วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

ไข้แบบไหน เป็นไข้เลือดออก

หลายครั้งที่เราเป็นไข้ไม่สบาย เวลาเป็นมากๆก็เริ่มสงสัยว่าเราจะเป็นอะไร"มากกว่า"ที่เคยๆเป็นมั๊ย โรคหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดคงหนีไม่พ้น "ไข้เลือดออก" ซึ่งเป็นโรคที่ว่ากันว่า ถ้ารักษาไม่ทันอาจถึงแก่ชีวิตได้ทีเดียวเชียว แล้วเราจะสงสัยว่าตัวเองเป็นไข้เลือดออกเมื่อไหร่?? ไปดูกัน


ไข้เลือดออป, โรคภัยไข้เจ็บ, ไข้เลือดออกต้องทำยังไง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ไข้แบบไหน เป็นไข้เลือดออก
คำถามแรกคือ ทำไมเราถึงเป็นไข้?? อันที่จริงไข้เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่กำลังต่อสู้กับเชื้อโรคบางอย่าง ว่าง่ายๆคือเราเป็นไข้ เพราะร่างกายกำลังต่อสู้อย่างหนักกับการติดเชื้อนั่นเอง ความจริงนอกจากการติดเชื้อก็ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เป็นไข้อีกได้ แต่สำหรับคนทั่วไปที่ร่างกายแข็งแรงดีมาตลอด ไข้มักจะมาจากการติดเชื้อค่ะ

ทีนี้ปกติเวลาที่เรามีไข้จากการติดเชื้อ เราจะมีอาการที่แสดงถึงแหล่งที่มาของการติดเชื้อด้วย เช่น ถ้ามีไข้ไอเจ็บคอน้ำมูกไหล ก็เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจ ถ้าเป็นไข้ปวดท้อง ท้องเสียก็เป็นการติดเชื้อทางเดินอาหาร ถ้าเป็นไข้ปัสสาวะแสบขัด ปวดบั้นเอว ก็เป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น แต่ไข้เลือดออกเป็นการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Dengue virus การติดเชื้อไวรัสนี้ไม่มีแหล่งติดเชื้อที่ชัดเจน มันกระจายอยู่ในกระแสเลือด!!! ดังนั้นอาการของเรานอกจากจะมีไข้สูงแล้ว(สำหรับอาการไข้สูง ถ้ากินยาลดไข้ ไข้มันก็จะสูงๆต่ำๆตามฤทธิ์ยาได้นะคะ) ก็ไม่มีอาการที่แสดงแหล่งติดเชื้อชัดเจน อาจจะมีเจ็บคอเล็กน้อยเวลาคอแห้ง ปวดท้องแน่นๆ หรือปวดหัว(ซึ่งพบได้ในคนที่เป็นไข้อยู่แล้ว) แต่จะปวดเมื่อยตามตัวทั่วๆ ไม่ค่อยมีแรง คอแห้งปากแห้งจากไข้ และมักมีอาการเบื่ออาหาร กินอาหารไม่ได้ อาการเหล่านี้ก็เริ่มน่าสงสัยแล้ว

อาการอื่นๆที่ช่วยบอกอีกคือ ได้ชื่อว่าไข้"เลือดออก" ก็จะมีจุดเลือดออกตามตัวได้ แต่พบไม่บ่อย หรือว่ามีคนในบ้าน หรือบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นไข้เลือดออกด้วย ก็จะน่าสงสัยมากขึ้น ส่วนเรื่องยุงกัดเยอะเนี๊ย บางครั้งก็ไม่ค่อยแน่นอนนะคะ เพราะบางทีเราก็จำไม่ได้(แต่ก็ยังคงต้องคว่ำไห คว่ำชามป้องกันลูกน้ำยุงลายนะคะ) แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเป็นร่วมกับอาการที่เล่าไปตอนต้นนะคะ แต่สรุปแล้วอาการก็ต้องดูรวมๆกัน มีแค่อย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวมาโอกาสจะใช่ก็น้อยลงไปนะคะ

แล้วที่ว่าเป็นแล้วจะช็อกได้ จริงหรือ
ตอบตรงๆตัวก็คือ จริง ค่ะ แต่ไม่ใช่ทุกราย โรคไข้เลือดออกมีอยู่ 3 ระยะคือ
1. ระยะไข้ ช่วงนี้จะมีไข้สูง เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ปากแห้ง กินอะไรไม่ค่อยได้ กินเวลาประมาณ 3-7 วัน โดยส่วนใหญ่นะคะ ถ้าในรายที่อาการหนัก (แปลว่าบางคนก็ไม่เป็นนะคะ) อาจมีภาวะเลือดออก เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ เป็นต้น

2. ระยะช็อก ระยะนี้บางคนก็ไม่ผ่านระยะนี้ ข้ามไประยะที่สามเลยก็มี (ซึ่งคนส่วนใหญ่ เป็นแบบนั้น) แต่เราก็ควรเฝ้าระวังระยะนี้ไว้ เนื่องจากเราไม่มีทางรู้ได้ล่วงหน้าเลยค่ะ ว่าคนไหนจะมีหรือไม่มีระยะช็อก อาการของระยะนี้หลังจากพ้นระยะแรก ไข้จะเริ่มลง แต่จะมีอาการของภาวะช็อก (ช๊อกไม่ได้แปลว่าเป็นลมล้มพับ หมดสติไปนะคะ แต่ภาวะช็อกหมายถึงการมีความดันโลหิตต่ำเกินไปค่ะ) อาการมีได้ตั้งแต่ มีสติรู้ตัวตลอด แต่มือเท้าเย็น เวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม บางรายชักได้ หรือบางรายอาจซึมลง ถ้าผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

3. ระยะหาย ระยะนี้คือช่วงที่โรคกำลังสงบ ผู้ป่วยจะไม่มีไข้แล้ว ความอยากอาหารจะกลับมา อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น และปัสสาวะมาก อาการปวดเมื่อยตามตัวจะหายไป มีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเริ่มมีผื่นขึ้นตอนนี้(แปลว่าถ้ามีผื่นขึ้นก่อนหน้านี้ก็คงไม่ใช่โรคนี้นะคะ) คนไข้ที่เป็นไม่มากส่วนใหญ่จะตกใจและมาหาหมอตอนมีผื่นขึ้น ซึ่งก็สบายใจได้เพราะแปลว่าเขาหายแล้ว (เย้) คนส่วนใหญ่มีแค่ไข้ แล้วก็กระโดดมาขึ้นนี้เลย ซึ่งถือว่าปลอดภัย

แล้วแต่ละระยะ ต้องทำตัวยังไง
สำหรับการติดเชื้อ Dengue virus เราไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรงเหมือนกับเชื้อแบคทีเรียที่เราเคยกินๆกัน การติดเชื้อไวรัสส่วนใหญ่อาศัยภูมิคุ้มกันของร่างกายเราเองต่อต้านเชื้อ สิ่งที่ทำได้คือป้องกันภาวะแทรกซ้อน และอันตรายบางอย่างที่เกิดจากเชื้อ แต่ละระยะก็จะมีการดูแลที่แตกต่างกันไปดังนี้ค่ะ

ระยะไข้ ช่วงนี้เราจะค่อนข้างทรมานกับความอ่อนเปรี้ยเพลียแรง สิ่งที่ต้องระวังช่วงนี้คือภาวะขาดน้ำ เพราะการมีไข้ทำให้เราเสียน้ำ และเราก็ยังไม่ค่อยอยากอาหารอีก แพทย์ส่วนใหญ่จะให้เรากินน้ำเกลือแร่ จิบบ่อยๆ ทดแทนน้ำที่สูญเสียไป และควรงดการกินอาหารสีแดงสีดำ งงหล่ะสิ ไม่ได้ถือเป็นเคล็ดอะไรหรอกค่ะ เหตุผลเพราะว่า ถ้าเกิดบางรายที่มีเลือดออกทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือดขึ้นมา เราจะแยกยากว่าสิ่งที่เห็น เป็นเลือดจริงๆ หรือแดงจากอาหารที่กินเข้าไป เท่านั้นเอง ช่วงนี้อาจไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดดูเกล็ดเลือดได้ เกล็ดเลือดมีความสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด การติดเชื้อไข้เลือดออกอาจทำให้เกล็ดเลือดต่ำลงได้ และยังบอกแนวโน้มการเข้าสู่ช่วงภาวะช็อกอีกด้วย

ระยะช็อก ช่วงนี้สิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องระวังการเข้าสู่ภาวะช็อก อย่างที่ได้เล่าให้ฟังไป ถ้ามีอาการของระยะช็อคควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่บางคนก็อาจได้นอนโรงพยาบาลตั้งแต่ระยะที่มีไข้ ถ้าอาการไม่ค่อยดี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์นะคะ

ระยะหาย ใครบอกว่าระยะหายจะไม่น่ากลัว สิ่งแรกที่ต้องระวังคือ เป็นระยะหายจริงๆรึเปล่า ถ้ายังไม่มีผื่นขึ้นยังไงก็อย่าพึ่งวางใจนะคะ สังเกตอาการหลังไข้ลงประมาณ 24-48 ชั่วโมง แต่ถึงแม้จะหายจริงๆแล้ว ก็อาจมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่ทำให้เกิดอาการเลือดออกง่าย ช่วงนี้ก็ควรระมัดระวังอุบัติเหตุและความเสี่ยงต่างๆต่อการเลือดออกนะคะ

หวังว่าวันนี้ทุกคนที่ติดตามอ่านจะได้คำตอบที่อยากรู้นะคะ สวัสดีค่ะ

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

มะเร็งปากมดลูก มีวัคซีนป้องกัน!!!

ได้ชื่อว่ามะเร็ง ก็มีความน่าเกรงขามอยู่ในตัวแล้ว ทุกคนรู้ว่ามะเร็งโหดร้าย ทรมาน และอาจถึงแก่ชีวิต ไม่มีใครอยากเป็นโรคมะเร็ง และหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงคือ "มะเร็งปากมดลูก" วันนี้ทุกคนรู้แล้วหรือยังว่ามะเร็งชนิดนี้มีวัคซีนป้องกันแล้ว!!!

ก่อนอื่นขอเล่าคร่าวๆเกี่ยวกับสิ่งที่มนุษย์เราค้นพบเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกก่อน ถ้าเราไปถามหมอว่ามะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากอะไรก็จะได้คำตอบว่า มะเร็งส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด มีปัจจัยมากมายที่มีผลต่อการเกิดมะเร็ง บอกได้ไม่ชัดเจน แต่สำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก เราค้นพบว่ามันเป็นมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อ!!!
มะเร็งปากมดลูก, วัคซีนมะเร็งปากมดลูก, ดูแลสุขภาพ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


เชื้อที่ว่านี้เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อว่า HPV (ไม่ใช่ HIV นะคะ) ไวรัสชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิดมะเร็งจะเป็นสายพันธุ์ 16 กับ 18 ไวรัสชนิดนี้ติดทางเพศสัมพันธ์ โดยทีไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 กับ 18 นี้เวลาอยู่กับผู้ชายจะไม่ก่อโรค(ไม่ยุตธรรมเลย) แต่พอมาอยู่กับผู้หญิงแล้ว มันจะชอบติดที่ปากมดลูก ทำให้เกิดเซลล์ผิดปกติ โดยส่วนใหญ่พบว่าก็ไม่ได้กลายเป็นมะเร็งหรอกนะคะ แต่จะมีบางส่วนที่หลังจากนั้นก็จะค่อยๆก่อตัวเป็นมะเร็ง ซึ่งกว่าจะถึงขั้นนั้นก็ผ่านไปอีกเป็นสิบๆปี เรียกว่าติดเชือวันนี้กว่าจะเป็นก็อีกหลายปีค่ะ พอรู้สาเหตุแล้ว ก็นับว่าเป็นข่าวดี!! ดียังไง? ก็เพราะว่า ถ้าสาเหตุมันเป็นจากการติดเชื้อ เราก็สร้าง"วัคซีน" ป้องกันมันซะเลย เหมือนวัคซีนป้องกันบาดทะยัก, พิษสุนัขบ้า ฯลฯที่ใช้กันมาหลายสิบปีแล้ว

สรุปแล้ว วัคซีนที่ว่านี้ก็คือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกนั้นเอง ถ้าไม่ติดเชื้อ ก็ไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกไง ว่าแล้วสาวๆก็คงเริ่มสนใจ และสำหรับหนุ่มๆก็ควรศึกษาไว้สำหรับบอกผู้หญิงที่เรารักนะคะ (ถึงไม่รักผู้หญิง ก็ไว้บอกเพื่อนสาวละกันค่ะ 555)

จะฉีดได้ตอนไหน
บางคนก็สงสัย เพราะว่าอย่างวัคซีนของเด็กๆ ก็มีเวลาให้เริ่มฉีด และระยะห่างที่เหมาะสมในการฉีดแต่ละเข็ม สำหรับวัคซีนตัวนี้ ในต่างประเทศให้ฉีดกันตั้งแต่เริ่มเป็นสาว คืออายุประมาณ 11-13 ปี ความจริงแล้ว หลักการคือควรฉีดยาให้มีภูมิคุ้มกัน ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ เพราะว่าไวรัส HPV นี้ติดต่อกันทางเพศสัมพันธุ์อย่างที่บอกไป ถ้าเกิดว่าใครที่ตอนนี้อายุเกิน 11-13 ปี แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์ ก็ไปฉีดได้เลยค่ะ  ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดเข็มที่ 1 แล้วเข็มต่อมาที่ 3 เดือน และ 6 เดือน

แต่หลายคนที่มีคู่แล้วก็อย่าพึ่งเสียใจไปนะคะ ถามว่าจะฉีดได้มั๊ย ก็ฉีดได้ค่ะ เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้อจะลดลงเท่านั้นเอง

ได้ผลดีมั๊ย
เนื่องจากวัคซีนนี้ยังใหม่อยู่ เท่าที่มีการศึกษาพบว่ายังป้องกันได้ไม่ 100% เพียงแต่คนที่ฉีดจะมีโอกาสติดเชื้อน้อยลงค่ะ ยังไงก็ตาม แม้เราจะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังคงต้องไปตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำทุกปีเป็นปกติค่ะ

ตรวจมะเร็งปากมดลูกคืออะไร ?? ตรวจทำไม??
อันนี้สำหรับคนที่ยังไม่รู้นะคะ บางคนก็เรียกการตรวจมะเร็งปากมดลูกว่าเป็นการ"ตรวจภายใน" ซึ่งแน่นอนว่าผู้หญิงเกือบทุกคนกลัว ยิ่งเป็นสาวๆอายุน้อยๆก็คงอายเกินกว่าจะไปตรวจ

เอาตามตำรา เราแนะนำให้ผู้หญิงทุกคนตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ 3 ปีแรก หลังมีเพศสัมพันธ์ และตรวจเป็นประจำทุกปี หรือถ้าปกติติดกัน 3 ปี ก็สามารถห่างเป็นทุก 3 ปีได้ วิธีการตรวจอันนี้ก็ยอมรับว่าเป็นการตรวจภายในจริง ต้องใส่เครื่องมือในช่องคลอดจริง แต่ลองฟังเรื่องมะเร็งปากมดลูกกันก่อน เผื่อว่าจะทำให้หลายคนเปลี่ยนใจ

มะเร็งปากมดลูกเป็นยังไง??
มะเร็งปากมดลูกเริ่มจากเป็นเนื้องอกที่ปากมดลูก แล้วค่อยๆลุกลามไปตามผนังช่องคลอด มดลูก รังไข่ และเข้าไปในช่องท้อง อาจลุกลามไปถึงลำไส้ และอวัยวะอื่นๆได้ สุดท้ายถ้าลุกลามไปตามกระแสเลือดก็สามารถไปได้ทุกที่ในร่างกายไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต สมอง ปอด ฯลฯ เดิมทีแล้วมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยไปมาก เนื่องจากเรามักตรวจไม่เจออาการจนกระทั่งมันเป็นมากแล้ว ส่วนใหญ่กว่าจะมาพบแพทย์ ก็เพราะมีอาการจากตัวมะเร็งที่ลุกลามไปตามอวัยวะต่างๆแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก หากเราตรวจพบมะเร็งมดลูกตั้งแต่เนิ่นๆ เราสามารถ"รักษาให้หาย" ได้เลยทีเดียว (มะเร็งที่รักษาจนหายได้ มีไม่มากนะเออ")

การตรวจมะเร็งปากมดลูก ตั้งแต่ยังไม่มีอาการจึงเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของคนไข้จำนวนมากไว้ได้ อย่างที่บอกถ้าหากว่าเรามาตรวจเจอตั้งแต่แรกๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ ข่าวร้ายว่า"คุณเป็นมะเร็งระยะแรก" ยังไงก็มีความหวังกว่า "คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย" นะคะจริงมั๊ย แล้วถ้าจะบอกว่า "อายหมอ" ก็อยากให้ทราบว่าปัจจุบันมีผู้หญิงนับพันมาตรวจมะเร็งปากมดลูก พวกเขาทำได้ เราก็ทำได้ค่ะ

สรุปแล้วอยากจะชวนผู้หญิงทุกคนไปฉีดวัคซีน และมาตรวจมะเร็งปากมดลูกกันนะคะ

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

ยาแก้ปวด ลดไข้ ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด

ยาเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 อันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของเรา (ความจริงก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดเรื่องปัจจัย 4 ขึ้นมา แต่ทุกคนก็เชื่อตามนั้นมาตลอด ) แน่นอนทุกคนต้องเคยเจ็บป่วย และเคยกินยามาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน หรือยาแผนโบราณ ยาแก้ปวดเป็นยาตัวหนึ่งที่ใช้กันบ่อยมาก เรียกกันว่าเป็นหนึ่งในยาสามัญ "ประจำบ้าน" (เดาเอาเองว่าทุกบ้านต้องมี) ความจริงแล้วยาแก้ปวดนี้มีอยู่หลายตัว หลายยี่ห้อ แล้วเรารู้จักยาแก้ปวดเหล่านี้มากพอรึยัง??
ยาแก้ปวด, พาราเซตามอล, NSAID, Tramol, อันตรายจากยาแก้ปวด, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


ยาแก้ปวดมีหลายชนิด ทีี่นิยมกันก็จะมี "พาราเซตมอล" คุ้นชื่อมากที่สุด (บางคนก็รู้จักในชื่ออื่นๆ เช่น ซารา, ไทลินอล ความจริงก็คือพาราเซตมอลเนี๊ยแหละค่ะ) รองๆลงมายาเป็นที่แรงขึ้น และมีหลายคนโดยเฉพาะคนที่เคยมีอาการปวดกล้ามเนื้อจะรู้จักก็ได้แก่ brufen, Fenac, Ponstan (หรือยาแก้ปวดประจำเดือน), tramol และถ้าบังเอิญบางคนได้ดูแลญาติ หรือคนใกล้ชิดที่มีอาการปวดจากโรคมะเร็ง ก็อาจจะรู้ว่า morphine (มอร์ฟีน!!!) เป็นยาแก้ปวดที่ได้ผลดีอีกตัวหนึ่ง (แต่ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้นนะคะ) เอาหล่ะ มีหลายตัวขนาดนี้ อยากจะเล่าสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับยาแก้ปวดเหล่านี้นะคะ

อันแรก ยาแก้ปวด ขึ้นชื่อว่า "แก้ปวด" ความจริงแล้วไม่ได้ช่วย "รักษาโรค" โดยตรงหรอกนะคะ มันแค่ช่วยลดอาการเท่านั้น จริงๆแล้วการรักษาที่เหมาะสม คือการรักษา"สาเหตุ" (ตามหลักของพระพุทธเจ้า ผลย่อมเกิดจากเหตุ สาธุ :)) การกินยาแก้ปวดเป็นเพียงการลดอาการเพื่อซื้อเวลาระหว่างที่เรากำลังแก้สาเหตุอยู่ อันนี้เป็นคำตอบที่บางคนกินยาแล้วจะรู้สึกว่า พอยาหมดฤทธิ์ก็เป็นใหม่อีก ไม่หายซักที แต่บางคนก็เถียงว่าบางทีกินแล้วก็หายนะ ไม่เห็นกลับมาเลย นั่นเป็นเพราะโรคบางโรค สามารถ"หายได้เอง"โดยไม่ต้องอาศัยยา พอได้กินยาแก้ปวด และพักผ่อนซักหน่อยก็หายเลย (เลิศมากๆๆ) และอีกเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะยาแก้ปวดบางตัว มีฤทธิ์อท่นด้วยที่ช่วยรักษาโรค ก็เลยหาย(เรียกว่า all in one)

ยาบ้านๆต้องพาราเซตามอล
พูดถึงยาตัวแรก ที่ขายกันเยอะสุด และใช้กันเยอะสุด ก็คือ พาราเซตมอล บางคนจะรู้สึกไฮโซขึ้นเวลาบอกว่ากิน ไทลินอล มา แต่ความจริงแล้วก็คือยาตัวเดียวกันนะคะ ไทลินอลเป็นชื่อยี่ห้อ แต่พาราเซตมอลเป็นชื่อตัวยา (เหมือนบอกว่าซื้อ ipad หรือ galaxy note กะซื้อ tablet หน่ะค่ะ) ยาตัวนี้เรียกว่าเป็นนิยมมาก เพราะว่ามีดีจริงๆค่ะ เป็นยาลดอาการปวดได้ดีระดับหนึ่ง อาการปวดทั่วๆไปกินแล้วจะดีขึ้น และมีผลข้างเคียงน้อยมาก ผลข้างเคียงที่ต้องระวังคือกินมากเกินไป จะมีพิษต่อตับ ทำให้เกิดตับอักเสบได้ โดยทั่วไป เราแนะนำไม่เกินวันละ 8 เม็ด(เม็ดละ 500 มิลลิกรัม) ใน 24 ชั่วโมง (แม้แต่ผู้ป่วยโรคตับถ้ายังเป็นไม่มาก ยาในปริมาณนี้ก็ยังปลอดภัยเลยนะคะ) อันที่จริงปริมาณที่จะทำให้เกิดพิษได้คือ 20 เม็ด ใน 24 ชั่วโมง หรือ 200 mg/kg ใน 24 ชั่วโมง (แต่ถ้าคูณเลขแล้วได้มากกว่า 10,000 mg ก็ให้ยึดที่ 10,000นะคะ)
นอกจากลดอาการปวดแล้ว ยาตัวนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยลดไข้ ทำให้เราสบายตัวมากขึ้นอีกด้วย แต่อย่างที่บอก มันไม่ได้ช่วยแก้สาเหตุ ดังนั้นก็ไม่แปลกถ้าไข้จากการติดเชื้อบางอย่างจะกลับขึ้นมาใหม่เมื่อยาหมดฤทธิ์ (มีฤทธิ์ ประมาณ 4-6 ชั่วโมง)

ข้อระวังของยาตัวนี้คือ คนที่เป็นโรคตับรุนแรง (อย่างที่ได้บอกไป) คนที่เคยแพ้ยานัวนี้ และคนที่กินยาละลายลิ่มเลือด อาจทำให้ฤทธิ์ของยาตัวที่กินอยู่ออกฤทธิ์ได้น้อยลงค่ะ

ยา เอ็นเซท (NSAID)
เรียกว่า NSAID หลายคนก็คงถามต่อว่า คืออะไร?? แ่ถ้าบอกว่าย่อมาจาก non-steroid anti-inflammatory drug ก็คงจะทำหน้างงกว่าเดิม 5555 แต่ถ้าบอกว่าคือ brufen, fenac, ponstan, aspirin, naproxen, celebrex และยังมีชื่ออื่นอีกมากมาย บางคนก็คงต้องร้องอ๋อ เพราะว่าเคยกินอยู่บ่อยๆ NSAIDเป็นชื่อกว้างๆของยากลุ่มนี้ ข้อดีของยากลุ่มนี้คือมีฤทธิ์แก้ปวดที่ได้ผลชะงัดกว่าพาราเซตมอล และยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบด้วย ดังนั้นก็ลดไข้ได้เหมือนกัน และช่วยรักษาบางโรคที่เป็นจากการอักเสบได้ เช่น กล้ามเนื้ออักเสบจากการใช้งานหนัก เป็นต้น

หลายคนอ่านแล้วก็รู้สึกว่า ทีหลังถ้าปวดก็ไปซื้อยากลุ่มนี้ดีกว่าเพราะฟังดูได้ผลดีกว่าพาราเซตมอลบ้านๆของเราเยอะเลย อ่านต่อก่อนจะตัดสินใจนะคะ เพราะข้อดีมากมายของมันก็แลกมาด้วย"อันตราย" ที่แฝงอยู่ อันดับแรกยาตัวนี้"กัดกระเพาะ" ทำให้เป็แผลในกระเพาะอาหารได้ ถ้ากินติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ยิ่งถ้าเป็นอยู่แล้ว มีโอกาสที่โรคจะรุนแรงขึ้นได้ง่ายค่ะ ต่อมายากลุ่มนี้ทำให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผลคือ "เลือดออกง่าย และหยุดยาก" ถ้าไปรวมกับแผลที่กระเพาะอาหารแล้ว สามารถทำให้เลือดออกในกระเพาะมากจนอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นเลือดได้ทีเดียว (อย่าพึ่งตกใจนะคะ อันนี้คือในกรณีที่กินติดต่อกันนานๆ หรือ ผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัวมาก ถ้าเราแข็งแรงดีมาตลอด และกินระยะสั้นก็คงไม่ถึงขนาดนั้น) สำหรับคนแก่แล้ว ยานัวนี้จะมีผลต่อไต ทำให้ไตวายได้เลยทีเดียว

อ่านดูแล้วยาตัวนี้ก็นับว่าน่ากลัวทีเดียว แต่อย่างที่บอก ถ้าเราแข็งแรงดี สบายดี และกินแค่ระยะสั้นไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ก็ไม่เป็นอะไรมาก นอกจากนี้ก็มีทางเลือกคือรับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหารไปพร้อมกัน ก็จะช่วยป้องกันการกัดกระเพาะได้ระดัยหนึ่ง ถ้าจำเป็นต้องใช้ยานี้นานจริงๆ สำหรับผู้สูงอายุ ยากลุ่มนี้ต้องระวังให้มาก เพราะก่อผลข้าวเคียงได้มากเลยค่ะ

Tramol และยามอร์ฟีน
อันนี้ตามท้องตลาดเราก็ไม่ค่อยได้เจอหรอกค่ะ ส่วนใหญ่จะสั่งโดยแพทย์ แต่รู้ไว้ประดับความรู้แล้วกันนะคะ 555 ยามอร์ฟีนเป็นยาแก้ปวดที่ดีมากๆตัวหนึ่ง นิยมให้หลังการผ่าตัดใหญ่ๆ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ (เราให้ปริมาณน้อยๆ คนไข้ก็จะไม่ติดยาค่ะ) และอีกกรณีคืิอให้เพื่อรักษาอาการปวดมะเร็งที่ว่ากันว่าทรมานมาก (ก็ฟังมาจากคนอื่น เห็นมาจากคนไข้อีกทีนะคะ ไม่เคยเป็นกับตัวเอง อิๆ) ซึ่งกลุ่มนี้ให้ระยะยาว หลายคนคงสงสัยว่าแบบนี้คนไข้ไม่ติดยาหรอ คำตอบคือ เราพยายามให้ปริมาณน้อยที่สุด ให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดน้อยที่สุด แต่ก็คงมีบางส่วนที่ติดจริงๆ แต่จุดประสงค์ของเราคือเราให้เพื่อลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย ทุกคนรู้ว่าโรคมะเร็งทำให้ความตายมาหาเราเร็วขึ้น (แค่เร็วขึ้นเฉยๆ เพราะยังไงสุดท้าย ทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น สาธุ อีกรอบ) การให้มอร์ฟีน ซึ่งความจริงแล้วเป็นสารเสพติดกับคนไข้นั้น ช่วยให้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาไม่ต้องทรมานจนเกินไป คือเทียบกันแล้ว การให้คุ้มค่ากว่า เราก็ต้องให้หน่ะค่ะ

ส่วน tramol ก็คือ มอร์ฟีนที่ดัดแปลงสูตรแล้ว มีโอกาสติดน้อยกว่า แต่ฤทธิ์ก็ไม่ดีเท่ามอร์ฟีน แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับลดอาการปวดที่เป็นมากๆ ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ก็เป็นอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ง่วง แต่ไม่ค่อยมีผลต่อไต ต่อกระเพาะ หรือการแข็งตัวของเลือดเท่าไหร่ โดยรวมแล้วสำหรับผู้สูงอายุ ออกจะปลอดภัยกว่า NSAID ด้วยซ้ำไปค่ะ

สรุปแล้วยาแก้ปวดแต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป โดยทั่วไปก็ลองทานพาราเซตมอลก่อน ถ้าคิดจะใช้ที่แรงกว่านั้นก็แนะนำว่าให้ใช้เท่าที่จำเป็น และระยะสั้นที่สุด แต่ถ้าเกิดว่าเรามีโรคประจำตัวมาก หรือกังวลก็แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ค่ะ


วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

เมื่อเราอยากไปหาหมอคนใหม่

ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่ต้องเดินเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ ไม่ว่าจะพาคุณพ่อ คุณแม่ ญาติผู้ใหญ่ ลูก หลาน หรือแม้แต่ตัวเองไปพบแพทย์บ่อยๆ ด้วยการป่วยบ่อยๆ หรือมีโรคประจำตัว แน่นอนเราก็คงมีหมอประจำตัวอยู่ ไปทีไรก็จะพบแพทย์คนเดิม เพื่อการรักษาที่ต่อเนื่อง ไม่แปลกที่วันดีคืนดีเราจะเกิดไม่แน่ใจในตัวคุณหมอที่ดูแลเราอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่อาการไม่ดีขึ้นอย่างที่เราคาดไว้ หรือว่ามีคนรู้จักมาแนะนำเราว่าหมอที่นุ้นที่นี่ดี เราก็อาจจะอยากลองไปหาหมอคนอื่นดู บางทีเราก็อาจคิดว่าร้านตัดผมร้านประจำ วันไหนอยากเปลี่ยนไปร้านอื่นก็ไปได้เลย ไม่เห็นมีปัญหา แต่สำหรับเรื่องสุขภาพแล้ว มีบางเรื่องที่ต้องเตรียมพร้อมนะคะ

การไปพบหมอคนใหม่ที่ว่านี้ ความจริงแล้วมีอยู่ 3 แบบนะคะ
1. เป็นการไปขอความเห็นของหมอท่านอื่น ภาษาแพทย์เรียกว่า "second opinion" หมายถึงเราไปขอความเห็นจากบุคคลที่สอง เหมือนกับคิดสองหัว ดีกว่าหัวเดียวหน่ะค่ะ เพียงแต่หมอทั้งสองท่านนั้นไม่ได้รูจักกัน  ซึ่งความจริงเรายังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแพทย์รักษานะคะ เพียงแต่ไปปรึกษาแพทย์อีกท่านเฉยๆ เผื่อว่าจะมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับการรักษา (และถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่า เราค่อยเปลี่ยนมารักษากับเขา) 

second opinion, เปลี่ยนหมอคนใหม่, ประวัติเก่า, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งความจริงก็อยู่ในสถานพยาบาลที่สามารถรักษาโรคนั้นๆได้อยู่แล้ว มีแพทย์เฉพาะทางดูแลโดยตรง และก็ไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนแพทย์ แต่เพียงแต่ต้องการความมั่นใจว่าที่รักษาอยู่เหมาะสมแล้ว

2. ส่งต่อผู้ป่วย อันนี้มักเกิดขึ้นจากการที่โรคของเรานั้นต้องใช้เทคโนโลยี หรือใช้ยาที่สถานพยาบาลเดิมไม่สามารถให้การรักษาได้ ส่วนใหญ่แพทย์จะเป็นคนส่งต่อผู้ป่วย หรือ แนะนำให้ผู้ป่วยไปรักษาต่อที่สถานพยาบาลที่ใหญ่กว่า และมีอุปกรณ์ รวมทั้งบุคลากรที่ครบครันกว่า 

3. ตัดสินใจเปลี่ยนที่รักษา อาจจะด้วยความไม่ประทับใจในตัวแพทย์ หรือเนื่องจากรู้สึกว่าผลการรักษาไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ เราก็เลยตัดสินใจจะไม่รักษาทีนี่อีกต่อไป ("เราเลิกกัน!!!") แล้วก็ตัดสินใจไปรักษาต่อที่อื่น

เอาหล่ะค่ะ ไม่ว่าเรากำลังทำแบบไหนอยู่ มีบางอย่างที่เราควรเตรียมพร้อมก่อนจะไปพบแพทย์คนใหม่ (ความจริงคุณหมอคนใหม่ก็คาดหวังจากเรา)ดังนี้ค่ะ

อันแรกคือ"ประวัติการรักษา" เป็นสิ่งหนึ่งที่เราควรถือไปด้วย เพราะว่าการรักษาโรคต่างๆนั้นเป็นการรักษาต่อเนื่อง การวินิจฉัยที่แม่นยำนั้นมาจากประวัติตอนแรกก่อนเริ่มรักษา พอเรารักษาไปบางส่วน ลักษณะอาการก็จะเปลี่ยนไป ทำให้การวินิจฉัยใหม่อาจผิดพลาด นอกจากนี้ประวัติการรักษายังช่วยบอกด้วยว่าเราได้รับการรักษาอะไรมาบ้าง อะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล ไม่อย่างงั้นเราก็อาจได้การรักษาแบบเดิม ก็จะไม่ได้ผลเหมือนเดิม (การเปลี่ยนหมอก็จะไม่มีประโยชน์อะไรนะคะ)

อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือผลเลือดและการตรวจพิเศษต่างๆ ทั้งการ x-ray, ultrasound , CT scan (ที่เรียกกันว่าเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์) ฯลฯ การตรวจทั้งหมดนั้นเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ว่ารัฐบาลจ่าย หรือเราจ่ายเอง ถ้าไม่จำเป็นต้องตรวจใหม่ ใช้ผลอันเก่าก็ประหยัดทั้งค่าใช้จ่าย และประหยัดเวลากว่านะคะ(บางโรงพยาบาลต้องรอคิวทำเป็นเดือนเลยนะคะ แล้วจะหาว่าสวยไม่เตือน)

เพราะฉะนั้นก่อนจะไปพบแพทย์ท่านใหม่ อย่าลืมของประวัติการรักษา รวมทั้งผลเลือด และการตรวจพิเศษทั้งหมดด้วยนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าโรงพยาบาลจะไม่ให้นะคะ ขอกับคุณหมอของเราเลย ประวัติการรักษาทั้งหมดเป็นสิทธิของเราค่ะ ถ้าขอกับแพทย์จะได้แน่นอนค่ะ แต่ถึงตรงนี้หลายคนก็กังวลต่อ ไม่อยากบอกหมอที่รักษาเราอยู่ ว่าเรากำลังจะไปพบหมอท่านใหม่ กลัวหมอจะ"งอน" ว่าเราไม่เชื่อเขา คิดจะไปรักษาที่อื่น ไม่ต้องกังวลค่ะ เราบอกไปตามตรงได้ว่าเราอยากไปปรึกษาหมออีกท่าน ขอประวัติการรักษา คุณหมอทุกท่านเข้าใจค่ะ และยินดีจะให้ความช่วยเหลือเสมอ

อันดับที่สองคือ "ยาที่กินอยู่" ไม่ว่าจะเป็นยาที่ได้จากหมอที่เรารักษาอยู่ ยาที่ซื้อมาเอง ยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ ยาต้ม ยาหม้อ ยาสมุนไพร ยาลูกกลอน ฯลฯ ทุกอย่างที่เรากินอยู่เป็นประจำ อย่าลืมเอาติดไปให้แพทย์ด้วยนะคะ อย่าคิดว่าบอกๆไปว่าเป็นอะไร ยาหน้าตาเป็นยังไง เดี๋ยวหมอก็รู้เอง อันนี้ก็ไม่เสมอไปนะคะ ยารักษาโรคหนึ่งๆมีหลายตัว และยาแต่ละตัวก็มีหลายยี่ห้อ ถ้าไม่ได้จดชื่อยาและขนาดจากแผงยามาให้เลย ให้หมอเดาๆเอาก็มีโอกาสผิดพลาดสูงนะคะ

สุดท้าย อันนี้สำหรับคนที่ใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ และต้องการเบิกค่าใช้จ่ายนะคะ บางสิทธิการรักษาอย่างบัตรทองเนี๊ย จะสามารถรักษาได้เฉพาะโรงพยาบาลที่สิทธิของเราอยู่เท่านั้น ถ้าเราคิดจะไปรักษาที่อื่นต้องมี "ใบส่งตัว" มาด้วย เราก็จะได้ไม่ต้องเสียค่ารักษานะคะ บางคนอ่านแล้วยังงง อธิบายคือ สิทธิการรักษาปัจจุบันของทุกคนจะอยู่ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านตามทะเบียนบ้านของเรา สิทธิอยู่ที่ไหนถือว่าเขาเป็นต้นสังกัดของเรา ถ้าเราไปรักษาที่อื่นเราก็ต้องจ่ายเงินเอง แม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐเหมือนกันก็ตาม ยกเว้นแต่ว่าจะมีใบส่งตัว คือโรงพยาบาลต้นสังกัดเราส่งเราไปรักษาที่อื่น ซึ่งเขาจะเป็นคนจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เราค่ะ ดังนั้นอยากใช้สิทธิ ก็ต้องมีใบส่งตัวนะคะ

ขอให้โชคดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บกันทุกคนนะคะ






ไม่อยากศัลยกรรม ขอฉีด filler จะดีมั๊ย??

วันนี้เปลี่ยนมาเป็นเรื่องราวความสวยความงามกันบ้างนะคะ เดี๋ยวนี้ใครๆก็อยากสวยกันทั้งนั้น (ความจริงก็เป็นมาตั้งนานแล้ว) ศัลยกรรมตกแต่งเองก็มีมานานแล้ว เดิมสังคมเราไม่ค่อยจะยอมรับเท่าไหร่ ใครไปทำ ดาราคนไหนทำกลายเป็นเรื่องเม๊าท์ เรื่องเสียหาย ต้องคอยปกปิดกัน เพราะกลัวถูกตราหน้าว่าเป็น "ของปลอม" จนทุกวันนี้ ยุคสมัยก็เปลี่ยนแปลงไป คนทำศัลยกรรมกันมากขึ้น และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น บางคนก็บอกว่า "เกิดมา หน้าไปไม่เป๊ะ แล้วผิดตรงไหน ถ้าอยากจะทำให้สวย" ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น ไม่ว่าจะเพศไหน (ชาย หญิง หรือ อื่นๆ) ทุกคนอยากดูดีกันทั้งนั้น การศัลยกรรมเลยไม่ใช่เรื่องหน้าอายเท่าแต่ก่อนเท่าไหร่ มีคนจำนวนไม่น้อยที่กล้าทำและกล้าพูด เกริ่นมายาวมาก ขอเข้าเรื่องๆ filler กันดีกว่า

หลายคนแม้อยากจะดูดี อยากจะดั้งโด่ง คางแหลม อย่างดาราเกาหลี แต่ก็ยังกลัวมีดอยู่ดี สมัยนี้ก็มีทางเลือกอยู่ก็คือ filler นั้นเอง โฆษณากันว่า ฉีดปุ๊บ โด่งปั๊บ ไม่ช้ำ ไม่ต้องพักฟื้น เดินออกไปก็เป็นคนใหม่เลย น่าสนใจทีเดียว

Filler คืออะไร??
Filler ภาษาไทยก็ใช้คำว่าสารเติมเต็ม เป็นสารที่เราพยายามสร้างขึ้นมาเลียนแบบธรรมชาติ และใช้ฉีดผ่านเข็มฉีดยาเพื่อ "เติมเต็ม" ส่วนที่เราไม่มี แต่อยากให้มันมีขึ้นมา ของคนไทยก็คงหนีไม่พ้น จมูก คาง หน้าอก เพื่อให้สวยงามขึ้น บางคนก็ฉีดเพื่อลดอายุของใบหน้า ได้แก่การฉีดบริเวณร่องแก้ม (ก็คือร่องตั้งแต่ปีกจมูกถึงมุมปาก) เติมแก้ม เป็นต้น

filler, ฉีด filler, อันตรายจาก filler, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
ฉีดยังไง
ง่ายมากค่ะเหมือนกันฉีดยา แต่ก่อนอื่นก็อาจจะทายาชา หรือฉีดยาชาก่อน ตัว filler ก็จะมีลักษณะคล้ายๆเยลลี่ แต่เหลวกว่านิดหน่อย สามารถวิ่งผ่านเข็มฉีดยาได้ แพทย์(ตามคลินิกหรือโรงพยาบาลเสริมความงาม)ก็จะฉีด filler นี้เข้าไปใต้ผิวหนัง ตามจุดต้างๆที่เราอยากจะเติมเต็ม ฉีดเสร็จก็อาจจะประคบเย็นเล็กน้อย เพื่อหยุดเลือดตามรูเข็ม แล้วก็เสร็จแล้วค่ะ ออกไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ อาจจะแดงๆเล็กน้อยประมาณไม่เกิน 1 วัน คนส่วนใหญ่ติดใจการฉีด filler ด้วยเหตุผลนี้แหละค่ะ ฉีดปุ๊บ สวยปั๊บ

บางคนเคยได้ยินว่า ฉีด filler แล้ว "ไหล" หมายถึงว่าฉีดที่จมูก แต่ไหลไปที่แก้ม อันนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่า filler ตัวที่ได้รับการรับรองจากสถาบันต่างๆ ว่าปลอดภัย ใช้ได้ มักมีความอยู่ตัว และไม่ไหล แต่สารพวกนี้มีราคาแพง บางที่(บางคนเรียกหมอกระเป๋า) ใช้ filler ที่ไม่ได้รับการรับรอง อันนี้อาจต้องระวัง ราคาถูกแต่คุณภาพไม่ดี ที่สำคัญอาจก่อปัญหาอื่นๆตามมาได้นะคะ

แล้ว filler ทำจากอะไร
สารที่เอามาทำfiller ส่วนใหญ่เป็นสารเลียนแบบธรรมชาติ(แน่เป็นสารสังเคราะห์ซะส่วนใหญ่) ที่นิยมใช้ในประเทศไทย มีตั้งแต่ collagen ซึ่งเป็นสารที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆในร่างกายของเรา, hyaluronic acid เป็นส่วนประกอบในกระดูกอ่อนของร่างกาย, และมีบางที่ใช้ไขมันจากร่างกายผู้ป่วยเอง เรียกว่าเอาส่วนเกินไปเติมส่วนที่ขาด (อย่างกับฝันไปทีเดียวที่จะเอาหน้าท้องใหญ่ๆ ไปเติมหน้าอกแทน!!! 555คุณผู้ชายที่อ่านอยู่ก็อย่าถือสาสาวๆเลยนะคะ)

แต่ที่สำคัญที่ทุกคนควรรู้คือ filler ไม่ได้อยู่ถาวรเหมือนกับบรรดาซิลิโคนที่ใช้ศัลยกรรมเสริมจมูก เสริมหน้าอก หรอกนะคะ ทั้งหมดที่เล่ามา เมื่อฉีดเข้าไปแล้วร่างกายก็จะค่อยๆกำจัดออกไป ก็คือมันจะค่อยๆยุบลง มันจึงมีอายุของมัน อย่าง collagen อยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน hyaluronic acid อยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี ส่วนไขมันจากร่างกายของเราอยู่ได้ประมาณ 2-3 ปี

ปลอดภัยมั๊ย
ขอบอกก่อนว่าทุกอย่าง ไม่มีอะไร 100% ทุกอย่างมีด้านดีด้านเสีย ผลข้าวเคียงของการฉีด filler ที่พบได้ทั่วๆไปก็คือ อาการปวดตึง ช้ำ ซึ่งจะเป็นอยู่ประมาณ 2-3 วัน ไม่อันตราย มีโอกาสติดเชื้อได้ อันนี้ไม่ต่างจากการศัลยกรรม ถ้าหากว่าเทคนิคการทำ หรือว่าสาร filler ไม่สะอาด ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ส่วนโอกาสแพ้นั้นพบได้น้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีนะคะ

สิ่งที่น่ากลัวกว่า และคิดว่าหลายคนคงเคยได้ยินคือ การ"ตาบอด" จากการฉีด filler อันนี้ก็เกิดขึ้นจริง แม้จะพบได้น้อยรายมาก แต่ก็เกิดขึ้นจริงในเมืองไทย แม้ว่าการฉีดจะใช้เทคนิคที่ถูกต้องแล้วก็ตาม เหตุผลเป็นเพราะว่าลักษณะเส้นเลือดของบางคนวางตัวไม่เหมือนคนอื่น โดยเฉพาะจมูกมีเส้นเลือดเส้นหนึ่งอยู่ใกล้ๆ ดั้งจมูก เส้นเลือดเส้นนี้ต่อมาจากเส้นเลือดในเบ้าตา โดยที่เส้นเลือดในเบ้าตาเส้นนี้มีหน้าที่เลี้ยงลูกตาด้วย ผู้โชคร้ายบางรายมาฉีด filler แต่บังเอิญ filler เข้าเส้นเลือด และย้อนเข้าไปในเส้นเลือดในเบ้าตา อุดเส้นที่เลี้ยงลูกตาไปด้วย ผลก็คือตาบอดทันที !!! เรื่องนี้ค่อนข้างน่ากลัว แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว

ถามว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วมีทางรักษามั๊ย คำตอบคือมีค่ะ โดยเฉพาะสารบางตัวอย่าง hyaluronic acid สารตัวนี้มีสารที่ฉีดเพื่อสลายมันไปได้ ถ้าเราสลายได้ทัน และเลือดกลับมาเลี้ยงลูกตาทันก่อนที่เซลล์เหล่านั้นจะตายไป ก็อาจกลับมามองเห็นได้ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อเยื่อที่ขาดเลือดไป ฟื้นตัวได้มากน้อยแค่ไหน

อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ก็คือ "ผิวหนังขาดเลือด" อาการก็คือจะปวดมาก โดยปกติเราจะปวดเฉพาะช่วงที่กำลังฉีด filler เท่านั้น แต่เมื่อหยุดฉีดแล้วก็จะไม่ปวด อาจจะแค่ตึงๆเล็กน้อย แต่ถ้ายังมีอาการปวดมาก ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นเข้มขึ้นเรื่อยๆ อันนี้เป็นสัญญาณของภาวะผิวหนังขาดเลือด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นจากการฉีด filler มากเกินไปจนไปกดเบียดเส้นเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้น แก้ด้วยการฉีดสลาย "อย่างทันท่วงที"ก็จะช่วยได้อยู่ค่ะ

อ่านจบแล้วใครก็ตามที่คิดอยากจะลองฉีด filler ก็ควรระมัดระวังไว้นะคะ ยอมรับค่ะว่าคนมากมายฉีดแล้วก็ไม่มีปัญหา แต่รู้ไว้ก่อนจะได้ระมัดระวังตัวค่ะ

แล้วไว้ติดตามอ่านกันต่อนะคะ ขอให้ทุกคนดูดีค่ะ