วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

เมื่อเราอยากไปหาหมอคนใหม่

ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่ต้องเดินเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ ไม่ว่าจะพาคุณพ่อ คุณแม่ ญาติผู้ใหญ่ ลูก หลาน หรือแม้แต่ตัวเองไปพบแพทย์บ่อยๆ ด้วยการป่วยบ่อยๆ หรือมีโรคประจำตัว แน่นอนเราก็คงมีหมอประจำตัวอยู่ ไปทีไรก็จะพบแพทย์คนเดิม เพื่อการรักษาที่ต่อเนื่อง ไม่แปลกที่วันดีคืนดีเราจะเกิดไม่แน่ใจในตัวคุณหมอที่ดูแลเราอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่อาการไม่ดีขึ้นอย่างที่เราคาดไว้ หรือว่ามีคนรู้จักมาแนะนำเราว่าหมอที่นุ้นที่นี่ดี เราก็อาจจะอยากลองไปหาหมอคนอื่นดู บางทีเราก็อาจคิดว่าร้านตัดผมร้านประจำ วันไหนอยากเปลี่ยนไปร้านอื่นก็ไปได้เลย ไม่เห็นมีปัญหา แต่สำหรับเรื่องสุขภาพแล้ว มีบางเรื่องที่ต้องเตรียมพร้อมนะคะ

การไปพบหมอคนใหม่ที่ว่านี้ ความจริงแล้วมีอยู่ 3 แบบนะคะ
1. เป็นการไปขอความเห็นของหมอท่านอื่น ภาษาแพทย์เรียกว่า "second opinion" หมายถึงเราไปขอความเห็นจากบุคคลที่สอง เหมือนกับคิดสองหัว ดีกว่าหัวเดียวหน่ะค่ะ เพียงแต่หมอทั้งสองท่านนั้นไม่ได้รูจักกัน  ซึ่งความจริงเรายังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแพทย์รักษานะคะ เพียงแต่ไปปรึกษาแพทย์อีกท่านเฉยๆ เผื่อว่าจะมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับการรักษา (และถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่า เราค่อยเปลี่ยนมารักษากับเขา) 

second opinion, เปลี่ยนหมอคนใหม่, ประวัติเก่า, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งความจริงก็อยู่ในสถานพยาบาลที่สามารถรักษาโรคนั้นๆได้อยู่แล้ว มีแพทย์เฉพาะทางดูแลโดยตรง และก็ไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนแพทย์ แต่เพียงแต่ต้องการความมั่นใจว่าที่รักษาอยู่เหมาะสมแล้ว

2. ส่งต่อผู้ป่วย อันนี้มักเกิดขึ้นจากการที่โรคของเรานั้นต้องใช้เทคโนโลยี หรือใช้ยาที่สถานพยาบาลเดิมไม่สามารถให้การรักษาได้ ส่วนใหญ่แพทย์จะเป็นคนส่งต่อผู้ป่วย หรือ แนะนำให้ผู้ป่วยไปรักษาต่อที่สถานพยาบาลที่ใหญ่กว่า และมีอุปกรณ์ รวมทั้งบุคลากรที่ครบครันกว่า 

3. ตัดสินใจเปลี่ยนที่รักษา อาจจะด้วยความไม่ประทับใจในตัวแพทย์ หรือเนื่องจากรู้สึกว่าผลการรักษาไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ เราก็เลยตัดสินใจจะไม่รักษาทีนี่อีกต่อไป ("เราเลิกกัน!!!") แล้วก็ตัดสินใจไปรักษาต่อที่อื่น

เอาหล่ะค่ะ ไม่ว่าเรากำลังทำแบบไหนอยู่ มีบางอย่างที่เราควรเตรียมพร้อมก่อนจะไปพบแพทย์คนใหม่ (ความจริงคุณหมอคนใหม่ก็คาดหวังจากเรา)ดังนี้ค่ะ

อันแรกคือ"ประวัติการรักษา" เป็นสิ่งหนึ่งที่เราควรถือไปด้วย เพราะว่าการรักษาโรคต่างๆนั้นเป็นการรักษาต่อเนื่อง การวินิจฉัยที่แม่นยำนั้นมาจากประวัติตอนแรกก่อนเริ่มรักษา พอเรารักษาไปบางส่วน ลักษณะอาการก็จะเปลี่ยนไป ทำให้การวินิจฉัยใหม่อาจผิดพลาด นอกจากนี้ประวัติการรักษายังช่วยบอกด้วยว่าเราได้รับการรักษาอะไรมาบ้าง อะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล ไม่อย่างงั้นเราก็อาจได้การรักษาแบบเดิม ก็จะไม่ได้ผลเหมือนเดิม (การเปลี่ยนหมอก็จะไม่มีประโยชน์อะไรนะคะ)

อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือผลเลือดและการตรวจพิเศษต่างๆ ทั้งการ x-ray, ultrasound , CT scan (ที่เรียกกันว่าเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์) ฯลฯ การตรวจทั้งหมดนั้นเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ว่ารัฐบาลจ่าย หรือเราจ่ายเอง ถ้าไม่จำเป็นต้องตรวจใหม่ ใช้ผลอันเก่าก็ประหยัดทั้งค่าใช้จ่าย และประหยัดเวลากว่านะคะ(บางโรงพยาบาลต้องรอคิวทำเป็นเดือนเลยนะคะ แล้วจะหาว่าสวยไม่เตือน)

เพราะฉะนั้นก่อนจะไปพบแพทย์ท่านใหม่ อย่าลืมของประวัติการรักษา รวมทั้งผลเลือด และการตรวจพิเศษทั้งหมดด้วยนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าโรงพยาบาลจะไม่ให้นะคะ ขอกับคุณหมอของเราเลย ประวัติการรักษาทั้งหมดเป็นสิทธิของเราค่ะ ถ้าขอกับแพทย์จะได้แน่นอนค่ะ แต่ถึงตรงนี้หลายคนก็กังวลต่อ ไม่อยากบอกหมอที่รักษาเราอยู่ ว่าเรากำลังจะไปพบหมอท่านใหม่ กลัวหมอจะ"งอน" ว่าเราไม่เชื่อเขา คิดจะไปรักษาที่อื่น ไม่ต้องกังวลค่ะ เราบอกไปตามตรงได้ว่าเราอยากไปปรึกษาหมออีกท่าน ขอประวัติการรักษา คุณหมอทุกท่านเข้าใจค่ะ และยินดีจะให้ความช่วยเหลือเสมอ

อันดับที่สองคือ "ยาที่กินอยู่" ไม่ว่าจะเป็นยาที่ได้จากหมอที่เรารักษาอยู่ ยาที่ซื้อมาเอง ยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ ยาต้ม ยาหม้อ ยาสมุนไพร ยาลูกกลอน ฯลฯ ทุกอย่างที่เรากินอยู่เป็นประจำ อย่าลืมเอาติดไปให้แพทย์ด้วยนะคะ อย่าคิดว่าบอกๆไปว่าเป็นอะไร ยาหน้าตาเป็นยังไง เดี๋ยวหมอก็รู้เอง อันนี้ก็ไม่เสมอไปนะคะ ยารักษาโรคหนึ่งๆมีหลายตัว และยาแต่ละตัวก็มีหลายยี่ห้อ ถ้าไม่ได้จดชื่อยาและขนาดจากแผงยามาให้เลย ให้หมอเดาๆเอาก็มีโอกาสผิดพลาดสูงนะคะ

สุดท้าย อันนี้สำหรับคนที่ใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ และต้องการเบิกค่าใช้จ่ายนะคะ บางสิทธิการรักษาอย่างบัตรทองเนี๊ย จะสามารถรักษาได้เฉพาะโรงพยาบาลที่สิทธิของเราอยู่เท่านั้น ถ้าเราคิดจะไปรักษาที่อื่นต้องมี "ใบส่งตัว" มาด้วย เราก็จะได้ไม่ต้องเสียค่ารักษานะคะ บางคนอ่านแล้วยังงง อธิบายคือ สิทธิการรักษาปัจจุบันของทุกคนจะอยู่ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านตามทะเบียนบ้านของเรา สิทธิอยู่ที่ไหนถือว่าเขาเป็นต้นสังกัดของเรา ถ้าเราไปรักษาที่อื่นเราก็ต้องจ่ายเงินเอง แม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐเหมือนกันก็ตาม ยกเว้นแต่ว่าจะมีใบส่งตัว คือโรงพยาบาลต้นสังกัดเราส่งเราไปรักษาที่อื่น ซึ่งเขาจะเป็นคนจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เราค่ะ ดังนั้นอยากใช้สิทธิ ก็ต้องมีใบส่งตัวนะคะ

ขอให้โชคดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บกันทุกคนนะคะ






ไม่อยากศัลยกรรม ขอฉีด filler จะดีมั๊ย??

วันนี้เปลี่ยนมาเป็นเรื่องราวความสวยความงามกันบ้างนะคะ เดี๋ยวนี้ใครๆก็อยากสวยกันทั้งนั้น (ความจริงก็เป็นมาตั้งนานแล้ว) ศัลยกรรมตกแต่งเองก็มีมานานแล้ว เดิมสังคมเราไม่ค่อยจะยอมรับเท่าไหร่ ใครไปทำ ดาราคนไหนทำกลายเป็นเรื่องเม๊าท์ เรื่องเสียหาย ต้องคอยปกปิดกัน เพราะกลัวถูกตราหน้าว่าเป็น "ของปลอม" จนทุกวันนี้ ยุคสมัยก็เปลี่ยนแปลงไป คนทำศัลยกรรมกันมากขึ้น และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น บางคนก็บอกว่า "เกิดมา หน้าไปไม่เป๊ะ แล้วผิดตรงไหน ถ้าอยากจะทำให้สวย" ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น ไม่ว่าจะเพศไหน (ชาย หญิง หรือ อื่นๆ) ทุกคนอยากดูดีกันทั้งนั้น การศัลยกรรมเลยไม่ใช่เรื่องหน้าอายเท่าแต่ก่อนเท่าไหร่ มีคนจำนวนไม่น้อยที่กล้าทำและกล้าพูด เกริ่นมายาวมาก ขอเข้าเรื่องๆ filler กันดีกว่า

หลายคนแม้อยากจะดูดี อยากจะดั้งโด่ง คางแหลม อย่างดาราเกาหลี แต่ก็ยังกลัวมีดอยู่ดี สมัยนี้ก็มีทางเลือกอยู่ก็คือ filler นั้นเอง โฆษณากันว่า ฉีดปุ๊บ โด่งปั๊บ ไม่ช้ำ ไม่ต้องพักฟื้น เดินออกไปก็เป็นคนใหม่เลย น่าสนใจทีเดียว

Filler คืออะไร??
Filler ภาษาไทยก็ใช้คำว่าสารเติมเต็ม เป็นสารที่เราพยายามสร้างขึ้นมาเลียนแบบธรรมชาติ และใช้ฉีดผ่านเข็มฉีดยาเพื่อ "เติมเต็ม" ส่วนที่เราไม่มี แต่อยากให้มันมีขึ้นมา ของคนไทยก็คงหนีไม่พ้น จมูก คาง หน้าอก เพื่อให้สวยงามขึ้น บางคนก็ฉีดเพื่อลดอายุของใบหน้า ได้แก่การฉีดบริเวณร่องแก้ม (ก็คือร่องตั้งแต่ปีกจมูกถึงมุมปาก) เติมแก้ม เป็นต้น

filler, ฉีด filler, อันตรายจาก filler, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
ฉีดยังไง
ง่ายมากค่ะเหมือนกันฉีดยา แต่ก่อนอื่นก็อาจจะทายาชา หรือฉีดยาชาก่อน ตัว filler ก็จะมีลักษณะคล้ายๆเยลลี่ แต่เหลวกว่านิดหน่อย สามารถวิ่งผ่านเข็มฉีดยาได้ แพทย์(ตามคลินิกหรือโรงพยาบาลเสริมความงาม)ก็จะฉีด filler นี้เข้าไปใต้ผิวหนัง ตามจุดต้างๆที่เราอยากจะเติมเต็ม ฉีดเสร็จก็อาจจะประคบเย็นเล็กน้อย เพื่อหยุดเลือดตามรูเข็ม แล้วก็เสร็จแล้วค่ะ ออกไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ อาจจะแดงๆเล็กน้อยประมาณไม่เกิน 1 วัน คนส่วนใหญ่ติดใจการฉีด filler ด้วยเหตุผลนี้แหละค่ะ ฉีดปุ๊บ สวยปั๊บ

บางคนเคยได้ยินว่า ฉีด filler แล้ว "ไหล" หมายถึงว่าฉีดที่จมูก แต่ไหลไปที่แก้ม อันนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่า filler ตัวที่ได้รับการรับรองจากสถาบันต่างๆ ว่าปลอดภัย ใช้ได้ มักมีความอยู่ตัว และไม่ไหล แต่สารพวกนี้มีราคาแพง บางที่(บางคนเรียกหมอกระเป๋า) ใช้ filler ที่ไม่ได้รับการรับรอง อันนี้อาจต้องระวัง ราคาถูกแต่คุณภาพไม่ดี ที่สำคัญอาจก่อปัญหาอื่นๆตามมาได้นะคะ

แล้ว filler ทำจากอะไร
สารที่เอามาทำfiller ส่วนใหญ่เป็นสารเลียนแบบธรรมชาติ(แน่เป็นสารสังเคราะห์ซะส่วนใหญ่) ที่นิยมใช้ในประเทศไทย มีตั้งแต่ collagen ซึ่งเป็นสารที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆในร่างกายของเรา, hyaluronic acid เป็นส่วนประกอบในกระดูกอ่อนของร่างกาย, และมีบางที่ใช้ไขมันจากร่างกายผู้ป่วยเอง เรียกว่าเอาส่วนเกินไปเติมส่วนที่ขาด (อย่างกับฝันไปทีเดียวที่จะเอาหน้าท้องใหญ่ๆ ไปเติมหน้าอกแทน!!! 555คุณผู้ชายที่อ่านอยู่ก็อย่าถือสาสาวๆเลยนะคะ)

แต่ที่สำคัญที่ทุกคนควรรู้คือ filler ไม่ได้อยู่ถาวรเหมือนกับบรรดาซิลิโคนที่ใช้ศัลยกรรมเสริมจมูก เสริมหน้าอก หรอกนะคะ ทั้งหมดที่เล่ามา เมื่อฉีดเข้าไปแล้วร่างกายก็จะค่อยๆกำจัดออกไป ก็คือมันจะค่อยๆยุบลง มันจึงมีอายุของมัน อย่าง collagen อยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน hyaluronic acid อยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี ส่วนไขมันจากร่างกายของเราอยู่ได้ประมาณ 2-3 ปี

ปลอดภัยมั๊ย
ขอบอกก่อนว่าทุกอย่าง ไม่มีอะไร 100% ทุกอย่างมีด้านดีด้านเสีย ผลข้าวเคียงของการฉีด filler ที่พบได้ทั่วๆไปก็คือ อาการปวดตึง ช้ำ ซึ่งจะเป็นอยู่ประมาณ 2-3 วัน ไม่อันตราย มีโอกาสติดเชื้อได้ อันนี้ไม่ต่างจากการศัลยกรรม ถ้าหากว่าเทคนิคการทำ หรือว่าสาร filler ไม่สะอาด ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ส่วนโอกาสแพ้นั้นพบได้น้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีนะคะ

สิ่งที่น่ากลัวกว่า และคิดว่าหลายคนคงเคยได้ยินคือ การ"ตาบอด" จากการฉีด filler อันนี้ก็เกิดขึ้นจริง แม้จะพบได้น้อยรายมาก แต่ก็เกิดขึ้นจริงในเมืองไทย แม้ว่าการฉีดจะใช้เทคนิคที่ถูกต้องแล้วก็ตาม เหตุผลเป็นเพราะว่าลักษณะเส้นเลือดของบางคนวางตัวไม่เหมือนคนอื่น โดยเฉพาะจมูกมีเส้นเลือดเส้นหนึ่งอยู่ใกล้ๆ ดั้งจมูก เส้นเลือดเส้นนี้ต่อมาจากเส้นเลือดในเบ้าตา โดยที่เส้นเลือดในเบ้าตาเส้นนี้มีหน้าที่เลี้ยงลูกตาด้วย ผู้โชคร้ายบางรายมาฉีด filler แต่บังเอิญ filler เข้าเส้นเลือด และย้อนเข้าไปในเส้นเลือดในเบ้าตา อุดเส้นที่เลี้ยงลูกตาไปด้วย ผลก็คือตาบอดทันที !!! เรื่องนี้ค่อนข้างน่ากลัว แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว

ถามว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วมีทางรักษามั๊ย คำตอบคือมีค่ะ โดยเฉพาะสารบางตัวอย่าง hyaluronic acid สารตัวนี้มีสารที่ฉีดเพื่อสลายมันไปได้ ถ้าเราสลายได้ทัน และเลือดกลับมาเลี้ยงลูกตาทันก่อนที่เซลล์เหล่านั้นจะตายไป ก็อาจกลับมามองเห็นได้ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อเยื่อที่ขาดเลือดไป ฟื้นตัวได้มากน้อยแค่ไหน

อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ก็คือ "ผิวหนังขาดเลือด" อาการก็คือจะปวดมาก โดยปกติเราจะปวดเฉพาะช่วงที่กำลังฉีด filler เท่านั้น แต่เมื่อหยุดฉีดแล้วก็จะไม่ปวด อาจจะแค่ตึงๆเล็กน้อย แต่ถ้ายังมีอาการปวดมาก ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นเข้มขึ้นเรื่อยๆ อันนี้เป็นสัญญาณของภาวะผิวหนังขาดเลือด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นจากการฉีด filler มากเกินไปจนไปกดเบียดเส้นเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้น แก้ด้วยการฉีดสลาย "อย่างทันท่วงที"ก็จะช่วยได้อยู่ค่ะ

อ่านจบแล้วใครก็ตามที่คิดอยากจะลองฉีด filler ก็ควรระมัดระวังไว้นะคะ ยอมรับค่ะว่าคนมากมายฉีดแล้วก็ไม่มีปัญหา แต่รู้ไว้ก่อนจะได้ระมัดระวังตัวค่ะ

แล้วไว้ติดตามอ่านกันต่อนะคะ ขอให้ทุกคนดูดีค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

นิ่วในถุงน้ำดี ฉันมีรึเปล่า

นิ่วหมายถึงก้อนของแข็งที่อุดตันตามทางระบายต่างๆ โดยมากก็ใช้กับท่อในร่างกาย เช่นนิ่วในท่อไต หรือนิ่วในถุงน้ำดี (อย่าสับสนนะคะ นิ่วมีได้หลายที่ และแต่ละที่ก็อาการไม่เหมือนกันเด้อ) หลายคนคงได้ยินมาก่อนแล้ว และหลายคนกลัวมันเพราะได้ยินคำบอกเล่าว่าต้องรักษาด้วยการผ่าตัด (เข้าใจว่า คำว่า"ผ่าตัด"เป็นคำที่น่าสยดสยองทีเดียวสำหรับคนที่อยู่นอกวงการแพทย์) เรื่องราวของนิ่วในถุงน้ำดีเป็นอย่างไร วันนี้จะมาเล่าให้ฟังค่ะ

ก่อนอื่นต้องรู้จักน้ำดีก่อน "น้ำดี"เป็นสารที่ช่วยในการย่อยอาหารพวกไขมันที่เรากินเข้าไป น้ำดีจะทำให้มันแตกตัวออก ทำให้ลำไส้เราย่อยอาหารได้ดีขึ้น ส่วน "ถุงน้ำดี" เป็นที่เก็บของน้ำดี ไม่ใช่ที่สร้าง ย้ำว่า "ไม่ใช่" อวัยวะที่สร้างน้ำดี เพราะว่าจริงๆแล้วน้ำดีสร้างขึ้นโดยตับ แล้วถามว่าถุงน้ำดีมีประโยชน์อย่างไร อันนี้ทางการแพทย์ก็ยังทราบไม่แน่ชัด เพราะคนจำนวนมากที่ตัดถุงน้ำดีไป ก็ยังอยู่สุขสบายอยู่ เพียงแต่ถ้ากินอาหารมันๆมากๆ ก็อาจจะย่อยไม่ค่อยดี และย่อยช้า
นิ่วในถุงน้ำดี, ปวดชายโครงขวา, ตัวเหลืองตาเหลือง, ผ่าตัดถุงน้ำดี, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้



นิ่วในถุงน้ำดี เกิดขึ้นจากอะไรเหรอ
ปกติแล้วเวลาน้ำดีถูกสร้างขึ้นจะประกอบด้วย น้ำ เกลือน้ำดี สารเม็ดสี และมีส่วนประกอบของไขมันชนิดหนึ่งที่พวกเราคุ้นชื่อกันดี "คอเลสเตอรอล" สารเม็ดสีเป็นสีจากเม็ดเลือดของเรา เวลาที่มันหมดอายุก็จะถูกแยกส่วน โดยสารเม็ดสี(ที่ไม่ใช้แล้ว)ก็จะทิ้งออกมาทางน้ำดี ส่วนเจ้าคอเลสเตอรอลนี่จะมากจะน้อยก็ขึ้นกับอาหารที่เรากินนี่แหละค่ะ

ที่นี้เจ้าน้ำดีเนี๊ย ลองนึกถึงโอวัลตินที่ชงยามเช้า ถ้ามีส่วนประกอบปกติ แบบพอดีๆ ก็จะรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน เวลาระบายออกก็ไปพร้อมๆกันหมด แต่เวลาที่มีอะไรซักอย่างมากเกินไป ก็จะเริ่มไม่ละลาย กลายเป็นเม็ดๆลอยอยู่เต็มไปหมด หรือเวลาที่ตั้งทิ้งไว้"นิ่งๆ" ไว้นานๆ ก็จะเริ่มตกตะกอน จับกันเป็นก้อน นั่นแหละค่ะ นิ่วในถุงน้ำดีเกิดขึ้นด้วยกระบวนการเดียวกัน ถ้าน้ำดีของเรามีส่วนประกอบไม่สมดุล เช่นมี คอเลสเตอรอลมาก หรือมีเม็ดสีมาก (ส่วนใหญ่มักจะเป็นกับคนที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย) มันก็จะเริ่มมีส่วนที่ไม่ละลาย หรือถ้าเกิดการระบายของน้ำดีไม่ดี เช่นการอดอาหารนานๆ น้ำดีของเราก็จะเริ่มมีตะกอนขึ้นมา เป็นบ่อยๆเข้าก็เริ่มจับกันเป็นก้อนแข็งๆ เป็นนิ่วในถุงน้ำดีขึ้นมา

ถ้าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี จะรู้สึกยังไง
ความจริงแล้วคนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีมีมากมาย และส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว!!! เพราะว่าเขาเหล่านั้นสบายดี ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ หลายคนที่ตรวจพบเพราะว่าไปตรวจสุขภาพระจำปี โดยที่ร่างกายแข็งแรงมาตลอด อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าพึ่งตกใจ รีบวิ่งไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจหานิ่วนะคะ เพราะว่านิ่วในถุงน้ำดีนี้ไม่อันตราย ถ้าเรายังรู้สึกสุขสบายเป็นปกติ สรุปคือ อาการของเราเป็นสิ่งสำคัญกว่า ถ้าสบายดีก็ยังไม่จำเป็นต้องทำอะไร บางคนอาจจะงงๆ เพราะว่าหมอบางท่านแนะนำให้ผ่าตัดทันทีที่ตรวจเจอนิ่ว โดยที่คุณเองก็สบายดีมาตลอด เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังภายหลังนะคะ

สำหรับบางคนที่มีอาการของนิ่ว คือเจ้านิ่วอาจจะมีมากแล้วก็เลยเริ่มสร้างปัญหา อาการที่เกิดขึ้นมี หลายแบบ คือ แบบระคายเคืองถุงน้ำดีเล็กๆน้อย หรือ เป็นถุงน้ำดีอักเสบ หรือ ท่อน้ำดีอุดตัน

บางครั้งนิ่วในถุงน้ำดีไปเกิดจากการเสียดสีของนิ่วกับผนังถุงน้ำดี (น้ำแข็งในแก้วน้ำเลยค่ะ เขย่าไปมาก็ดังก็องแก็งๆ กระทบกับผนังแก้วไปมา และบางครั้งอาจเกิดจากนิ่วทำให้เกิดการอุดตันชั่วคราว(เหมือนเวลากินชานมไข่มุก ที่บางทีดูดๆแล้วไข่มุกก็มาอุดหลอดหน่ะคะ เดี๋ยวมาอุด แต่ก็หลุดไปได้เอง พูดถึงแล้วหิวน้ำเลยทีเดียว) เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดอาการคือปวดท้องบริเวณชายโครงข้างขวา ปวดแน่นเป็นพักๆ ครั้งละประมาณ 1/2-1 ชั่วโมง แล้วเดี๋ยวก็หายเอง แล้วก็ปวดขึ้นมาใหม่อีก บางคนปวดร้าวไปหลังบริเวณสะบัก มักเป็นมากเวลากินอาหารมันๆ(เพราะอาหารมันๆ จะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัว) แต่งางคนก็เป็นขึ้นมาเองก็มี ถ้าเป็นมากๆเข้าอาจเกิดการติดเชื้อ และการอักเสบขึ้น (อักเสบ=บวม แดง ร้อน) ตามมากลายเป็น "ถุงน้ำดีอักเสบ" ขึ้นได้

ถ้าวันดีคืนดี เกิดวันดีคืนดี นิ่วหลุดจากถุงน้ำดีมาอุดที่ท่อน้ำดี แล้วติดอยู่อย่างงั้น ก็จะเกิดเป็นท่อน้ำดีอุดตันได้ อาการคือ ปวดท้องที่ชายโครงข้างขวาเหมือนกัน แต่จะไข้จะไม่ธรรมดา คือเป็นไข้สูงมาก หนาวสั่น และมักมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองร่วมด้วย เป็นหลายวันจะมาอุจจาระสีซีด!!! สีซีดที่ว่าคือเป็นสีเทาๆ ไม่น่าเชื่อใช่มั๊ยค่ะ แต่ว่ามีจริงๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าความจริงแล้วสีเหลืองของอุจจาระนั้นมาจากน้ำดีนั่นเอง!!! (โอ้ ความรู้ใหม่)

การรักษาหล่ะ
การรักษาก็ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยขณะนั้น

ถ้าไม่มีอาการ ก็มีความเชื่ออยู่ 2 ค่ายนะคะ อันแรกคือ ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เหตุผลอย่างที่เคยอธิบายตอนแรก คือมันไม่อันตราย และคนส่วนใหญ่ก็อยู่กับมันได้โดยไม่มีอาการผิดปกติ ค่ายนี้ไม่อยากเสี่ยงกับการผ่าตัดซึ่งสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาภายหลังได้ อีกค่ายเชื่อว่าควรจะผ่าตัดออก เพราะวันดีคืนดีเกิดคุณเป็นถุงน้ำดีอักเสบขึ้นมา และมารักษาไม่ทัน อาจมีการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และอาจเสียชีวิตได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามความจริงเราก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเชื่อค่ายไหน แต่อยู่ที่เราชั่งน้ำหนัก ความเสี่ยง 2 ฝั่ง กับข้อดีข้อเสีย ทิ้งไว้ก็เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ผ่าตัดก็มีความเสี่ยง ส่วนใหญ่เราก็จะให้ผู้ป่วยตัดสินใจ (เดี๋ยวนี้หมดยุคของการรบอกว่า "แล้วแต่หมอ" แล้วนะคะ"

ถ้ามีอาการแต่ไม่มีการติดเชื้อ หรือการอุดตัน แนะนำให้ผ่าตัดออกค่ะ แม้ว่าอาการเหล่านี้จะหายเองได้ เพราะว่ามีโอกาสเป็นซ้ำสูง และมีโอกาสเกิดการอักเสบ และอุดตันในภายหลังได้มาก ส่วนถ้ามีการติดเชื้อ เราจะให้ยาฆ่าเชื้อจนอาการดีก่อนแล้วค่อยไปผ่าตัด และสำหรับรายที่มีการอุดตันจนตัวเหลืองตาเหลือง ก็ต้องไปผ่าตัดค่ะ ถึงจะหาย

การผ่าตัดสมัยนี้ก็ทันสมัยค่ะ มีทางเลือกเป็นการผ่าตัดส่องกล้อง แผลหน้าท้องเล็กนิดเดียว และฟื้นตัวเร็วค่ะ

ถุงน้ำดีผ่าไปแล้ว ไม่เป็นไรเหรอ
เหมือนกับไส้ติ่งค่ะ อย่างที่ได้บอกไปว่าน้ำดีสร้างจากตับ คนที่ตัดถุงน้ำดีไป ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ คำตอบคือ ไม่เป็นไรค่ะ

หวังว่าวันนี้จะไขข้อข้องใจเกี่ยวกับนิ่วในถุงน้ำดีได้เยอะนะคะ แล้วไว้พบกันใหม่ ของให้ทุกคนมีความสุขสุขภาพแข็งแรงค่ะ

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

เข้าใจเรื่องไมเกรน

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องทรมานกับอาการปวดหัว แค่เพียงปวดนานๆครั้งจากอาการเป็นไข้ไม่สบายก็ทรมานมากแล้ว ยิ่งคนที่เป็นโรคไมเกรน ต้องเผชิญกับอาการปวดหัวรุนแรงบ่อยๆยิ่งแล้วใหญ่ หลายคนถึงกับท้อและเป็นโรคซึมเศร้าไปกับอาการปวดหัวไมเกรนเลยทีเดียว แล้วโรคไมเกรนคืออะไร รักษายังไง เรามารู้จักโรคนี้กันเถอะ

ทำไมถึงปวดหัวไมเกรน
ความจริงแล้วสำหรับโรคไมเกรนเป็นโรคที่เรายังหาสาเหตุได้ไม่แน่ชัดถึงที่มาที่ไปของโรค ว่าทำไมถึงเกิดกับคนนี้ แต่ไม่เกิดกับอีกคน ข้อมูลที่ทางการแพทย์ตอนนี้เพียงแต่อธิบายได้ว่า อาการปวดหัวไมเกรนเป็นจากการขยายตัวของเส้นเลือดในสมอง ทำให้เกิดสมองบวมชั่วคราว จึงเกิดอาการปวดหัวขึ้นมา แต่อย่างน้อยความรู้นี้ก็ทำให้สามารถใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว มารักษาโรคนี้ แล้วได้ผลดี
migraine, ปวดหัวข้างเดียว, ปวดหัวไมเกรน, การรักษาไมเกรน, อาการไมเกรน,diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ คนที่เป็นไมเกรนแต่ละคน ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่า แต่ละคนมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดหัว บางคนอาจเป็นช็อคโกแลต(โชคร้ายจริงๆ) บางคนอาจเป็นภาวะเครียด นอนไม่พอ ดื่มแอลกอฮอล์ การเดินทางไกล การดื่มชากาแฟ การกินยาคุมกำเนิด หรือบางคนก็จะมีอาการปวดหัวทุกครั้งที่มีประจำเดือน ปัจจัยกระตุ้นต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่คนไข้ควรจะสังเกต เพื่อให้สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างถ้าเป็นอาหาร หรือเครื่องดื่มก็อาจหลีกเลี่ยงได้ง่าย แต่ถ้าเป็นเหตุบางอย่างเช่น ภาวะเครียด นอนไม่พอ หรือการมีประจำเดือน บางทีก็ห้ามยากจริงๆ แต่อย่างน้อยก็จะได้รู้ตัวก่อนว่ากำลังจะมีอาการเกิดขึ้น

แล้วอาการไมเกรนเป็นยังไง
ทุกคนคุ้นเคยกับอาการปวดหัวข้างเดียว = ไมเกรน แต่ความจริงแล้วอาการปวดหัวไมเกรนเป็นได้หลายแบบ ทั้งข้างเดียว และสองข้าง (แต่ส่วนใหญ่เป็นข้างเดียว) ที่สำคัญคือมีลักษณะปวดแบบตุ๊บๆๆ และมีอาการบางอย่างนำ เช่น เห็นแสงวูบวาบ ชาตามมือตามใบหน้า และอาจมีอาการอื่นร่วม เช่น คลื่่นไส้อาเจียน ตาสู้แสงไม่ได้ และอาการมักเป็นมากจนไม่สามารถทำงานได้ ต้องนอนพักจึงจะดีขึ้น และอาการส่วนใหญ่จะเป็นนานได้อยู่ในช่วง 4-72 ชั่วโมง

อาการแบบนี้เป็นโรคอื่นได้มั๊ย
เป็นอีกคำถามที่คนกังวลกันมาก เพราะว่าปวดหัวบ่อยๆ เป็นๆหายๆ เวลาปวดก็ปวดมาก หลายคนก็เริ่มกังวล ยิ่งฟังคนอื่นพูดกันต่างๆนานายิ่งกังวล เป็นเนื้องอกรึเปล่า เลือดออกในสมองรึเปล่า ก็สงสัยกันไป ดังนั้นก็จะมาบอกไว้ตรงนี้นะคะ ว่าอาการไมเกรนจะมีปวดหัวคลื่นไส้อาเจียน เป็นๆหายๆได้ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยคือ ไข้ แขนขาอ่อนแรง (ขอย้ำว่าอ่อนแรงนะคะ ไม่ใช่อ่อนเพลีย คือถ้าคุณแข็งใจพยายามออกแรงคุณจะยังเดินได้ ยกของได้ปกติ แปลว่าอ่อนเพลีย แต่ถ้าพยายามจนสุดความสามารถแล้วคุณทำไม่ได้เท่าก่อนที่จะป่วย นั่นอาจหมายถึงอ่อนแรง) มองเห็นภาพซ้อนที่ไม่หายไปเวลาหายปวดหัว ซึมลง ชัก อาการเหล่านี้อาจจะต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจอีกทีนะคะ

แล้วการรักษาทำยังไง
หลักการรักษาโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ ควบคุ่กันคือ การควบคุมอาการ(ไม่ให้เป็นบ่อย) กับ การลดอาการ(เวลาที่ปวดหัวขึ้นมาแล้ว)

การควบคุมอาการ
ประการแรกถ้าหากว่ารู้ว่าสิ่งกระตุ้นคืออะไร และหลีกเลี่ยงได้ก็ควรพยายามหลีกเลี่ยง ส่วนการควบคุมอาการด้วยยาก็จะนิยมให้เป็นยาคลายเครียด เช่น Amitryptyline หรือยากลุ่มยากันชัก ซึ่งจะสามารถมาช่วยให้อาการปวดหัวเป็นห่างขึ้นได้

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนชอบถาม เนื่องจากว่าการกินยาเพื่อควบคุมอาการ หรือป้องกันไม่ให้อาการเกิดนี้ต้องกันต่อเนื่อง เรียกว่าต้องกินไปทุกวัน แม้ว่าจะไม่มีอาการ ทำให้หลายคนกังวลว่าการกินยาแบบนี้จะมีผลข้างเคียงหรือไม่ คำตอบตรงๆ ง่ายๆก็คือ "มีค่ะ" อย่างยาคลายเครียดอาจทำให้ง่วงนอน ปากแห้ง บางคนตาพร่า แต่ความจริงมีอยู่ว่าในการรักษาโรคทุกโรค (ความจริงรวมไปถึงทุกๆอย่างบนโลกใบนี้) ล้วนมีทั้งด้านดี และด้านเสีย เพียงแต่ว่าถ้าชั่งน้ำหนักแล้ว ผลดีมีกว่าผลเสีย เราก็คงต้องเลือกที่จะทำ และถ้าผลเสียไม่ได้ร้ายแรงอะไร และไม่ได้รบกวนชีวตประจำวันมาก เราก็แนะนำให้รับประทานยานะคะ

การลดอาการ
ยาลดอาการมีหลายตัว หลักๆจะแนะนำให้ใช้ยาแก้ปวดแบบทั่วไปก่อน ก็คือพาราเซตมอลนั่นแหละ (บางคนบอกว่าไม่ได้กินพารา แต่กินไทลินอล ความจริงก็คือยาตัวเดียวกันนะคะ แค่เป็นชื่อยี่ห้อของเขาเท่านั้นเอง) ถ้าไม่หายค่อยกินเป็นยาอื่น ยาแก้ปวดหัวอื่นๆสำหรับโรคไมเกรนคือ Sumatriptan ยานี้มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว และยา cafergot ก็มีผลทำให้หลอดเลือดหดตัวเหมือนกัน เพียงแต่ออกฤทธิ์คนละกลไก
นอกจากนี้การประคบอุ่น หรือประคบเย็นที่ศีรษะ ก็จะช่วยให้อาการผ่อนคลายลงด้วยค่ะ

สรุปแล้ว จะเรียกว่าโชคร้ายก็ได้ที่บางคนเป็นโรคไมเกรน แต่อย่างน้อยถ้าเรารู้จักมัน และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เราก็สามารถใช้ชีวิตปกติสุขได้ไม่ต่างจากคนอื่นๆนะคะ ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงค่ะ

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

ว่าด้วย Botox

"นังหน้า Botox" ต้องขอโทษผู้อ่านทุกคนก่อนนะคะ อันนี้เป็นคำด่าในละครเรื่องหนึ่ง จำไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นเรื่องอะไร แต่แสดงให้เห็นว่าคนทั่วไปก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ Botox และเป็นสัญลักษณ์ของวิธีการลดริ้วรอย (ออกจะเอาไว้ล้อเลียนซะมากกว่า) แล้ว Botox จริงๆคืออะไร เอาไว้ทำอะไร วันนี้จะมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

Botox คืออะไรกันแน่
ความจริงแล้ว Botox เป็นสารชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างโดยแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ Clostridium botulum ไม่ต้องไปสนใจชื่อยากๆนั้นหรอกนะคะ เอาเป็นว่าจริงๆแล้วสารชนิดนี้ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่เคยเป็นข่าวหลายปีก่อนจากหน่อไม้ปีบดองหน่ะค่ะ โรคนี้ชื่อว่า Botulism และถ้าพูดถึงโรค  Botox จะถูกเรียกว่า Botulinum toxin (ซึ่งความจริงแล้วเป็นสารตัวเดียวกันนี่แหละ) อาการของโรคนี้คือช่วงแรกจะคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย ปากแห้ง ต่อมาจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกาย หนังตาตก ที่น่ากลัวคือกล้ามเนืื้อการหายใจอ่อนแรง ทำให้หายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เรียกว่าโรคนี้เอาถึงตายได้เลยทีเดียว

แต่ทางการแพทย์ก็มีคนหัวใส เนื่องจาก Botox มีฤทธิ์ลดการหดตัวของกล้ามเนื้อ เริ่มแรกก็เลยเอามาฉีดรักษาโรคที่มีการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมากเกินไป เช่นโรคหนังตัวหดเกร็ง ตาเหล่ หลอดอาหารตีบ หรือแม้กระทั่งโรคปวดหัวไมเกรน

ต่อมาก็มีการประยุกต์มาใช้ทางด้านความงาม ถามว่ามันทำงานอย่างไร ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าริ้วรอยบนใบหน้า อย่างตีนกา รอยย่นหน้าผาก เหล่านี้เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้ผิวหนัง ประกอบกับผิวหนังเวลาอายุมากขึ้นก็จะขาดความยืดหยุ่น พอกล้ามเนื้อหดตัว ก็หดตามไม่ได้ก็เลยกลายเป็นรอยพับแทน พอเราฉีด Botox ปุ๊บ กล้ามเนื้อข้างล่างก็คลาย พาเอารอยย่นคลายไปด้วย ทีนี้หน้าก็เลยตึงเปรี๊ยะ กลับมาเป็นสาวได้อีกครั้ง
botox, โบทอกซ์, รักษารอยเหี่ยวย่น, ว่าด้วย โบทอกซ์, อันตรายจาก botox


นอกจากนั้น บางคนอาจจะเคยได้ยิน "Botox หน้าเรียว"(แบบสาวเกาหลี) ฟังแล้วบางคนก็เข้าใจว่า Botox สามารถลดแก้มย้อยๆของเราได้ คำตอบคือ "ผิด" นะคะ แก้มของเราเป็นไขมัน Botox ทำอะไรมันไม่ได้ Botox จะออกฤทธิ์กับกล้ามเนื้อค่ะ ที่ว่าฉีดแล้วหน้าเรียว ความจริงแล้ว Botox ทำให้กรามเล็กลงด้วยการลดขนาดกล้ามเนื้อที่กราม (ซึ่งความจริงเรามีกล้ามเนื้อตรงนี้เอาไว้เคี้ยวอาหาร) ถ้าอยากรู้ว่าตรงไหน ให้ลองเอามือวางที่กรามของเราแล้วกัดฟัน จะก้อนที่อยู่ใต้แก้มของเราแข็งขึ้นมาทันที นั่นคือกล้ามเนื้อ เทคนิคของหมอคือฉีดให้กล้ามเนื้อมัดนี้ "บางส่วน" (ต้องบางส่วนนะคะ ถ้าหมดเลยเราอาจจะเคี้ยวไม่ได้) ฝ่อลง ทำให้กรามของเราเล็กลง หน้าก็เลยเรียวสวย แต่ก็จะเล็กได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าหน้าของเราเหลี่ยมจากกระดูกกรามที่มีมุมชัดเจนแล้ว Botox ก็คงช่วยไม่ได้เหมือนกันนะคะ

แล้วข้อเสียหล่ะมีมั๊ย???
แน่นอนค่ะ ทุกอย่างมีทั้งดีและเสีย หลายคนคงเคยได้ยิน ฉีด Botox แล้วปากเบี้ยว หนังตาตก ฯลฯ ผลเสียของ Botox (หรือจะเรียกว่าผลข้างเคียงก็ได้) จะเกิดจากการที่ Botox ไปทำงานต่อกล้ามเนื้อมัดอื่นที่ไม่ได้ต้องการ เช่น ตั้งใจฉีดลดตีนกา แต่ถ้าโดนกล้ามเนื้อผิดมัดก็อาจจะหนังตาตก อยากจะฉีดกรามแต่ผิดมัดก็จะปากเบี้ยว เป็นต้น

ผลเสียอีกข้อหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือภาวะแพ้ Botox ก็เหมือนยาทั่วๆไป ก็มีโอกาสแพ้ได้ทั้งนั้น ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ดวงจริงๆ ไม่มีใคร(แม้แต่หมอ)สามารถรู้ได้ว่าใครจะแพ้ Botox และถ้าแพ้แล้วก็ไม่มีใครรู้ได้อีกเช่นกันว่าอาการจะรุนแรงแค่ไหน

ข้อเสียอีกประการที่เห็นได้ชัดคือ "เสียเงิน" 555 อันนี้ก็จริงใช่มั๊ยคะ บางคนถึงกับเสพติด Botox ก็มี มีรอยย่นนิดย่นหน่อยตามกาลเวลาก็ไม่ยอม ต้องฉีดแล้วฉีดอีก เสียเงินเสียทองกันไปมาก ยังไงก็ตามอันนี้ก็ลางเนี้อชอบลางยา แล้วแต่ว่าแต่ละคนมีทัศนคติยังไง อยากสวยก็ต้องลงทุนนะคะ สมัยนี้

คำถามสุดท้ายที่บางคนอาจสงสัย แล้วฉีด Botox ไป จะไม่เป็น Botulism เหรอ แถมเป็นโรคที่น่ากลัวอีกต่างหาก ความจริงคือถ้ายาเข้าสู่กระแสเลือดก็เป็นได้ค่ะ (เย้ย!!!!) แต่อย่าพึ่งตกใจไป ปริมาณยาที่จะทำให้เป็นโรค Botulism เนี๊ยมากกว่าที่ฉีดกันทางการแพทย์เยอะมากค่ะ เพราะฉะนั้นเล็กๆน้อยๆก็ไม่เป็นอันตรายแน่นอนค่ะ

หวังว่าทุกคนจะเข้าใจ Botox มากขึ้นนะคะ ส่วนถ้าใครสนใจอยากลองฉีดดู ก็ให้ลองปรึกษาแพทย์ดูนะคะ ขอให้สุขภาพดี อ่อนเยาว์กันทุกคนนะคะ