วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ริดสีดวงทวาร นั่งไม่ได้จริงหรือ??

"ก็ลมมันเย็น" เป็นประโยคฮิตอยู่ช่วงหนึ่งสมัยที่หมอยังเด็กๆ พูดเล่นกันทีไรก็หัวเราุะทุกที ด้วยความรู้สึกว่าเป็นวิธีบอกว่า "ฉันเป็นริดสีดวงนะ" แต่ไม่อยากพูดตรงๆ ความจริงอาจเป็นเพราะโรคนี่ใครเป็นก็มักจะรู้สึกอาย เพราะว่าเป็นโรคที่อยู่ในที่ลับ แม้จะต้องถอดให้หมอตรวจก็เรียกว่าต้องแข็งใจกันสุดๆ โรคนี้เป็นยังไง วันนี้ขอมาเล่าไขความกระจ่างค่ะ

มันเป็นยังไง???
สำหรับหลายคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรคนี้เป็นยังไง ส่วนใหญ่คนที่เป็นริดสีดวงจะมาหาหมอเพราะว่ารู้สึกว่ามีก้อนจุกอยู่ที่ทวารหนัก ไมไ่ด้อุดตันนะคะ ยังถ่ายอุจจาระได้อยู่ แต่ก้อนมันอยู่ตรงนั้น และอีกส่วนหนึ่งมาเพราะว่าถ่ายเป็นเลือดสด ไม่ใช่แค่ปนเล็กน้อยนะคะ แต่ไหลออกมาเยอะมากเลย ตกใจ เลยมาหาหมอ อีกส่วนหนึ่งมีอาการปวดที่ก้น ปวดมากนั่งไม่ได้จนต้องบอกว่า "ก็ลมมันเย็น" :P

แล้วมันคืออะไร??
ริดสีดวงทวารเกิดจากการโป่งพองของเส้นเลือดดำค่ะ เป็นเส้นเลือดดำที่อยู่ข้างในลำไส้ของเรา ใกล้ๆกับรูก้น เวลาที่เรามีแรงดันจากลำไส้มากๆ เช่น เป็นท้องผูกบ่อยๆ ต้องเบ่งอุจจาระมาก การตั้งครรภ์ ความอ้วน เส้นเลือดดำของเราก็เหมือนกับลูกโป่งน้ำค่ะ เราถือเอาปากลูกโป่งขึ้น ปลายลูกโป่งข้างล่างมันก็จะโป่งๆ แล้วถ้าเรามีความดันของลำไส้มากก็เหมือนกับเราพยายามบิดลูกโป่งน้ำข้างบน  บิดไปเรื่อยๆ ตรงปลายของมันก็ยิ่งโป่ง ยิ่งโป่ง (เสี้ยวไส้ว่าจะแตกทีเดียว) นั่นแหล่ะคะ เวลาเราเบ่งบ่อยๆ หรือเวลาที่เราอ้วน เส้นเลือดดำที่ก้นก็จะยิ่งโป่งๆ เป็นจนเป็นก้อนโผล่ออกมาทางรูก้นเลยทีเดียว

จะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็น
ความจริงแล้วถ้าเป็นน้อยๆก็อาจไม่มีอาการเลย เชื่อกันว่าเราทุกคนมีริดสีดวงทวารด้วยซ้ำ เพียงแต่เป็นมากเป็นน้อย ถ้าเป็นน้อยๆ ไม่มีอาการอะไรก็ไม่ต้องกังวลหรอกนะคะ คุณยังถือเป็นคนปกติอยู่ (เพราะอย่างที่บอก ใครๆก็เป็นกัน) แต่ถ้ามันเริ่มก่อปัญหา อันนี้อาจจต้องรักษา

อาการของโรคนี้ก็อย่างที่บอก บางคนถ่ายออกมาเป็นเลือดสีแดงสดๆ ที่เลือดออกเป็นเพราะริดสีดวงเป็นเส้นเลือดดำที่โป่งออก ทำให้ผนังบางไปด้วย เวลามีอุจจาระที่แข็งก็จะไปขรูดกับเส้นเลือดดำทำให้ผนังฉีกขาด มีเลือดออกได้ค่ะ บางคนไม่ีเลือดออกแต่ปวดที่รูก้น ปวดหน่วงๆ ตึงๆ (ถ้าปวดจี๊ดแบบมีดบาด อาจจะไม่ใช่โรคนี้นะคะ) บางคนมีก้อนออกมาที่รูก้น โดยริดสีดวงจะแบ่งความรุนแรงเป็น 4 ระดับ

ระดับหนึ่ง เป็นก้อนอยู่ข้างใน หมอตรวจแล้วเห็น แต่คนที่เป็นเองก็ไม่เห็นหรอกนะคะ

ระดับที่สอง มีก้อนออกมาเวลาที่เบ่งถ่าย แล้วก้อนก็กลับเข้าไปเอง อันนี้ส่วนใหญ่คนที่เป็นก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันเพราะว่าพอหยุดเบ่งก้อนริดสีดวงก็จะผลุบกลับเข้าไปเอง ยกเว้นว่าสังเกตจริงๆ ว่าเวลาถ่ายเหมือนมีก้อนมาจุกอยู่ที่รูก้น

ระัดับที่สาม มีก้อนออกมาเวลาที่เบ่งถ่าย แต่ถ้าจะให้กลัีบเข้าไปต้องใช้นิ้วดันกลับเข้าไป อาจจะดูน่าขยะแขยงนิดหนึ่ง แต่สำหรับคนที่เป็นการดันก้อนกลับเข้าไปได้ทำให้ใช้ชีวิตได้สบายขึ้นนะคะ

ระดับที่สี่ รุนแรงสุดคือถึงจะพยายามเอานิ้วดันกลับเข้าไป แต่มันก็ไม่ยอมกลับเข้าไป!!! (โอ้ น่ากลัวอะไรขนาดนั้น)
ริดสีดวงทวาร, hemorrhoid, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

รักษายังไงได้บ้างนะ
ก่อนอื่น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นริดสีดวงทวาร คือภาวะท้องผูกบ่อยๆ ดังนั้นถ้ารู้ว่าเป็นก็ควรกินน้ำมากๆ ทานอาหารที่มีกากใย ขับถ่ายให้เป็นเวลา ร่วมกับการรักษาริดสีดวงด้วยวิธีอื่นๆค่ะ

ถ้าเป็นไม่รุนแรง แค่ระดับที่หนึ่งก็อาจรักษาด้วยยารับประทาน และยาเหน็บที่ทวารหนัก ช่วยให้เส้นเลือดดำหดตัว และกินยาระบายเพื่อให้อุจจาระนิ่มลง ถ่ายได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องเบ่งมากเดี๋ยวริดสีดวงจะใหญ่ขึ้นอีก) นอกจากนี้หมอก็มักจะแนะนำให้แช่ก้นในน้ำอุ่นถ้าเกิดว่ามีอาการปวดมาก จะทำให้สบายขึ้น (ไม่เป็นไม่รู้หรอก)

ถ้าเป็นที่ระดับรุนแรงขึ้น เป็นระดับสอง หรือ หนึ่งที่ก้อนใหญ่หน่อย หรือ ลองใช้ยาแล้วแต่ไม่ได้ผลก็มีวิธีมามายใช้ เช่น รัดด้วยหนังยาง (อันนี้ต้องให้คุณหมอทำให้นะคะ เป็นหนังยางที่ทำมาสำหรับการนี้โดยเฉพาะค่ะ) จี้ไฟฟ้า เป็นต้น

สำหรับระดับสาม และระดับสี่ คงต้องอาศัยการผ่าตัด ตัดหัวริดสีดวงออกเลยนะคะ หลายคนก็คงกลัวการผ่าตัดอยู่ ช่วงที่แผลยังไม่หายดีก็อาจจะลำบากซักหน่อย แต่ว่าหลังจากนั้นก็สบายนะคะ

มากินผักผลไม้เพื่อการขับถ่ายที่ดี ปลอดจากโรคริดสีดวงกันนะคะ


วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ว่าด้วยการ "เย็บแผล"

บางคนอาจมีประสบการณ์กับการถูกเย็บแผลมาแล้ว ไม่ว่าจะจากเกิดอุบัติเหตุ เป็นแผลฉีกขาดต้องเย็บแผล หรือว่าเป็นแผลจากการผ่าตัด หรืออาจเป็นแผลเย็บจากศัลยกรรมเสริมความงาม บางทีก็ตัดไหม บางทีก็บอกว่าเป็นไหมละลาย ทำไมแต่ละอย่างถึงต่างกัน แล้วแต่ละแบบดูแลต่างกันยังไง มาดูกันค่ะ

ทำไมต้องเย็บแผล?
ถ้าเป็นแผลผ่าตัดก็ง่ายมากเพราะว่าเราผ่าผิวบริเวณนั้นเปิดออกก็เลยต้องเย็บกลับ แต่สำหรับแผลจากอุบัติเหตุ ถ้าเป็นแผลที่ไม่ลึกมาก อย่างแผลถลอกธรรมดา ผิวหนังของเราสามารถสมานตัวเองได้ ส่วนใหญ่แทบไม่ต้องรักษา แต่ถ้าเป็นบาดแผลที่ลึกกว่านั้น ผิวหนังจะต้องใช้เวลาในการสร้างผังพืดมายึดติดผิวหนังที่แยกออก ถ้าไม่เย็บแผลอาจต้องใช้เวลาหลายอาทิตย์ หรืออาจจะเป็นเดือน วิธีการที่ทำให้แผลหายเร็วขึ้น คือเย็บปากแผลให้ติดกัน การสมานแผลก็จะเร็วขึ้น พอแผลหายเร็วขึ้นโอกาสที่จะติดเชื้อก็น้อยลงตามไปด้วย

ทำไมบางทีใช้ไหมละลาย บางทีต้องตัดไหม
ถ้าเย็บด้วยไหมละลาย ส่วนใหญ่ เราจะใช้กับแผลผ่าตัดที่ขอบเรียบ เย็บให้ชิดกันแนบสนิทโดยง่าย เพราะการเย็บด้วยไหมละลายจะต้องซ่อนปมไว้ใต้ผิวหนัง ข้อดีของการเย็บด้วยไหมละลายคือ ไม่ต้องมาตัดไหม และมีรอยแผลเป็นน้อยกว่า ก็เลยนิยมใช้กับแผลที่ไม่ค่อยอยากให้มาตัดไหม เช่น แผลจากการคลอดลูกทางช่องคลอด แผลผ่าตัดเด็ก (ตัดไหมทีร้องไห้ลั่นโรงพยาบาล หมอ พยาบาล ญาติช่วยกันจับแทบไม่ไหว) เป็นต้น

แต่ข้อเสียก็มีอยู่ คือ ไหมละลายจะซ่อนอยู่ในผิวหนังเป็นเวลาหลายอาทิตย์ หรืออาจจะหลายเดือน สิ่งแปลกปลอมในร่างกายจะก่อให้เกิดการอักเสบได้ โดยเฉพาะยิ่งแผลที่ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาด อย่างแผลจากอุบัติเหตุ ของมีคม ต่างๆ ต่อให้ทำความสะอาดดีแล้วก็อาจยังมีเชื้อโรคปะปนอยู่ ปมไหมละลายที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น  ดังนั้นเราก็จะไม่นิยมใช้กับแผลอุบัติเหตุ แต่นิยมใช้กับแผลผ่าตัดที่ผ่าตัดในห้องผ่าตัดมากกว่า เพราะแน่ใจเรื่องความสะอาด
เย็บแผลดูแลยังไง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


ข้อเสียต่อมาคือ เราประเมินเวลาละลายของไหมละลายได้ไม่แน่ชัด สำหรับแผลผ่าตัดในบริเวณที่มีแรงดึง หรือขยับอยู่ตลอดเวลาอย่างบริเวณข้อ หรือหน้าท้องก็ไม่ค่อยนิยมใช้ ยกเว้นแผลคลอดลูกที่เป็นแนวนอน เพราะเป็นแผลสะอาด และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ค่อยตึงเท่าไหร่

ส่วนไหมไม่ละลายก็มีข้อดีหลายอย่างคือ หมอสามารถควบคุมได้ เช่น ถ้าแผลแห้งดี ติดดี ก็ตัดได้ แต่ถ้าเกิดแผลยังไม่ค่อยดีจะทิ้งไว้ก่อนก็ได้ ถ้าเอาออกได้เร็ว ก็มีโอกาสติดเชื้อน้อย ในขณะที่ไหมละลายที่ทิ้งในร่างกายเป็นเดือนๆก็อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ ส่วนเรื่องแผลเป็นความจริงแล้วถ้ามีเทคนิคการเย็บที่ดี แม้เย็บด้วยไหมไม่ละลายก็สามารถที่จะทำให้มีแผลเป็นน้อยได้เช่นกัน

กี่วันอาบน้ำได้
ความจริงถ้าเย็บแผลได้สนิทชิดกันดี ภายใน 24- 48 ชั่วโมงก็สามารถถูกน้ำได้ แต่ส่วนใหญ่จะเผื่อเพิ่มอีก 1 วันเพื่อให้การสมานแข็งแรงขึ้นซักหน่อย ดังนั้นก็รอซัก 3 วันค่อยโดนน้ำได้นะคะ

ทำแผลยังไง
ความจริงแล้วก็เช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ หรือเบตาดีนธรรมดา แล้วก็ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซเฉยๆ ก็โอเคแล้วค่ะ แต่ส่วนใหญ่เรานิยมให้คนไข้มาทำที่คลินิก หรือโรงพยาบาล เพราะอุปกรณ์ทำแผลของสถานพยาบาลผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วอย่างดีค่ะ

กี่วันตัดไหม
แผลส่วนใหญ่ใช้เวลา 1 สัปดาห์ค่ะ ยกเว้นแผลบริเวณที่มีการขยับบ่อยๆอย่างแผลที่ข้อ อาจยืดออกไปเป็น 10 วัน และแผลที่หน้าสามารถตัดได้ตั้งแต่ครบ 5 วัน เพราะใบหน้ามีเลือดมาเลี้ยงมาก แผลหายเร็ว
 และเราต้องการทิ้งไหมไว้เป็นเวลาสั้นที่สุด เพื่อลดรอยแผลเป็นที่อาจจะเกิดขึ้นค่ะ

เย็บแผลแล้วต้องกินยามั๊ย
ความจริงอันนี้ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับหมอประเมินแผลค่ะ แต่ถ้าเป็นแผลอุบัติเหตุส่วนใหญ่ก็จะให้กินยาฆ่าเชื้อกันการติดเชื้อไว้ อย่างที่บอกค่ะ บางคนไปโดนทั้งหินดินทรายเต็มแผล ต่อให้ล้างเป็นชั่วโมงๆ ก็อาจมีเชื้อโรคที่มองไม่เห็นติดค้างค่ะ กินยาดีกว่าเพื่อความสบายใจ นะคะ

อ่านเรื่องแผลเย็บแล้ว ถ้าสงสัยว่าเย็บแล้วถ้ามีคีลอยด์ หรือแผลเป็นนูนจะเป็นยังไง อย่าลืมติดตามนะคะ
แผลภายนอกรักษาได้ แผลใจรักษายากค่ะ สวัสดีค่ะ^.^

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

โรคเกราะพะ กระเพาะ

โรคกระเพาะเป็นสาเหตุอาการปวดท้องที่พบบ่อยมาก ไม่แพ้จำนวนคนที่ใช้ ipad, iphone เลยทีเดียว(เกี่ยวกันตรงไหน) เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคกระเพาะมามากมาย รวมทั้งยารักษาโรคกระเพาะก็อาจจะรู้จักเป็นอย่างดี วันนี้เราจะมาเล่าถึงโรคกระเพาะ และบางอย่างเกี่ยวกับโรคกระเพาะที่คุณยังไม่รู้

โรคกระเพาะเกิดจากอะไร
โรคกระเพาะเป็นการอักเสบของผนังกระเพาะอาหาร ซึ่งมีหลายระดับ เหมือนกับแผลที่ผิวหนัง มีตั้งแต่แดงๆเจ็บ เป็นรอยถลอก หนักมากก็เป็นแผลลึกเลือดออก ผนังกระเพาะอาหารก็เช่นกัน มีตั้งแต่การอักเสบ เหมือนรอยแดงเจ็บๆบนผิวหนัง เป็นแผลเล็กน้อยแบบแผลถลอก ไปจนถึงแผลลึกเลือดออกเลยทีเดียว
โรคกระเพาะ, แผลในกระเพาะอาหาร, ปวดท้องลิ้นปี่, peptic ulcer, gastrits, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


แล้วแผล หรือการอักเสบเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
โดยปกติแล้ว กระเพาะของเราทำงานหนักมากทุกครั้งหลังจากเรากินอาหาร มันมีหน้าที่ย่อยอาหารต่อจากปากของเรา (ดังนั้นนั้นถ้าอยากแบ่งเบาภาระกระเพาะ ต้องเคี้ยวให้ละเอียด) ย่อยเจ้าขาหมูชิ้นโตๆเนี๊ย เละจนเป็นโจ๊กเลยทีเดียว กรรมวิธีของกระเพาะก็คือการบีบตัว และใช้น้ำย่อยกับกรดมาใช้ย่อย นี่แหละตัวปัญหา "กรด" นึกถึงข่าวไม่นานมานี้ที่มีสาวเกิดอาการหึงห่วงจนเอาน้ำกรดไปสาดสาวอีกคน เป็นแผลไหม้เลยทีเดียว กรดในกระเพาะอาหารก็มีฤทธิ์แรงไม่แพ้กรดเหล่านั้นเลย แล้วเจ้ากระเพาะมันทนได้ไงเนี๊ย คำตอบก็คือ โดยปกติกระเพาะจะมีการสร้างสารเป็นเบสมาต้าน เคลือบผิวตัวเองไว้ให้ปลอดภัย แต่เกราะป้องกันกระเพาะนี้ถูกทำลายได้จากสาเหตุต่างๆ

-ภาวะเครียดทำให้เกิดการสร้างกรดมากกว่าปกติ
-การกินอาหารไม่ตรงเวลา เพราะกรดถูกสร้างแล้ว ถ้ามีอาหารเข้าไปผสมก็จะลดความเข้มข้นลง แต่พอไม่มีอาหารเจ้ากระป้องกันกระเพาะก็เลยสู้กรดไม่ได้ พ่ายแพ้กันไป
-รับประทานอาหารรสจัดมากๆ กระเพาะบางคนสามารถสร้างเกราะได้ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ครั้นถูกซ้ำเติมด้วยพริก น้ำส้มสายชู มะนาว ที่แสนเผ็ดร้อน ก็เลยต้องยอมแพ้ ยอมรับว่าอันนี้แล้วแต่คนจริงๆ บางคนที่เป็นอาจน้อยใจว่าทำไมเพื่อนกินอาหารเผ็ดกว่าเราอีกไม่เห็นเป็นอะไร อันนี้ก็ต้องทำใจ เพราะเราอาจมีปัจจัยอื่นๆส่งเสริมให้เป็นโรคกระเพาะเอาง่ายๆ
-ติดเชื้อ อันนี้ก็เป็นโชคร้ายเช่นกัน มีเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งซึ่งพึ่งได้รับการค้นพบหลายปีก่อน ชื่อว่า H.pyroli มันทำให้การสร้างเกราะป้องกันของกระเพาะเสียไป บางคนไปรักษาโรคกระเพาะแต่ได้ยาฆ่าเชื้อมาก็ไม่ต้องสงสัย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นโรคกระเพาะจากเชื้อนี้ การจะรู้ได้ว่าโรคกระเพาะของเราเป็นจากเชื้อตัวนี้หรือไม่ ต้องได้รับการส่องกล้องเพื่อตรวจหาเชื้อตัวนี้เสียก่อน ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก ในประเทศของเราส่วนใหญ่จึงรักษาดูก่อน ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆจึงจะทำการส่องกล้องเพื่อหาเชื้อนี้
-ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAID) บางคนอาจรู้จักยากลุ่มนี้อยู่ เช่น Ibuprofen, Diclofinac ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์แก้ปวดได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นปวดหัวปวดหลัง ปวดเข่า ปวดขา (ไม่รวมปวดตับ กับปวดใจนะตัวเอง) การกินระยะสั้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ ในคนหนุ่มสาว ถือว่ายังปลอดภัย แต่การกินติดต่อเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุถือว่าอันตราย และอาจทำให้เลือดออกในกระเพาะได้เลยทีเดียว
นอกจากนั้นก็มียากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งบางคนที่มีโรคประจำตัวต้องกินยานี้ตลอดต้องระวังโรคกระเพาะที่จะตามมาได้

อาการเป็นยังไง
อาการที่พบบ่อยที่สุด และเรียกว่าเป็นอาการแบบตามตำราเป๊ะคือ อาการปวดแสบท้องบริเวณลิ้นปี่ อาการจะสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร เช่น เป็นตอนท้องว่าง หรือ หลังกินอาหารมากๆ หรือ หลังกินอาหารรสจัด แต่ความเป็นจริง สิ่งที่หมอทั้งหลายเรียนกันมาจากตำรา กับ ความเป็นจริง มันไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบนั้น โรคกระเพาะมีอาการได้หลายแบบมากๆ เช่น
-บางคนปวดท้องที่ลิ้นปี่ แต่เป็นปวดบีบๆ เป็นพักๆ เดี๋ยวเป็น เดี๋ยวหาย ไม่ได้สอดคล้องกับการกินอาหารใดๆ อาการปวดบีบๆนี้เป็นได้ตั้งแต่พอรำคาญ จนถึงต้องลงไปนอนดิ้นเลยทีเดียว
-บางคนปวดท้องแถวๆสะดือ แต่ค่อนไปซ้าย หรือขวา อาการปวดเป็นแบบแสบๆ ไม่สัมพันธ์กับการกินอาหารเหมือนกัน
-บางคนรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หายใจไม่อิ่ม คนไข้ที่มีอาการนี้มักจะตกใจมาก เพราะบางคนรู้สึกเหมือนใจจะขาด หายใจไม่ออก ข้อควรระวังคือ ถ้าคุณเป็นคนอายุไม่มาก 20 กว่า 30 ต้นๆ ร่างกายแข็งแรงมาตลอด อาการนี้อาจเป็นเพียงอาการของโรคกระเพาะ แต่ถ้าเป็นคนที่อายุมากหน่อย มีโรคประจำตัวอย่างความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง อาการนี้อาจบ่งบอกถึงโรคปอด หรือโรคหัวใจได้ ควรรีบไปพบแพทย์ด่วนนะคะ

สิ่งที่ต้องระวัง และน่ากลัวสำหรับโรคกระเพาะคือ อาการเลือดออก อย่างที่บอก แผลที่กระเพาะอาหารถ้ารุนแรงก็อาจเป็นแผลลึกที่มีเลือดออกได้ แต่เลือดอยู่ในท้อง จะรู้ได้ยังไงว่าเลือดออก คำตอบคือ "อุจจาระ" ค่ะ เลือดที่ออกมาจากกระเพาะจะผ่านมาตามลำไส้แล้วก็ถ่ายออกมา ซึ่งตอนนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีดำและเหนียวๆเหมือนยางมะตอยเลย  และถ้าเลือดปริมาณเยอะมากจะอาจจะเป็นเลือดสดออกมาเลยก็ได้ หรือบางคนถ้าคลื่นไส้อาเจียน ก็อาจจะอาเจียนเป็นเลือดเลยก็ได้ ดังนั้นโรคกระเพาะควรรีบรักษาและดูแล โดยเฉพาะถ้ากินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID อย่างที่กล่าวไป ก็ควรพยายามเลี่ยงการกินระยะยาวนะคะ

ไม่ต้องตรวจเลือดเลยหรอ
หลายคนสงสัยว่า อาการปวดท้องจะแย่อยู่แล้ว ไม่ต้องตรวจเลือดเช็คหน่อยเหรอ ว่าเป็นอะไร อันนี้เป็นคำถามที่หมอทุกคนอยากให้ทุกคนเข้าใจ การตรวจเลือดไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างนะคะ การตรวจเลือดเป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยโรค จริงอยู่ บางโรคไม่สามารถวินิจฉัยได้ถ้าไม่ได้ตรวจเลือด และบางโรคสามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือดแม้ไม่มีอาการใดๆ แต่โรคส่วนใหญ่ วินิจฉัยได้จากอาการที่ผู้ป่วยเล่า ร่วมกับการตรวจร่างกายของแพทย์ (ที่หมอเอาหูฟังไปฟังมา กดท้องคุณไปมานั่นแหละ) เพราะฉะนั้นอย่าได้รำคาญเลยค่ะ ถ้าหมอของคุณจะเอาแต่ถามๆๆๆๆๆๆ แล้วก็กดตรงโน้นตรงนี้ ถามอยู่นั่นแหละว่าปวดมั๊ย กดแล้วปวดมั๊ย ปล่อยแล้วปวดมั๊ย (ปวดจะแย่อยู๋แล้ว รีบๆรักษาซะที) เพราะว่าทั้งหมดที่ถาม และทั้งหมดที่ตรวจก็เพื่อการวินิจฉัยทั้งสิ้น การตรวจเลือดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของการวินิจฉัยค่ะ

รักษายังไง
การรักษาสำหรับแต่ละคนจะแตกต่างกันไป
มีเลือดออกในกระเพาะ
อันนี้เป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ และต้องนอนโรงพยาบาล เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้อาจจะน่ากลัว และน่าสยองซักหน่อย (แต่ก็อยากรู้ใช่มั๊ยหล่ะ) ถ้าคุณบอกว่ามีอาการอาเจียนเป็นเลือดจำนวนมาก หรือถ่ายดำเหนียวเป็นยางมะตอย แพทย์จำเป็นต้องใส่สายสวนจมูก (Nasogastric tube) ใส่ทำไม มันเป็นท่อที่ใส่ทางจมูก แล้วลงไปตามทางเดินอาหารจนถึงกระเพาะ แล้วดูดสิ่งที่อยู่ในกระเพาะออกมาดูว่า เลือดออกจากกระเพาะจริงหรือไม่ อันนี้ไม่ต้องให้ยาสลบ ไม่ต้องให้ยานอนหลับ ใส่ได้เลยที่ห้องตรวจ ฟังดูน่าสยดสยอง แต่อาจจะรำคาญ ระคายเคืองในคอเหมือนจะอาเจียนอยู่ แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษา ถ้ามีเลือดออกจริงๆ คุณจะต้องไปส่องกล้อง อันนี้ดีหน่อยเพราะเราทำกันในห้องผ่าตัด แต่ไม่ได้ผ่าอะไรนะคะ ให้ยานอนหลับ แล้วก็ส่องกล้องจากทางปากนี่แหละ ลงไปดูในกระเพาะว่ามีเลือดออกตรงไหน ทำการห้ามเลือดก็เป็นอันเสร็จ แล้วก็กลับมากินยา หรือฉีดยา เหมือนกับคนไข้ที่ไม่มีเลือดออก

ไม่มีเลือดออก
ถ้าไม่มีเลือดออกการรักษาก็เป็นยา ซึ่งมีทั้งยาฉีด ยากิน แล้วแต่ความรุนแรง พระเอกของงานนี้ก็คือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร กลไกก็คือลดการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนยาเคลือบกระเพาะอย่างยาน้ำสีขาวๆ เหมือนนมเนี๊ย(Alum milk ) ความจริงเป็นแค่ตัวประกอบของเรื่องช่วยลดอาการปวดเท่านั้นเอง
พระรองก็คือยาฆ่าเชื้อ ที่เป็นพระรองเพราะว่าถ้าพระเอกทำงานไม่สำเร็จ เราก็ต้องไปส่องกล้องตรวจดูว่ามีการติดเชื้อ H.pylori ไม่ ถ้ามียาฆ่าเชื้อถึงจะมามีบทบาท

สิ่งสำคัญคือ แผลในกระเพาะก็เหมือนแผลที่ผิวหนังที่ถูกน้้ำร้อนลวก ช่วงแรกก็ปวดแสบปวดร้อน พอรักษาไประยะหนึงก็หายปวด แต่แผลมันก็ยังอยู่ตรงนั้น ยังไม่หายดี ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือนกว่าจะเรียบเสมอเหมือนคนอื่นเขา แผลในกระเพาะอาหารก็ต้องการเวลาในการหายเช่นกัน กว่าจะหายปวดก็ต้องกินยาไประยะหนึ่ง อาจจะเกือบอาทิตย์ และแม้หายปวดแล้วก็ยังต้องกินยาต่อไปอีกอย่างน้อย 6-8 เดือน ถึงจะหายจริงๆ ดังนั้นได้ยาไปแล้ว อย่าลืมต้องกินต่อเนื่องเพื่อให้แผลหายสนิทนะคะ

จบเรื่องโรคกระเพาะอาหาร วันหลังจะมีโรคปวดท้องอะไรมานำเสนออีก อย่าลืมติดตามนะคะ

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ข้อเท้าพลิก จะเป็นอะไรมากมั๊ย

ข้อเท้าพลิกเป็นการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นได้บ่อยมากๆ คนส่วนใหญ่น่าจะเคยเป็น ไม่ว่าจะเป็นสาวๆที่ตก(ส้น)ตึก หนุ่มๆที่เล่นกีฬาแล้วล้ม หรืออุบัติเหตุทางจราจรอย่างมอเตอร์ไซค์ล้ม ถ้าเกิดข้อเท้าพลิกแล้ว ปวดๆ เจ็บๆเล็กน้อยบางคนก็ไม่ได้กังวลอะไร พอเดินได้ก็เดินกันไป แต่บางคนข้อเท้าทั้งบวมทั้งเจ็บ เดินก็ไม่ค่อยไหวก็ต้องกังวลเป็นธรรมดา วันนี้จะมาเล่าเรื่องว่าด้วยข้อเท้าพลิกกันค่ะ

ข้อเท้าพลิกแล้ว เกิดอะไรขึ้น
โดยปกติเวลาที่เราขยับข้อเท้า ถ้าให้กระดกขึ้นกระดกลงก็จะทำได้โดยสะดวก แต่ถ้าให้เรางอข้อเท้าไปด้านข้าง ก็จะพบว่ามันออกจะติดๆซักหน่อย นั่นเป็นเพราะเรามี"เอ็นข้อเท้า" ที่ด้านข้างของเท้ายึดข้อเท้าเราไว้ ทีนี้นึกถึงเวลาที่เราข้อเท้าพลิกอย่างเร็วๆ เอ็นตรงนั้นก็จะเกิดการดึงยืด หรืออาจจะฉีกขึ้นมา ถ้าล้มแรงมากเช่น นอกจากข้อเท้าจะพลิกแล้วยังล้มลงเอากระดูกข้อเท้ากระแทกพื้น  หรือมีอย่างอื่นมาทับอีก อันนี้ก็เป็นไปได้ว่าจะมีกระดูกข้อเท้าหักร่วมด้วย (เริ่มน่ากลัวแล้วหล่ะสิ)

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าที่เราเป็นรุนแรงแค่ไหน
เวลาที่เราบาดเจ็บข้อเท้าพลิกแล้วไปหาหมอ ความจริงหมอๆทั้งหลายก็มีวิธีประเมินความรุนแรงอยู่ แบ่งเป็น 3 ระดับ

ระดับหนึ่ง คือ ปวดๆ ไม่ค่อยบวมเท่าไหร่ แต่ยังลงน้ำหนักเดินได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นระดับเบาสุด เอ็นข้อเท้าแค่ถูกยืดออก ไม่ฉีกขาด ไม่น่ากลัวเท่าไหร่

ระดับสอง คือ ปวดๆ บวมอยู่บ้าง พอลงน้ำหนักได้บางส่วน แต่ไม่เต็มที่ อันนี้เป็นการฉีกขาดของเอ็นบางส่วน หนักขึ้นมาเล็กน้อย

ระดับสาม คือ ปวดมาก บวมมาก ลงน้ำหนักไม่ได้เลย อาจรู้สึกข้อหลวมๆเล็กน้อย ถึงขั้นนี้แล้วเอ็นข้อเท้าบาดเจ็บมาก อาจถึงกับฉีกทั้งหมด และควรได้รับการเอ็กซเรย์ข้อเท้าที่โรงพยาบาล เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้กระดูกหักร่วมด้วย

ส่วนเรื่องกระดูกหักนั้น ถ้าเป็นถึงระดับสาม ก็ควรไปเอ็กซเรย์ แต่ถ้าเป็นแค่ระดับหนึ่ง และสอง ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีกระดูกหัก ยกเว้นแต่ว่าเป็นการบาดเจ็บอย่างอื่่นร่วมด้วย เช่นมอเตอร์ไซค์ล้ม ข้อเท้าพลิกแล้วก็โดนรถมอเตอร์ไซค์ทับด้วย อันนี้อาจจะมีส่วนอื่นที่หักร่วมด้วยค่ะ

 ข้อเท้าพลิกม ข้อเท้าแพลง,เท้าพลิก,กระดูกหัก, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
การรักษาหล่ะ
บอกให้สบายใจก่อนว่า ส่วนใหญ่ไม่ค่อยต้องถึงกับผ่าตัดเท่าไหร่ถึงแม้ว่าจะเป็นระดับสาม แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง

การปฏิบัติตัวพื้นฐาน ที่ไม่ว่าเป็นระดับไหนก็ต้องทำคือ "หยุดพัก" หลายคนไม่ยอมหยุดพัก (ปวดซะขนาดนั้น อึดจริงๆ) ด้วยภาระงาน หรือว่าการเรียน อันนี้ต้องบอกไว้เลยนะคะ ถ้าไม่หยุดมันก็ยากที่จะหายจริงๆ เอาสุขภาพไว้ก่อนดีกว่านะคะ นอกจากนั้นก็ควรประคบเย็น 24 ชั่วโมงแรก และนอนยกขาสูง เพื่อลดการบวม

สำหรับระดับหนึ่งและสอง ควรพันผ้ายืดไว้ (Elastic bandage) หลายคนคงเคยเห็นที่เป็นสีเนื้อๆหน่ะค่ะ จะช่วยยึดข้อให้สบายขึ้น และลดอาการบวม กินยาแก้ปวดได้ถ้าปวดมาก ทำแค่นี้ก็พอค่ะ แล้วอาการจะค่อยๆดีขึ้นเอง แต่ที่สำคัญต้อง"พัก"นะคะ

สำหรับระดับสาม นอกจาก พัก ประคบเย็น และยกขาสูงแล้ว อาจจะต้องใส่เฝือกหลังจากที่ยุบบวมลงแล้ว และกินยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ เอ็นข้อเท้าที่ฉีกจะติดได้เองค่ะ

ส่วนกรณีที่ต้องผ่าตัด ก็ได้แก่ นักกีฬาที่จำเป็นต้องใช้ขาอยู่ตลอด หรือบางคนที่หายแล้วข้อหลวมจนทำให้เดินลำบาก หรือคนที่่ต้องผ่าตัดเพราะกระดูกหักจนไม่สามารถรักษาด้วยการใส่เฝือกอย่างเดียวได้ แต่ถ้าเราคนทำงานทั่วไป ไม่ได้ต้องใช้ขาไปวิ่ง หรือเล่นกีฬาอะไรมากมาย ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหรอกค่ะ

นานแค่ไหนกว่าจะหาย
ถ้าเป็นแค่ระดับหนึ่งหรือสอง ส่วนใหญ่ก็ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นระดับสามอาจจะต้องใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ หรือประมาณหนึ่งเดือนเลยทีเดียว ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการหายคือ เมื่ออาการปวดดีขึ้นบ้าง ควรขยับข้อเข่า ข้อนิ้วเท้า รวมไปถึงข้อเท้าบ้าง โดยขยับช้าๆที่ละน้อยเพื่อดูว่าเราขยับได้แค่ไหน เพื่อป้องกันข้อยึดจากการไม่ขยับเป็นเวลานานค่ะ

ระมัดระวังป้องกันอุบัติเหตุ มีสติก่อนสตาร์ทนะคะทุกท่าน


วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ผมจะเป็นต่อมลูกหมากโตมั๊ย??

"ผมจะเป็นต่อมลูกหมากโตมั๊ย" คำถามนี้ขอตอบเลยละกันนะคะ "เป็นค่ะ ถ้าคุณอายุมากพอ" (เฉพาะคุณผู้ชายนะคะ คุณผู้หญิงไม่เกี่ยวค่ะ) มีการศึกษาทางฝรั่งเขา พบว่า 50% ของผู้ชายอายุ 60 ปี เป็นต่อมลูกหมากโต และ เมื่ออายุถึง 85 ปี มีคนที่เป็นถึง 90% เลยทีเดียว ส่วนที่เหลือคาดว่าน่าจะมี เพียงแต่ยังไม่ออกอาการ แล้วโรคนี้เป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้าง ลองอ่านดูค่ะ

ต่อมลูกหมากคืออะไรฮะ
ต่อมลูกหมากเป็นต่อมๆหนึ่งที่อยู่ในท้องน้อยของผู้ชาย โดยที่ท่อทางเดินปัสสาวะของผู้ชายจะวิ่งทะลุต่อมๆนี้ไป เวลาที่ต่อมนี้โตขึ้นจึงสามารถเบียดท่อทางเดินปัสสาวะให้ตีบแคบลงได้ค่ะ

แล้วทำไมมันถึงโตหล่ะ
เชื่อกันว่าเกิดจากการความชราทำให้เกิดเจริญเติบโตของต่อมลูกหมากผิดปกติ ไม่ได้ถึงกับเป็นเนื้องอก หรือมะเร็งอะไรนะคะ แต่มันแค่โตขึ้นเฉยๆ ยังไม่มีคำอธิบายแน่ชัดว่าเกิดจากอะไรแต่พบว่าผู้ชายเกือบทุกคนจะเป็น เพียงแต่ใครจะเป็นก่อนใครเท่านั้นเอง

จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นโรคนี้
อาการส่วนใหญ่ของโรคนี้จะเกิดจากการที่ต่อมลูกหมากโตจนทำให้ทางเดินปัสสาวะตีบแคบลง อาการที่เป็นส่วนใหญ่จะเกิดจากทางเดินปัสสาวะตีบนี่แหละคะ ได้แก่ ปัสสาวะไม่พุ่ง รู้สึกว่าเวลาปัสสาวะต้องเบ่ง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะบ่อย (จะบ่อยไม่บ่อยให้สังเกตตอนกลางคืนค่ะ คนปกติจะลุกมาปัสสาวะกลางคืนไม่เกิน 1-2 ครั้ง ถ้าเกินกว่านั้นก็ถือว่าบ่อย) เพราะว่าแต่ละครั้งออกไม่มาก ออกไม่หมด จึงมีปัสสาวะค้างอยู่ตลอด  ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย และการที่มีปัสสาวะค้างก็จะทำให้มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะตามมาได้

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในผู้ชาย ถือว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา คือผู้ชายธรรมดาเขาไม่เป็นกัน แสดงว่าอาจจะมีโรคอื่นแอบแฝง อย่างโรคต่อมลูกหมากโตก็เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดเลยทีเดียว เวลาติดเชื้อทางเดินปัสสาวะก็จะมีอาการเช่น ปวดท้องน้อยเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะที่ว่าบ่อยแล้วก็ยิ่งเป็นบ่อยขึ้นอีก บางทีทุกครึ่งชั่วโมง ทุก 10 นาทีก็มี และถ้าเป็นรุนแรงอาจมีไข้ ปวดบั้นเอวได้

ถ้าคุณผู้ชายมีอาการที่ว่ามานี้ก็ควรไปพบแพทย์ ซึ่งก็จะได้รับการซักประวัติตรวจร่างกายเพิ่มเติมซึ่งอาจรวมถึงการตรวจทางทวารหนัก!! แฮะๆ หลายท่านได้อ่านอย่างนี้ก็เลยไม่ยอมไปตรวจ (แต่หมอก็คงต้องขอบอกความจริงไว้ตรงนี้นะคะ อุตสาห์บอกแล้ว ก็ไปตรวจเถอะค่ะ) เพื่อให้มั่นใจว่าอาการที่ว่านี้มีสาเหตุมาจากต่อมลูกหมากจริงๆ หมอก็ต้องขอตรวจหน่อยนะคะ และควรจะได้ตรวจเลือดด้วย(เป็นค่าที่เรียกว่า PSA) เพราะโรคหนึ่งที่เรากลัวคือ ต่อมลูกหมากที่โตไม่ใช่ต่อมลูกหมากธรรมดา แต่ว่าเป็นมะเร็ง!!! ผลเลือดจะบอกได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ค่ะ

รักษายังไง
ถ้ามีการติดเชื้อก็ควรรักษาการติดเชื้อให้หายไปพร้อมกันด้วยการกินยาฆ่าเชื้อ หรือฉีดยาฆ่าเชื้อถ้ามีอาการของการติดเชื้อรุนแรงค่ะ

ส่วนเรื่องโรคต่อมลูกหมากส่วนใหญ่เราจะเริ่มจากการกินยาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะตอบสนองต่อยาดี กินยาโรคต่อมลูกหมากแล้วก็จะปัสสาวะคล่องขึ้น อาการปัสสาวะบ่อยเป็นน้อยลง แต่บางรายที่การตอบสนองไม่ดี ได้ยากินจนเต็มที่แล้ว แต่อาการยังเป็นมาก ยังมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ หรือบาวคนอาจถึงกับปัสสาวะไม่ออก สุดท้ายอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดเดี๋ยวนี้ก็มีการผ่าตัดโดยการส่องกล้องเข้าทางท่อปัสสาวะ ฟังดูน่าหวาดเสียว แต่ว่าใช้เวลาพักฟื้นน้อย และได้ผลดีค่ะ

สิ่งหนึ่งที่ต้องทำถ้าเกิดว่าเป็นโรคต่อมลูกหมากโตแล้ว คือต้องเฝ้าระวังโรคมะเร็งต่อมลูกหมากค่ะ โดยการตรวจทางทวารหนัก และตรวจเลือด PSA ทุกปีค่ะ

อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะทุกๆคน

ต่อมลูกหมากโต, ปัสสาวะไม่ออก, diary doctor is me , สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้