วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ปวดตาข้างเดียว เป็นอะไรได้บ้าง

หลายคนมีอาการปวดตาข้างเดียว จนเริ่มผิดสังเกต และเริ่มสงสัยว่าอาการแบบนี้เป็นจากอะไรได้บ้าง จริงๆแล้วอาการปวดตาข้างเดียวมีสาเหตุได้จากหลายโรค ส่วนใหญ่เราอาจจะต้องดูว่ามีอาการอื่นๆร่วมด้วยมั๊ย เพื่อบอกความแตกต่างของแต่ละสาเหตุค่ะ

มีสิ่งแปลกปลอมในตา


ส่วนใหญ่อาการปวดตาข้างเดียวจะเกิดขึ้นหลังจากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา อาจจะเป็นฝุ่น ไรือสำอางคื หรือแม้แต่ขนตาของเราเอง หรืออาจจะเป็นหลังการทำงานที่อาจมีความเสี่ยงมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา เช่น เจียเหล็ก ตอกไม้ ฟันต้นไม้ นอกจากจะปวดตาแล้วมักจะมีอาการเจ็บตา น้ำตาไหล ตาแดง ถ้าสิ่งแปลกปลอมแข็งมากหรือชิ้นใหญ่ อาจจะแสบมากจนแทบลืมตาไม่ได้ก็เป็นได้นะคะ สำหรับการรักษาสาเหตุนี้ง่ายมากค่ะส่วนใหญ่ถ้าเอาสิ่งแปลกปลอมนั้นออก ก็มักจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ

ตาอักเสบ


ตาอักเสบ ในที่นี่จะพูดรวมๆนะคะ เพราะในความเป็นจริงตาอักเสบแบ่งเป็นส่วนย่อยๆได้อีกหลายโรคนะคะ เช่น เยื่อบุตาอักเสบ ม่านตาอักเสบ กระจกตาอักเสบ ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่จะมีอาการอื่นๆเช่น ตาแดง น้ำตาไหลมาก ตามัวลง บางคนอาจจะรู้สึกว่า อาการก็จะคล้ายๆเวลามีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา แต่ส่วนใหญ่คนที่เป็นก็จะไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีอะไรเข้าตา ไม่มีอุบัติเหตุอะไร อาการปวดตาข้างเดียวค่อยๆเป็นมากเป็นเรื่อยๆ โรคกลุ่มนี้แม้บางโรคสามารถหายได้เอง แต่ก็ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้การรักษาที่ถูกต้องต่อไปค่ะ

ตาแดงติดเชื้อ


โรคตาแดงที่เรียกกันบ่อยๆ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการติดเชื้อไวรัสค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้างเดียว ก็เลยมักมีอาการปวดตาข้างเดียวได้เช่นกัน คนที่เป็นมักจะน้ำตาไหลมาก ตาแดงมาก ตื่นนอนตอนเช้ามีขี้ต่เยอะ บางคนเหนียวปิดตาเลย ต้องเช็ดต้องล้างออกถึงจะเปิดตาได้ และยิ่งถ้ามีคนใกล้ชิดเป็นอยู่ เราก็อาจติดมาได้ โรคนี้ถ้าเป็นแล้ว ต้องระวังรักษาความสะอาดให้ดี ล้างมือบ่อยๆ ระวังอย่าให้น้ำตา หรือขี้โดนผู้อื่น เพราะอาจติดผู้อื่นได้นะคะ

ต้อหินเฉียบพลัน


ในทางหมอตา ถ้าพูดถึงอาการปวดตาข้างเดียว แบบรุนแรงก็จะกลัวโรคต้อหินมาเป็นอันดับต้นๆเลยค่ะ อาการร่วมมักจะมีตาแดงด้วย แต่แดงไม่มาก แค่เรื่อๆ อาการปวดคาจะเป็นมากๆเลยค่ะ บางทีก็ปวดศีรษะร่วมด้วย คลื่นไส้อาเจียน ตาจะมัวลงอย่างชัดเจนเลยค่ะ คนไข้โรคนี้ส่วนใหญ่อยู่ในคนวัยกลางคนถึงสูงอายุนะคะ สำหรับโรคนี้ควรพบจักษุแพทย์อย่างยิ่ง เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องนะคะ

สายตาไม่เท่ากัน


สายตาไม่เท่ากันที่ว่า หมายถึงการสั้นยาวของสายตา 2 ข้าง มีความมากน้อยไม่เท่ากันนะคะ โดยทั่วไปเวลาสายตาไม่เท่ากันมักทำให้ปวดตาสองข้างมากกว่า แต่ก็มีคนไข้บางรายที่ปวดข้างเดียว เนื่องจากข้างที่มีค่าสายตาผิดปกติเยอะพยายามเพ่งให้ชัดเท่าอีกข้าง ก็อาจทำให้มีอาการปวดตาข้างเดียวได้ มักเป็นหลังจากใช้สายตาเยอะๆ เพ่งหรือต้องเยอะ อาการปวดมักปวดหัวคิ้ว ปวดเบ้าตา หรือกระบอกตา  อาจมีอาการมึนหัว หรือปวดหัวร่วมด้วยได้ พักสายตาซักพักจะดีขึ้น แต่ถ้าอยากให้หายควรตัดแว่นให้พอดีค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างกับอาการปวดตาข้างเดียว อาการเป็นยังไง ก็แนะนำให้ปรึกษาจักษุแพทย์ใกล้บ้านท่านนะคะ สวัสดีค่ะ


วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

โรคต้อหิน อาการต้อหิน เป็นอย่างไร

หลายคนคงยอมรับว่าแค่ได้ยินคำว่า ต้อหิน (glaucoma) ก็รู้สึกว่าน่ากลัวแล้ว ไม่อยากให้ตัวเองเป็นเลย หลายคนก็คงอยากทราบว่า แล้วอาการต้อหินเป็นอย่างไร จะได้ระวังตัวแต่เนิ่นๆใช่มั๊ยคะ วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันค่ะ

ต้อหินคืออะไร

อันดับแรกที่ทุกคนควรเข้าใจคือโรคต้อหินคืออะไร??? โรคต้อหินเป็นโรคที่ขั้วประสาทมีความเสื่อม โดยที่ทางการแพทย์เองก็ยังไม่รู้กลไกแน่ชัด แต่เท่าที่เรารู้คือ การลดความดันตา (เกี่ยวกับความดันเลือดนะคะ) จะช่วยชะลอ หรือหยุด การเสื่อมของขั้วประสาทตานี้ได้ ดังนั้นถ้าใครที่พอมีประสบการณ์ คนใกล้ตัวเป็นโรคต้อหิน หรือเป็นอยู่ ก็จะทราบว่า สิ่งที่หมอตาสนใจเป็นพิเศษในคนไข้เหล่านี้คือความดันลูกตา ค่ะ

ชนิดของต้อหิน


ต้อหินมีหลายชนิด และจริงๆเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาการต้อหินแต่ละชนิดก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป หมอคิดว่าสำหรับบุคคลทั่วไป เราจะแบ่งชนิดคร่าวๆ ที่ควรรู้จักตามนี้นะคะ


  • ต้อหินเฉียบพลัน 
  • ต้อหินเรื้อรัง
  • ต้อหินจากสาเหตุของโรคทางตาอื่นๆ


อาการต้อหิน


อาการที่เป็นจุดร่วมของต้อหินทุกชนิดคือ การมีลานสายตาที่แคบลง หมายความว่าองศา หรือพื้นที่ที่เรามองเห็นเวลาให้ลูกตามองตรงนิ่งๆ แคบลง ง่ายๆคือ อย่างเวลาเรามองตาตัวเองในกระจก โดยปกติหางตาของเราจะสามารถเห็นของที่อยู่ด้านข้างออกไปได้(โดยที่ไม่ต้องกลอกตาไปดู)  แต่ในคนไข้ต้อหิน บริเวณด้านข้างที่คนไข้เห็นจะแคบลงกว่าปกติ ซึ่งจริงๆคนทั่วไปไม่ค่อยได้สังเกตบริเวณด้านข้างนี้เท่าไหร่ค่ะ ถึงเราจะพยายามดูก็มักจะตัดสินได้อยากว่าความกว้างที่เราเห็นนี้ มันกว้างเท่าปกติ หรือน้อยกว่าปกติ ส่วนใหญ่คนไข้ที่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ก็มักจะเป็นมากพอสมควรแล้ว

อาการต้อหินเฉียบพลัน


ถ้าเป็นอาการต้อหินเฉียบพลัน อาการจะค่อนข้างสังเกตได้ง่าย เพราะจะมีอาการปวดตามาก มักเป็นอาการปวดตาข้างเดียว บางรายร้าวไปที่ศีรษะ และอาจมีอาเจียนร่วมด้วย ตาแดงอาจจะไม่มากนัก และมีอาการตามัว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันแบบเฉียบพลันทันที ยาแก้ปวดทั่วๆไปมักเอาไม่อยู่ และต้อหินชนิดนี้อาจจะไม่เคยมีอาการอะไรนำมาก่อนเลย ตรวจตาปกติดีทุกอย่างก็ได้ค่ะ เนื่องจากเป็นเฉียบพลัน การเปลี่ยนแปลงลายสายตาก็มักจะตามมาทีหลัง ถ้าต้อหินเฉียบพลันไม่ได้รับการแก้ไขนะคะ

อาการต้อหินเรื้อรัง


ถ้าเป็นต้อหินชนิดนี้ จะไม่มีอาการปวดเลยค่ะ ไม่มีอาการตาแดง ไม่มีอาการตามัว แต่ลานสายตาจะแคบลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เรามักตรวจเจอโดยบังเอิญค่ะ เช่นถ้าคนไข้เป็นเบาหวานต้องไปตรวจตาอยู่แล้ว หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับตาอื่นๆแล้วไปตรวจเจอค่ะ เพราะอย่างที่บอกไปว่าความผิดปกติทางลานสายตา คนไข้มักจะไม่รู้สึกจะกว่าจะเป็นมากระดับนึงแล้ว

ต้อหินจากสาเหตุอื่นๆ


มีหลายสาเหตุมากมายค่ะ เช่น ต้อกระจกที่เป็นมาก การใช้ยาสเตียรอยด์ ม่านตาอักเสบ ตาติดเชื้อ อุบัติเหตุ ฯลฯ ส่วนใหญ่คนไข้จะไปตรวจรักษาโรคทางตาที่เป็นอยู่ อยู่แล้ว แล้วก็ตรวจเจอต้อหินร่วมด้วย

แล้วเมื่อไหร่จะสงสัยต้อหิน


ที่แน่ๆอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เฉียบพลันควรรีบไปตรวจตากับจักษุแพทย์นะคะ แต่สำหรับชนิดเรื้อรังแนะนำว่าคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน ควรไปตรวจทุกปีนะคะ แต่ถ้าไม่มีคนในครอบครัวเป็นเลย ช่วงตรวจร่างกายประจำปี ไปตรวจซักครั้งให้อุ่นใจก็ไม่เสียหายค่ะ

ช่วงนี้อากาศหนาว ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ

วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทำไมถึงน้ำตาไหลบ่อย

สวัสดีค่ะ นึ่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่มีคนถามมามากค่ะ ว่าน้ำตาไหลบ่อยๆเป็นจากอะไรมั๊ย เกิดจากอะไร (ไม่นับน้ำตาแห่งความยินดี หรือความเสียใจ หรือน้ำตาจากหนังสุดซึ้งนะคะ) วันนี้ Diary, Doctor is me ขอมาอธิบายให้ฟัง หวังว่ากลายท่านจะมีความเข้าใจมากขึ้นนะคะ


หน้าที่ของน้ำตา


ก่อนจะไปถึงสาเหตุของน้ำตาไหลบ่อยๆ หมออยากอธิบายก่อนค่ะ ว่าน้ำตาของเรามีไว้ทำอะไร หลักๆเลยก็มีไว้หล่อลื่นตาของเรานี่แหละค่ะ โดยเฉพาะบริเวณกระจกตา (กระจกตาคือส่วนผิวตาของเราบริเวณตาดำนะคะ) โดยที่น้ำตานั้นมีส่วนประกอบหลายอย่างทั้งเกลือแร่ สารอาหาร และออกซิเจนช่วยหล่อเลี้ยงกระจกตาให้เรา รวมทั้งยังมีหน้าที่เคลือบผิวตาของเราให้เรียบซึ่งจะทำให้การมองเห็นของเราชัดเจนขึ้นค่ะ (นี่เป็นเหตุว่าทำไมเวลาตาแห้งถึงมาอาการตามัวขึ้นมาได้ค่ะ)


การเดินทางของน้ำตา


น้ำตาเราจริงๆแล้วไหลอยู่ตลอดค่ะ แต่อาจจะต้องใช้คำว่า “หมุนเวียน” ถึงจะถูก มีต่อมน้ำตาที่สร้างน้ำตาแล้วไหลลงมาเคลือบผิวตา แล้วออกทางท่อน้ำตาค่ะ ต่อมน้ำตาก็สร้างน้ำตาตลอดเวลาค่ะ แล้วก็มีการกระพริบตาของเราที่ต้องกระพริบตลอด เป็นการไล่น้ำตาใหม่ให้เคลือบผิวตา และไล่น้ำตาเก่าให้ออกทางท่อน้ำตาค่ะ (เราก็เลยต้องกระพริบตาอยู่ตลอดยังไงหล่ะคะ)

สาเหตุของน้ำตาไหลบ่อยๆ


สาธยายซะยาว เราจะมาถึงสาเหตุที่น้ำตาไหลบ่อยๆกันนะคะ คิดง่าย เหมือนเรื่องน้ำท่วมของบ้านเรานะคะ เวลาน้ำตาไหลก็เหมือนน้ำท่วมค่ะ ก็จะมี 2 ทางคือ น้ำมาก ไม่ก็ น้ำรอการระบายมาก


  • น้ำมาก ก็คือมีการสร้างน้ำตามากขึ้น ซึ่งมีสาเหตุได้แก่
  • ตาแห้ง อันนี้อาจจะฟังงงๆนิดนึงนะคะ ทำไมตาแห้ง แต่น้ำตาไหลเยอะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เวลาที่เราตาแห้งน้ำตาของเราที่เคลือบผิวตาดำอยู่ จะค่อยๆแห้ง จนถึงจุดนึงที่แห้งมากจะมีอาการคันเคืองตา ซึ่งจะทำให้ร่างกายกระตุ้นให้สร้างน้ำตาออกมาเยอะๆ ก็จะทำให้น้ำตาไหล และอาการเคืองจะลดลงชั่วคราว อีกซักพักพอแห้งอีก ก็สร้างอีกเป็นกระบวนการเดิมวนไป คือตาก็แห้ง แต่ก็จะมีน้ำตาไหลบ่อยๆเป็นพักๆ ได้
  •  ตาอักเสบติดเชื้อ อันนี้เป็นการตอบสนองของร่างกายของเราจากการอักเสบ จะมี 
  • การสร้างน้ำตาเพิ่มขึ้น
  • มีสิ่งแปลกปลอม หรือมีแผลที่เยื่อบุตา ไม่ว่าจะอะไรเข้าตา หรือทิ่มตามบาดตา เมื่อก่อนให้เกิดบาดแผล หรือการระคายเคืองก็จะทำให้น้ำตาไหลมากขึ้น 
  • ต้อหินเฉียบพลัน  น้ำตาไหลก็เป็นหนึ่งในอาการต้อหินเฉียบพลันได้ เพราะเป็นภาวะที่มีความดันตาสูงอย่างทันทีทันใด จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำตาขึ้นได้ค่ะ
  • น้ำระบายไม่ทัน
  •  ท่อนำ้ตาอุดตัน เหมือนกับท่อน้ำอุดตันแหละค่ะ น้ำไม่ระบายก็เอ่อท่วมและไหลออกจากตามาทางแก้มแทน 
  • เปลือกตาผิดปกติ อย่างที่ได้เล่าไว้ตอนแรกค่ะ ว่าการกระพริบตาเหมือนกับการกวาดไล่น้ำตาให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง การที่เปลือกตาผิดปกติโดยเฉพาะบริเวณขอบๆเปลือกตา เช่นเปลือกตาแบะออก หรือม้วนเข้าใน ก็มักจะทำให้การระบายน้ำตาไม่ดี และมีน้ำตาไหลได้ค่ะ
ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุของอาการน้ำตาไหลบ่อยส่วนใหญ่นะคะ ซึ่งแนะนำให้ตรวจกับคุณหมอตา เพื่อหาสาเหตุที่ถูกต้อง และเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ตรงโรคนะคะ

ขอให้ทุกท่านมีดวงตาสดใส ในทุกๆวันค่ะ





วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เล่นโทรศัพท์มาก ทำร้ายดวงตาของเราจริงหรือ???

มีคนถามเข้ามามากว่าการจ้องมือถือนานๆ เล่นโทรศัพท์มากๆ มีผลต่อดวงตาของเราหรือไม่ค่ะ ตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “มี” แน่นอนค่ะ โดยเฉพาะคนที่เล่นมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ  ส่วนจะมีผลอย่างไรกันบ้าง ลองติดตามกันดูค่ะ


  • ตาแห้ง (dry eye syndrome) การจ้องหรือเล่นโทรศัพท์มากๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการตาแห้งค่ะ เพราะเวลาเพ่งโดยธรรมชาติเราจะกระพริบตาน้อยลง ทำให้น่ำตามีเวลาให้ระเหยมากกว่าปกติ ตาเราจึงแห้งค่ะ เวลาตาแห้งก็จะมีอาการเช่น เคืองตา น้ำตาไหล ตาแฉะ หรือตามัวเป็นพักๆได้ค่ะ
  • ปวดตา จริงๆหลายคนก็คงรู้สึกได้ว่า หลังจากเล่นโทรศัพท์มาก จะมีอาการปวดตา  เวลาเราจ้องนานๆ กล้ามเนื้อในลูกตาจะเกร็งเป็นเวลานาน อาจะทำให้มีอาการปวดตาได้ โดยเฉพาะคนที่มีสายตาสั้น หรือสายตายาวอยู่บ้าง หรือแว่นไม่พอดีกับสายตา จะยิ่งมีอาการได้มากค่ะ วิธีแก้ไขก็แค่พักสายตา หลับตาหรือจ้องออกไปที่ไกลๆซัก 5- 10 นาที อาการก็จะดีขึ้นเอง
  • อันตรายจากแสงสีฟ้า เรื่องของแสงสีฟ้าเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงหลังๆมีผลิตภัณฑ์ที่ข่วยตัดแสงสีฟ้าออกมากมาย เชื่อกันว่าแสงสีฟ้ามีผลต่อเซลล์รับภาพที่จอประสาทตาของเรา ทำให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตามการศึกษาส่วนใหญ่ทำบนเซลล์เพาะเลี้ยง(เพราะเราไม่สามารถศึกษาในคนจริงๆได้ ตามหลักจริยธรรมการทำงานวิจัยทางการแพทย์นะคะ) ดังนั้นบางคนก็อาจจะยังไม่เชื่อเรื่องนี้มากนักก็ได้เพราะกลไกในร่างกายของเรามีความซับซ้อนกว่าเซลล์เพาะเลี้ยงมากค่ะ แต่บางคนตะปลอดภัยไว้ก่อน ก็ไม่เสียหายค่ะ
  • สายตาสั้นมากขึ้น อันนี้ส่วนใหญ่จะพบในเด็กๆค่ะ ที่เล่นโทรศัพท์มากๆ แทนที่จะออกไปวิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมอื่น  จริงๆแล้วสำหรับหัวข้อนี้อาจจะไม่ได้หมายถึง มือถือ smartphone เพียงอย่างเดียวค่ะ แต่หมายรวมถึงทุกอย่างที่ต้องใช้การจ้องมองระยะใกล้นานๆไม่ว่าจะเป็น tablet หรือ หนังสือ จริงๆแล้วเด็กๆควรมีกิจกรรมที่ได้ใช้สายตามองในระยะใกล้ หรือระยะกลาง อย่างการเล่นกีฬาบ้างค่ะ
นอกจากสายตาแล้ว การเล่นโทรศัพท์มากๆก็จะมีผลต่ออวัยวะอื่นๆด้วยเช่นกันค่ะ
  • กล้ามเนื้อคอ การอยู่ในท่าก้มเป็นเวลานานๆมากทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยเกร็งของกล้ามเนื้อคอด้านหลังค่ะ ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนอิริยาบทบ้าง ถ้าอยากจะเล่นนานๆค่ะ
  • กล้ามเนื้อมือและแขนส่วนปลาย อิริยาบทที่หมอขอเรียกว่า “การไถ” เลื่อนภาพในมือถือsmartphone ซ้ำๆนานๆสามารถทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตั้งแต่นิ้ว ข้อมือไปจนถึงกล้ามเนื้อแขนที่อยู่ระหว่างข้อมือ กับข้อศอกได้ค่ะ (อันนี้ขอยอมรับว่าบางทีหมอก็เคยเป็นด้วยนะคะ - -‘)
อ่านเรื่องอันตรายจากการเล่นโทรศัพท์มาถึงตรงนี้แล้วจริงๆหมอก็ไม่ได้ห้ามเล่นโทรศัพท์ smartphone นะคะ การเล่นมือถือของเราก็มีประโยชน์อยู่หลายอย่าง อย่างเราๆวัยทำงานเองก็ใช้มือถือในการติดต่อสื่อสาร ทำธุรกรรม ดูหนังฟังเพลง เรียกว่าให้ความสะดวกสบาย ส่วนวัยเกษียณ ถึงมือถือ smartphone เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา แต่ก็สิ่งที่ช่วยให้พวกเขาได้ติดต่อกับลูกหลาน และช่วยแก้เหงาได้เป็นอย่างดี ส่วนเด็กๆจริงๆแล้วการเล่นมือถือ หรือแทปเล็ตบ้างก็ถือเป็นการฝึกทักษาะมลับสมองได้เป็นอย่างดี

แต่หมอเชื่อว่าทุกอย่างต้องเดินทางสายกลางค่ะ ถ้าเล่นโทรศัพท์มากเกินไปก็คงไม่ดีแน่ เล่นไปก็เปลี่ยนอิริยาบทบ้าง พักสายตาบ้าง เพื่อุขภาพร่างกายของเราจะอยู่กับเราไปนานๆนะคะ วันนี้ขออนุญาตไปดูซีรี่ส์เกาหลีต่อก่อนนะคะ ขอให้ทุกท่านอยู่กับ smartphone แต่พอดีนะคะ สวัสดีค่ะ

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ตาแห้งเป็นยังไง? : การปฏิบัติตัวสำหรับคนที่มีอาการตาแห้ง

สวัสดีค่ะ เราได้เคยพูดถึงสาเหตุของโรคตาแห้งไปแล้ว ก่อนจะไปถึงการปฏิบัตตัวสำหรับคนที่มีอาการตาแห้ง หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคตาแห้งหรือไม่ใช่มั๊ยคะ และคำถามที่ตามมาก็คือ แล้วตาแห้งมีอาการเป็นอย่างไร

โรคตาแห้งมักก่อให้เกิดอาการแสบตา เคืองตา และน้ำตาไหลค่ะ เนื่องจากคนส่วนใหญ่เป็นไม่มาก อาการก็มักจะไม่รุนแรงมากนัก ส่วนใหญ่หลับตาพักซักระยะ หรือกระพริบตาถี่ๆก็หายได้เอง

อาการตาแห้งมักจะเป็นมากเวลาที่อยู่ในสภาพที่น้ำตาระเหยได้ง่าย เช่น โดนลม โดนความร้อน ต้องเพ็งนานๆ หรือจ้องอะไรนานๆค่ะ เนื่องจากเวลาเราเพ็งหรือจ้องนานๆ เรามักจะกระพริบตาถี่น้อยลงโดยธรรมชาติค่ะ และการหลับตาซักพัก หรือการกระพริบตาถี่ๆ เป็นการรีดน้ำตาให้กลับมาเคลือบผิวตาอีกครั้ง ทำให้อาการดีขึ้นค่ะ

สำหรับคนที่เป็นโรคตาแห้ง หรือแม้แต่มีอาการตาแห้งเป็นครั้งคราว นอกจากการไปพบแพทย์แล้ว การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ก็จะมีส่วนช่วยในการรักษาโรคตาแห้งได้มากเลยค่ะ โดยจริงๆหลักการง่ายๆก็คือการหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขสาเหตุที่ทำให้ตาแห้งอย่างที่เคยได้เล่าไปในบทความ ตาแห้งเกิดจากอะไร?? ลองศึกษากันดูได้นะคะ



การปฏิบัติตัวสำหรับคนที่มีอาการตาแห้ง หรือเป็นโรคตาแห้ง



  • พักสายตาบ้างจากการใช้สายตาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อย่างเรา (หมอก็ยังคงนับเป็นคนรุ่นใหม่อยู่ละมั๊งคะ>.<) ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แทปเล็ท คอมพิวเตอร์ คนรุ่นใหม่อย่างเราใช้สายตากันมากจริงๆค่ะ แนะนำว่าใน 1 ชม ควรพักสายตา หลับตาซัก 5 บ้างนะคะ หรือถ้าบางคนที่มีอาการของโรคตาแห้งบ่อยๆอยู่บ้าง พอเริ่มมีอาการก็ให้รีบพักสายตาเลยค่ะ
  • เลี่ยงลม หรือความร้อน อย่างเช่น ถ้าเราขับรถมอเตอร์ไซค์ ก็อาจจะต้องหาหมวกกันน็อกที่มีหน้ากากปิดหน้า มาช่วยลดปริมาณลมที่พัดปะทะกับตาของเรา หรือแม้กระทั่ง ลมจากแอร์หรือพัดลมที่เป่าหน้าก็อาจจะต้องปรับไปเป่าที่ตัวแทนก่อนนะคะ
  • การทำความสะอาดเปลือกตา ข้อนี้หลายคนโดยเฉพาะสาวๆอาจจะสงสัยว่าเหมือนกับการเช็ดเครื่องสำอางค์ที่เปลือกตารึเปล่า คำตอบคือ “ไม่เหมือนนะคะ” เพราะว่าบริเวณสำคัญที่เราต้องใส่ใจคือบริเวณขอบเปลือกตา ทั้งข้างบนและข้างล่างค่ะ หรือง่ายๆก็คือบริเวณโคนขนตานั่นเอง คนไทยเราอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่แต่ต่างประเทศมี video แนะนำมามากมาย เช่น วิดิโอนี้ ที่อยากจะแนะนำให้ลองศึกษากันนะคะ 
  • หลีกเลี่ยงยาบางอย่างเช่น ยากินรักษาสิว หรือ ยาแก้แพ้ ถ้าทำได้นะคะ แต่ถ้าสิวยังเยอะอยู่ หรือยังจำเป็นต้องรับประทานยาแก้แพ้อยู่ หมออยากแนะนำให้ลองชั่งน้ำหนักค่ะว่าอาการของโรคไหนหนักกว่ากันถ้าสิวหนักกว่า ก็ทานยาต่อเถอะค่ะ เรื่องตาแห้งก็ยังสามารถหาวิธีรักษาอื่นๆได้อยู่ค่ะ แต่ถ้าทรมานจากอาการตาแห้งมาก อาจจะต้องยอมเปลี่ยนการรักษาสิวเป็นวิธีอื่นๆไปก่อน เช่นการทายา แทนค่ะ
  • หลีกเลี่ยงการใส่ contact lens แต่จริงๆข้อนี้หมอก็เข้าใจหลายๆท่านที่อยากสวยอยากหล่อ หรือ ปลื้มกับอิสรภาพจากกรอบแว่นที่ contact lens มอบให้นะคะ แต่ถ้าตาแห้งมากจริงๆ ก็อาจจะต้องยอมเลิกใส่ contact lens จริงๆ เพื่อรักษาสุขภาพตาที่ดีไว้นะคะ
  • หยอดยาตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งยาอะไรบ้างที่ช่วยอาการตาแห้ง หรือจะมีการรักษาแบบไหนบ้างนั้น ไว้เราจะมาเล่าให้ฟังครั้งหน้าค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม และเป็นคนไข้ที่น่ารักของหมอค่ะ วันนี้สวัสดีค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตาแห้งเกิดจากอะไร?? : เคืองตาบ่อยจัง

หลายคนอาจเคยได้ยิน หรือแม้แต่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะตาแห้ง หรือโรคตาแห้ง (dry eye syndrome) ซึ่งทำให้มีอาการเคืองตาอยู่บ่อยๆ หรือบางคนก็อาจจะมีอาการคันตา แสบตา น้ำตาไหล โดยเฉพาะเวลาโดนบม โดนแดด การจ้องอะไรนานๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือ โทรศัพท์ และตอนนี้อาจจะเริ่มสงสัยว่า จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ วันนี้เราจะมาเล่าถึงสาเหตุของภาวะ หรือโรคตาแห้งกันนะคะ

ส่วนสำคัญของตาที่ใช้ในการมองเห็นของเราคือตาดำนะคะ ภาษาหมอๆเรียกกันว่ากระจกตา  เปรียบเสมือนกระจกอันหน้าสุดของกล้องถ่ายรูปที่ตากล้องท้ังหลายระวังอย่างมาก ไม่ให้มีรอยขีดข่วนใดๆ แม้แต่รอยนิ้วมือเลยทีเดียว 

กระจกตาของคนเราก็เช่นกันค่ะ จะรักษาให้มองเห็นชัดแจ๋วได้ กระจกตาคือด่านแรก (แปลว่ามีอีกหลายๆด่านนะคะ) ที่ต้องคงความใสไว้ เพื่อการมองเห็นที่สมบูรณ์ (หมอเรียกว่าตาดำเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่จริงๆ กระจกตาเป็นเพียงชั้นหน้าสุดของตาดำค่ะ ยังมีชั้นลึกๆลงไปข้างในอีกหลายชั้น แต่เห็นเป็นสีดำเพราะม่านตาเราที่อยู่ถัดไปจากกระจกตาเป็นสีน้ำตาลเข้มค่ะ ถ้าเป็นฝรั่งเราก็จะเห็นตาดำของเขาเป็นสีฟ้า สีเขียว แล้วแต่เชื้อชาติค่ะ)

Dry eye, เคืองตา, โรคตา, ตาแห้ง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


อธิบายกระจกตาซะยาว มาต่อกันเรื่องตาแห้งค่ะ การคงความใสของกระจกตา ต้องอาศัยน้ำ ซึ่งก็คือน้ำตาของเรา เคลือบที่ผิวหน้าซึ่งถ้ามีความชุ่มชื้นเพียงพอก็จะป้องกันอาการระคายเคืองตาค่ะ และเพื่อป้องกันน้ำระเหย ก็จะมีการสร้างน้ำมันมาเคลือบทับชั้นน้ำนี้อีกที (มหัศจรรย์ใช่มั๊ยคะ) ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นน้ำตาที่น้อยไป หรือน้ำมันที่น้อยไปก็ทำให้ตาแห้งได้ทั้งนั้นค่ะ

ทีนี้เราก็มาดูว่าอะไรบ้างที่ทำให้น้ำตาน้อยลง หรือ น้ำมันน้อยลง แล้วทำให้เราเกิดอาการเคืองตากันนะคะ (แต่ต้องบอกก่อนว่าน้ำตาจากการร้องไห้ไม่เกี่ยวกันนะคะ ใช่ว่าร้องไห้บ่อยๆแล้วจะไม่ตาแห้งนะคะ ;)

เริ่มที่น้ำตากันก่อนคิดง่ายๆ น้ำตาน้อยก็สามารถเกิดได้จาก
  • น้ำตาของเราสร้างน้อย ซึ่งมักจะเกิดจากโรคบางอย่างที่ทำให้มีความผิดปกติของต่อมน้ำตา เช่น Sjogren disease, SLE, Rheumatoid disease ยาบางอย่าง เช่น ยากลุ่มวิตามินเอ ที่ใช้รักษาสิว, ยาแก้แพ้ หรือแม้แต่ความชราที่ฮอร์โมนเริ่มลดลง ก็สามารถทำให้ตาแห้งได้เช่นกันค่ะ
  • น้ำตาระเหยไวขึ้น เช่น การทำงานที่ต้องเพ่ง จ้องเป็นเวลานานๆ โดยไม่พักสายตา ไม่ว่สจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือเล่นโทรศัพท์มาก , การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศแห้ง ลมพัดแรง แอร์เป่าหน้า พัดลมเป่าหน้า การขี่มอเตอร์ไซค์ (โดยเฉพาะถ้าไม่สวมหมวกที่มีหน้ากากด้านหน้า) หรือคนไข้ที่มีโรคอื่นๆทำให้หลับตาไม่สนิท หรือกระพริบตาไม่ได้ หรือ มีอัตราการกระพริบตาลดลง
  • ต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน (meibomian gland dysfunction) อันนี้จิงแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือการระเหยของน้ำตาที่มากขึ้น ต่อมไขมันที่พูดถึงนี้อยู่ในเปลือกตา และมีทางออกที่ขอบเปลือกตา ใกล้ๆขนตา ดังนั้นการทำความสะอาดเปลือกตาที่ดีจะช่วยรักษาภาวะตาแห้งจากสาเหตุนี้ได้ แบบหายขาดเลยค่ะ
  • สาเหตุอื่นๆ เช่นการใส่คอนแทคเลนส์, การผ่าตัด lasik , การผ่าตัดตา, การใช้ยาหยอดตาในปริมาณมาก, โรคงูสวัด หรือ เริมขึ้นตา ฯลฯ
ถ้าใครที่เคยได้รับการวินิจฉัย หรือสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคตาแห้ง หรือมีอาการเคืองตาบ่อยๆก็ลองตรวจสอบกันดูนะคะว่ามีปัจจัยเหล่านี้อยู่บ้างรึเปล่า
ครั้งหน้าเราจะมาอธิบายอาการ และการปฏิบัติตัวสำหรับโรคตาแห้งกันต่อนะคะ

วันนี้ขอให้ทุกคนดวงตาสดใสนะคะ สวัสดีค่ะ




วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตากุ้งยิง เป็นยังไงนะ

รับประกันว่าคนส่วนใหญ่ต้องเคยได้ยิน "เป็นตากุ้งยิง แสดงว่าไปแอบดูคนอื่นแก้ผ้า" หรือไม่ก็ "แอบดูคนอื่นอาบน้ำ" ความจริงนี่อาจจะเป็นอุบายของคนโบราณซะมากกว่าที่จะปรามคนไม่ให้ไปแอบดูคนอื่นเขาอาบน้ำ แล้วความจริงตากุ้งยิงเป็นยังไงนะ บางคนก็เคยเป็นแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามันคือ "ตากุ้งยิง"

ตากุ้งยิงคือ??
ตากุ้งยิงเป็นการอักเสบของต่อมไขมันที่บริเวณเปลือกตา (อักเสบ= ปวดบวมแดงร้อน ถ้าอ่านบทความของเรามานานๆคงจะเห็นประโยคนี้ประจำ) ความจริงแล้วจะว่าคล้ายๆสิวก็ได้ เพราะสิวเองก็เป็นการอักเสบที่ต่อมไขมันเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอันนี้เกิดขึ้นที่เปลือกตา ก็เลยเรียกว่า "ตากุ้งยิง" แทนที่จะเรียกว่า "สิว"

ต่อมไขมันที่เปลือกตามีทั้งด้านนอก และด้านในเปลือกตา ดังนั้นบางครั้งจะเห็นหัวหนองที่ด้านนอก แต่บางคร้งหัวหนองก็โผล่ที่อีกด้านในของเปลือกตา (คือด้านที่ติดกับลูกตา) ก็เลยเห็นแค่เปลือกตาด้านนอกที่บวมๆ แต่ไม่เห็นหัวหนอง

แล้วตากุ้งยิงจะเป็นยังไง
ความจริงแล้วตากุ้งยิงมีทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรังเป็นเดือนๆ แบบเฉียบพลันจะมีการอักเสบมากกว่าแต่เป็นไม่นาน แต่แบบเรื้อรังจะไม่ค่อยรุนแรง แต่เป็นนาน

ตากุ้งยิงแบบเฉียบพลัน จะเห็นเปลือกตาบวมแดง และปวดตาข้างเดียว คือข้างที่เป็น เปลือกตาจะบวมมากตอนเช้าหลังจากตื่นนอน บางทีถึงขนาดเปิดเปลือกตาไม่ค่อยไหว แต่พอสายๆบ่ายๆจะบวมน้อยลง ส่วนใหญ่เป็นข้างเดียว มีขี้ตาเยอะกว่าปกติ ตาแดงได้เล็กน้อย เคืองตาบ้าง บางครั้งจะเป็นหัวหนองทีเปลือกตา แต่ที่สำคัญการมองเห็นจะปกติ ถ้าเกิดว่ามีปวดในลูกตา ตาแดงมาก การมองเห็นเปลี่ยนไป อันนี้อาจไม่ใช่ตากุ้งยิง แต่อาจร้ายแรงกว่านั้น ควรรีบไปพบแพทย์นะคะ
ตากุ้งยิง,โรคภัยไข้เจ็บ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ส่วนตากุ้งยิงแบบเรื้อรัง อาจเป็นภายหลังแบบเฉียบพลันก็ได้ จะเห็นเปลือกตาบวม มีตุ่มๆคลำได้ เจ็บเล็กน้อย เคืองเล็กน้อย การอักเสบไม่มาก เป็นนานเป็นเดือนๆ ไม่หายซักที

แล้วต้องทำยังไง
สำหรับตากุ้งยิงแบบเฉียบพลัน ในช่วงแรกที่ยังไม่มีหัวหนองขึ้น ก็ควรกินยาฆ่าเชื้อ และหยอดยาฆ่าเชื้อ ยากินส่วนใหญ่ก็เป็นยา Dicloxacillin หรือ Amoxycillin หรือ Augmentin ฯลฯ สามารถใช้ได้หลายตัว กินยาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนยาหยอดที่นิยมก็จะเป็น polyoph หรือ Chloroph  ร่วมกับการประคบอุ่นที่เปลือกตาวันละ 15-20 นาที วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง จะช่วยให้การอักเสบลดลง ตายุบบวม และเจ็บน้อยลง

วิธีที่กล่าวมา ถ้ายังไม่มีหัวหนองส่วนใหญ่จะหายได้เอง อาจเหลือบริเวณที่จับแล้วแข็งๆอยู่บ้าง แต่ก็หายไปเองได้ในที่สุด แต่ถ้าเกิดว่าเห็นมีหัวหนองขึ้นมา อันนี้คงต้องไปพบแพทย์เพื่อเจาะระบายออก ถึงจะหายนะคะ

ส่วนถ้าเป็นแบบเรื้อรัง แสดงว่าการอุดตันยังอยู่ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะระบายหนองเช่นกันนะคะ และถ้ามีการอักเสบขึ้นมาก็ควรทานยา หยอดยา และประคบอุ่น จนกว่าจะหายดี

สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างคือ ถ้าเป็นบ่อยๆ ซ้ำที่เดิม ควรไปพบจักษุแพทย์ เผื่อว่าไม่ใช่ตากุ้งยิง หรือมีภาวะความเจ็บป่วยอื่นร่วมด้วยนะคะ

ดวงตาเป็นหน้าต่างหัวใจ ดูแลตาให้ดีนะคะ

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก งงจริงๆ

พูดถึงดวงตา ก็เป็นสิ่งที่หลายๆคนมองข้าม ทั้งๆที่ใช้กันอยู่ทุกวัน ดูเหมือนว่าสิ่งที่หนุ่มๆ สาวๆจะสนใจกว่าคือ เปลือกตา(อยากได้ตาสองชั้น) และตาดำที่ต้องใส่ big eye มาแข่งกันแบ๊วอยู่ทุกๆวัน เอาเถอะค่ะ เข้าใจว่าผู้หญิงอย่าหยุดสวย และผู้ชายอย่าหยุดหล่อ วันนี้จะขอมาพูดถึงเรื่องของ "ต้อ" ซึ่งมีหลายชื่อมากมาย อยากให้ทุกคนได้รู้จักโรคของตามากขึ้นค่ะ

สำหรับคำว่า "ต้อ" เอง ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันค่ะ ว่ามันแปลว่าอะไร(ใครมีความรู้ก็ชี้แนะกันได้นะคะ) แต่ว่า ต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อลม และต้อกระจก ล้วนแล้วแต่เป็นโรคของตาทั้งนั้นค่ะ แต่ละอันจะต่างกันยังไง มาดูกันค่ะ

ต้อหิน, ต้อเนื้อ, ต้อลม, ต้อกระจก, โรคต้อ, โรคตา
ส่วนประกอบของลูกตา(ฉบับที่คนทั่วไปควรรู้นะคะ)
ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่า "ลูกตา" ที่วาดกันง่ายๆเหมือนลูกกอล์ฟ ที่มีวงกลมสีดำแปะอยู่เนี๊ย ความจริงแล้วเป็นอวัยวะที่ซับซ้อน และมีความบอบบางมาก มองจากด้านนอกง่ายๆก็มี "ตาขาว" กับ "ตาดำ" ใช่มั๊ยค่ะ

ตาขาว จะมีเส้นเลือดมาเลี้ยง เวลาที่ตาขาวอักเสบติดเชื้อ หรือเกิดการระคายเคืองขึ้นก็จะมีสีแดงขึ้นมา เกิดจากเส้นเลือดที่ตาขาวขยายตัว ความจริงแล้วตาขาวถูกคลุมด้วยเยื่อบางๆ ที่เรียกว่า "เยื่อบุตา" ก็คือส่วนที่เราเห็นเส้นเลือดชัดๆนี่แหละค่ะ

ส่วนตาดำ ชั้นนอกสุดเป็นกระจกใสๆ เหมือนเลนส์แว่นตาของเรา เรียกว่า "กระจกตา" ถ้าลองจ้องตาตัวเองจะเห็นว่าในตาดำ จะมีตรงกลางที่ดำกว่าคือ "รูม่านตา" ส่วนสีอ่อนกว่าที่ล้อมรอบรูม่านตาคือ "ม่านตา" ก็คือส่วนที่ตาของฝรั่งเป็นสีฟ้า สีเขียว แต่ของคนเอเชียเป็นสีน้ำตาลนั่นแหละค่ะ ความจริงแล้วรูม่านตาเป็นตำแหน่งของ "เลนส์ตา" (อย่างสับสนกับกระจกตานะคะ) แล้วหลังจากเลนส์ตาไปจะเป็นพื้นที่โล่งๆในลูกตาของเราซึ่งมีวุ้นตาอยู่ และผิวด้านในของลูกตาเป็นจอประสาทตามีหน้าที่รับภาพที่เรามองเห็นค่ะ

ต้อลม
มารู้จักกับต้อลมกันก่อน ต้อลมเป็นส่วนที่เกิดขึ้นที่ "เยื่อบุตา" ก็คือตรงตาขาวของเรา ลักษณะคล้ายๆติ่งเนื้อสีชมพูๆ เกิดขึ้นที่ตาขาวของเรา ส่วนใหญ่เราจะเห็นในคนที่อายุมากหน่อย อย่างน้อยๆก็เกือบ 30 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ตาของเราต้องโดนลม (ก็เลยเรียกว่าต้อลม) โดนฝุ่นมากๆ ก็เลยจะเห็นมากในชาวภูธรที่ทำไร่ทำนา หรือขี่มอเตอร์ไซค์ แล้วหน้าประทะกับลมตลอดเวลาค่ะ ต้อลมไม่อันตราย เพียงแต่อาจทำให้เคืองตาได้บางครั้งค่ะ

ต้อเนื้อ
ต้อเนื้อก็ลักษณะคล้ายๆต้อลมนะคะ เพียงแต่ว่าเจ้าติ่งเนื้อชมพูๆเนี๊ย มันยื่นยาวจนเข้ามาในตาดำ อันนี้ก็ไม่ได้อันตรายเหมือนกัน เพียงแต่ว่าถ้าบังมาถึงรูม่านตา อาจจะบดบังการมองเห็นได้ และทำให้เกิดสายตาเอียงได้ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นมากก็ต้องไปลอกออก ตอนลอกก็สบายๆค่ะ ไม่ต้องถึงกับนอนโรงพยาบาล คุณหมอฉีดยาชา แล้วลอก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จค่ะ

ต้อกระจก
อันนี้เป็นเกิดกับ "เลนส์ตา" ก็คือตรงกลางของตาดำนั่นเอง ตอนเด็กๆ ตรงกลางของตาดำเนี๊ยจะเป็นสีดำสนิท เพราะว่าเลนส์ตาใส มองเห็นข้างในเป็นมืดๆ แต่พออายุมากขึ้น ลองไปสังเกตตาของคุณตาคุณยายได้ ตรงกลางตาดำจะเป็นสีออกขาวๆ นั่นคือ "ต้อกระจก" ตอนนี้บางคนมองตาตัวเองอาจจะเห็นว่าไม่ได้เป็นสีดำสนิทแล้ว โรคนี้เป็นกัน"ทุกคน"ค่ะ (ถ้าอายุมากพอ) เป็นสิ่งที่เสื่อมสภาพตามอายุ จะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่คนกันไป ถ้าเป็นมากก็อาจจะทำให้มองไม่เห็น สายตาฝ้าฟางไปได้ แต่ในรายที่เป็นมากๆอาจจะต้องผ่าตัดออก เพราะว่าอาจทำให้เกิด "ต้อหิน" ได้ถ้าเกิดปล่อยทิ้งไว้

ต้อหิน
ต้อหินเป็นโรคของความดันในลูกตาสูง (ไม่เกี่ยวกับความดันเลือดสูงนะคะ) ซึ่งมีสาเหตุได้หลายอย่างมาก    เอาเป็นว่าทำให้เกิดความดันน้ำในลูกตาสูงผิดปกติ ทีนี้ถ้าในของลูกตาเป็นจอประสาทตา และมีเส้นประสาทตาเล็กๆมากมาย ทำหน้าที่รับภาพ เหมือนกับ Pixel บนหน้าจอคอมพิวเตอร์นี่แหล่ะค่ะ เวลาที่ความดันในลูกตาสูงก็จะไปกดเส้นประสาทเหล่านั้น ทำให้เสื่อมสภาพและทำงานไม่ได้ อาการคือจะมองเห็นแคบลงเรื่อยๆค่ะ คือภาพเต็มจอที่เราเห็นตอนนี้ ถ้าเป็นต้อกระจกจะเห็นภาพแคบลงๆ เรื่อยๆ จนเห็นเฉพาะตรงกลางค่ะ การรักษาก็มีทั้งการกินยา หยอดยา และผ่าตัด เอาเป็นว่าถ้ามีอาการเช่น ปวดตาข้างเดียว ปวดศีรษะมาก กินยายังไงก็ไม่หาย มองเห็นภาพแคบลง ชอบเดินเตะตรงโน้นตรงนี้ หรือขับรถชนเพราะมองไม่เห็นรถข้างๆบ่อยๆ ควรไปตรวจตากับจักษุแพทย์นะคะ

ขอให้ทุกคนเห็นโลกสดใสนานๆค่ะ

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้างหรือ????

ตาแดงเป็นอาการที่เกิดได้บ่อยๆ หลายๆคนก็คงเคยเป็น ตาแดงๆเวลาที่มีอะไรเข้าตา เคืองๆอยู่บ้าง หลายครั้งก็สามารถหายได้เอง แต่หลายครั้งก็ต้องหยอดยาแล้วก็จะดีขึ้น แต่บางครั้งก็ต้องไปหาหมอเลยทีเดียว ตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้าง ความจริงแล้วเราก็พอจะรู้สาเหตุได้ โดยดูจากอาการร่วม เป็นยังไง มาดูกันค่ะ
Why red eye


ทำไมตาแดง
คำว่า "ตาแดง" ส่วนใหญ่ เรามักจะหมายถึงว่าตาขาวของเราแดงมากขึ้นกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากเส้นเลือดที่ตาขาวขยายตัวขึ้น ทำให้เห็นเหมือนกับว่าตาของเราแดงกว่าปกติ สาเหตุที่ตาขาวแดงนั้นส่วนใหญ่ก็เกิดจากการอักเสบ สิ่งสำคัญคือ เราต้องหาสาเหตุว่า ตาของเรา"อักเสบ" จากอะไร และที่ไหน ก่อนจะไปพบแพทย์ มีสาเหตุว่ามาเล่าให้ฟังค่ะ ว่าอาการตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้าง

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา
ส่วนใหญ่ก็มีอาการตาแดง ร่วมกับน้ำตาไหล เคืองตา ส่วนใหญ่ก็จะรู้ตัวว่ารู้สึกเหมือนมีอะไรเข้าตา หรือยังติดอยู่ในตา และรู้ว่าเริ่มมีอาการตอนไหน เป็นขึ้นมาทันที กรณีนี้ก็พยายามอย่าขยี้นะคะ อาจจะลองล้างน้ำสะอาดดู ถ้าเกิดว่าไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ และยิ่งถ้าเป็นสิ่งของที่มีความเร็วอย่าง เศษเหล็กจากเครื่องตัดเหล็ก ก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ

การติดเชื้อเยื่อบุตา หรือกระจกตา
ถ้ามีอาการตาแดงข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ ร่วมกับ น้ำตาไหลมาก น้ำตาข้นเป็นหนอง เคืองตา ตาสู้แสงไม่ได้ ค่อยๆเป็นขึ้นมา มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนเช้ามีขี้ตาติดตาเป็นสีเหลืองๆเขียวๆ อันนี้ก็สงสัยได้เลยว่าอาจจะเป็นการติดเชื้อ และถ้าหากว่าเป็นมากก็อาจมีหนังตาบวมแดงไปด้วย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจ การรักษาก็หยอดยาฆ่าเชื้อ อาจจะร่วมกับการกินยาฆ่าเชื้อชนิดที่ตรงกับเชื้อที่เราติดมา

ภูมิแพ้ที่เยื่อบุตา
กลุ่มนี้ก็ตาแดงเหมือนกัน แต่จะร่วมกับอาการ "คัน"ตา ขอเน้นว่า "คัน" ไม่ใช่เคือง เจ็บ หรือปวด ร่วมกับน้ำตาใสๆไหลตลอด และยิ่งถ้าคันจมูก คัดจมูก หรือเป็นภูมิแพ้อยู่เดิม อาการคันตานี้ก็น่าจะเป็นจากภูมิแพ้ค่ะ กลุ่มนี้ ถ้ากินยาแก้แพ้ และหยอดยาแก้แพ้ อาการก็จะดีขึ้น แต่ก็อาจเป็นซ้ำได้อีกถ้าเจอสิ่งที่แพ้อีกนะคะ

เลือดออกชั้นเยื่อบุตา
เป็นอาการตาแดงค่ะ แต่ไม่ได้แดงเหมือนอันอื่นๆที่แดงแต่ดูใกล้ก็เห็นเป็นเส้นเลือดฝอยๆ แต่อันนี้เป็นปื้นเลือดสีแดงสดน่ากลัวเลยทีเดียว โดยที่เป็นอาการตาแดง ไม่คัน ไม่แสบ  ไม่ปวดตา ไม่เคืองตา ไม่มีน้ำตาไหล อยู่ๆก็เกิดขึ้นเอง ไม่มีอาการอย่างอื่นเลย โดยไม่ได้มีอุบัติเหตุอะไร อันนี้ก็เกิดขึ้นได้ค่ะ และไม่เป็นอันตราย และไม่ต้องหยอดยาอะไร จะหายได้เองนะคะ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้ามันเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุ กระทบกระแทก ให้มาตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยนะคะ

การอักเสบในลูกตา
ส่วนใหญ่ก็มีตาแดงเหมือนกัน ร่วมกับปวดตา ตาสู้แสงไม่ได้ มองเห็นภาพไม่ชัด โดยที่ไม่ได้มีอาการน้ำตาไหล ขี้ตาเยอะ ก็สงสัยได้ว่าเป็นโรคกลุ่มนี้ ควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์นะคะ

ต้อหินชนิดเฉียบพลัน
สุดท้ายภาวะนี้ค่อนข้างรีบด่วน อาการต้อหินเฉียบพลันจะมีอาการตาแดงร่วมกับอาการปวดตามาก บางคนอาจรู้สึกว่าปวดหัวมากกว่า จนขนาดคลื่นไส้อาเจียน ตาพร่า เห็นแสงเป็นสีรุ้งๆ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อวัดความดันตา เพราะต้อหินชนิดเฉียบพลันมักจะมีความดันในลูกตาสูง ซึ่งจะไปกดจอประสาทตาทำให้การรับภาพเสียไปได้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วค่ะ


ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการตาแดงได้ มีตั้งแต่โรคไม่ร้ายแรง จนถึงโรคร้ายแรง สรุปว่า ถ้าไม่แน่ใจว่าอาการตาแดงเกิดจากอะไรเป็นอะไรก็ควรไปพบแพทย์ จะดีที่สุดนะคะ

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ยาแก้อักเสบคืออะไรหนอ??

หลายคนคงเคยกินยาที่เรียกกันว่า "ยาแก้อักเสบ" กันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นหวัด เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ปวดแขนปวดขา ปวดเข่า ปวดข้อ วันนี้อย่างให้ทุกคนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า ยาที่เรียกกันติดปากว่า "ยาแก้อักเสบ" นั้น ความจริงมีสรรพคุณอะไร

ตกลงยาแก้อักเสบคืออะไรกันแน่
จริงๆแล้วยาแก้อักเสบที่เรากินๆกัน ฮิตมากคือ Amoxicillin(เรียกกันสั้นๆว่า Amoxy เป็นยาแคปซูล มีหลายสีแล้วแต่ยี่ห้อ) ความจริงแล้วเป็น "ยาฆ่าเชื้อ" คือการออกฤทธิ์จริงๆเป็นการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย แต่เนื่องจากการติดเชื้อมักทำให้เกิดการอักเสบ (แต่การอักเสบอาจจะไม่ได้มาจากการติดเชื้อเสมอไป) ก็เลยมักจะพูดกันง่ายๆว่า ยาแก้อักเสบ

แล้วยาแก้อักเสบจริงๆมีรึเปล่า
ต้องตอบก่อนว่า "การอักเสบคืออะไร" การอักเสบเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อส่วนที่เกิดความผิดปกติ เหมือนกับเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วมักจะมีไทยมุง ยังไงอย่างงั้นเลยค่ะ เช่นถ้าร่างกายเราเกิดการติดเชื้อ มีเชื้อโรคแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายของเราจะส่งหน่วยต่อสู้ (คล้ายๆกับตำรวจในร่างกาย) ซึ่งก็คือเม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณทีเกิดความผิดปกตินั้น และก็จะเกิดการต่อสู้ของเม็ดเลือดขาวกับเชื้อโรคเหล่านั้น บริเวณทีเกิดการต่อสู้ขึ้นก็จะเห็นบริเวณที่เกิดการบวม แดง ร้อน และปวดขึ้นมา ส่วนใหญ่เวลาที่เชื้อกำลังเจริญเติบโตอยู่บนตัวเรา ก็จะไม่เห็นอาการอะไรหรอกค่ะ แต่อาการส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของเราเริ่มต่อสู้ ก็เลยปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งทำให้เราทรมาน แต่ความจริงแล้วก็เป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าร่างกายของเรากำลังต่อสู้

แต่สิ่งที่เม็ดเลือดขาวต้องต่อสู้ก็ไม่ได้มีแค่การติดเชื้อเท่านั้น เช่นเวลาที่มีกระดูกหัก มีรอยฟกช้ำ จากอุบัติเหตุ หัวโน กล้ามเนื้อฉีก เอ็นฉีกจากการเล่นกีฬา  แบบนี้ก็ไม่ได้มีการติดเชื้อ แต่จะมีการอักเสบเกิดขึ้นเพื่อเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บของร่างกาย

ยาต้านการอักเสบ ที่ลดการทำงานของเม็ดเลือดขาวเหล่านี้ก็มีอยู่ และหลายคนอาจจะใช้กันอยู่ แต่เรากลับเรียกมันว่า "ยาแก้ปวด" เป็นยาแก้ปวดชนิดที่เรียกว่า "NSAID" (Non steroidal anti-inflammatory drug) เช่น Diclofinac, Bufen, Naproxen เป็นต้น ยาเหล่านี้จะทำให้การอักเสบลดลง ทำให้อาการ ปวดบวมแดงร้อน ลดลง แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ส่วนใหญ่แล้ว แต่อาการปวดบวมแดงร้อนของการอักเสบจะลดลง แต่ร่างกายก็จะยังต่อสู้ และซ่อมแซมส่วนที่ซึกหรอได้เหมือนเดิมค่ะ

รู้อย่างงี้แล้ว.....
สิ่งที่ควรระวังคือ การกินยาแก้อักเสบ (ยาฆ่าเชื้อ) ควรกินเมื่อมีอาการของการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอ คอแดง มีแผลติดเชื้อ เป็นหนอง หรือเป็นสิว แต่ถ้าเป็นการอักเสบอย่าง ปวดแขนปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออักเสบก็ควรกินยาแก้ปวด (ความจริงเป็นยาต้านการอักเสบของจริง) การกินยาฆ่าเชื้อโดยที่จริงๆแล้วไม่มีการติดเชื้อ ในระยะสั้นก็ไม่ได้มีผลข้างเคียงกับร่างกายมากนัก ถ้าไม่ได้แพ้ยา แต่การใช้ยาฆ่าเชื้อมากเกินไป จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ และหากเราเกิดการติดเชื้อจริงๆ อาจจะต้องกินยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้นไปอีก ก็จะส่งผลเสียในระยะยาวได้ค่ะ

ยังไงก็ตาม รักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะได้ไม่ต้องกินยาดีกว่านะคะ

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำไมถึงเมารถ

อาการเมารถ เมาเรือ เจอได้บ่อยๆ บางคนเป็นอยู่ตลอด จะแก้ยังไงก็ไม่หาย แต่บางคนก็จะเป็นบางครั้ง เช่นเวลาที่อ่านหนังสือบนรถ หรือดูหนังบนรถ บางคนก็ไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ หลายคนก็เลยเริ่มสงสัยว่า แล้วทำไมเราถึงเมารถ และควรทำอย่างไร

ทำไมถึงเมารถ
โดยปกติร่างกายของเรารับรู้ตำแหน่งที่ส่วนต่างๆของร่างกายตั้งอยู่ได้ ด้วยอวัยวะสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่อยู่ที่หูชั้นใน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Semicircular canal" ความจริงก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะว่ามันจะชื่ออะไร เอาเป็นว่ามันเป็นตัวที่คอยรับรู้ว่าเรากำลังนอนอยู่ หรือนั่งอยู่ กำลังเดินไปข้างหน้า หรือเดินถอยหลัง นอกจากนี้ก็จะมีการรวบรวมข้อมูลจาก "การมองเห็น" และ"ผิวหนังแขนขา" เพื่อประกอบกันว่าร่างกายของเราเคลื่อนไปทางไหน เช่น เรากำลังเดินไปข้างหน้า หูชั้นในเรารับรู้ว่าร่างกายกำลังไปข้างหน้า ตาก็มองเห็นว่าเราไปข้างหน้า และเท้าของเราที่สัมผัสพื้นก็บอกว่าเรากำลังไปข้างหน้า อันนี้ทุกอย่างก็ประสานกัน ราบรื่นดี

แต่บางเวลาอย่างเช่นเวลาที่เรานั่งรถ แล้วอ่านหนังสือ หรือเล่น facebook หูชั้นในของเราบอกว่าเรากำลัง"เคลื่อน"ที่ ขาและหลังที่ติดกับเบาะก็บอกว่ากำลัง"เคลื่อน"ไปข้างหน้า แต่ตาเนี๊ยดันบอกว่า "อยู่นิ่ง" ทีนี้สมองก็เริ่มเกิดการสับสนและตีกัน ก็เลยเกิดเป็นอาการเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน มึน เมารถขึ้นมานั่นเอง อันนี้ก็เลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่การนอนหลับไปเลย จะไม่เมารถ เพราะว่าเราไม่รับรู้ข้อมูลจากตานั่นเอง

แล้วทำไมบางคนเป็น บางคนไม่เป็น
ความจริงแล้วทางการแพทย์เชื่อว่าถ้าเกิดว่าใครก็ตามที่ตากับหูชั้นในรับรู้การเคลื่อนไหวสอคคล้องกันนี้แบบนี้ ก็จะเกิดอาการเมาทุกคน ถ้าอยู่ในภาวะนี้นานพอ เพียงแต่แต่ละคนเกิดช้าเกิดเร็ว และสำหรับการอ่านหนังสือบนรถทัวก็มักจะเป็นน้อยกว่า การอ่านหนังสือบนรถเก๋ง เพราะว่ารถแกว่งน้อยกว่า (ยกเว้นรถทัวร์ซิ่งนะคะ)

ควรจะทำยังไง
อันดับแรกที่ช่วยได้ดีที่สุดก็คือการปรับตัวเราเอง ได้แก่ ไม่อ่านหนังสือ หรือพยายามเล่นมือถือ tablet บนรถ บนเรือ หรือบนพาหนะที่กำลังเคลื่อนอยู่ มองออกไปนอกหน้าต่าง หรือไกลๆ ถ้านั่งเรือสำราญก็ควรอยู่ในห้องที่มีหน้าต่างให้เห็นข้างนอก จะช่วยลดอาการได้ หรือบางคนที่เป็นหนักจะหลับไปเลยก็ได้ หรือนั่งหลับตาก็มักจะช่วยให้ดีขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ควรจำไว้คือ ภาวะนี้ "ป้องกัน จะได้ผลดีกว่าแก้ไข" คือถ้ามีออาการเมาแล้วค่อยมาแก้กัน มักจะได้ผลไม่ดีนัก คนที่รู้ตัวว่าเมาได้ง่ายๆก็อาจจะกินยาแก้เมารถก็จะช่วยได้ โดยควรจะกินก่อนนั่งรถ หรือนั่งเรือ อย่างที่หลายคนคงเคยทำกันอยู่

นอกจากนี้ก็มีการศึกษาออกมาว่า อาหารที่มีรสจัดๆช่วยลดอาการเมารถเมาเรือได้เหมือนกัน ส่วนเหตุผลที่เป็นอย่างงั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด

สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ ภาวะเมารถเมาเรือนี้ "จิตใจ" มีส่วนเกี่ยวข้องมากพอสมควร คนที่เคยเมารถเมาเรือ ก็มักจะเป็นซ้ำๆเพราะว่ามีความ"ฝังใจ"อยู่ ว่าถ้านั่งอีกจะต้องเมารถ เมาเรือแน่นอน ความจริงแล้ว ถ้าทำใจสบายๆ ลองมองออกไปนอกหน้าต่างไกลๆ ก็อาจจะไม่มีอาการแล้วก็ได้นะคะ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเดินทางค่ะ




วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หัวกระแทกอย่างแรง!! ทำไงดี

แน่นอนว่าหลายคนคงเคยได้ยินมาว่า บางคนประสบอุบัติเหตุ หัวกระแทกอย่างแรงจนสลบ หรือจนมีเลือดออกในสมอง ถึงขั้นกลายเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิงนิทรา พอเรา หรือคนใกล้ตัวเราประสบอุบัติเหตุบ้าง ก็เริ่มสงสัยว่า "จะเป็นอะไรมากมั๊ย" แล้วจะรู้ได้ยังไง มาลองอ่านดูกันค่ะ (อ่านแล้ว หวังว่าจะทำให้นั่งซิ่งหลายคน หันมาใส่หมวกกันน็อกนะคะ)

อันตรายจากศีรษะกระแทก
คำถามแรกคือ การที่หัวของเรากระแทกกับของแข็งอย่างแรง จะทำให้เกิดอะไรได้บ้าง (จะสลบจริงๆเหมือนเวลานางเอกเอาไม้ฟาดหัวผู้ร้ายรึเปล่า)

ก็ไล่ตามจากชั้นนอกไปชั้นในนะคะ ที่เห็นกันชัดๆอันแรกคือที่ผิวหนัง อาจจะฟกช้ำดำเขียว อันนี้ก็คงไม่ค่อยแปลกซักเท่าไหร่ รุนแรงขึ้นอีกหน่อยก็ "หัวโน" ก็คือเห็นเป็นลูกๆขึ้นมา ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มักจะเกิดตามหลังจากที่ถูกกระแทกแล้วซัก 1-2 ชั่วโมง อันนี้เป็นจากการที่มีเลือดออกใต้ผิวหนังมาก เลือดมาคั่งรวมกันจนเห็นผิวหนังปูดขึ้นมา แรงขึ้นอีกก็อาจจะมีผิวหนังฉีกขาด เลือดอาบ ที่เรียกกันว่า "หัวแตก" ความจริงก็คือเลือดที่ไหลออกจากผิวหนังที่ฉีกขาดนั่นเอง

หัวกระแทก,ศีรษะกระแทก,เลือดออกในสมอง
ถัดเข้ามาเป็นกะโหลกศีรษะ การกระแทกอย่างแรงมากๆ ก็สามารถทำให้กะโหลกศีรษะร้าวได้ และอาจจะถึงกับแตกเป็นชิ้นได้ แต่แรงกระแทกจนทำให้กะโหลกร้าวหรือแตกได้นั้น มักจะแรงมากจนน่าจะกระทบกระเทือนสมองด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วในคนที่เกิดการกระทบกระเทือนที่สมองอาจไม่พบการแตกร้าวของกะโหลกเลยก็มี

มาถึงส่วนที่ทุกคนอย่างรู้มากที่สุดคือ "สมอง" การกระแทกทำให้สมอง"ช้ำ"ได้ ที่สมองช้ำเป็นได้จาก 2 แบบ แบบแรกคือ แรงกระแทกส่งผ่านจากกะโหลกไปถึงสมอง ทำให้เกิดรอยช้ำของสมอง "ตรงกับ" ตำแหน่งที่ถูกกระแทก แบบที่สองคือนึกถึงเวลาที่เราเขย่าขวดที่มีเหรียญข้างใน เราสะบัดขวดไปทางขวา แต่เหรียญจะกระทบกับขวดด้านซ้าย อันนี้มักเกิดในกรณีที่เรากำลังเคลื่อนที่แล้วมีของแข็งมากระแทกหัวเราอย่างจัง ทำให้กะโหลกเราเปลี่ยนทิศเคลื่อนที่ทันที สมองที่ยังเคลื่อนไปทางเดิมก็เลยกระแทกกับกะโหลก จนเกิดรอยช้ำของสมองที่ "ตรงข้าม" กับบริเวณที่ถูกกระแทก

พอสมองเรากระแทกแล้วก็มักจะเลือดออก แล้วแต่ความหนัก และการส่งผ่านแรง ถ้าผ่านเส้นเลือดใหญ่ หรือแรงกระแทกแรงมากก็อาจมีเลือดออกมาก ถ้าเส้นเลือดเล็ก และแรงกระแทกน้อยก็มีเลือดออกน้อย เลือดที่ออกไม่มากเราอาจจะแค่ปวดหัว แต่หลังจากนั้น เลือดก็จะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกาย อาการก็หายได้เอง แต่ถ้าเลือดออกมากอาจจะกดสมองทำให้เรามีอาการเช่น ซึมลง หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด พฤติกรรมเปลี่ยน หรือ หมดสติไปเลยก็ได้

แล้วต้องทำยังไง
สิ่งสำคัญคือ "อาการ" ของเราค่ะ ขอแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ขั้น

ขั้นแรก หลังจากที่ศีรษะกระแทก อาจจะมีอาการปวดหัวเล็กน้อย มึนงงเล็กน้อยได้ แต่ก็หายได้เองในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตได้ปกติ ถ้าเป็นแบบนี้แม้ว่าหัวจะโน หรือหัวแตก หรือแค่ช้ำ อันนี้ก็อย่าพึ่งกังวล เพราะน่าจะเป็นไม่มาก ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลค่ะ แต่กันไว้คือควรจะสังเกตอาการเองใน 24 ชั่วโมง ถ้ามีอาการผิดปกติก็ควรกลับมาพบแพทย์ค่ะ

ขั้นที่สอง หลังจากที่ศีรษะกระแทก ภายใน 24 ชั่วโมงมีอาการคือ คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะมาก หรือมีช่วงที่หมดสติไม่รู้สึกตัวไป จำเหตุการณ์ต่างๆไม่ได้หมด อันนี้สมควรมาพบแพทย์อีกครั้งเพื่อตรวจร่างกายซ้ำ เอ็กซเรย์สมอง หรือ นอนเฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลค่ะ

ขั้นที่สาม คือภายใน 24 ชั่วโมงมีอาการที่ชัดเจน เช่น ซึม หมดสติ แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด พูดไม่รู้เรื่อง พฤติกรรมเปลี่ยน อันนี้ควรรีบส่งโรงพยาบาลทันที และควรได้เอ็กซเรย์สมองโดยเร็วเพื่อดูว่ามีเลือดออกในสมองมากน้อยแค่ไหนค่ะ และเพื่อวางแผนการรักษาต่อไปค่ะ โดยมากถ้ามีอาการถึงกับหมดสติ ไม่รู้สึกตัว แขนขาอ่อนแรง ก็มักมีเลือดออกมาก และต้องผ่าตัดสมองเพื่อเอาเลือดที่กดสมองออกค่ะ

สรุปแล้วสิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการค่ะ การเอ็กซเรย์สมองก่อนมีอาการมักจะไม่เจออะไรค่ะ ถึงเจอก็ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เพราะว่าเลือดเหล่านี้ร่างกายสามารถดูดซึมออกไปได้เอง สิ่งที่ทำได้ก็คือสังเกตอาการไปก่อนค่ะ ถ้าไม่มีอาการการผ่าตัดเรียกว่าเจ็บตัวฟรีก็ว่าได้ค่ะ

เหล่านักซิ่งทั้งหลาย สวมหมวกกันน็อกกันเถอะค่ะ ถึงเจ้าหญิงนิทราจะได้เจ้าชายรูปงาม แต่ชีวิตจริงการจุมพิตไม่ทำให้ฟื้นคะ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คนที่ติดเชื้อ HIV บางคนเท่านั้น ที่เป็นเอดส์???

ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า "เอดส์" กับ "ติดเชื้อเอชไอวี(HIV) พอสมควร ไม่ว่าจะด้วยฐานะ โรคที่น่ารังเกียจ หรือโรคที่น่าสงสาร แต่รู้หรือไม่ว่าความจริงแล้ว 2 คำนี้ ไม่เหมือนกัน และเรารู้จัก 2 คำนี้ดีแค่ไหน มาดูกันค่ะ

คนที่ติด HIV บางคนเท่านั้นที่เป็นเอดส์???
HIV ย่อมาจาก Human immunodeficiency virus นี่เป็นชื่อของ "ไวรัส" หรือ เชื้อโรคตัวหนึ่ง ส่วน AIDS (เอดส์) ย่อมาจาก Acquired immunodeficiency syndrome (ไม่ได้แปลว่าช่วยเหลือนะคะ) เป็นชื่อของ "กลุ่มอาการ" อย่างหนึ่งของภาวะ "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง"

คนที่ติดเชื้อไวรัส HIV เมื่อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือด จะตรงไปหาเซลล์เม็ดเลือดขาว ปกติแล้วเม็ดเลือดขาวเป็นเหมือนตำรวจในร่างกายของเรา ค่อยจับและทำลายเชื้อโรคซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของเรา แต่เมื่อเชื้อ HIV ไปเจอกับเซลล์เม็ดเลือดขาว มันจะเข้าไปกบดานในนั้น แล้วเพิ่มจำนวนตัวเอง ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวนั้นอ่อนแอ และทำงานไม่ได้ ก่อนจะตายไป แล้วเชื้อ HIV ก็จะกระจายไปสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวอื่นๆ เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายของเรามีนับได้เป็นล้านตัว เจ้าเชื้อ HIV นี้ก็จะค่อยๆกระจายไปเรื่อยๆ ระหว่างนี้คนที่ติดเชื้อ HIV ก็จะยังสบายดีอยู่ ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ถึงมีก็อาจมีเล็กน้อย จนกระทั่งเม็ดเลือดขาวถูกทำลายไปถึงระดับหนึ่ง เหมือนกับตำรวจในประเทศที่ทำงานจริงๆ ค่อยๆลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่สามารถดูแลทั่งร่างกายได้ทั่วถึงอีกต่อไป เมื่อถึงจุดนี้ คนที่ติดเชื้อ HIV ก็จะมีลักษณะของการติดเชื้อที่ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป อันนี้แหละค่ะที่เรียกว่า "AIDS"

แล้วคนที่ติด HIV ทำยังไงถึงจะไม่เป็นเอดส์
ปัจจุบันเราพูดได้ว่า "เอดส์รักษาไม่ได้ แต่ 'ควบคุม' ได้" ตอนนี้เรามียาต้านไวรัส HIV เป็นยาที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ทำให้เม็ดเลือดขาวไม่ถูกทำลาย และถ้าได้รับยาต่อเนื่อง เม็ดเลือดขาวก็จะถูกสร้างขึ้นมาและทำงานได้ตามปกติ ทำให้คนที่ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป แต่ปัญหามีอยู่คือ ยาเหล่านี้เกิดการดื้อได้ง่ายมาก เพียงแค่การลืมกินยาเพียงครั้งเดียว หรือไม่ตรงเวลาไปแค่ 1 ชั่วโมง ก็มีโอกาสทำให้เชื้อดื้อยาได้แล้ว ถ้าดื้อยาครั้งแรกก็ยังมียาที่เป็นทางเลือกอื่นให้ลองใช้ แต่ถ้าเกิดการดื้อบ่อยๆ จนสุดท้ายแล้วดื้อยาทุกตัวที่มีอยู่ ก็เรียกว่าหมดความหวังกันเลยทีเดียว

ได้ยินว่ารักษาได้แล้ว
ไม่นานมานี้มีข่าวว่าเราสามารถรักษา HIV ได้แล้ว ก็ใช่ค่ะ แต่เป็นการได้ยาภายใน 7 วันหลังจากได้รับเชื้อ เรียกว่าก่อนที่เชื้อจะกระจายก็กินยาเพื่อสกัดกั้นไว้ก่อน ซึ่งในความเป็นจริง คนไข้ก็ไม่ค่อยรู้ตัวหรอกค่ะว่าติดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จะรู้ตัวก็เพราะมีอาการแล้ว หรือรู้จากการเจาะเลือดด้วยจุดประสงค์อย่างอื่น ค่ะ

ป้องกันดีกว่าแก้
ว่าแล้วก็อยากจะแนะนำตรงนี้ HIV เป็นไวรัสที่ติดต่อทาง "เลือด" และ "เพศสัมพันธ์"

ทางเลือดก็สามารถมาจากการใช้เข็มร่วมกันเช่น ยาเสพติด การสักตามร่างกาย ถูกเข็มจากผู้ป่วยตำ (กรณีบุคลากรทางการแพทย์) ส่วนการรับเลือดนั้น ปัจจุบันมีการตรวจเช็คเลือดที่ค่อนข้างรัดกุม จึงมีโอกาสเกิดน้อยมาก นอกจากนี้ก็มีการติดจากแม่สู่ลูกด้วย

ทางเพศสัมพันธ์เป็นด้านที่ควบคุมได้ยากที่สุด การป้องกันอยู่ที่การไม่สำส่อนทางเพศ ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย การตรวจเลือดตอนฝากครรภ์ และการเจาะเลือดจากการบริจาคเลือด ช่วยให้ตรวจพบผู้ติดเชื้อเร็วขึ้นก่อนจะมีอาการ ทั้งนี้ยังมีมาตรการต่างๆที่ต่างประเทศใช้ (แต่ประเทศไทยไม่มี) เช่น ส่งเสริมให้มีการเจาะเลือดก่อนแต่งงาน เป็นต้น แต่ถึงเมืองไทยยังไม่มี แต่คู่ไหนอยากทำก็ทำได้นะคะ

ปัจจุบันยาโรคเอดส์ดีขนาดที่ว่า มีคนมากมายในสังคมที่เป็นเอดส์ แต่เขากินยาควบคุมไว้ และสามารถใช้ชีวิตแบบปกติสุข (เว้นแต่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้นค่ะ)

Safe sex, safe life ค่ะ

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เห็นจุดดำๆลอยไปมา วุ้นตาเสื่อมรึเปล่า??

เคยมั๊ยที่บางทีก็เห็นจุดดำๆลอยไปมา ทั้งๆที่มันไม่ได้มีอยู่จริง ที่กำลังพูดถึงไม่ใช่ผีนะคะ ถึงแม้ว่าจะฟังดูหลอน แต่บางคนอาจเคยมีอาการคือ เวลามองไปที่โล่งๆ พื้นขาวๆ เป็นเงาดำๆ บางครั้งเป็นเส้นๆ บางครั้งเป็นจุดๆ ลอยไปมา กลอกตาไปทีก็ลอยไปทางนั้นที กลอกตาไปอีกทางก็ลอยตามมาอีกทาง หลายคนสงสัยว่ามันคืออะไร และจะเป็นอะไรมั๊ย ลองมาอ่านกันดูค่ะ

ทำไมถึงเห็นเป็นจุดดำ?
ดวงตาของเราเหมือนกับกล้องถ่ายรูปค่ะ มีเลนส์อยู่ข้างหน้า และมีฉากรับภาพข้างหลัง (ถ้าเป็นรุ่นเก่าก็จะเป็นตำแหน่งของฟิล์ม) ตรงกลางที่เป็นที่ว่างของกล้อง ในตาของเรามีวุ้นเหลวใสๆอยู่ที่เรียกกันว่า "วุ้นลูกตา"นะคะ เวลาที่กล้องเราไม่สะอาด มีอะไรมาบังอยู่ระหว่างทางของแสง พอถ่ายภาพมาก็จะเหมือนกับมีอะไรดำๆ เป็นเงาอยู่บนภาพ ดวงตาของเราก็เช่นกันค่ะ ถ้ามีอะไรมาขวางทางเดินของแสง ไม่ว่าจะเป็นที่วุ้นตา กระจกตา หรือเลนส์ตา ก็จะทำให้เราเห็นเหมือนเป็นจุดดำๆบนสิ่งที่เราเห็นได้ จะแตกต่างกันก็ตรงที่ ถ้าจุดดำๆนั้นอยู่ตำแหน่งเดิมตลอดไม่ว่าเราจะหันศีรษะไปทางไหน จุดนั้นก็น่าจะอยู่บนกระจก หรือเลนส์ตา แต่ถ้าจุดนั้นลอยไปลอยมา เราหันหน้าที กลอกตาซ้ายที ขวาที จุดนั้นก็เปลี่ยนทิศไปมา อันนี้ก็น่าจะอยู่ในวุ้นตา

คนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเห็นจุดดำในตา มักจะเห็นเป็นจุดที่ลอยไปลอยมามากกว่า ดังนั้นแหล่งกำเนิดของจุดดำนั้นก็มักจะมาจากวุ้นตามากที่สุด

เกิดจากอะไรได้บ้าง
มีสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้เกิดเห็นจุดดำลอยอยู่ในตา ได้แก่

เซลล์ของวุ้นตา
ปกติแล้วในลูกตาของเราจะมีเซลล์อยู่ซึ่งมีการผลัดเปลี่ยน สร้างใหม่อยู่ตลอด(เหมือนผิวหนังของเราที่ลอกเป็นขี้ไคลอยู่ตลอดเลยค่ะ ปกติแล้วเซลล์เหล่านี้ก็จะสลายไปเอง แต่ถ้าเกิดเซลล์ที่ลอกหลุดนี้เกิดมาเกาะรวมกลุ่มกันก็จะทำให้เราเห็นเป็นจุดดำๆลอยไปมาในวุ้นตาได้ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นจากสาเหตุนี้ก็จะไม่มีอาการผิดปกติอย่างอื่นเลยค่ะ การมองเห็นก็ปกติดี  ไม่ปวดตา ไม่เคืองตา เมื่อเวลาผ่านไปจุดดำๆก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น มีแต่จะลดลง หรืออย่างมากก็เท่าเดิม

การเสื่อมของวุ้นตา
อันนี้แน่นอนว่าหลายคนคงจะเคยได้ยินมาเรื่อง "วุ้นตาเสื่อม" ถามว่าเกิดจากอะไร อันนี้ความจริงก็ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่คนที่อายุมากขึ้น วุ้นตาก็ต้องมีการเสื่อมเป็นธรรมดา ถามว่าอันตรายมั๊ย ส่วนหนึ่งนอกจากปัญหาที่เห็นจุดดำๆลอยไปมาน่ารำคาญแล้ว ก็ไม่ได้มีอาการอย่างอื่นอีก แต่ส่วนหนึ่งเป็นมากขึ้นเรื่อยๆและมีปัญหาอื่นตามมา(ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าอีกทีว่าปัญหาที่ว่าคืออะไรนะคะ) ถ้าถามว่าแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะได้ไปทางไหน คำตอบคือ ต้องให้หมอตาตรวจค่ะ และอาจจะต้องมาตรวจติดตามเป็นระยะๆ ถ้าเกิดมีสัญญาณความผิดปกติเกิดขึ้นมา ก็อาจจะต้องมีการรักษาอื่นๆเพิ่มเติมกันไปค่ะ

ที่ติดไว้เรื่อง"ปัญหา"ที่ตามมาจากวุ้นตาเสื่อม ปัญหานั้นคือ "จอประสาทตาลอกหลุด" ค่ะ ลองนึกถึงส้มกับเปลือกส้ม เปลือกส้มเป็นลูกตาของเรากลมๆ มีวุ้นตาข้างในเป็นเนื้อส้ม จอประสาทตาเป็นเยื่อบางๆที่ติดอยู่ที่ผิวของเนื้อส้ม เวลาที่วุ้นตาเสื่อมมันจะหดตัว เหมือนกับถ้าเนื้อส้มหดตัว มันก็จะพาเอาเยื่อบางๆบนตัวมันลอกออกมาจากเปลือกส้มไปด้วย นั่นแหละค่ะ เพราะว่าเวลาวุ้นตาเสื่อมจะหดตัว ทำให้จอประสาทตาลอกหลุดไปด้วย จอประสาทตาลอกหลุดนี้ถ้าปล่อยไว้ไม่รีบไปรับการรักษาสามารถทำให้ตาข้างนั้นบอดได้เลยนะคะ

ถ้าจอประสาทตาลอกหลุด ช่วงแรกๆเราจะเห็นแสงแวบๆ เหมือนฟ้าแลบ อยู่ๆก็เห็นเอง แล้วก็หายไป (ไม่ใช่ผีนะคะ) ต่อมาเราจะมองไม่เห็นภาพบางส่วนค่ะ เหมือนเราเอาฉากมาปิดบางส่วนของภาพไว้ ถ้าเริ่มเห็นแสงแวบๆก็ควรรีบไปพบหมอตาแล้วค่ะ เพื่อทำการรักษาก่อนที่จะเป็นมากนะคะ

เลือดออกในวุ้นตา
อันสุดท้ายคือการที่มีเลือดออกในวุ้นตา ก็เหมือนกับเรามองผ่านน้ำขุ่นๆ  แต่การที่จะมีเลือดออกในวุ้นตาได้เนี๊ย ต้องมีสาเหตุอยู่ คนที่แข็งแรงทั่วไปจะไม่มีเลือดออกในวุ้นตาค่ะ สาเหตุที่เกี่ยวข้องเช่น อุบัติเหตุกระทบกระแทกใกล้ๆลูกตา เป็นโรคเบาหวาน แล้วมีเบาหวานขึ้นตา มีโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดในลูกตาผิดปกติอยู่เดิม เป็นโรคความดันโลหิตสูง

สรุปแล้วถ้ามีปัญหาก็ควรไปตรวจซักครั้งหนึ่งนะคะ และถ้าไม่มีอะไรผิดปกติสบายใจได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ควรเฝ้าดูอาการต่อไป ถ้ามีอาการผิดปกติเพิ่มเติม ก็ควรรีบไปรับการรักษานะคะ สวัสดีค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อัมพฤกษ์ อัมพาต คืออะไร??

หลายคนคงเคยได้ยินโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตกันมาก่อน อาจจะแค่เคยได้ยิน บางคนก็เคยเห็นมาบ้างว่าเป็นโรคที่ทำให้หลายคนต้องนอนติดเตียง เดินเองไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขณะที่สติสัมปชัญญะทุกอย่างยังครบถ้วน หรือบางคนก็เหมือนจะคิดได้เหมือนเดิม แต่ไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาได้ หลายคนกลัวว่าจะเป็นเพราะว่าบางส่วนก็รักษาไม่หาย และที่สำคัญ โรคนี้ยิ่งมาถึงมือหมอเร็ว ยิ่งมีโอกาสหายมาก คนที่มาช้าเกินไปก็น่าเสียดาย โรคนี้เป็นยังไง เกิดจากอะไร วันนี้มีคำตอบค่ะ

อัมพฤกษ์ อัมพาต คืออะไร
อัมพาตหมายถึงอาการไม่มีแรง ขยับไม่ได้ ส่วนใหญ่หมายถึงแขนขา คือแขนขาไม่มีแรงอยากจะยกก็ยกไม่ได้ หรือแม้แต่ขยับ กระดิกนิ้วก็ยังทำไม่ได้

ส่วนอัมพฤกษ์ คืออาการอ่อนแรง ไม่ถึงกับขยับไม่ได้แบบอัมพาต แต่ว่าอ่อนแรง อาจพอขยับได้ แต่ยกไม่ขึ้น หรือยกขึ้นแต่หยิบจับอะไรไม่ได้ หยิบของขึ้นมาก็หล่นหลุดมือ เพราะว่าไม่มีแรงกำมือ

เกิดจากอะไร
ส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงอัมพฤกษ์ อัมพาต เรามักจะหมายถึงสาเหตุจากการที่สมองขาดเลือด แต่ความจริงแล้วก็มีหลายสาเหตุ ร่างกายของเรามีเส้นประสาทสั่งการเป็นขั้นๆ เหมือนสายไฟ นึกถึงนิ้วของเราถูกสั่งการจากสมอง เหมือนนิ้วเราเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งและต้องเสียบปลั๊กที่สมอง นิ้วทั้ง 5 นิ้ว และกล้ามเนื้อทุกมัดที่แขนมีปลั๊กคนละอัน สายไฟของมันวิ่งไปตามทางเดียวกันคือจากแขน ไปที่ไหล่ ไปที่กระดูกสันหลัง แล้ววิ่งตรงขึ้นสมอง ทุกส่วนของร่างกายมีระบบแบบนี้ มันวิ่งเข้าหาตัว ไปที่กระดูกสันหลัง แล้วตรงขึ้นสมอง การตัดขาดของปลัํกระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นที่ใดทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ทำงานไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่สมอง หรือกระดูกสันหลังก็ตาม

ทีนี้โรคที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตก็เลยเป็นได้ตั้งแต่ โรคที่สมอง อย่าง เส้นเลือดในสมองอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือด เลือดออกในสมอง มะเร็งในสมอง เส้นเลือดโป่งพองในสมอง หรือเป็นโรคที่ไขสันหลัง (ซึ่งอยู่ในกระดูกสันหลัง) เช่น กระดูกสันหลังหัก กระดูกสันหลังเคลื่อน (ส่วนใหญ่จะเป็นจากอุบัติเหตุ) ติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง หรือไขสันหลัง เนื้องอกกระดูกสันหลัง หรือไขสันหลัง

แต่สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตคือ เส้นเลือดอุดตันในสมอง ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุนี้กันค่ะ

ทำไมเส้นเลือดถึงอุดตัน
ส่วนใหญ่เกิดจากลิ่มเลือดค่ะ เวลาที่เราอายุมากขึ้น ร่วมกับมีไขมันในเลือดสูง เบาหวาน หรือความดันสูง ทำให้ตามผนังเส้นเลือดของเรามีไขมันมาเกาะ (แม้คนที่ไม่มีโรคประจำตัวเลย ก็มีเหมือนกันนะคะ) ลองนึกถึงท่อระบายน้ำที่ไม่เรียบ เส้นเลือดที่มีไขมันมาเกาะก็เป็นเช่นนั้น พอนานวันเข้าบริเวณที่ไม่เรียบนั้นจะเริ่มมีตะกอนมาพอกสะสม ใหญ่ขึ้นๆ ในเส้นเลือดเราก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน นานวันเข้าก็มีเม็ดเลือดและ สารต่างๆนานา มาช่วยกันพอกเป็นลิ่มเลือดบริเวณที่ไม่เรียบนั้น ทีนี้วันดีคืนดีเกิดเจ้าลิ่มเลือดที่พอกอยู่ที่หลอดเลือดเนี๊ย เกิด "หลุด" แล้วไหลไปตามกระแสเลือด

เส้นเลือดของเราจะใหญ่ต้นทาง และตีบลงปลายทาง เหมือนถนนเส้นใหญ่ค่อยๆซอยออกไปเป็นเส้นเล็กเรื่อยๆ จนถึงบ้านของเราก็เป็นถนนแคบๆ กลับมาที่ลิ่มเลือดที่หลุดออกมามันก็จะวิ่งไปตามกระแสเลือดจนถึงเส้นที่เล็กจนมัน "อุด" พอดี ความจริงแล้วเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้หลายที่ อาจจะเป็นที่หัวใจ ทำให้เกิดหัวใจขาดเลือด อาจจะเป็นที่ตา ทำให้จอประสาทตาขาดเลือด หรือเป็นตามปลายเท้าทำให้เกิดนิ้วขาดเลือดก็ได้ แต่ถ้าเป็นที่สมองก็จะเกิดเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนั่นเอง

อาการจะเป็นยังไง
อาการก็คือเป็นอาการแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน อยู่ๆก็เป็นขึ้นมา ส่วนใหญ่จะเป็นซีกเดียวของร่างกายเช่นขาขวากับแขนขวา หรือขาซ้ายกับแขนซ้าย (ถ้าเป็นทั้ง 2 ข้าง น่าจะเป็นจากอย่างอื่นค่ะ) บางทีอาจไม่ได้เป็นทั้งแขนแต่เป็นแค่มือถือของไม่ได้  กำแน่นไม่ได้ก็ได้  และบางคนจะมีอาการอื่นด้วยเช่น หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด กินน้ำแล้วน้ำไหลออกจากปาก หรือบางคนถ้าเป็นมากอาจมีอาการงง ซึม พูดไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติได้

ต้องทำยังไง
ทันทีที่สังเกตเห็นอาการก็ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ให้เร็วที่สุด เพราะสมองของเราถ้าขาดเลือดและเริ่มมีการตายแล้ว ส่วนที่เสียไปจะไม่สามารถกลับมาได้ แต่ถ้ายังไม่ตาย การให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำจะทำให้สมองส่วนนั้นฟื้นคืนมาได้

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐค่ะ ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ใส่คอนแทคเลนส์ ต้องรู้

คอนแทคเลนส์ (Contact lens) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่มีสายตาสั้น แต่ไม่อยากใส่แว่น มาบดบังความสวยความหล่อของตัวเอง แถมตอนนี้ยังมีคอนแทคเลนส์ตาโต (Big eye) สำหรับคนที่ต้องการ"ความแบ๊ว"เป็นพิเศษอีกด้วย อย่างไรก็ตามอย่าลืมดูแลสุขภาพตาของเราด้วย มีหลายอย่างที่"ต้องรู้" ถ้าคิดจะใส่คอนแทคเลนส์ อย่างปลอดภัย มาอ่านกันค่ะ

ติดเชื้อ!!
ภัยร้ายที่พบได้บ่อยที่สุดจากการใส่คอนแทคเลนส์ก็คือการติดเชื้อที่กระจกตา เปรียบเทียบดวงตาของเราเหมือนกับกล้องถ่ายรูป ไม่ใช่ดิจิตอลธรรมดานะคะ แต่เป็นกล้องถ่ายรูปแบบโปร(Pro) เลยทีเดียว มีสามารถบันทึกรายละเอียด และปรับโฟกัสได้ชั้นเยี่ยม ความใสของกระจก และเลนส์ของกล้องก็สำคัญเหมือนกับความใสของกระจก และเลนส์ตาของเรา ขออธิบายก่อน กระจกตา = บริเวณตาดำของเรา ส่วนเลนส์ตา = วงดำๆ ตรงกลางตาดำของเรา ลองจ้องหน้ากระจกดูนะคะ ในตาดำของเราจะมีวงที่ดำกว่าอีกวงอยู่ตรงกลาง ถ้าฝรั่งตาสีฟ้าก็จะเห็นเลนส์ตาเป็นสีดำๆอยู่ตรงกลางตาสีฟ้า ความจริงแล้วทั้งเลนส์ตาและกระจกตาไม่ได้เป็นสีดำนะคะ แต่ว่าใสเหมือนกับเลนส์กล้องถ่ายรูปเลย เพียงแต่ว่าส่วนที่อยู่หลังต่อกระจกและเลนส์นั้นเป็นสีดำ เราก็เลยเห็นเหมือนกับว่ากระจกตา และเลนส์ตาของเราเป็นสีดำค่ะ

รู้มั๊ยค่ะว่าการที่กระจกตา  และเลนส์ตาของเราใสได้เนี๊ย ต้องอาศัยความสมดุลของการทำงานของเซลล์ และสารน้ำต่างๆในตาของเรา ถ้าเกิดมีตรงไหนที่ผิดปกติไปก็ทำให้ทางเดินของแสงที่เข้าสู่ตาเราขุ่นไป ก็จะมองไม่ชัด เหมือนมองผ่านกระจกฝ้าตลอดเวลา

contact lens, คอนแทคเลนส์, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
พูดเรื่องดวงตาไปเยอะ ก็แค่อยากให้เห็นว่าการมองเห็นมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งนะคะ ความสวยงามเป็นอันดับรอง ดังนั้นเราต้องใส่ใจเพื่อให้เราใช้คอนแทคเลนส์อย่างปลอดภัยต่อดวงตาของเราค่ะ

การติดเชื้อจากคอนแทคเลนส์ ส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากคอนแทคเลนส์ที่ไม่สะอาดนั่นแหล่ะค่ะ การล้างคอนแทคเลนส์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เราควรแช่คอนแทคเลนส์ในน้ำยาที่ทำมาสำหรับคอนแทคเลนส์เท่านั้น และแช่ไว้นานพอที่แนะนำไว้บนขวด น้ำยาคอนแทคเลนส์เหล่านี้สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ต่อเมื่อแช่ไว้นานพอค่ะ

นอกจากนั้นก็ไม่ควรใช้น้ำยานั้นซ้ำ ควรเปลี่ยนทุกครั้งที่ล้างคอนแทคเลนส์ เพราะถ้าเราแช่ไปแล้วรอบหนึ่งประสิทธิภาพของมันจะหมดไปค่ะ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรเปลี่ยนด้วยคือ "กล่องใส่คอนแทคเลนส์" ควรเปลี่ยนใหม่ทุก 3- 6 เดือนด้วยเหมือนกันนะคะ

ใส่คอนแทคเลนส์ว่ายน้ำ??
ในน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ น้ำจืดน้ำเค็ม ทะเล น้ำตก ทะเลสาบ เขื่อน ล้วนแต่มีเชื้อโรคอยู่ทั้งนั้น แม้ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำที่ผสมคลอรีนแล้วก็ตาม เวลาที่ดวงตาที่มีคอนแทคเลนส์ ลงไปสัมผัสกับน้ำ จะทำให้มีน้ำเข้าไปขังอยู่ในช่องว่างระหว่างตาของเรากับคอนแทคเลนส์ ตรงนี้แหละค่ะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี พอเราขึ้นจากน้ำ ไปอาบน้ำแต่งต้ว อาจจะไปปาร์ตี้ กินข้าว ต่อตอนเย็น กว่าจะได้ถอดคอนแทคเลนส์ก็เข้านอน เชื้อโรคที่ไปนอนสบายอยู่ระหว่างตาของเรากับคอนแทคเลนส์ก็จะเริ่มออกหากิน ทำให้กระจกตาของเราเป็นแผล และขุ่นได้ เราก็จะมีอาการตาแดง แสบตา ปวดตา สู้แสงไม่ได้ เคืองตา มีน้ำตาไหลมาก ขี้ตามาก จุดนี้ก็คงต้องไปหาหมอตาแล้วหล่ะค่ะ

ใส่คอนแทคเลนส์นอน??
ส่วนต่างๆของร่างกายเราต้องการอาหาร ปกติแล้วทุกส่วนบนร่างกายของเราจะมีเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยง คอยส่งน้ำ ส่งอาหาร และออกซิเจนให้กับอวัยวะต่างๆของเรา แต่กระจกตาของเราเป็นอวัยวะที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง ทั้งๆที่มันก็มีชีวิต ต้องการสารอาหารและก๊าซออกซิเจนเหมือนกับอวัยวะอื่นๆ แต่ที่มันไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงเพราะว่าต้องการคงความใสของมันไว้ คำถามคือแล้วกระจกตาเอาอาหารมาจากไหน คำตอบคือ จาก"น้ำตา"ที่เคลือบผิวกระจกตา ความจริงแม้เราไม่ร้องไห้ ตาของเราก็มีน้ำตามาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่เรากระพริบตา ไม่เชื่อลองบังคับตัวเองไม่ให้กระพริบตาซัก 1 นาทีซิค่ะ ตาจะแห้งทนไม่ไหวเลยทีเดียว

ก๊าซออกซิเจนในอากาศละลายลงในน้ำตา แล้วกระจกตาก็ค่อยเอาไปใช้ แต่พอเราใส่คอนแทคเลนส์ปั๊บ ทีนี้น้ำตาที่อยู่ตรงกระจกตาก็ไม่สัมผัสกับอากาศ เรียกว่าเลนส์ตาก็เกิดการขาดอากาศหายใจ (เริ่มน่ากลัว) แต่ที่เราใส่คอนแทคเลนส์กันแล้วไม่เป็นอะไรเพราะว่าเรามีการ"กระพริบตา" ช่วยไล่เอาน้ำตาเก่าใต้คอนแทคเลนส์ออก ให้น้ำตาใหม่ที่สัมผัสกับอากาศแล้วเข้ามาแทนที่ (เฮ่อ รอดไป)

แต่ !! ปัญหาคือ การที่เราใส่คอนแทคเลนส์ตอนนอนเนี๊ย เรา"ไม่กระพริบตา" ดังนั้นมีความเป็นไปได้มากที่กระจกตาของเราจะขาดอากาศหายใจ ถ้าเราใส่คอนแทคเลนส์ตอนเรานอน ทำให้เลนส์ตาของเราขุ่นขึ้นได้ ก็เลยเป็นที่มาว่าเราไม่แนะนำให้ใส่คอนแทคเลนส์เวลานอนค่ะ

สุดท้าย ถึงแม้ว่าเราจะมีการกระพริบตาอยู่ตลอด แต่เวลาใส่คอนแทคเลนส์ ก็ยังทำให้กระจกตาได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอได้ ควรพักด้วยการใส่แว่นบ้างบางวัน เพื่อให้กระจกตาของเราได้พักบ้างค่ะ

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ถึงจะเป็นแค่หน้าต่าง แต่ก็ต้องการการดูแลนะคะ

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข้อเข่าเสื่อม ทำยังไงดีนะ

มีคนมากมายที่มาหาหมอเพราะอาการปวดเข่า โดยเฉพาะคนที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หลายคนหวังว่าหมอจะมียาที่ช่วยรักษาอาการปวดเข่าได้ และหลายคนก็ได้คำตอบกลับไปว่าเป็น "โรคเข่าเสื่อม" มันเป็นความเสื่อม เราไม่สามารถรักษาให้หายได้ี้ นอกจากผ่าเปลี่ยนเข่าไปเลย วันนี้จะมาขยายความให้มากขึ้น สำหรับคนที่กำลังมีปัญหานี้ค่ะ

โรคนี้เกิดจากอะไร
ก็อย่างที่ได้บอกไป โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคของความ"เสื่อม" (ไม่ใช่เสื่อมเสียอะไรนะคะ) เหมือนกับรถที่ขับทุกวัน เมื่อถึงเวลามันก็ต้องเก่า จะวิ่งก็คงไม่ได้เร็ว ไม่ได้คล่องตัว และไม่ได้เงียบเท่าตอนถอยออกมาเป็นป้ายแดงใหม่ๆ

ข้อของเราเป็นจุดเชื่อมต่อของกระดูก 2 ชิ้นเข้าด้วยกัน โดยมีกระดูกอ่อนคั่นกลาง เพื่อป้องกันกระดูกสึกกร่อนเวลาที่โดนแรงกระแทก หรือเวลาที่มันเสียดสีกัน แต่เวลาที่เราเดินอยู่ทุกวัน ขยับมันทุกวัน กระดูกอ่อนนี้ก็มีการสึกกร่อนเหมือนกัน จนกระทั่งมันบางมาก และมีกระดูกบางส่วนเสียดสีกันในที่สุด อันนี้แหละค่ะก็จะเริ่มมีอาการของข้อเข่าเสื่อม

อาการของข้อเข่าเสื่อม
ส่วนใหญ่มักจะเริ่มเป็นที่เข่าสองข้าง อาจมีข้างหนึ่งเป็นมากกว่าอีกข้างหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีการเสื่อมในเวลาไล่เลี่ยกัน อาการคือปวดเข่าเวลาที่เดิน เวลาที่ลงน้ำหนัก เวลานั่งเฉยๆ มักจะไม่เป็นอะไร ยกเว้นนั่งในท่าที่ต้องพับเข่ามากๆอย่างนั่งคุกเข่า นั่งกับพื้น เป็นต้น อาการปวดมักจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่ได้มาปุบปับ บางคนหลายเดือน บางคนหลายปี ค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งสำคัญคือ ถ้ามีอาการอื่น อย่างเช่นการอักเสบคือ ข้อที่ปวดผิวหนังด้านนอกที่แดง และร้อน และเริ่มเป็นในเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์ อันนี้ต้องระวัง เพราะอาจเป็นสาเหตุจากโรคอื่นก็ได้ แต่ถ้าไม่มั่นใจ จะไปพบหาหมอ ให้ช่วยตรวจยืนยันก็ได้ค่ะ

เป็นแล้วต้องทำยังไง
ถ้าปวดมากสามารถซื้อยามาทา มานวด บรรเทาอาการได้ หรือจะซื้อยาแก้ปวดอย่าง พาราเซตมอล (ที่ชอบเรียกกันว่า ไทลินอล) มาทานก่อนได้ ยากินตัวอื่นไม่ค่อยแนะนำเพราะว่าถ้ากินต่อเนื่องระยะยาวอาจเกิดปัญหาได้ (ลองอ่านบทความเก่าเกี่ยวกับยาแก้ปวดดูได้ค่ะ) แต่นี่เป็นการรักษาจากปลายเหตุ เมื่อยาหมดฤทธิ์ โดยปกติก็จะกลับมาปวดเหมือนเดิมค่ะ

นอกจากนี้ก็จะมีการออกกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เพือให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้แข็งแรง จะช่วยพยุงข้อเข่าไว้ ลดอาการปวดได้ วิธีคือนั่งเก้าอี้ หลังตรง แล้วเหยียดเข่าออก ค้างไว้ 10 วินาที แล้ววางลง สลับกันไปมาแบบนี้ทั้งสองข้าง ข้างละ 30-40 ครั้งเลยนะคะ ทำไปเรื่อยๆจะช่วยลดอาการปวดเข่าได้ อันนี้เรียกว่า  Quadriceps exercise ค่ะ
osteosrthritis, ข้อเข่าเสื่อม, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ต่อมาที่ช่วยได้มากคือการลดน้ำหนัก เมื่อส่วนหนึ่งที่เข่าเสื่อมเกิดจากการรับน้ำหนักที่มากมาตลอดชีวิตของเราค่ะ การลดน้ำหนักก็จะทำให้อาการปวดลดลง

สุดท้ายถ้าไปพบแพทย์ ก็อาจจได้ยามาทาน เป็นยากลุ่ม NSAID ต้องระวังในคนสูงอายุ และคนที่เป็นโรคไต และถ้ากินระยะยาวควรกินยาลดกรดในกระเพาะอาหารร่วมไปด้วย เพราะยานี้กัดกระเพาะได้ค่ะ บางครั้งอาจได้รับการฉีดขาเข้าข้อ อันนี้ช่วยบรรเทาอาการได้นานขึ้น อาจหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ แต่สุดท้ายก็จะกลับมาปวดเหมือนเดิม ปัญหาคือการฉีดขาเข้าข้อมากเกินไปจะทำให้กระดูกอ่อน และิเอ็นในข้อยิ่งบางลง เป็นอันตรายมากขึ้นได้นะคะ

และถ้าไม่ไหวจริงๆ คือปวดมาก และมีข้อเข่าผิดรูปร่วมด้วยก็สามารถผ่าตัดเปลี่ยนเข่าได้ ทั้งควรปรึกษาหมอศัลยกรรมกระดูกดูนะคะ และชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ของการผ่าตัด และความเสี่ยงจากการผ่าตัดค่ะ ว่าจะคุ้มมั๊ย กับความเสี่ยงต่างๆค่ะ

ขาและเท้าเป็นพาหนะที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นบนโลกค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถุงลมโป่งพอง โรคร้ายจากบุหรี่

ไม่รู้ว่ามีใครเคยท่องเหมือนดิฉันมั๊ยสมัยเด็กๆว่า โทษของการสูบบุหรี่คือการเป็นโรค "ถุงลมโ่ป่งพอง" ซึ่งก่อนจะมาเรียนหมอ ก็ไม่แน่ใจว่ารู้จักโรคถุงลมโป่งพองดีแค่ไหน แล้วมันไม่ดียังไง(ถุงลมก็ต้องโป่งพองจริงมั๊ยค่ะ ไม่งั้นจะเรียกว่าถุงลมทำไม 55) วันนี้เลยอยากมาเล่าขยายความสำหรับสิงอมควันทั้งหลายค่ะ

ถุงลมโป่งพอง, โทษของบุหรี่, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
โรคถุงลมโป่งพองคืออะไร 
ในปอดของเราประกอบไปด้วยถุงลมเล็กๆจำนวนมาก เหมือนกับลูกโป่งใบเล็กๆจำนวนมากในปอดของเรา ถุงลมพวกนี้มีหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซของเสีย(คาร์บอนไดออกไซด์) ให้เป็นของดี(ออกซิเจน) เพื่อให้เลือดมารับออกซิเจนไปใช้ 

เดิมทีถุงลมของเราเป็นเหมือนลูกโป่ง พอสูบลมเข้าก็พอง ปล่อยลมออกก็ยุบ พองๆยุบๆ เพื่อให้ก็าซเสียออก ก็าซดีเข้าไป แต่ภาวะถุงลมโป่งพอง เกิดจากการที่ถุงลมของเราเสียความยืดหยุ่นไป เหมือนกับถุงพลาสติกเราสูบลมก็พองจริง แต่พอตอนปล่อยลมนี่สิ พอเปิดปากถุงก็เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถุงพลาสติกไม่ได้หดตัวเพื่อไล่ลมออกเลย ก็าซเสียก็เลยยังคงค้างอยู่ตรงนั้น ก็าซดีก็เข้าไม่ได้ เหมือนกับถุงลมส่วนนั้นเลิกทำงานไปเพราะมันพอง แต่ไม่ยุบ ก็เลยเรียกว่าโรค"ถุงลมโป่งพอง"

ในคนที่สูบบุหรี่ สารพิษในบุหรี่เข้าไปทำลายความยืดหยุ่นของถุงลมเหล่านี้ ไม่ใช่แค่อันสองอัน แต่หลายอันมาก จนในที่สุดเหมือนกับมีส่วนของปอดที่ยังพอยืดหยุ่นทำงานได้จริงแค่บางส่วนเท่านั้น บางคนเหลือไม่ถึงครึ่งของปกติ เพราะฉะนั้นการหายใจแลกเปลี่ยนก็าซของเราหนึ่งครั้ง ก็จะกลายเป็นสอง ในคนที่เป็นถุงลมโป่งพอง ก็คงไม่แปลกที่คนเหล่านี้จะหายใจหอบตลอดเวลา แค่หายใจไปเรื่อยๆก็เหนื่อยแล้ว เหมือนเราวิ่งจนเหนื่อยแล้วต้องหายใจหอบแฮ่กตลอดทั้งวันไม่ว่าจะนั่งนอนยืนเดิน ทรมานน่าดูเลยนะคะ

อาการของโรคถุงลมโป่งพอง
ส่วนใหญ่จะสูบบุหรี่จัดๆมาก่อน และเป็นเวลานานหลายสิบปี อาการส่วนใหญ่ก็จะมีไอมีเสมหะเรื้อรังอยู่ตลอด ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยๆ หายใจเร็ว เหนื่อยง่าย หอบ บางครั้งหายใจมีเสียงดังวี๊ดๆอยู่ในคอ อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่คนไข้จะไม่ค่อยได้สังเกต เพราะว่าจะค่อยๆเป็น เป็นมากขึ้นเรื่อยๆถ้ายังคงสูบบุหรี่อยู่เรื่อย 

บางครั้งจะมีอาการกำเริบของโรคถุงลมโป่งพอง คล้ายๆอาการกำเริบของหอบหืด คือมีอาการหอบหนักขึ้นแบบเฉียบพลัน หายใจไม่ทัน ซึ่งหากไม่รีบนำส่งโรงพยาบาลอาจหายใจไม่ทันจนสมองขาดออกซิเจน (ขาดอาการเหมือนคนจมน้ำเลยค่ะ) สามารถหมดสติและถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว

ถ้าเป็นแล้ว ควรทำอย่างไร
อันดับแรก "เลิก"เลยค่ะ "เลิกสูบบุหรี่" พอเลิกปุ๊บปอดอาจจะไม่ได้กลับมาดีเท่าเดิมได้ แต่อย่างน้อยก็จะไม่ทรุดไปกว่าเดิมค่ะ เพราะว่าเนื้อปอดที่เสียไปแล้ว ถือว่าเสียไปเลย ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้แล้วนะคะ

ถ้ามีอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่ค่อยทัน ติดเชื้อบ่อยๆ ก็ควรได้ยาพ่นเป็นยาขยายหลอดลม พ่นเป็นประจำเพื่อให้หลอดลมขยาย หายใจสะดวกขึ้น นอกจากนี้ก็จะมีกายภาพบำบัด เพื่อให้ช่วยเราขับเสมหะได้ดีขึ้น เพราะว่าสารพิษจากบุหรี่ไปทำลายเซลล์เยื่อบุของหลอดลม ทำให้การกำจัดเสมหะ และสารอุดตันต่างๆไม่ดีด้วยค่ะ และรักษาร่างกายอย่าให้เกิดการติดเชื้อบ่อยๆ เพราะว่าคนไข้กลุ่มนี้เวลาที่มีการติดเชื้อ อาการจะหนักกว่าคนทั่วไปที่ติดเชื้อค่ะ และถ้ามีอาการกำเริบควรไปโรงพยาบาลโดยเร็วค่ะ

เลิกบุหรี่กันเถอะคะ่ นอกจากถุงลมโป่งพองแล้ว ยังมีโรคอีกมากมายที่บุหรี่จะเอามาเป็นของแถม


วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์ (Gouty Arthritis) หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของโรคนี้มาก่อน และบางคนปวดข้อนิดๆหน่อยๆก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคเก๊าท์ หรือบางคนก็บอกว่าตัวเองเป็นโรคเก๊าท์ไปเลยทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นจริงๆรึเปล่า วันนี้อยากมาอธิบายให้ความกระจ่างชัดว่า "โรคเก๊าืท์" เนี๊ยจริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่???

อะไรคือโรคเก๊าืท์
โรคเก๊าท์เกิดจากการสะสมของสารชนิดหนึ่งชื่อว่า "กรดยูริก" สารนี้ปกติก็จะมีอยู่แล้วในกระแสเลือด แต่ในคนที่เป็นโรคเก๊าท์จะมีกรดยูริกสะสมอยู่ในข้อมากผิดปกติ และก่อให้เกิดการอักเสบที่ข้อตามมา (อักเสบ= ปวด บวม แดง ร้อน)

อาการแบบไหน น่าจะเป็นโรคเก๊าท์
โรคนี้ส่วนใหญ่จะพบในผู้ชายวัยกลางคน หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็มักจะเป็นวัยหลังหมดประจำเดือนค่ะ ส่วนอาการก็อย่างที่ทุกคนเข้าใจ โรคเก๊าท์จะมีอาการปวดข้อ แต่ไม่ใช่ปวดข้อธรรมดานะคะ ปวดแล้วข้อที่ปวดนั้นจะต้องมีลักษณะบวม แดง และร้อนด้วย นั่นคือมีการอักเสบของข้อนั้นนั่นเอง แต่ถ้าปวดๆ เป็นมากเวลาลงน้ำหนัก อันนั้นก็อาจจะไม่ใช่นะคะ แล้วข้อที่ปวดของโรคเก๊าท์ ช่วงเริ่มแรกใหม่ๆมักจะเป็นข้อเดียว พบมากที่สุดคือข้อนิ้วโป้งที่เท้า หรือข้อเท้า ความจริงแล้วอาการปวดข้อนี้แม้จะปวดมาก แต่สุดท้ายจะหายได้เองภายในช่วงไม่เกิน 2 สัปดาห์ และก็อาจจะกลับมาเป็นใหม่ได้อีก โดยอาจเป็นที่ข้ออื่น หรือข้อเดิมก็ได้ และหายได้เองเหมือนเดิม เป็นๆหายๆอยู่อย่างนี้ เรียกว่ามีช่วงที่โรคกำเริบ และโรคสงบ
gouty arthritis, โรคเก๊าท์, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รรู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

สำหรับโรคเก๊าท์ที่ไม่ได้รับการรักษา หรือไม่กินยา ไม่ควบคุมอาหาร(เรื่องอาหารเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอีกทีนะคะ) ทิ้งไว้นานๆช่วงที่กำเริบมักเป็นหลายข้อมากขึ้น อาจย้ายมาที่ข้อมือ ไหล่ ได้ และอาจเป็นนานกว่า 2 สัปดาห์ นอกจากนั้นช่วงที่โรคสงบก็จะทิ้งร่องรอยเป็นปุ่มนูนแข็งๆ เหมือนกระดูกงอกขึ้นมาตามข้อได้

เวลาไปพบแพทย์ การวินิจฉัยนอกจากจะใช้การเอ็กซเรย์ข้อที่ปวดแล้ว อาจจะต้องเจาะข้อ โดยใช้เข็มเล็กๆดูดน้ำออกมาก เจ็บอยู่บ้างตอนฉีดยาชา แต่เพื่อเป็นการยืนยันการวินิจฉัยว่าถูกต้องค่ะ

รักษายังไง
การรักษาเริ่มแรกก็เป็นเรื่องอาหาร ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้โรคเก๊าท์กำเริบ ได้แก่ เบียร์ เครื่องใน สัตว์ปีกอย่าง ไก่ เป็ด ห่าน และยอดผัก คำว่า"ยอดผัก" เนี๊ยหมายถึงส่วนของพืชที่อ่อนๆ กำลังเจริญเติบโต อย่าง ข้าวโพดอ่อน ยอดผักทุกชนิด ถั่วงอก เป็นต้น การกินอาหารที่ว่ามานี้นอกจากจะทำให้โรคเก๊าท์รักษายากแล้ว มักกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของโรคด้วย

การกินยา ยาที่ว่านี้เป็นยาควบคุมกรดยูริกในเลือด ให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีการสะสมของกรดยูริกที่ข้อน้อยลง ต้องกินยาให้สม่ำเสมอ และบางทีอาจจะต้องกินยากันไปตลอดชีวิตเลยนะคะ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะกินยาแล้ว แต่การงดอาหารที่กรดยูริกมากก็เป็นสิ่งที่ต้องทำนะคะ

ส่วนคนที่ไปตรวจร่างกายประจำปีแล้วเจอว่ามีกรดยูริกสูงในเลือด แต่ไม่เคยมีอาการปวดข้อเลย ก็ยังไม่ต้องกินยาค่ะ และยังไม่ได้เป็นโรคเก๊าท์ ถ้าปวดข้อแล้วค่อยมาว่ากันอีกทีกัน ถ้าสบายดีอยู่ก็ไม่ต้องกังวลเลยคะ่

การไม่ต้องไปหาหมอ เป็นลาภอันประเสริฐค่ะ สวัสดีค่ะ



วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โรคหัวใจขาดเลือด(แต่ไม่ขาดรัก)

หลายคนคงจะพอรู้อยู่บ้างว่าโรคแต่ละโรคมีความรีบด่วนเร่งด่วนไม่เท่ากัน บางโรคทนๆไปก็หายเองได้ บางโรคเป็นมากๆค่อยรักษาก็ได้ แต่บางโรคแม้อาการยังไม่มากช่วงแรกแต่ทรุดลงเร็ว บางโรคการไปพบแพทย์เร็ว หมายถึงโอกาสหายที่มากขึ้น และบางโรคอาการอาจจะมาก แต่การล่าช้าแม้ไม่กี่นาทีก็อาจถึงชีวิตได้ วันนี้จะมาพูดถึงโรคๆหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ถ้าเราเป็นไม่มากก็อาจไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นมาก โรคนี้สามารถทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ทีเดียว โรคที่พูดถึงนี้คือ โรค"หัวใจขาดเลือด"

ทำไมหัวใจถึงขาดเลือด
ปกติหัวใจของเรามีเส้นเลือดใหญ่ๆมาหล่อเลี้ยงอยู่ 3 เส้น แต่ถ้ามีอะไรมาอุดตันก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ สิ่งที่มีอุดส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหล่าไขมันที่มาเกาะตามผนังเส้นเลือด ถามว่าแล้วไขมันนี้มาจากไหน คำตอบคือสามารถมีได้ในทุกๆคน เมื่อเราอายุมากขึ้น เพียงแต่ว่าจะมากจะน้อย ก็ขึ้นกับแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การออกกำลังกาย โรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ไขมัน ความดันเลือดสูง ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดไขมันพอกตามผนังเส้นเลือดมากขึ้นทั้งนั้น และยิ่งถ้าเป็นผนังเส้นเลือดที่หัวใจแล้้ว ก็ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้น

ลองนึกถึงกล้ามเนื้อก้อนหนึ่งในร่างกาย ขนาดใหญ่เท่ากำปั้น แต่มีหน้าที่บีบส่งเลือดให้ไปเลี้ยงทั่วร่างกาย กล้ามเนื้อนี้ทำงานทุกวัน ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง (อย่างกับ เซเว่นอีเลฟเว่น) ไม่เคยหยุดพัก ไม่ใช่ตั้งแต่คุณเกิดนะ ความจริงมันเริ่มทำงานตั้งแต่คุณอยู่ในท้องของคุณแม่ด้วยซ้ำไป ดังนั้นมันเป็นกล้ามเนื้อที่ต้องการพลังงานตลอดเวลา เกิดโดนตัดท่อส่งอาหาร ซึ่งก็คือหลอดเลือดของเรา กล้ามเนื้อบางส่วนนั้นจะตายไปภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ทำให้การบีบตัวของมันแย่ลง และถ้ามันเป็นมากพอหัวใจของเราก็อาจจะหยุดเต้นไปเลยก็ได้ (เริ่มฟังดูน่ากลัวใช่มั๊ยค่ะ)

อาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นยังไง
อาการหลักๆคืออาการเจ็บหน้าอก อาจจะตรงกลาง หรือค่อนไปทางด้านซ้ายก็ได้ แต่ลักษณะอาการเจ็บจะเป็นอาการปวดแบบแน่นๆ "แน่นเหมือนมีอะไรมาทับไว้" (ถ้าเป็นเจ็บแบบจี๊ดๆ หรือบีบๆ หรือเจ็บตามการหายใจ มักจะเป็นอาการของโรคอื่นมากกว่าค่ะ) และมักจะร้าวไปตามแขนข้างซ้าย หรือกรามด้านซ้าย โดยทั่วไปมักจะเป็นสัมพันธ์กับการออกกำลัง หรือทำงาน แต่บางคนก็อาจเป็นขึ้นมาเฉยๆทั้งที่นั่งพักอยู่ก็มี

อาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมีความรุนแรง 3 ระดับ แบ่งตามอาการคร่าวๆก็คือ

ระดับเบาสุด อันนี้มีการตีบของเส้นเลือดอยู่ แต่โชคดีที่เป็นเส้นเลือดปลายๆ ที่เลี้ยงหัวใจบริเวณเล็กๆ อาจมีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจบางส่วน แต่เป็นส่วนน้อย ระดับนี้เหมือนคนถูกลดเงินเดือน ยังพออยู่ได้ แต่ไม่ได้อิ่มหนำสำราญ มีความสุขแบบที่เคยมีในกลุ่มนี้จะมีอาการเจ็บหน้าอกเฉพาะเวลาที่ต้องทำงานหนักๆ หรือมีความเครียด บางคนบอกได้ว่าเดินขึ้นบันไดหนึ่งชั้นก็จะเจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยมาก ต้องพักระหว่างชั้น เป็นต้น แต่ในภาวะปกติก็ยังปกติสบายดีอยู่ กลุ่มนี้ควรไปพบแพทย์ แต่ไม่ได้เร่งด่วนมากนักค่ะ คนส่วนใหญ่จะพลาดอาการนี้ไป เพราะว่าถ้าอาการนี้เกิดกับคนแก่ ก็ชอบคิดว่า "แก่แล้วก็เหนื่อยง่ายแบบนี้ เป็นเรื่องธรรมดา" 

ระดับกลาง อันนี้มีกล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นบริเวณที่ใหญ่ขึ้น เหมือนคนตกงานไม่มีเงินเดือน ก็จะเริ่มไม่มีเงินที่จะใช้จ่าย อาการก็จะเจ็บหน้าอกในลักษณะที่ได้กล่าวมา แต่ว่าเป็นแม้ว่าจะนั่งพัก ก็ยังไม่หาย หนำซ้ำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่คนไข้กลุ่มนี้จะไปพบแพทย์ค่อนข้างเร็ว เพราะรู้สึกว่าอยู่ไม่ได้ ปวดมาก

ระดับรุนแรง กลุ่มนี้เหมือนตกงาน และยังมีหนี้สินด้วย  (เปรียบเทียบไม่ค่อยเป็นมงคล แต่ก็เห็นภาพดีนะคะ อย่าถือสากันเลยค่ะ) คือมีการตีบของเส้นเลือดอาจจะตั้งแต่ต้นทาง หรือเป็นหลายๆเส้นพร้อมกัน ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดเป็นบริเวณกว้าง ถ้ายังมีสติบอกได้ จะมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างมาก จนทนไม่ไหว หอบเหนื่อย หายใจไม่ทัน แต่บางคนอาจหมดสตินิ่งไปเฉยๆ หรือเสียชีวิตทันทีก็มี

แล้วต้องทำยังไง
ง่ายมากค่ะ ถ้าไม่มั่นใจให้รีบไปพบแพทย์ทันที ความจริงแล้วก็มีอยู่หลายโรคที่มีอาการเจ็บหน้าอกได้เช่น โรคกระเพาะ โรคกระดูกอ่อนซี่โครงอักเสบ โรคติดเชื้อปอด หรือปวดกล้ามเนื้อทั่วๆไป แต่อาการเจ็บจะเป็นคนละแบบ คือมักจะเจ็บจี๊ดๆ หรือบีบๆ หรือเจ็บเวลาหายใจเข้ามากๆ ไม่เหมือนกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่เจ็บเหมือนมีอะไรมาทับ แต่ถ้าไม่มั่นใจและมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดอยู่แล้ว เช่นเป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูงอยู่เดิม ก็ควรรีบไปพบแพทย์ค่ะ
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, โรคหลอดเลือดหัวใจ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

การรักษาทางการแพทย์ส่วนใหญ่ถ้าตรวจคลื่นหัวใจ และผลเลือดยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริงก็จะต้องนอนโรงพยาบาล ได้ยาทางหลอดเลือดดำ หรือต้องเข้าห้องผ่าตัด เพื่อทำการใส่สายสวนฉีดสี และทำบอลลูนเส้นเลือด ถามว่า"ฉีดสี และบอลลูนเส้นเลือด" คืออะไร??? อธิบายง่ายๆคือเหมือนเวลาท่อตันแล้วต้องทะลวงท่อค่ะ ทางการแพทย์เราจะสอดสายลวดเล็กๆไปตามหลอดเลือดโดยเข้าทางหลอดเลือดที่ขา สายลวดที่ว่านี้จะมีลูกโป่งที่หุบอยู่ตรงปลาย เมื่อไปถึงส่วนที่ตีบแล้วก็จะกางบอลลูนออกเพื่อทะลวงให้เส้นเลือดนั้นโล่ง หายจากการตีบค่ะ แต่อย่างไรก็ตามคนที่จะได้ทำสอดสายสวนเส้นเลือดหัวใจเนี๊ยจะต้องเป็นรายที่เข้าข่ายทำได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษานะคะ

ป้องกันยังไง 
ฟังดูแล้วน่ากลัว ถ้าไม่อยากเป็นก็ อย่ากินอาหารมันๆ หรืออาหารไขมันสูง หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูงๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถ้าอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจเลือดประจำปีทุกปี และถ้าเป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือไขมันสูง ก็ควรกินยาควบคุมโรคอย่างสม่ำเสมอค่ะ

ป้องกันดีกว่าแก้ แย่แล้วแก้ไม่ทันค่ะทุกท่าน สวัสดีค่ะ