฝ้า” และ “กระ” กันก่อนดีกว่า
ฝัากระ รักษา, กำจัดฝ้า กระ, สวยด้วยหมอ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ฝ้า และ กระ เป็นบริเวณที่ผิวมีสีออกทำแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากผิวบริเวณอื่นๆ ทั้งฝ้าและกระ เกิดขึ้นจากการที่ผิวของเราถูกแสงแดดและด้วยกรรมพันธุ์ของบางคน แสงแดดจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีมากขึ้น ที่ว่าตากแดดแล้วดำขึ้น ก็เพราะร่างกายพยายามสร้างเกราะป้องกันแสงแดดให้ตัวเองนี่แหละค่ะก็เลยผิวดำขึ้น และบางคนก็มีฝ้า และกระขึ้นซึ่งความจริงแล้วเม็ดสีเหล่านี้จะป้องกันผิวของเราจากการทำลายของแสงแดด ไม่ให้ไปทำลายเซลล์ผิวของเราป้องกันเราจากโรคมะเร็งผิวหนัง ความจริงแล้วผิวสีน้ำผึ้งคนไทยเนี๊ยเหมาะกับเมืองไทยที่มีแดดเยอะๆมากค่ะ แต่บังเอิญว่าเราไม่นิยมกัน

ฝ้ากับกระ ต่างกันยังไง
ฝ้าจะมีลักษณะเป็นปื้นของผิวสีเข้มๆช่วงที่ยังเป็นไม่มากอาจไม่ได้สังเกตเห็น เพราะยังไม่เห็นความต่างของผิวมากนักแต่พอสีของฝ้าเข็มขึ้นๆก็จะเห็นว่าเป็นบริเวณกว้างๆบนใบหน้าที่มีสีเข้มกว่าที่อื่นส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณที่เป็นโหนกของใบหน้าเพราะว่ามันจะยื่นออกมารับแสงก่อนบริเวณอื่นๆ เช่น โหนกแก้ม หน้าผาก ดั้งจมูกปลายจมูก
ส่วนกระ จะเป็นจุดๆ หรือที่เรียกกันว่า “ตกกระ”เหมือนบนหน้าเด็กฝรั่งหน่ะค่ะ คนไทยก็มีบางส่วนที่เป็น  กระแบบเด็กฝรั่งเรียกว่า “กระแดด” (ไม่ใช่ “แดะ”นะคะ อย่าออกเสียผิด) เป็นกระที่ไม่นูน ส่วนกระอีกแบบจะนูนขึ้น คล้ายๆไฝ แต่ว่าเป็นมากบริเวณที่โดนแดดเยอะเช่น ใบหน้า หน้าอก แขน อันนี้จะเป็นเนื้อนูนๆขึ้นมาสีดำๆ หรือสีน้ำตาลเข้มเรียกว่า “กระเนื้อ”ค่ะ

อยากกำจัดฝ้า และกระ ต้องทำไง
                ก่อนอื่นต้องเตือนทุกท่านไว้ก่อนว่าฝ้า และกระ เป็นสิ่งที่กำจัดค่อนข้างยาก ใช้เวลานาน และถึงกำจัดไปแล้วก็มีโอกาสเป็นขึ้นมาอีกเมื่อโดนแดดกระตุ้น เพราะคนที่เป็นฝ้ากระมักมีการตอบสนองของผิวต่อแสงแดดไวกว่าคนอื่น มีฝ้า มีกระขึ้นได้ง่ายตลอดดังนั้นบางครั้งเมื่อตัดสินใจที่จะกำจัดฝ้ากระแม้จะต้องจ่ายเงินซื้อเทคโนโลยีที่แพงที่สุด แต่ก็อาจไม่ได้ผล(เฮ่อ....น่าเศร้าใจจริงๆค่ะ)
                อันดับหนึ่งเลยคือการป้องกันไม่ให้ฝ้ากระขึ้นเพิ่ม หรืออย่างน้อยก็ให้ขึ้นน้อยลง แน่นอนฝ้ากระไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่โดนแดดค่ะ พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดๆ และใช้ครีมกันแดด SPFอย่างน้อย15 ขึ้นไป ถ้าจำเป็นต้องออกแดด มีเครื่องป้องกันอย่างร่มหรือหมวกปีกกว้าง ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเหมือนกัน 

                การรักษาที่นิยมมากคือการใช้ยาทาทาเช้า ทาเย็น  มีมากมายตามท้องตลาดซึ่งส่วนใหญ่ก็จะผสมๆกันระหว่างยาหลายๆตัว ตัวอย่างยาก็มีดังนี้นะคะ

-Hydroquinone ยาตัวนี้ทำให้ระคายเคืองผิวได้มาก และค่อนข้างอันตรายควรใช้ในความดูแลของแพทย์นะคะ

-Tretinoin อันนี้หลายคนคุ้นเคยในฐานะยารักษาสิวความจริงก็รักษาฝ้าได้ แต่ว่าใช้เวลานาน อย่างน้อยๆก็ 6 เดือนถึงจะเห็นผลเลยนะคะ

-Azelaic acid อันนี้ก็ได้ผลดี แต่ต้องใช้เวลานานเหมือนกันค่ะ

-Whitening  agentเช่น arbutin, licorice, mulberry extract, vitamin c (คิดว่าหลายคนคุ้นชื่อเหล่านี้จากโฆษณาโลชั่นทางทีวี จริงมั๊ยค่ะ) สารเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด เรื่องประสิทธิภาพการรักษาฝ้าแต่ส่วนใหญ่ก็ใช้กัน และได้ผล แต่ต้องใช้นานหน่อยข้อดีของสารเหล่านี้คือปลอดภัยค่ะ

การรักษาต่อมาก็คือเหล่า treatment ตามคลินิกผิวหนังและความงาม เช่น Ionto, Phono, Magnito ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคที่ช่วยผลักยาเข้าสู่ผิวผลการรักษาก็ยังไม่ค่อยแน่ชัดนะคะ แต่ก็พบว่าช่วยให้ฝ้ากระหายเร็วขึ้นแต่ก็ต้องรักษาร่วมกับการใช้ยาทาไปด้วยค่ะ

 อันสุดท้ายที่ฮิตและราคาแพง คือเลเซอร์ค่ะ เลเซอร์ช่วยกำจัดเม็ดสีได้ส่วนใหญ่กับกระจะได้ผลดีกว่าฝ้า แต่เลเซอร์มีโอกาสทำให้เกิดผิวสีเข้มขึ้นกว่าเดิมหรือเป็นสีอ่อนกว่าผิวปกติได้ เป็นผลข้างเคียงของการรักษาที่เกิดขึ้นได้ค่ะและข้อเสียอีกข้อของเลเซอร์คือ ราคาแพง และต้องทำหลายครั้งค่ะ ถึงจะเห็นผลแต่อย่างที่บอก ไม่การันตีนะคะ ว่าจะเป็นซ้ำอีกถ้าไปถูกแดดมากๆ  เอาเป็นว่าใครมีกำลังทรัพย์อย่างลองก็ไม่มีปัญหาค่ะ ลองปรึกษาแพทย์ผิวหนังดูนะคะ

วันนี้ขอจบเรื่องความงามเพียงเท่านี้ขอให้ทุกคนดูดีจากภายในค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

keloid ฉันอยากให้เธอหายไป

สาวๆ หรือหนุ่มๆหลายคนอาจกำลังมีปัญหากับแผลเป็นนูนอยู่ อาจจะมีมาตั้งแต่เด็ก หรือเป็นแผลที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งจากการเย็บแผล ทั้งจากการเจาะหู หรือแผลอื่นๆต่างๆนานา ทุกคนคงจะเคยซื้อยาโน้นนี่มาทาแล้ว แต่ก็รู้สึกว่าไม่เล็กลงซักที วันนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับการรักษาแผลเป็นนูน หรือ keloid มาฝากค่ะ

Keloid เกิดจากอะไร
Keloid เป็นกระบวนการรักษาแผลของร่างกายที่มากเกินไป อย่างที่หลายคนรู้ keloid จะเกิดบริเวณที่เป็นแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลเย็บจากการผ่าตัด แผลจากสิว หรือแผลจากอุบัติเหตุ ถึงแผลจะปิดแล้ว แต่กระบวนการสมานแผลของร่างกายไม่ยอมหยุด ทำให้เกิดเป็นแผลเป็นนูนขึ้นมา ส่วนอะไรกระตุ้นให้เกิดกระบวนการนี้ ความจริงก็ไม่มีใครตอบได้แน่นอน เพราะว่าบางคนเกิดมาเย็บแผลก็ตั้งหลายครั้ง เจาะหูเรียงกันเป็นตับ แต่ก็ไม่เคยมีแผลเป็นนูน หรือ keloid ซักที แต่บางคนเป็นแผลนิดๆหน่อยๆ ก็ใหญ่ๆ เป็นkeloid หลายที่ไปหมด มีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้องกับ keloid ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ ลักษณะผิวของแต่ละคน ตำแหน่งที่เป็นแผล ส่วนใหญ่แผล keloid มักจะเกิดที่ หน้าอก แผ่นหลัง หัวไหล่ ติ่งหู แต่คนที่เกิดแผล keloid ได้ง่ายก็อาจมีได้หลายที่ และมีแผลลึกทีไรก็จะเกิด สรุปว่าที่พร่ามมานาน ก็คือไม่รู้ เราไม่สามารถเดาได้เลยว่าใครจะมี หรือ ไม่มี keloid
สวยด้วยหมอ, แผลเป็นนูน, keloid, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

เราป้องกันได้มั๊ย
เอาแบบกำปั้นทุบดินละกันนะคะ วิธีป้องกันก็คือ อย่าทำให้ร่างกายเกิดแผลโดยไม่จำเป็น ยิ่งถ้าเราเป็นแผลเป็นนูนง่าย ยิ่งควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะการศัลยกรรมความงาม เพราะคุณอาจได้แผลเป็นนูนน่าเกลียดเป็นของแถม บอกได้เลยถ้าเป็นแล้วโอกาสจะได้ผิวเรียบๆเหมือนเดิม ค่อนข้างยาก

แล้ววิธีรักษาหล่ะ
ทายา
อันแรก มียาทามากมายตามท้องตลาดที่บอกว่ารักษาแผลเป็นนูน หรือ keloid ได้ ขอบอกตามตรงว่าสิ่งที่คาดหวังได้จากยาเหล่านี้คือ "ทำให้แผลเป็นนุ่มลงได้" (ขออภัยถ้าจะพาดพิงถึงผลิตภัณฑ์บางยี่ห้อ) แต่มีความจริงที่ต้องบอกคือ ยานี้ช่วยให้แผลเป็นนุ่มลง แต่ไม่ได้เล็กลงมหรือจางไปนะคะ

ยาฉีด
ถ้าเกิดได้ไปปรึกษาแพทย์ที่คลินิกหรือ โรงพยาบาล ก็จะได้รับคำแนะนำให้ฉีดยา ยาที่ว่านี้เป็น steroid ฉีดเฉพาะบริเวณที่แผล ระดับความเจ็บก็พอสมควรอยู่ ฉีดประมาณเดือนละครั้ง ทำให้แผลเป็นนูนแบนลงได้จริงตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด แต่ลักษณะของแผลอาจจะยังแตกต่างจากผิวปกติรอบๆอยู่ ไม่สามารถทำให้เนียนเหมือนไม่เคยมีแผลได้ เชื่อกันว่าฉีดได้ประมาณ 4-5 ครั้ง ถ้าเกินไปกว่านั้นก็ไม่ได้อันตราย แต่แผลอาจไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว หรือเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

Laser
การทำเลเซอร์แผลเป็นสามารถทำให้แผลแบนลงได้ และทำให้สีอ่อนลงได้ ระดับความเจ็บก็ไม่มาก แต่ต้องอาศัยการทำซ้ำๆหลายๆครั้ง และต้องมีกำลังทรัพย์นะคะ ทำครั้งหนึ่งก็อาจจะหลายพันแล้ว และยังต้องทำซ้ำเป็นสิบๆครั้ง อยากสวยก็คงต้องลงทุนกันหน่อยนะคะ บางคนก็ใช้วิธีฉีดยาให้แผลเป็นเล็กลงก่อน แล้วก็มาเลเซอร์ต่อให้สีจางลง ก็ประหยัดค้าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่งเลยนะคะ

ผ่าตัดออกได้มั๊ย
อย่างที่ได้บอกไป keloid เกิดจากการเกิดแผล การผ่าตัดมีโอกาสทำให่แผลkeloid กลับขึ้นมาเป็นอีก แต่ในบางกรณีที่แผล keloid นูนขึ้นมาจนเป็นติ่งเนื้อ อย่างเช่นแผลจากการเจาะหู สาวๆบางต้องอายเพราะว่านอกจารูเจาะจะตันแล้ว ยังทิ้งแผลเป็นนูนออกมาเป็นติ่งเนื้อใหญ่ๆอีกด้วย อันนี้การตัดติ่งเนื้อออก น่ายะดี แต่อาจยังมีแผล keloid อยู่ดี แต่ไม่เป็นติ่งเนื้อ ส่วนใหญ่การผ่าตัดแผล keloid แพทย์จะฉีดยา steroid ที่ไว้ฉีด keloid หน่ะค่ะ ฉีดไว้ล่วงหน้าเลย เชื่อกันว่าช่วยป้องกันการเกิดkeloid ได้บางส่วน

ใครสนใจวิธีไหนก็ลองไปปรึกษาคุณหมอดูนะคะ เพื่อผิวเนียนค่ะ

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

ไม่อยากศัลยกรรม ขอฉีด filler จะดีมั๊ย??

วันนี้เปลี่ยนมาเป็นเรื่องราวความสวยความงามกันบ้างนะคะ เดี๋ยวนี้ใครๆก็อยากสวยกันทั้งนั้น (ความจริงก็เป็นมาตั้งนานแล้ว) ศัลยกรรมตกแต่งเองก็มีมานานแล้ว เดิมสังคมเราไม่ค่อยจะยอมรับเท่าไหร่ ใครไปทำ ดาราคนไหนทำกลายเป็นเรื่องเม๊าท์ เรื่องเสียหาย ต้องคอยปกปิดกัน เพราะกลัวถูกตราหน้าว่าเป็น "ของปลอม" จนทุกวันนี้ ยุคสมัยก็เปลี่ยนแปลงไป คนทำศัลยกรรมกันมากขึ้น และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น บางคนก็บอกว่า "เกิดมา หน้าไปไม่เป๊ะ แล้วผิดตรงไหน ถ้าอยากจะทำให้สวย" ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น ไม่ว่าจะเพศไหน (ชาย หญิง หรือ อื่นๆ) ทุกคนอยากดูดีกันทั้งนั้น การศัลยกรรมเลยไม่ใช่เรื่องหน้าอายเท่าแต่ก่อนเท่าไหร่ มีคนจำนวนไม่น้อยที่กล้าทำและกล้าพูด เกริ่นมายาวมาก ขอเข้าเรื่องๆ filler กันดีกว่า

หลายคนแม้อยากจะดูดี อยากจะดั้งโด่ง คางแหลม อย่างดาราเกาหลี แต่ก็ยังกลัวมีดอยู่ดี สมัยนี้ก็มีทางเลือกอยู่ก็คือ filler นั้นเอง โฆษณากันว่า ฉีดปุ๊บ โด่งปั๊บ ไม่ช้ำ ไม่ต้องพักฟื้น เดินออกไปก็เป็นคนใหม่เลย น่าสนใจทีเดียว

Filler คืออะไร??
Filler ภาษาไทยก็ใช้คำว่าสารเติมเต็ม เป็นสารที่เราพยายามสร้างขึ้นมาเลียนแบบธรรมชาติ และใช้ฉีดผ่านเข็มฉีดยาเพื่อ "เติมเต็ม" ส่วนที่เราไม่มี แต่อยากให้มันมีขึ้นมา ของคนไทยก็คงหนีไม่พ้น จมูก คาง หน้าอก เพื่อให้สวยงามขึ้น บางคนก็ฉีดเพื่อลดอายุของใบหน้า ได้แก่การฉีดบริเวณร่องแก้ม (ก็คือร่องตั้งแต่ปีกจมูกถึงมุมปาก) เติมแก้ม เป็นต้น

filler, ฉีด filler, อันตรายจาก filler, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
ฉีดยังไง
ง่ายมากค่ะเหมือนกันฉีดยา แต่ก่อนอื่นก็อาจจะทายาชา หรือฉีดยาชาก่อน ตัว filler ก็จะมีลักษณะคล้ายๆเยลลี่ แต่เหลวกว่านิดหน่อย สามารถวิ่งผ่านเข็มฉีดยาได้ แพทย์(ตามคลินิกหรือโรงพยาบาลเสริมความงาม)ก็จะฉีด filler นี้เข้าไปใต้ผิวหนัง ตามจุดต้างๆที่เราอยากจะเติมเต็ม ฉีดเสร็จก็อาจจะประคบเย็นเล็กน้อย เพื่อหยุดเลือดตามรูเข็ม แล้วก็เสร็จแล้วค่ะ ออกไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ อาจจะแดงๆเล็กน้อยประมาณไม่เกิน 1 วัน คนส่วนใหญ่ติดใจการฉีด filler ด้วยเหตุผลนี้แหละค่ะ ฉีดปุ๊บ สวยปั๊บ

บางคนเคยได้ยินว่า ฉีด filler แล้ว "ไหล" หมายถึงว่าฉีดที่จมูก แต่ไหลไปที่แก้ม อันนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่า filler ตัวที่ได้รับการรับรองจากสถาบันต่างๆ ว่าปลอดภัย ใช้ได้ มักมีความอยู่ตัว และไม่ไหล แต่สารพวกนี้มีราคาแพง บางที่(บางคนเรียกหมอกระเป๋า) ใช้ filler ที่ไม่ได้รับการรับรอง อันนี้อาจต้องระวัง ราคาถูกแต่คุณภาพไม่ดี ที่สำคัญอาจก่อปัญหาอื่นๆตามมาได้นะคะ

แล้ว filler ทำจากอะไร
สารที่เอามาทำfiller ส่วนใหญ่เป็นสารเลียนแบบธรรมชาติ(แน่เป็นสารสังเคราะห์ซะส่วนใหญ่) ที่นิยมใช้ในประเทศไทย มีตั้งแต่ collagen ซึ่งเป็นสารที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆในร่างกายของเรา, hyaluronic acid เป็นส่วนประกอบในกระดูกอ่อนของร่างกาย, และมีบางที่ใช้ไขมันจากร่างกายผู้ป่วยเอง เรียกว่าเอาส่วนเกินไปเติมส่วนที่ขาด (อย่างกับฝันไปทีเดียวที่จะเอาหน้าท้องใหญ่ๆ ไปเติมหน้าอกแทน!!! 555คุณผู้ชายที่อ่านอยู่ก็อย่าถือสาสาวๆเลยนะคะ)

แต่ที่สำคัญที่ทุกคนควรรู้คือ filler ไม่ได้อยู่ถาวรเหมือนกับบรรดาซิลิโคนที่ใช้ศัลยกรรมเสริมจมูก เสริมหน้าอก หรอกนะคะ ทั้งหมดที่เล่ามา เมื่อฉีดเข้าไปแล้วร่างกายก็จะค่อยๆกำจัดออกไป ก็คือมันจะค่อยๆยุบลง มันจึงมีอายุของมัน อย่าง collagen อยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน hyaluronic acid อยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี ส่วนไขมันจากร่างกายของเราอยู่ได้ประมาณ 2-3 ปี

ปลอดภัยมั๊ย
ขอบอกก่อนว่าทุกอย่าง ไม่มีอะไร 100% ทุกอย่างมีด้านดีด้านเสีย ผลข้าวเคียงของการฉีด filler ที่พบได้ทั่วๆไปก็คือ อาการปวดตึง ช้ำ ซึ่งจะเป็นอยู่ประมาณ 2-3 วัน ไม่อันตราย มีโอกาสติดเชื้อได้ อันนี้ไม่ต่างจากการศัลยกรรม ถ้าหากว่าเทคนิคการทำ หรือว่าสาร filler ไม่สะอาด ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ส่วนโอกาสแพ้นั้นพบได้น้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีนะคะ

สิ่งที่น่ากลัวกว่า และคิดว่าหลายคนคงเคยได้ยินคือ การ"ตาบอด" จากการฉีด filler อันนี้ก็เกิดขึ้นจริง แม้จะพบได้น้อยรายมาก แต่ก็เกิดขึ้นจริงในเมืองไทย แม้ว่าการฉีดจะใช้เทคนิคที่ถูกต้องแล้วก็ตาม เหตุผลเป็นเพราะว่าลักษณะเส้นเลือดของบางคนวางตัวไม่เหมือนคนอื่น โดยเฉพาะจมูกมีเส้นเลือดเส้นหนึ่งอยู่ใกล้ๆ ดั้งจมูก เส้นเลือดเส้นนี้ต่อมาจากเส้นเลือดในเบ้าตา โดยที่เส้นเลือดในเบ้าตาเส้นนี้มีหน้าที่เลี้ยงลูกตาด้วย ผู้โชคร้ายบางรายมาฉีด filler แต่บังเอิญ filler เข้าเส้นเลือด และย้อนเข้าไปในเส้นเลือดในเบ้าตา อุดเส้นที่เลี้ยงลูกตาไปด้วย ผลก็คือตาบอดทันที !!! เรื่องนี้ค่อนข้างน่ากลัว แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว

ถามว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วมีทางรักษามั๊ย คำตอบคือมีค่ะ โดยเฉพาะสารบางตัวอย่าง hyaluronic acid สารตัวนี้มีสารที่ฉีดเพื่อสลายมันไปได้ ถ้าเราสลายได้ทัน และเลือดกลับมาเลี้ยงลูกตาทันก่อนที่เซลล์เหล่านั้นจะตายไป ก็อาจกลับมามองเห็นได้ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อเยื่อที่ขาดเลือดไป ฟื้นตัวได้มากน้อยแค่ไหน

อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ก็คือ "ผิวหนังขาดเลือด" อาการก็คือจะปวดมาก โดยปกติเราจะปวดเฉพาะช่วงที่กำลังฉีด filler เท่านั้น แต่เมื่อหยุดฉีดแล้วก็จะไม่ปวด อาจจะแค่ตึงๆเล็กน้อย แต่ถ้ายังมีอาการปวดมาก ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นเข้มขึ้นเรื่อยๆ อันนี้เป็นสัญญาณของภาวะผิวหนังขาดเลือด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นจากการฉีด filler มากเกินไปจนไปกดเบียดเส้นเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้น แก้ด้วยการฉีดสลาย "อย่างทันท่วงที"ก็จะช่วยได้อยู่ค่ะ

อ่านจบแล้วใครก็ตามที่คิดอยากจะลองฉีด filler ก็ควรระมัดระวังไว้นะคะ ยอมรับค่ะว่าคนมากมายฉีดแล้วก็ไม่มีปัญหา แต่รู้ไว้ก่อนจะได้ระมัดระวังตัวค่ะ

แล้วไว้ติดตามอ่านกันต่อนะคะ ขอให้ทุกคนดูดีค่ะ

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

ว่าด้วย Botox

"นังหน้า Botox" ต้องขอโทษผู้อ่านทุกคนก่อนนะคะ อันนี้เป็นคำด่าในละครเรื่องหนึ่ง จำไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นเรื่องอะไร แต่แสดงให้เห็นว่าคนทั่วไปก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ Botox และเป็นสัญลักษณ์ของวิธีการลดริ้วรอย (ออกจะเอาไว้ล้อเลียนซะมากกว่า) แล้ว Botox จริงๆคืออะไร เอาไว้ทำอะไร วันนี้จะมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

Botox คืออะไรกันแน่
ความจริงแล้ว Botox เป็นสารชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างโดยแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ Clostridium botulum ไม่ต้องไปสนใจชื่อยากๆนั้นหรอกนะคะ เอาเป็นว่าจริงๆแล้วสารชนิดนี้ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่เคยเป็นข่าวหลายปีก่อนจากหน่อไม้ปีบดองหน่ะค่ะ โรคนี้ชื่อว่า Botulism และถ้าพูดถึงโรค  Botox จะถูกเรียกว่า Botulinum toxin (ซึ่งความจริงแล้วเป็นสารตัวเดียวกันนี่แหละ) อาการของโรคนี้คือช่วงแรกจะคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย ปากแห้ง ต่อมาจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกาย หนังตาตก ที่น่ากลัวคือกล้ามเนืื้อการหายใจอ่อนแรง ทำให้หายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เรียกว่าโรคนี้เอาถึงตายได้เลยทีเดียว

แต่ทางการแพทย์ก็มีคนหัวใส เนื่องจาก Botox มีฤทธิ์ลดการหดตัวของกล้ามเนื้อ เริ่มแรกก็เลยเอามาฉีดรักษาโรคที่มีการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมากเกินไป เช่นโรคหนังตัวหดเกร็ง ตาเหล่ หลอดอาหารตีบ หรือแม้กระทั่งโรคปวดหัวไมเกรน

ต่อมาก็มีการประยุกต์มาใช้ทางด้านความงาม ถามว่ามันทำงานอย่างไร ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าริ้วรอยบนใบหน้า อย่างตีนกา รอยย่นหน้าผาก เหล่านี้เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้ผิวหนัง ประกอบกับผิวหนังเวลาอายุมากขึ้นก็จะขาดความยืดหยุ่น พอกล้ามเนื้อหดตัว ก็หดตามไม่ได้ก็เลยกลายเป็นรอยพับแทน พอเราฉีด Botox ปุ๊บ กล้ามเนื้อข้างล่างก็คลาย พาเอารอยย่นคลายไปด้วย ทีนี้หน้าก็เลยตึงเปรี๊ยะ กลับมาเป็นสาวได้อีกครั้ง
botox, โบทอกซ์, รักษารอยเหี่ยวย่น, ว่าด้วย โบทอกซ์, อันตรายจาก botox


นอกจากนั้น บางคนอาจจะเคยได้ยิน "Botox หน้าเรียว"(แบบสาวเกาหลี) ฟังแล้วบางคนก็เข้าใจว่า Botox สามารถลดแก้มย้อยๆของเราได้ คำตอบคือ "ผิด" นะคะ แก้มของเราเป็นไขมัน Botox ทำอะไรมันไม่ได้ Botox จะออกฤทธิ์กับกล้ามเนื้อค่ะ ที่ว่าฉีดแล้วหน้าเรียว ความจริงแล้ว Botox ทำให้กรามเล็กลงด้วยการลดขนาดกล้ามเนื้อที่กราม (ซึ่งความจริงเรามีกล้ามเนื้อตรงนี้เอาไว้เคี้ยวอาหาร) ถ้าอยากรู้ว่าตรงไหน ให้ลองเอามือวางที่กรามของเราแล้วกัดฟัน จะก้อนที่อยู่ใต้แก้มของเราแข็งขึ้นมาทันที นั่นคือกล้ามเนื้อ เทคนิคของหมอคือฉีดให้กล้ามเนื้อมัดนี้ "บางส่วน" (ต้องบางส่วนนะคะ ถ้าหมดเลยเราอาจจะเคี้ยวไม่ได้) ฝ่อลง ทำให้กรามของเราเล็กลง หน้าก็เลยเรียวสวย แต่ก็จะเล็กได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าหน้าของเราเหลี่ยมจากกระดูกกรามที่มีมุมชัดเจนแล้ว Botox ก็คงช่วยไม่ได้เหมือนกันนะคะ

แล้วข้อเสียหล่ะมีมั๊ย???
แน่นอนค่ะ ทุกอย่างมีทั้งดีและเสีย หลายคนคงเคยได้ยิน ฉีด Botox แล้วปากเบี้ยว หนังตาตก ฯลฯ ผลเสียของ Botox (หรือจะเรียกว่าผลข้างเคียงก็ได้) จะเกิดจากการที่ Botox ไปทำงานต่อกล้ามเนื้อมัดอื่นที่ไม่ได้ต้องการ เช่น ตั้งใจฉีดลดตีนกา แต่ถ้าโดนกล้ามเนื้อผิดมัดก็อาจจะหนังตาตก อยากจะฉีดกรามแต่ผิดมัดก็จะปากเบี้ยว เป็นต้น

ผลเสียอีกข้อหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือภาวะแพ้ Botox ก็เหมือนยาทั่วๆไป ก็มีโอกาสแพ้ได้ทั้งนั้น ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ดวงจริงๆ ไม่มีใคร(แม้แต่หมอ)สามารถรู้ได้ว่าใครจะแพ้ Botox และถ้าแพ้แล้วก็ไม่มีใครรู้ได้อีกเช่นกันว่าอาการจะรุนแรงแค่ไหน

ข้อเสียอีกประการที่เห็นได้ชัดคือ "เสียเงิน" 555 อันนี้ก็จริงใช่มั๊ยคะ บางคนถึงกับเสพติด Botox ก็มี มีรอยย่นนิดย่นหน่อยตามกาลเวลาก็ไม่ยอม ต้องฉีดแล้วฉีดอีก เสียเงินเสียทองกันไปมาก ยังไงก็ตามอันนี้ก็ลางเนี้อชอบลางยา แล้วแต่ว่าแต่ละคนมีทัศนคติยังไง อยากสวยก็ต้องลงทุนนะคะ สมัยนี้

คำถามสุดท้ายที่บางคนอาจสงสัย แล้วฉีด Botox ไป จะไม่เป็น Botulism เหรอ แถมเป็นโรคที่น่ากลัวอีกต่างหาก ความจริงคือถ้ายาเข้าสู่กระแสเลือดก็เป็นได้ค่ะ (เย้ย!!!!) แต่อย่าพึ่งตกใจไป ปริมาณยาที่จะทำให้เป็นโรค Botulism เนี๊ยมากกว่าที่ฉีดกันทางการแพทย์เยอะมากค่ะ เพราะฉะนั้นเล็กๆน้อยๆก็ไม่เป็นอันตรายแน่นอนค่ะ

หวังว่าทุกคนจะเข้าใจ Botox มากขึ้นนะคะ ส่วนถ้าใครสนใจอยากลองฉีดดู ก็ให้ลองปรึกษาแพทย์ดูนะคะ ขอให้สุขภาพดี อ่อนเยาว์กันทุกคนนะคะ

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

เรื่องสิวๆ เขารักษากันยังไง (2)

ย้อนหลังไปประมาณ 20 ปีก่อน การไปหาหมอเพื่อรักษาสิวนั้น ถ้าไม่ใช่สิวที่เยอะมากจนหน้าไม่มีที่ว่าง ก็ถือเป็นเรื่องค่อนข้างจะเว่อร์ไปซักเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันการไปพบแพทย์เพื่อรักษาสิว เพื่อรักษาให้หน้าใสนั้น เป็นเรื่องที่ใครๆเขาก็ทำกันไปแล้ว เหมือนโทรศัพท์มือถือที่เคยเป็นเครื่องประดับสำหรับคนรวยเท่านั้น แต่ตอนนี้แม้แต่ขอทานยังมีโทรศัพท์เลย วันนี้เราจะมาเล่ากันต่อว่า ที่เขาไปรักษาสิวที่คลินิกกันเนี๊ย เขาทำอะไรกันบ้างจากความเดิมตอนที่แล้ว (เรื่องสิวๆ เขารักษากันยังไง) เราได้พูดถึงยารักษาสิวที่ทาภายนอกไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงยากิน!!!

หลายคนสงสัยว่า แค่เป็นสิวนะ ต้องกินยาเลยหรือ คำตอบก็คือ การกินยาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้สิวหายเร็ว และป้องกันการเกิดสิวใหม่ได้ดี แต่เรามักจะใช้กับคนที่เป็นสิวเยอะๆ ถ้าเป็นนิดๆหน่อยๆ ก็คงไม่ถึงขนาดจำเป็นต้องกินยาเท่าไหร่นัก

ยากิน
ที่นิยมกินกัน ก็มีหลักๆ 2 อย่างคือ
1. ยาฆ่าเชื้อ ก็อย่างที่เคยเล่าไป สิวอักเสบเกิดจากการติดเชื้อ ขอย้ำว่าอักเสบ ดังนั้นถ้าไม่ได้มีสิวเม็ดโตๆ แดงๆ เจ็บๆ เยอะๆ ก็คงไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อเท่าไหร่ ทายาไปก่อนก็ได้นะคะ หรือบางคนมีสิวเม็ดเดียวเนี๊ยแหละ แต่ว่ามันโตเหลือเกิน ระบมไปหมด จะกินยาเราก็ไม่ว่ากัน ยาที่ให้ก็มักเป็นยาคุ้นเคยอย่าง Amoxicilln (เป็นยาแก้เจ็บคอสำหรับบางคนไปแล้ว บางคนเรียกยาแก้อักเสบ ความจริงแล้วมันเป็นยา"ฆ่าเชื้อ" นะคะ ฆ่าเชื้อสำหรับสิวก็ได้เด้อ) หรือ Doxycycline หรือ บางคนอาจจะได้ Bactrim มา ถามว่าต่างกันยังไง เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว มีหลายชนิดค่ะ ยาฆ่าเชื้อเหล่านี้ครอบคลุมเชื้อต่างกันไป แต่ยาทั้ง 3 ตัวนี้สามารถครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ทำให้เกิดสิวทั่วๆไปได้ทั้ง 3 ตัว ส่วนจะกินตัวไหนดีนั้น ถ้าไม่เคยแพ้ยาอะไรก็สามารถกินอันไหนก็ได้ (ความจริงรายละเอียดปลีกย่อยก็มีอยู่บางกรณี แต่ขอเล่ารวมๆละกันนะคะ ไม่อย่างงั้นอาจจะกลายเป็น Lecture นักศึกษาแพทย์ไปได้)
สิว, รักษาสิว, กดสิว,บีบสิว, ฉีดสิว, diary doctor is me, สวยด้วยหมอ


2.ยากลุ่มกรดวิตามิน A หรือ Retinoid เจ้าเก่า เหมือนยาทานั่นแหละค่ะ แต่เมื่อกลายเป็นยากิน ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้ต่อมไขมันทำงานน้อยลง ผลก็คือหน้าจะมันน้อยลง สิวอุดตันก็จะน้อยลง และสิวอักเสบก็จะน้อยลงตามไปด้วย ยากลุ่มนี้เดินไปร้านขายยาก็จะมีหลายยี่ห้อ เช่น Roocutane, Acnotin ชื่อตัวยาคือ Isotretinoin ผลข้างเคียงของยาตัวนี้ที่เป็นเกือบทุกคนคือ ปากแห้ง (ก็แหงหล่ะ ขนาดหน้ามันๆยังเนียนได้ทั้งวัน ปากก็ต้องแห้งเป็นธรรมดา) มีบางคนที่อาจมีอาการท้องเสีย ปวดท้องร่วมด้วย สิ่งทีต้องระวังสุดคือ ยาตัวนี้มีผลกับเด็กในครรภ์ คือทำให้เกิดการพิการได้จนถึงเสียชีวิต ในต่างประเทศ แพทย์จะสั่งยานี้ได้ต่อเมื่อคนไข้ได้รับการตรวจปัสสาวะแล้วว่าไม่ได้ตั้งครรภ์(สำหรับผู้หญิงก็พอนะจ๊ะ)  และระหว่างที่กินยาอยู่ ต้องกินยาคุมกำเนิดด้วย นอกจากนี้ยาอาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ แต่ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับปริมาณ ปกติเราให้กินไม่เกิน 1 mg/kg/day ซึ่งที่คนไทยกินๆกัน กันวันละเม็ด สองเม็ดก็ไม่เคยเกินอยู่แล้ว แต่ถ้ากินไปกินมาแล้วตัวเหลืองตาเหลือง ปวดชายโครงต้องรีบไปพบแพทย์นะจ๊ะ แต่ถ้าใครไม่สบายใจจะไปขอตรวจเลือดที่โรงพยาบาลก็ดีนะคะ จะได้นอน(ตาย)ตาหลับ^^
สิว, รักษาสิว, กดสิว,บีบสิว, ฉีดสิว, diary doctor is me, สวยด้วยหมอ


ฉีดสิว
โอ๊ย อยากสวยหน้าเนียนใส ก็ต้องทนเจ็บจริงๆ ว่าด้วยเรื่องการฉีดสิว ใหม่ๆถ้ายังไม่เคยฉีด เวลาเป็นสิวเม็ดโตๆขึ้นมาที กลุ้มใจ กว่าจะหายอีกเป็นอาทิตย์ๆ นั่งเฝ้ารอดูจากเล็กๆ เริ่มใหญ่ เริ่มสุก แตก เป็นรอยแดง เป็นรอยดำ ค่อยๆจาง จาง จางจาง กว่าจะเรียบเหมือนเดิม ใจจะขาด พอได้เริ่มฉีดสิวครั้งแรก เจ็บก็เจ็บ แต่ "ยุบ!!!" เลย ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ยิ่งถ้าฉีดเร็วตอนที่ยังแค่เจ็บๆ "หาย!!" เลย เลิศสุดๆจริงๆ ว่ากันด้วยเรื่องสรรพคุณการฉีดสิวไปแล้ว แล้วที่ฉีดไปหน่ะ อะไร??? ตอบเลย Steroid (สเตียรอยด์) บางคนก็ยังงง Steroid คืออะไรหล่ะ เป็นยากดภูมิคุ้มกันอย่างหนึ่ง ว่าง่ายๆคือลดการอักเสบ(อักเสบ = บวม แดงร้อน) พอฉีดปุ๊บ สิวที่กำลังจะอักเสบก็ถูกยับยั้งทันที ยุบเลย แล้วเราก็ทายาฆ่าเชื้อเอา เชื้อโรคก็ตายหมด สิวก็ไม่โต ดีจะตาย แล้วมีข้อเสียไหม ก็มี ได้แก่ เจ็บตัว เสียตังค์ (อันนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว) และที่คนกลัวคือ ถ้าได้รับในปริมาณที่เยอะไป ตรงนั้นอาจบุ๋มลงไปกว่าเนื้อข้างๆ หรือบางคนก็บอกว่าเป็นหลุมสิว ฟังดูน่ากลัว แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่หลุมสิว แต่เป็นผลจากการที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังตรงที่ได้ยานั้นฝ่อ ก็เลยเห็นผิวหนังยุบลงไป โดยทั่วไปมันจะกลับมาเท่าเดิมได้ค่ะ แต่อาจใช้เวลาหน่อยเป็นเดือน อันนี้ก็แล้วแต่คนว่าอยากจะฉีดไหม ถ้าฉีดโดยผู้ชำนาญส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีปัญหาค่ะ ลองดูจะติดใจ

กดสิว
อันนี้ก็เจ็บตัวอีกเหมือนกัน แต่เชื่อว่าหลายคนคงเคยกดสิวตัวเอง หรือบีบสิวตัวเองอยู่ ก็เห็นมีหัวหนองขาว หรือเห็นหัวดำๆกดออกมาก็หายแล้ว จริงค่ะ กดออกมาก็หายแล้ว แต่มีข้อแม้นะคะ
-ห้ามกดสิวที่อักเสบ กดได้แต่สิวอุุดตันที่ยังไม่มีการบวมแดงเท่านั้น
-ต้องกดน้อยครั้ง(ต่อเม็ด)
-ถ้าจะกดแล้วต้องออกหมด
ทำไม? เพราะว่าถ้าสิวอักเสบอยู่ ถูกบีบถูกกด ก็มีแต่จะยิ่งบวมขึ้นแดงขึ้น ไม่หายหรอกค่ะ แล้วที่ให้กดน้อยครั้ง เพราะโอกาสกลายเป็นรอยดำจะน้อยลง ถ้ากดน้อยครั้งจะทิ้งรอยแดงแค่ 4-5 วัน แต่ถ้ากดๆ เค้นๆละก็ เป็นรอยดำอีกเป็นเดือนเลยทีเดียวนะคะ และต้องกดออกให้หมด เพราะถ้าไม่หมด หัวที่เหลืออยู่ รวมกับการรบกวนมันด้วยการกดบีบ พรุ่งนี้กลายเป็นสิวอักเสบแน่นอน รับประกันค่ะ แนะนำว่าถ้าอยากกด ทายาละลายหัวสิวซัก 4-5 วันเป็นอย่างน้อย แล้วไปให้คลินิกผิวหนังกดออกให้จะดีกว่านะคะ
สิว, รักษาสิว, กดสิว,บีบสิว, ฉีดสิว, diary doctor is me, สวยด้วยหมอ


แต่เอาจริงๆแล้วแพทย์ผิวหนังหลายท่านก็เห็นด้วยกับการกดสิวสักเท่าไหร่ เนื่องจากเมื่อกดแล้วมักจะทิ้งรอยแดงไว้ และเชื่อว่าเป็นการทำร้ายผิว มีโอกาสทำให้เกิดสิวอักเสบได้ง่ายขึ้น ก็แล้วแต่เทคนิคใครเทคนิคมันค่ะ ไม่มีใครถูกใครผิดหรอกค่ะ เหมือนไข่เจียวบางคนให้ใส่น้ำ บางคนให้ใส่นม จบที่อร่อยเหมือนกันค่ะ

ฉายแสง
อันนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ เข้าเมืองไทยมาก็ไม่นานเท่าไหร่ ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักด้วยซ้ำ ฟังดูคล้ายๆฉายแสงมะเร็ง แต่คนละอันนะคะ แสงอันนี้คือ Magenta light แปลตามชื่อก็คือแสงสีม่วง แล้วมันดียังไง มีการศึกษาว่าแสงความยาวคลื่นช่วงหนึ่่ง สามารถทำลายแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิวได้ และมีผลทำให้ต่อมไขมันทำงานน้อยลง เวลาจะฉายก็ไปนอนอังหลอดไฟสีม่วงๆนี่แหละค่ะ ไม่เจ็บไม่ปวดแต่อย่างใด จะเห็นผลก็ต้องทำไปซักพัก แต่ที่เคยเห็นมาก็ยังต้องรักษาร่วมกับการใช้ยานะคะ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไหร่ในเมืองไทย

การป้องกันสิวเกิดใหม่
การรักษาที่ว่ายากแล้ว การป้องกันยากยิ่งกว่า เหมือนเวลาเห็นใครซักคน วัวหายแล้วล้อมคอก ความจริงเขาก็ไม่ได้ผิดอะไรนะคะ ทุกๆอย่างเราก็เรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งนั้น เพียงแต่อย่างให้ผิดซ้ำๆก็แล้วกัน นอกเรื่องไปไกล กลับมาเรื่องการป้องกันสิว พูดแบบง่ายมากๆก็คือ "หลีกเลี่ยงสาเหตุของสิว"ไง พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะว่าสาเหตุสิวมีล้านแปด จะบรรยายยังไงก็ไม่หมด

แต่คิดง่ายๆ การเกิดสิวมีทางที่ทุกสาเหตุมาบรรจบกันคือ เกิดการอุดตันรูขุมขน แล้วก็เกิดการอักเสบ ดังนั้นก็ต้องป้องกันการ "อุดตันของสิว" ไง
- เริ่มด้วยการทำความสะอาด ให้ผิวหน้าสะอาดอย่างหมดจด วันละ 2 ครั้งก็พอ เรื่่องผลิตภัณฑ์อันนี้คงไม่มีกฎตายตัว ใช้ผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับสภาพผิวก็พอ ยังไงก็ต้องใช้วิธีลองผิดลองถูกอยู่ดี เพราะลางเนื้อชอบลางยาจริงๆนะเธอ ที่สำคัญถ้าแต่งหน้า หรือใช้ครีมกันแดด ก็ต้องล้างด้วยที่ล้างเครื่องสำอางค์ให้สะอาดก่อน
- ถ้าหน้ามัน อุดตันบ่อย และเป็นสิวง่าย ยาละลายหัวสิวไม่ควรหยุดใช้ แม้ว่ารักษาสิวหายแล้ว ควรใช้ต่อ เพื่อป้องกันสิว
- ดูแลและสังเกตผิวตัวเองอยู่เสมอ เริ่มมีสิวอุดตันรึเปล่า ตรงไหนบ้าง รีบกำจัดก่อนที่จะเกิดปัญหาลุกลาม

สรุปสุดท้ายที่อยากจะกล่าวคือ สิว ไม่มีทางหายขาด ไม่ว่าจะไปรักษากับเทวดาที่ไหนก็ตาม เพราะสิวเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าผิวของเราเกิดสิวได้ง่าย ก็คงต้องยอมรับว่าผิวของเราจำเป็นต้องได้รับการดูแลมากกว่าคนอื่น ก็ผิวของเรานี่ ถ้าเราไม่ดูแล ใครที่ไหนจะดูให้ จริงมั๊ย เพราะถ้าถามว่าสิวขึ้นที่ไหนกลุ้มใจน้อยสุด คำตอบก็คือ หน้าคนอื่นไง 555

แล้วพบกันใหม่ค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

เรื่องสิวๆ เขารักษากันยังไง

สิวเป็นปัญหาผิวหน้าที่พบได้บ่อยที่สุด คนส่วนใหญ่เคยมีสิว และสิวสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ การแก้ปัญหาของแต่ละครก็แตกต่างกันไป บางคนซื้อเครื่องสำอางค์มาลองใช้ ที่ดขาโฆษณากันว่ารักษาสิว บางคนก็ใช้ยาสามัญประจำบ้านอย่างผงวิเศษ ผลิตภัณฑ์สารพัดนึกอย่างบัวหิมะ บางคนไปซื้อยาตามร้ายขายยา และบางคนก็ตัดสินใจไปหาหมอ ไม่ว่าจะเป็นคลินิกผิวหนัง ที่ตอนนี้ไม่ได้ดูแลแต่ผิวหนัง (แต่รวมถึง Botox, filler, ร้อยไหม จนถึงเสริมจมูกเลยทีเดียว) หรือจะเป็นโรงพยาบาลเลยก็ตาม วันนี้จะมาบอกเล่าเก้าสิบ เกี่ยวกับการรักษาสิวตามคลินิกความงามนี่แหละ ว่าเค้าทำอะไรกันบ้าง แล้วที่ว่าเลี้ยงไข้เนี๊ย มีจริงหรือไม่
สิว,รักษาสิว, ยารักษาสิว, หมอสิว, รักษาสิวยังไง, Diary Doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

สิวเกิดจากอะไร
ปูพื้นฐานกันก่อน สิวคือการอักเสบของต่อมไขมันที่รูขุมขน
การอักเสบ=บวมแดง ซึ่งมักจะเกิดจากการติดเชื้อ
รูขุมขนก็คือรูๆเล็กบนผิวหนังเรา บางคนกว้าง บางคนเล็กจนแทบไม่เห็น อันนี้ก็แล้วแต่กรรมพันธุ์ ร่วมกับการดูแลผิวหน้าของเราเองนะคะ รูขุมขนนึกถึงท่อระบายน้ำอันใหญ่ของหมู่บ้าน แล้วมีต่อมไขมันมาเปิดออกตามรูขุมขน เหมือนท่อเล็กจากบ้านต่างๆ ที่ระบายน้ำออกสู่ท่อระบายใหญ่อันเดียวกัน การอักเสบมักจะเริ่มจากมีการอุดตันของรูขุมขน นึกถึงเวลาท่อระบายอันใหญ่อุดตัน ของเสียก็ระบายออกไปได้ ขังอยู่ในท่อ และยังเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ นานเข้าก็เริ่มส่งกลิ่มเหม็นเน่า

เหมือนกันพอรูขุมขนอุดตัน ไขมันที่ต่อมไขมันสร้างก็พากันอุดตันสะสม กลายเป็นสิวอุดตันก่อน คือสิวเม็ดเล็กๆที่ยังไม่เจ็บ ไม่บวม แต่จับแล้วเหมือนผิวเราไม่เรียบ วันดีคืนดี มีเจ้าแบคทีเรียมาเยี่ยมเยียน สิวอุดตันก็กลายเป็นสิวอักเสบขึ้นมา บวมแดวเป่ง ใหญ่บ้างเล็กบ้าง แล้วแต่ดีกรีของเสียที่สะสมไว้ สรุปว่าสิวบนหน้าเรา แบ่งใหญ่ๆออกเป็น 2 แบบ คือ สิวอักเสบ กับ สิวอุดตันนะคะ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวจึงมาได้มากมาย ตั้งแต่ฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำมันบนหน้ามากขึ้น(จนทอดไข่ได้) การทำความสะอาดที่ไม่เพียงพอ นอนดึก เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ทำให้เกิดการอุดตัน หรือแม้แต่การจับหน้าบ่อยๆ ล้างหน้าบ่อยๆก็กระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบได้ ส่วนความเชื่อบางอย่างเช่น กินช็อกโกแลตแล้วสิวขึ้น กินอาหารมันๆแล้วสิวขึ้น อันนี้ความจริงแล้วก็ยังไม่ได้มีการศึกษาใดที่พิสูจน์ได้ชัดเจน เอาเป็นว่าใครทดลองกับตัวเองแล้วคิดว่าเป็นจริง ก็หลีกเลี่ยงกันไปนะคะ

หลักการรักษาสิว ก็ง่ายนิดเดียวค่ะ
1.กำจัดสิวเก่า
2.ป้องกันสิวใหม่

กำจัดสิวเก่า
-ยาทา ก็จะแบ่งเป็น

"รักษาสิวอักเสบ" ก็คือ

ยาฆ่าเชื้อนั่นเอง ตัวยาหลักๆก็จะมี Erythromycin หรือ Clindamycin รูปแบบก็แล้วแต่คลินิกจะเลือกมาใช้ มีทั้งเป็นน้ำ เป็นเจล ผลการรักษาก็ไม่ต่างกันมากค่ะ ต่อมาก็จะเป็น

"รักษาสิวอุดตัน" อันนี้ก็จะเป็นยาที่เรียกกันว่า ยาละลายหัวสิว ที่นิยมใช้กันมากคือ

Penoxyl peroxide ซึ่งมีมากมายหลายยี่ห้อมันละลายหัวสิวยังไงกัน ความจริงแล้วมันช่วยสลายเซลล์ที่ตายแล้วออก และมีของแถมเป็นฤษธิ์ฆ่าเชื้อร่วมด้วย แต่นึกถึงยาที่ "ละลาย" เซลล์ได้ ความจริงสารเคมีพวกนี้ไม่รู้หรอกว่าเซลล์ไหนยังมีลมหายใจอยู่ ดังนั้นถ้าใช้เยอะไปมันก็อาจจะทำร้ายผิวดีๆของเราได้ สัญญาณก็คือ ผิวจะแดง ระคายเคือง บางคนจะแสบ เราจึงแนะนำให้ใช้ก่อนล้างหน้า ทิ้งไว้ ซักพัก แล้วค่อยล้างออก คำว่าซักพักนี้ก็แล้วแต่คน ส่วนใหญ่ 15-20 นาที ถ้าทิ้งนานกว่านั้ยแล้วไม่ระคายเคืองก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าระคายเคืองก่อนก็อาจจะต้องลดเวลาลง ยาตัวนี้หาซื้อได้ตามร้านขายยา แต่บอกตัวยาไปบางร้านจะงง ต้องบอกชื่อยี่ห้อ เช่น Panoxyl, Benzac, Brevoxyl ฯลฯ ความเข้มข้นก็มีตั้งแต่ 2.5%, 5% ,10% แนะนำให้ลองน้อยๆก่อน ถ้าไม่ระคายเคืองค่อยเพิ่มค่ะ

Retinoid หมอบางคนจะอธิบายว่าเป็นกรดวิตามิน A (อันนี้ไม่ได้เอาไว้กินนะคะ เอาไว้ทาภายนอกเท่านั้นค่ะ) ชื่อ Retinoid เป็นกลุ่มของสาร ซึ่งบริษัทยาแต่ละที่ก็จะใช้สารที่มีชื่อต่างกันไป เช่น Tretinoin(Retin A), Isotretinoin, Adapalene(Differin) ยาเหล่านี้เข้าไปปรับเซลล์ผิว ทำให้สิวอุดตันลดลง มีของแถมคือ ช่วยลดริ้วรอยได้ด้วย ข้อเสียของยานี้คือเมื่อถูกแสง ไม่ว่าจะเป็นแดด หรือแสงจากหลอดไฟ มักทำให้ระคายเคือง เราก็จะแนะนำให้คนไข้ทาก่อนนอน แต่ Adapalene เขาโฆษณาว่ายาของเขา ไม่ทำปฏิกิริยากับแสง ก็เลยแพงกว่าตัวอื่น แต่ก็ยังมีบางคนที่แสบเวลาถูกแดดอยู่ ก็เลยแนะนำให้ใช้เฉพาะก่อนนอนเหมือนเดิมค่ะ

วันนี้ข้อมูลทางการแพทย์เยอะแยะ อ่านแล้วอาจจะมึนหัว อย่าพึ่งเครียดจนสิวขึ้นหนักกว่าเดิมนะคะ ยาทั้งหมดที่เล่ามา ลองหาซื้อมาทาเองก่อนก็ได้ สอบถามจากเภสัชกรตามร้านขายยาเพื่อคำแนะนำเพิ่มเติมได้ค่ะ ส่วนยาตามคลินิกที่ไม่ได้เขียนตัวยา แปะแต่ป้ายคลินิกบนหลอด ก็หนีไม่ค่อยพ้นยาที่เล่ามานี่หรอกค่ะ แต่ส่วนใหญ่ราคาจะแพงกว่า (ถือว่าเป็นค่าขนมให้หมอแล้วกันนะคะ คลินิกส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยคิดค่าหมอหรอกค่ะ)

วันนี้ขอจบลงตรงเรื่องยาทาก่อน ส่วนหัวข้ออื่นๆอันได้แก่ ยากิน การกดสิว ฉีดสิว ฉายแสง  และการป้องกันสิว ไว้มาติดตามกันตอนต่อไปนะคะ (หลอกล่อให้เข้ามาอ่านกันบ่อยๆ อิๆ)