วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

หมอเองก็ลำบากใจ เมื่อต้องบอกข่าวร้ายกับคุณ

ละครไทยเกือบทุกเรื่องจะมีช่วงเวลาที่พระเอก หรือนางเิอกเฉียดตาย และแทบต้องกลั้นใจตามตัวละครทุกครั้งไปเมื่อได้เห็นคุณหมอเดินกลับออกมาจากห้องฉุกเฉิน (หรือห้องผ่าตัด ก็แล้วแต่ผู้แต่จะเลือกเอา) เพื่อบอกอาการคนไข้ ณ วินาทีทุกคนทั้งลุ้นทั้งกลัว กลัวจะเป็นข่าวร้าย และลุ้นในเป็นข่าวดี (แต่ทุกคนก็เชื่อว่ามันจะเป็นข่าวดี แม้เป็นข่าวร้ายพระเอกก็จะฟื้นได้ ถ้านางเอกไปนั่งร้องไห้ข้างเตียง 555) ความจริงแล้วบทบาทของหมอดูง่าย ตามบท "ตอนนี้คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ" หรือไม่ก็ "เสียใจด้วยครับ ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป" แต่ในชีวิตจริง การเล่นบทหมอก็ไม่ง่ายขนาดนั้นค่ะ

ลองคิดดู จะมีซักกี่คนที่อยากบอกข่าวร้ายกับคนอื่น บอกแล้วต้องเห็นภรรยาผู้ป่วยเป็นลมล้มพับ ลูกหลานร้องไห้ หรือทุกคนอยู่ในภาวะเศร้าสลด การบอกเรื่องความตายที่ว่าลำบากแล้ว แต่นั่นเป็นแค่การบอกข่าวร้ายกับญาติๆผู้ป่วยเท่านั้น ผู้ป่วย(คนที่ตาย)คงไม่ได้รับรู้ด้วย (หรือไม่ก็คงจะรู้ตัวอยู่แล้ว) สิ่งที่ยากลำบากยิ่งกว่าคือการบอกข่าวร้ายกับผู้ป่วยเอง อย่างการบอกว่าผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หรือเป็นเิอดส์ หมอเองก็กลัวค่ะ กลัวว่าบอกไปแล้วผู้ฟังจะร้องไห้ฟูมฟายเป็นลม หรือว่าอยากฆ่าตัวตาย!!!

เชื่อมั๊ยว่าศิลปะการบอกข่าวร้ายเป็นหัวข้อสำคัญหัวข้อหนึ่งในการเรียนหมอเลยทีเดียว อย่างที่บอก ถึงแม้ว่ายังไงเขาก็ต้องรู้ความจริง แต่เราก็อยากให้เขาสะเทือนจิตใจน้อยที่สุด ได้เตรียมตัวเตรียมใจก่อนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเอง หรือว่าเป็นญาติๆ อันนี้เป็นสำคัญมาก และอาจมากกว่าการรักษาคือ นอกจากร่างกายเขาจะป่วยแล้ว ซึ่งบางโรคอาจรักษาไม่ได้ แต่เราก็พยายามไม่ให้ "จิตใจ"ของเขาป่วยไปด้วย

เอาหล่ะค่ะ เล่ามาตั้งยาวละว่าการบอกข่าวร้ายสำคัญขนาดไหน วันนี้อยากมาเล่าวิธีการบอกข่าวร้ายให้ทุกคนได้อ่านกัน อาจจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันเองก็ได้นะคะ เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยมีโอกาสบอกข่าวร้ายกับคนรู้จักบ้าง ไม่มากก็น้อย
 ศิลปะการบอกข่าวร้าย, breaking bad news, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


รู้ความคาดหวัง
ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าคนที่กำลังจะได้ยินข่าวร้าย คาดหวังจะได้ยินอะไรจากเรา อย่างเช่นถ้าคนไข้ที่สบายดีมาตลอด เกิดป่วยหนัก ล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมา เราอาจจะถามว่า สงสัยบ้างมั๊ย หรือคิดว่าตัวเองเป็นอะไร คิดว่าอาการร้ายแรงมั๊ย บางคนอาจตอบกลางๆว่า "ไม่รู้" แต่บางคนอาจจะตอบว่า "ก็คงไม่เป็นอะไรมากมั๊งครับ เพราะว่าสบายดีมาตลอด" ถ้าเรากำลังจะบอกว่าเขาเป็นมะเร็ง เราก็จะได้รู้ว่าเขาไม่ได้เตรียมใจเรื่องนี้มามากนัก อย่างไรก็ตามขั้นตอนนี้ เราอาจไม่จำเป็นต้องทำถ้าเรารู้อยู่แล้ว เช่นถ้าเป็นเพื่อนกันรู้จักกันอยู่แล้ว หรือเคยคุยเรื่องนี้กันมาก่อนแล้ว อย่างคนไข้บางคนก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่า "ทำใจไว้แล้วหมอ ว่าเป็นไปได้ที่ตัวเองจะเป็นมะเร็ง" แบบนี้ เราก็จะรู้ว่า เขาได้เตรียมใจมาแล้ว 

ขั้นตอนนี้ทำเพื่อใ้ห้เรารู้ว่าเรากำลังจะเจอปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากบอกข่าวร้าย ถ้าเขาเตรียมใจมาก็คงปฏิกิริยาไม่รุนแรง แต่ถ้าเขาไม่เตรียมใจมา เราก็ต้องเตรียมใจแทนว่าเราอาจจะเจออาการร้องไห้ฟูมฟาย อยากฆ่าตัวตาย หรืออาจถึงเป็นลม เป็นต้น

แสดงสัญญาณเตือนก่อน
เวลาที่กำลังจะบอกข่าวไม่ดี การค่อยๆแสดงสัญญาณทีละนิด จะดีกว่าการโยนทุกอย่างทีเดียวเหมือนขว้างระเบิด คนไข้อาจจะรับไม่ค่อยไหวเท่าไหร่ อย่างเรื่องมะเร็ง ก็อาจเริ่มด้วยสีหน้าที่กังวลเล็กน้อยของหมอ ถามคนไข้ว่า คิดไว้บ้างมั๊ยว่าผลจะเป็นอะไรได้บ้าง (ถามความคาดหวัง) แล้วก็บอกว่า "ผลไม่ค่อยดีเลยนะคะ มีความผิดปกติ ตรงโน้นตรงนี้ เป็นก้อนแบบนั้นแบบนี้" แล้วค่อยสรุปว่า คิดว่าก้อนเหล่านี้เป็นเนื้อร้าย หรือ มะเร็ง  วิธีนี้คนฟังจะค่อยๆซึมซับ และยังพอมีเวลาทำใจบ้าง ดีกว่าบอกว่า "คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย" แต่สำหรับบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าวิธีนี้ดูลุ้นๆ อ้อมๆ ผู้ป่วยใจร้อนบางคนก็ถึงกับขัดและบอกหมอว่า "เอาตรงๆเลยดีกว่าหมอ ไม่ต้องอ้อม" อันนี้ก็คุณขอมา เราก็จัดให้ค่ะ ก็คงต้องบอกตรงๆกันไปเลย แต่ส่วนใหญ่วิธีค่อยๆเล่าทีละนิด จะดีกว่าค่ะ

ให้ความหวัง
ว่าง่ายๆก็คือการปลอบใจ คือหลังจากบอกข่าวร้ายแล้ว ถ้าเป็นหมอก็จะให้ความหวังก็คือบอกว่า ถ้าเป็นอันนี้แล้วจะต้องทำยังไงต่อไปเพื่อช่วยคนไข้ แต่ถ้าหลายๆคนจะเอาไปใช้กับการบอกข่าวร้ายอื่นๆ การให้ความหวังก็คือการให้กำลังใจ "ไม่เป็นไรนะ เรื่องมันแล้วให้แล้วไป เราค่อยเริ่มต้นใหม่" "ไม่เป็นไรทุกคนให้อภัย" ฯลฯ

โอเคค่ะ ทั้งหมดนี้เป็นกลเม็ดที่เหล่าหมอใช้กัน เมื่อต้องบอกข่าวร้ายคนไข้ (ซึ่งต้องบอกบ่อยซะด้วย ก็แน่นอนแหล่ะ ่ไม่งั้นจะเรียกว่า คน"ไข้" ได้เหรอ) หวังว่าหลายๆคนจะได้ประโยชน์กับการเอาไปประยุกต์ใช้นะคะ


ไขมันมีทั้งดีทั้งเลวนะ จะบอกให้

พูดถึงไขมัน ก็สงสารเสียเหลือเกิน มองไปทางไหนก็เคยได้ยินแต่ "กำจัดไขมัน" "สลายไขมัน" "ไขมันส่วนเกิน" รู้สึกว่าคุณไขมันจะเป็นที่น่ารังเกียจของทุกคนเหลือเกิน แต่คุณรู้มั๊ย ความจริงแล้วไขมันดีๆก็มีนะคะ

ไขมันในเลือด, ดูแลสุขภาพ, ไขมันสูง, กินไขมัน, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
ไขมันผิดตรงไหน
ความเชื่อเกี่ยวกับไขมันว่าไม่ดีต่อเราอย่างไร พูดกันแบบที่เห็นกันชัดๆเลย ไขมันทำให้เราดูไม่ดี อ้วน เผละ ใส่อะไรก็ไม่สวย สำหรับบางคนก็ถือเป็นปมด้อยไปเลยทีเดียว สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ "ไขมันในเลือดสูง" ไขมันที่ว่านี้ หมายถึง"ไขมันเลว" มันทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตัน นำไปสู่โรคที่น่ากลัวหลายโรคทอย่างเช่น โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งเกิดจากไขมันอุดตันในเส้นเลือดในสมอง หรือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ก็เป็นจากการมีไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเช่นกัน อีกอย่างที่ทุกคนควรรู้คือโรคไขมันสูงในเลือดนี้ไม่สัมพันธ์กับไขมันที่สะสมตามร่างกายนะคะ บ่อยครั้งที่คนผอมบางคนจะมีไขมันในเลือดสูงมาก และคนอ้วนบางคนที่ไขมันในเลือดปกติ

อย่างไรก็ตาม การไม่กินไขมันเลยก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว ความจริงร่างกายเองก็ต้องการไขมันซึ่งช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายเฉพาะในไขมัน และไขมันทำให้เรารู้สึกอิ่ม การลดไขมันในอาหารทุกชนิดอาจทำให้เรากินอาหารพวกแป้งมากกว่าปกติ ก็นำไปสู่ไขมันสะสมได้

ไขมันในเลือดก็มีหลายชนิดนะ
ไขมันในเลือดเองก็มีหลายแบบ มีทั้งดีและไม่ดีเหมือนกัน แต่โรคไขมันในเลือดสูงที่เรากลัวกันนั้น หมายถึงไขมันไม่ดี หรือไขมันเลวอย่างเดียว เวลาเราไปเจาะเลือดเพื่อตรวจไขมันในเลือด ความจริงแล้วมีการเจาะตรวจทั้งไขมันดี และไขมันเลว โดยหลักๆจะมี LDL, total cholesterol, triglyceride ทั้ง 3 ตัวนี้เป็นไขมันไม่ดี ยิ่งสูงยิ่งมีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาก ส่วนไขมันอีกตัวคือ HDL ไขมันตัวนี้เป็นไขมันดี ยิ่งสูงยิ่งดี มันช่วยลดโอกาสการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เรียกว่าคงต้องมองเหล่าน้องไขมันกันใหม่ อย่าไปเหมารวมกันหมดว่าเขาไม่ดีกันหมดนะคะ

แล้วไขมันที่เรากินกันหล่ะ
ไขมันที่เรากินแบ่งออกใหญ่ๆเป็น 2 แบบ คือ ไขมันอิ่มตัว กับไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดีเหมือนกัน (เหมือน แม้ Vampire ในหนังส่วนใหญ่จะไม่ดี แต่ก็มี Vampire มังสวิรัติอย่างพระเอกใน twilight นะ)

ไขมันอิ่มตัว พบในไขมันสัตว์ และน้ำมันพืชบางชนิดได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ไขมันอิ่มตัวนี้เป็นไขมันไม่ดี กินเข้าไปก็จะก่อให้เกิดไขมันไม่ดีในเลือดเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั่นเอง

ไขมันไม่อิ่มตัว พบมากในเหล่าบรรดาไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถ่ัวเหลือง น้ำมันงา น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น่้ำมันมะกอก และไบมันจากสัตว์ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้คือ น้ำมันปลา เป็นต้น ไขมันเหล่านี้เป็นไขมันดี ช่วยลดโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

มีไขมันเลวอีกชนิดหนึ่งที่ทุกคนควรรู้จัก เรียกว่า trans fat ไขมันพวกนี้พบได้ในไขมันสัตว์อยู่แล้ว และไขมันที่อดีตเคยเป็นไขมันไม่อิ่มตัวผู้แสนดี แต่กลายร่างเป็นไขมันเลวหลังจากผ่านกระบวนการทำอาหารบางอย่าง เช่น มาการีน ไขมันในอาหารที่ผ่านพลังงานความร้อนมากๆ เช่น เหล่าเบเกอรี่, ของทอด เป็นต้น

แล้วคอเลสเตอรอลหล่ะ
ความจริงคอเลสเตอรอล ไม่ใช่ไขมัน (อ้าว!!) มันเป็นสารคล้ายไขมันเฉยๆ ความจริงมันมีความสำคัญต่อเซลล์ในร่างกายของเรา แต่โดยทั่วไป ร่างกายของเราสังเคราะห์มันเองได้อย่างเพียงพอ การมีคอเลสเตอรอลสูงเกินไปในเลือดก็จะนำไปสู่เจ้าเก่าของเรา อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

โอเมก้า 3 ก็เป็นไขมันนะเธอ
โอเมก้า 3 ที่โฆษณากันมากมายว่าบำรุงสมอง ทำให้ร่างกายแข็งแรง ความจริงแล้วก็คือไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหนึ่ง พบมากใน น้ำมันตับปลา ผลวอลนัท ปลาทะเลอย่าง แซลมอน, เฮอริงค์, ปลาแมคคลอเรล

สรุปแล้วไขมันกินได้ แต่ควรควบคุมปริมาณ และเลือกแหล่งของไขมัน เพื่อให้ร่างกายของเราได้รับไขมันดีๆไปนะคะ ขอให้ทุกคนปราศจากโรคภัยค่ะ



วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

ไข้แบบไหน เป็นไข้เลือดออก

หลายครั้งที่เราเป็นไข้ไม่สบาย เวลาเป็นมากๆก็เริ่มสงสัยว่าเราจะเป็นอะไร"มากกว่า"ที่เคยๆเป็นมั๊ย โรคหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดคงหนีไม่พ้น "ไข้เลือดออก" ซึ่งเป็นโรคที่ว่ากันว่า ถ้ารักษาไม่ทันอาจถึงแก่ชีวิตได้ทีเดียวเชียว แล้วเราจะสงสัยว่าตัวเองเป็นไข้เลือดออกเมื่อไหร่?? ไปดูกัน


ไข้เลือดออป, โรคภัยไข้เจ็บ, ไข้เลือดออกต้องทำยังไง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ไข้แบบไหน เป็นไข้เลือดออก
คำถามแรกคือ ทำไมเราถึงเป็นไข้?? อันที่จริงไข้เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่กำลังต่อสู้กับเชื้อโรคบางอย่าง ว่าง่ายๆคือเราเป็นไข้ เพราะร่างกายกำลังต่อสู้อย่างหนักกับการติดเชื้อนั่นเอง ความจริงนอกจากการติดเชื้อก็ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เป็นไข้อีกได้ แต่สำหรับคนทั่วไปที่ร่างกายแข็งแรงดีมาตลอด ไข้มักจะมาจากการติดเชื้อค่ะ

ทีนี้ปกติเวลาที่เรามีไข้จากการติดเชื้อ เราจะมีอาการที่แสดงถึงแหล่งที่มาของการติดเชื้อด้วย เช่น ถ้ามีไข้ไอเจ็บคอน้ำมูกไหล ก็เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจ ถ้าเป็นไข้ปวดท้อง ท้องเสียก็เป็นการติดเชื้อทางเดินอาหาร ถ้าเป็นไข้ปัสสาวะแสบขัด ปวดบั้นเอว ก็เป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น แต่ไข้เลือดออกเป็นการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Dengue virus การติดเชื้อไวรัสนี้ไม่มีแหล่งติดเชื้อที่ชัดเจน มันกระจายอยู่ในกระแสเลือด!!! ดังนั้นอาการของเรานอกจากจะมีไข้สูงแล้ว(สำหรับอาการไข้สูง ถ้ากินยาลดไข้ ไข้มันก็จะสูงๆต่ำๆตามฤทธิ์ยาได้นะคะ) ก็ไม่มีอาการที่แสดงแหล่งติดเชื้อชัดเจน อาจจะมีเจ็บคอเล็กน้อยเวลาคอแห้ง ปวดท้องแน่นๆ หรือปวดหัว(ซึ่งพบได้ในคนที่เป็นไข้อยู่แล้ว) แต่จะปวดเมื่อยตามตัวทั่วๆ ไม่ค่อยมีแรง คอแห้งปากแห้งจากไข้ และมักมีอาการเบื่ออาหาร กินอาหารไม่ได้ อาการเหล่านี้ก็เริ่มน่าสงสัยแล้ว

อาการอื่นๆที่ช่วยบอกอีกคือ ได้ชื่อว่าไข้"เลือดออก" ก็จะมีจุดเลือดออกตามตัวได้ แต่พบไม่บ่อย หรือว่ามีคนในบ้าน หรือบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นไข้เลือดออกด้วย ก็จะน่าสงสัยมากขึ้น ส่วนเรื่องยุงกัดเยอะเนี๊ย บางครั้งก็ไม่ค่อยแน่นอนนะคะ เพราะบางทีเราก็จำไม่ได้(แต่ก็ยังคงต้องคว่ำไห คว่ำชามป้องกันลูกน้ำยุงลายนะคะ) แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเป็นร่วมกับอาการที่เล่าไปตอนต้นนะคะ แต่สรุปแล้วอาการก็ต้องดูรวมๆกัน มีแค่อย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวมาโอกาสจะใช่ก็น้อยลงไปนะคะ

แล้วที่ว่าเป็นแล้วจะช็อกได้ จริงหรือ
ตอบตรงๆตัวก็คือ จริง ค่ะ แต่ไม่ใช่ทุกราย โรคไข้เลือดออกมีอยู่ 3 ระยะคือ
1. ระยะไข้ ช่วงนี้จะมีไข้สูง เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ปากแห้ง กินอะไรไม่ค่อยได้ กินเวลาประมาณ 3-7 วัน โดยส่วนใหญ่นะคะ ถ้าในรายที่อาการหนัก (แปลว่าบางคนก็ไม่เป็นนะคะ) อาจมีภาวะเลือดออก เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ เป็นต้น

2. ระยะช็อก ระยะนี้บางคนก็ไม่ผ่านระยะนี้ ข้ามไประยะที่สามเลยก็มี (ซึ่งคนส่วนใหญ่ เป็นแบบนั้น) แต่เราก็ควรเฝ้าระวังระยะนี้ไว้ เนื่องจากเราไม่มีทางรู้ได้ล่วงหน้าเลยค่ะ ว่าคนไหนจะมีหรือไม่มีระยะช็อก อาการของระยะนี้หลังจากพ้นระยะแรก ไข้จะเริ่มลง แต่จะมีอาการของภาวะช็อก (ช๊อกไม่ได้แปลว่าเป็นลมล้มพับ หมดสติไปนะคะ แต่ภาวะช็อกหมายถึงการมีความดันโลหิตต่ำเกินไปค่ะ) อาการมีได้ตั้งแต่ มีสติรู้ตัวตลอด แต่มือเท้าเย็น เวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม บางรายชักได้ หรือบางรายอาจซึมลง ถ้าผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

3. ระยะหาย ระยะนี้คือช่วงที่โรคกำลังสงบ ผู้ป่วยจะไม่มีไข้แล้ว ความอยากอาหารจะกลับมา อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น และปัสสาวะมาก อาการปวดเมื่อยตามตัวจะหายไป มีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเริ่มมีผื่นขึ้นตอนนี้(แปลว่าถ้ามีผื่นขึ้นก่อนหน้านี้ก็คงไม่ใช่โรคนี้นะคะ) คนไข้ที่เป็นไม่มากส่วนใหญ่จะตกใจและมาหาหมอตอนมีผื่นขึ้น ซึ่งก็สบายใจได้เพราะแปลว่าเขาหายแล้ว (เย้) คนส่วนใหญ่มีแค่ไข้ แล้วก็กระโดดมาขึ้นนี้เลย ซึ่งถือว่าปลอดภัย

แล้วแต่ละระยะ ต้องทำตัวยังไง
สำหรับการติดเชื้อ Dengue virus เราไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรงเหมือนกับเชื้อแบคทีเรียที่เราเคยกินๆกัน การติดเชื้อไวรัสส่วนใหญ่อาศัยภูมิคุ้มกันของร่างกายเราเองต่อต้านเชื้อ สิ่งที่ทำได้คือป้องกันภาวะแทรกซ้อน และอันตรายบางอย่างที่เกิดจากเชื้อ แต่ละระยะก็จะมีการดูแลที่แตกต่างกันไปดังนี้ค่ะ

ระยะไข้ ช่วงนี้เราจะค่อนข้างทรมานกับความอ่อนเปรี้ยเพลียแรง สิ่งที่ต้องระวังช่วงนี้คือภาวะขาดน้ำ เพราะการมีไข้ทำให้เราเสียน้ำ และเราก็ยังไม่ค่อยอยากอาหารอีก แพทย์ส่วนใหญ่จะให้เรากินน้ำเกลือแร่ จิบบ่อยๆ ทดแทนน้ำที่สูญเสียไป และควรงดการกินอาหารสีแดงสีดำ งงหล่ะสิ ไม่ได้ถือเป็นเคล็ดอะไรหรอกค่ะ เหตุผลเพราะว่า ถ้าเกิดบางรายที่มีเลือดออกทางเดินอาหาร อาเจียนเป็นเลือดขึ้นมา เราจะแยกยากว่าสิ่งที่เห็น เป็นเลือดจริงๆ หรือแดงจากอาหารที่กินเข้าไป เท่านั้นเอง ช่วงนี้อาจไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดดูเกล็ดเลือดได้ เกล็ดเลือดมีความสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด การติดเชื้อไข้เลือดออกอาจทำให้เกล็ดเลือดต่ำลงได้ และยังบอกแนวโน้มการเข้าสู่ช่วงภาวะช็อกอีกด้วย

ระยะช็อก ช่วงนี้สิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องระวังการเข้าสู่ภาวะช็อก อย่างที่ได้เล่าให้ฟังไป ถ้ามีอาการของระยะช็อคควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่บางคนก็อาจได้นอนโรงพยาบาลตั้งแต่ระยะที่มีไข้ ถ้าอาการไม่ค่อยดี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์นะคะ

ระยะหาย ใครบอกว่าระยะหายจะไม่น่ากลัว สิ่งแรกที่ต้องระวังคือ เป็นระยะหายจริงๆรึเปล่า ถ้ายังไม่มีผื่นขึ้นยังไงก็อย่าพึ่งวางใจนะคะ สังเกตอาการหลังไข้ลงประมาณ 24-48 ชั่วโมง แต่ถึงแม้จะหายจริงๆแล้ว ก็อาจมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่ทำให้เกิดอาการเลือดออกง่าย ช่วงนี้ก็ควรระมัดระวังอุบัติเหตุและความเสี่ยงต่างๆต่อการเลือดออกนะคะ

หวังว่าวันนี้ทุกคนที่ติดตามอ่านจะได้คำตอบที่อยากรู้นะคะ สวัสดีค่ะ

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

มะเร็งปากมดลูก มีวัคซีนป้องกัน!!!

ได้ชื่อว่ามะเร็ง ก็มีความน่าเกรงขามอยู่ในตัวแล้ว ทุกคนรู้ว่ามะเร็งโหดร้าย ทรมาน และอาจถึงแก่ชีวิต ไม่มีใครอยากเป็นโรคมะเร็ง และหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงคือ "มะเร็งปากมดลูก" วันนี้ทุกคนรู้แล้วหรือยังว่ามะเร็งชนิดนี้มีวัคซีนป้องกันแล้ว!!!

ก่อนอื่นขอเล่าคร่าวๆเกี่ยวกับสิ่งที่มนุษย์เราค้นพบเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกก่อน ถ้าเราไปถามหมอว่ามะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากอะไรก็จะได้คำตอบว่า มะเร็งส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด มีปัจจัยมากมายที่มีผลต่อการเกิดมะเร็ง บอกได้ไม่ชัดเจน แต่สำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก เราค้นพบว่ามันเป็นมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อ!!!
มะเร็งปากมดลูก, วัคซีนมะเร็งปากมดลูก, ดูแลสุขภาพ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


เชื้อที่ว่านี้เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อว่า HPV (ไม่ใช่ HIV นะคะ) ไวรัสชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิดมะเร็งจะเป็นสายพันธุ์ 16 กับ 18 ไวรัสชนิดนี้ติดทางเพศสัมพันธ์ โดยทีไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 กับ 18 นี้เวลาอยู่กับผู้ชายจะไม่ก่อโรค(ไม่ยุตธรรมเลย) แต่พอมาอยู่กับผู้หญิงแล้ว มันจะชอบติดที่ปากมดลูก ทำให้เกิดเซลล์ผิดปกติ โดยส่วนใหญ่พบว่าก็ไม่ได้กลายเป็นมะเร็งหรอกนะคะ แต่จะมีบางส่วนที่หลังจากนั้นก็จะค่อยๆก่อตัวเป็นมะเร็ง ซึ่งกว่าจะถึงขั้นนั้นก็ผ่านไปอีกเป็นสิบๆปี เรียกว่าติดเชือวันนี้กว่าจะเป็นก็อีกหลายปีค่ะ พอรู้สาเหตุแล้ว ก็นับว่าเป็นข่าวดี!! ดียังไง? ก็เพราะว่า ถ้าสาเหตุมันเป็นจากการติดเชื้อ เราก็สร้าง"วัคซีน" ป้องกันมันซะเลย เหมือนวัคซีนป้องกันบาดทะยัก, พิษสุนัขบ้า ฯลฯที่ใช้กันมาหลายสิบปีแล้ว

สรุปแล้ว วัคซีนที่ว่านี้ก็คือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกนั้นเอง ถ้าไม่ติดเชื้อ ก็ไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกไง ว่าแล้วสาวๆก็คงเริ่มสนใจ และสำหรับหนุ่มๆก็ควรศึกษาไว้สำหรับบอกผู้หญิงที่เรารักนะคะ (ถึงไม่รักผู้หญิง ก็ไว้บอกเพื่อนสาวละกันค่ะ 555)

จะฉีดได้ตอนไหน
บางคนก็สงสัย เพราะว่าอย่างวัคซีนของเด็กๆ ก็มีเวลาให้เริ่มฉีด และระยะห่างที่เหมาะสมในการฉีดแต่ละเข็ม สำหรับวัคซีนตัวนี้ ในต่างประเทศให้ฉีดกันตั้งแต่เริ่มเป็นสาว คืออายุประมาณ 11-13 ปี ความจริงแล้ว หลักการคือควรฉีดยาให้มีภูมิคุ้มกัน ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ เพราะว่าไวรัส HPV นี้ติดต่อกันทางเพศสัมพันธุ์อย่างที่บอกไป ถ้าเกิดว่าใครที่ตอนนี้อายุเกิน 11-13 ปี แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์ ก็ไปฉีดได้เลยค่ะ  ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดเข็มที่ 1 แล้วเข็มต่อมาที่ 3 เดือน และ 6 เดือน

แต่หลายคนที่มีคู่แล้วก็อย่าพึ่งเสียใจไปนะคะ ถามว่าจะฉีดได้มั๊ย ก็ฉีดได้ค่ะ เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้อจะลดลงเท่านั้นเอง

ได้ผลดีมั๊ย
เนื่องจากวัคซีนนี้ยังใหม่อยู่ เท่าที่มีการศึกษาพบว่ายังป้องกันได้ไม่ 100% เพียงแต่คนที่ฉีดจะมีโอกาสติดเชื้อน้อยลงค่ะ ยังไงก็ตาม แม้เราจะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังคงต้องไปตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำทุกปีเป็นปกติค่ะ

ตรวจมะเร็งปากมดลูกคืออะไร ?? ตรวจทำไม??
อันนี้สำหรับคนที่ยังไม่รู้นะคะ บางคนก็เรียกการตรวจมะเร็งปากมดลูกว่าเป็นการ"ตรวจภายใน" ซึ่งแน่นอนว่าผู้หญิงเกือบทุกคนกลัว ยิ่งเป็นสาวๆอายุน้อยๆก็คงอายเกินกว่าจะไปตรวจ

เอาตามตำรา เราแนะนำให้ผู้หญิงทุกคนตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ 3 ปีแรก หลังมีเพศสัมพันธ์ และตรวจเป็นประจำทุกปี หรือถ้าปกติติดกัน 3 ปี ก็สามารถห่างเป็นทุก 3 ปีได้ วิธีการตรวจอันนี้ก็ยอมรับว่าเป็นการตรวจภายในจริง ต้องใส่เครื่องมือในช่องคลอดจริง แต่ลองฟังเรื่องมะเร็งปากมดลูกกันก่อน เผื่อว่าจะทำให้หลายคนเปลี่ยนใจ

มะเร็งปากมดลูกเป็นยังไง??
มะเร็งปากมดลูกเริ่มจากเป็นเนื้องอกที่ปากมดลูก แล้วค่อยๆลุกลามไปตามผนังช่องคลอด มดลูก รังไข่ และเข้าไปในช่องท้อง อาจลุกลามไปถึงลำไส้ และอวัยวะอื่นๆได้ สุดท้ายถ้าลุกลามไปตามกระแสเลือดก็สามารถไปได้ทุกที่ในร่างกายไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต สมอง ปอด ฯลฯ เดิมทีแล้วมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยไปมาก เนื่องจากเรามักตรวจไม่เจออาการจนกระทั่งมันเป็นมากแล้ว ส่วนใหญ่กว่าจะมาพบแพทย์ ก็เพราะมีอาการจากตัวมะเร็งที่ลุกลามไปตามอวัยวะต่างๆแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก หากเราตรวจพบมะเร็งมดลูกตั้งแต่เนิ่นๆ เราสามารถ"รักษาให้หาย" ได้เลยทีเดียว (มะเร็งที่รักษาจนหายได้ มีไม่มากนะเออ")

การตรวจมะเร็งปากมดลูก ตั้งแต่ยังไม่มีอาการจึงเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของคนไข้จำนวนมากไว้ได้ อย่างที่บอกถ้าหากว่าเรามาตรวจเจอตั้งแต่แรกๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ ข่าวร้ายว่า"คุณเป็นมะเร็งระยะแรก" ยังไงก็มีความหวังกว่า "คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย" นะคะจริงมั๊ย แล้วถ้าจะบอกว่า "อายหมอ" ก็อยากให้ทราบว่าปัจจุบันมีผู้หญิงนับพันมาตรวจมะเร็งปากมดลูก พวกเขาทำได้ เราก็ทำได้ค่ะ

สรุปแล้วอยากจะชวนผู้หญิงทุกคนไปฉีดวัคซีน และมาตรวจมะเร็งปากมดลูกกันนะคะ

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

ยาแก้ปวด ลดไข้ ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด

ยาเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 อันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของเรา (ความจริงก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดเรื่องปัจจัย 4 ขึ้นมา แต่ทุกคนก็เชื่อตามนั้นมาตลอด ) แน่นอนทุกคนต้องเคยเจ็บป่วย และเคยกินยามาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน หรือยาแผนโบราณ ยาแก้ปวดเป็นยาตัวหนึ่งที่ใช้กันบ่อยมาก เรียกกันว่าเป็นหนึ่งในยาสามัญ "ประจำบ้าน" (เดาเอาเองว่าทุกบ้านต้องมี) ความจริงแล้วยาแก้ปวดนี้มีอยู่หลายตัว หลายยี่ห้อ แล้วเรารู้จักยาแก้ปวดเหล่านี้มากพอรึยัง??
ยาแก้ปวด, พาราเซตามอล, NSAID, Tramol, อันตรายจากยาแก้ปวด, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


ยาแก้ปวดมีหลายชนิด ทีี่นิยมกันก็จะมี "พาราเซตมอล" คุ้นชื่อมากที่สุด (บางคนก็รู้จักในชื่ออื่นๆ เช่น ซารา, ไทลินอล ความจริงก็คือพาราเซตมอลเนี๊ยแหละค่ะ) รองๆลงมายาเป็นที่แรงขึ้น และมีหลายคนโดยเฉพาะคนที่เคยมีอาการปวดกล้ามเนื้อจะรู้จักก็ได้แก่ brufen, Fenac, Ponstan (หรือยาแก้ปวดประจำเดือน), tramol และถ้าบังเอิญบางคนได้ดูแลญาติ หรือคนใกล้ชิดที่มีอาการปวดจากโรคมะเร็ง ก็อาจจะรู้ว่า morphine (มอร์ฟีน!!!) เป็นยาแก้ปวดที่ได้ผลดีอีกตัวหนึ่ง (แต่ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้นนะคะ) เอาหล่ะ มีหลายตัวขนาดนี้ อยากจะเล่าสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับยาแก้ปวดเหล่านี้นะคะ

อันแรก ยาแก้ปวด ขึ้นชื่อว่า "แก้ปวด" ความจริงแล้วไม่ได้ช่วย "รักษาโรค" โดยตรงหรอกนะคะ มันแค่ช่วยลดอาการเท่านั้น จริงๆแล้วการรักษาที่เหมาะสม คือการรักษา"สาเหตุ" (ตามหลักของพระพุทธเจ้า ผลย่อมเกิดจากเหตุ สาธุ :)) การกินยาแก้ปวดเป็นเพียงการลดอาการเพื่อซื้อเวลาระหว่างที่เรากำลังแก้สาเหตุอยู่ อันนี้เป็นคำตอบที่บางคนกินยาแล้วจะรู้สึกว่า พอยาหมดฤทธิ์ก็เป็นใหม่อีก ไม่หายซักที แต่บางคนก็เถียงว่าบางทีกินแล้วก็หายนะ ไม่เห็นกลับมาเลย นั่นเป็นเพราะโรคบางโรค สามารถ"หายได้เอง"โดยไม่ต้องอาศัยยา พอได้กินยาแก้ปวด และพักผ่อนซักหน่อยก็หายเลย (เลิศมากๆๆ) และอีกเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะยาแก้ปวดบางตัว มีฤทธิ์อท่นด้วยที่ช่วยรักษาโรค ก็เลยหาย(เรียกว่า all in one)

ยาบ้านๆต้องพาราเซตามอล
พูดถึงยาตัวแรก ที่ขายกันเยอะสุด และใช้กันเยอะสุด ก็คือ พาราเซตมอล บางคนจะรู้สึกไฮโซขึ้นเวลาบอกว่ากิน ไทลินอล มา แต่ความจริงแล้วก็คือยาตัวเดียวกันนะคะ ไทลินอลเป็นชื่อยี่ห้อ แต่พาราเซตมอลเป็นชื่อตัวยา (เหมือนบอกว่าซื้อ ipad หรือ galaxy note กะซื้อ tablet หน่ะค่ะ) ยาตัวนี้เรียกว่าเป็นนิยมมาก เพราะว่ามีดีจริงๆค่ะ เป็นยาลดอาการปวดได้ดีระดับหนึ่ง อาการปวดทั่วๆไปกินแล้วจะดีขึ้น และมีผลข้างเคียงน้อยมาก ผลข้างเคียงที่ต้องระวังคือกินมากเกินไป จะมีพิษต่อตับ ทำให้เกิดตับอักเสบได้ โดยทั่วไป เราแนะนำไม่เกินวันละ 8 เม็ด(เม็ดละ 500 มิลลิกรัม) ใน 24 ชั่วโมง (แม้แต่ผู้ป่วยโรคตับถ้ายังเป็นไม่มาก ยาในปริมาณนี้ก็ยังปลอดภัยเลยนะคะ) อันที่จริงปริมาณที่จะทำให้เกิดพิษได้คือ 20 เม็ด ใน 24 ชั่วโมง หรือ 200 mg/kg ใน 24 ชั่วโมง (แต่ถ้าคูณเลขแล้วได้มากกว่า 10,000 mg ก็ให้ยึดที่ 10,000นะคะ)
นอกจากลดอาการปวดแล้ว ยาตัวนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยลดไข้ ทำให้เราสบายตัวมากขึ้นอีกด้วย แต่อย่างที่บอก มันไม่ได้ช่วยแก้สาเหตุ ดังนั้นก็ไม่แปลกถ้าไข้จากการติดเชื้อบางอย่างจะกลับขึ้นมาใหม่เมื่อยาหมดฤทธิ์ (มีฤทธิ์ ประมาณ 4-6 ชั่วโมง)

ข้อระวังของยาตัวนี้คือ คนที่เป็นโรคตับรุนแรง (อย่างที่ได้บอกไป) คนที่เคยแพ้ยานัวนี้ และคนที่กินยาละลายลิ่มเลือด อาจทำให้ฤทธิ์ของยาตัวที่กินอยู่ออกฤทธิ์ได้น้อยลงค่ะ

ยา เอ็นเซท (NSAID)
เรียกว่า NSAID หลายคนก็คงถามต่อว่า คืออะไร?? แ่ถ้าบอกว่าย่อมาจาก non-steroid anti-inflammatory drug ก็คงจะทำหน้างงกว่าเดิม 5555 แต่ถ้าบอกว่าคือ brufen, fenac, ponstan, aspirin, naproxen, celebrex และยังมีชื่ออื่นอีกมากมาย บางคนก็คงต้องร้องอ๋อ เพราะว่าเคยกินอยู่บ่อยๆ NSAIDเป็นชื่อกว้างๆของยากลุ่มนี้ ข้อดีของยากลุ่มนี้คือมีฤทธิ์แก้ปวดที่ได้ผลชะงัดกว่าพาราเซตมอล และยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบด้วย ดังนั้นก็ลดไข้ได้เหมือนกัน และช่วยรักษาบางโรคที่เป็นจากการอักเสบได้ เช่น กล้ามเนื้ออักเสบจากการใช้งานหนัก เป็นต้น

หลายคนอ่านแล้วก็รู้สึกว่า ทีหลังถ้าปวดก็ไปซื้อยากลุ่มนี้ดีกว่าเพราะฟังดูได้ผลดีกว่าพาราเซตมอลบ้านๆของเราเยอะเลย อ่านต่อก่อนจะตัดสินใจนะคะ เพราะข้อดีมากมายของมันก็แลกมาด้วย"อันตราย" ที่แฝงอยู่ อันดับแรกยาตัวนี้"กัดกระเพาะ" ทำให้เป็แผลในกระเพาะอาหารได้ ถ้ากินติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ยิ่งถ้าเป็นอยู่แล้ว มีโอกาสที่โรคจะรุนแรงขึ้นได้ง่ายค่ะ ต่อมายากลุ่มนี้ทำให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผลคือ "เลือดออกง่าย และหยุดยาก" ถ้าไปรวมกับแผลที่กระเพาะอาหารแล้ว สามารถทำให้เลือดออกในกระเพาะมากจนอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นเลือดได้ทีเดียว (อย่าพึ่งตกใจนะคะ อันนี้คือในกรณีที่กินติดต่อกันนานๆ หรือ ผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัวมาก ถ้าเราแข็งแรงดีมาตลอด และกินระยะสั้นก็คงไม่ถึงขนาดนั้น) สำหรับคนแก่แล้ว ยานัวนี้จะมีผลต่อไต ทำให้ไตวายได้เลยทีเดียว

อ่านดูแล้วยาตัวนี้ก็นับว่าน่ากลัวทีเดียว แต่อย่างที่บอก ถ้าเราแข็งแรงดี สบายดี และกินแค่ระยะสั้นไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ก็ไม่เป็นอะไรมาก นอกจากนี้ก็มีทางเลือกคือรับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหารไปพร้อมกัน ก็จะช่วยป้องกันการกัดกระเพาะได้ระดัยหนึ่ง ถ้าจำเป็นต้องใช้ยานี้นานจริงๆ สำหรับผู้สูงอายุ ยากลุ่มนี้ต้องระวังให้มาก เพราะก่อผลข้าวเคียงได้มากเลยค่ะ

Tramol และยามอร์ฟีน
อันนี้ตามท้องตลาดเราก็ไม่ค่อยได้เจอหรอกค่ะ ส่วนใหญ่จะสั่งโดยแพทย์ แต่รู้ไว้ประดับความรู้แล้วกันนะคะ 555 ยามอร์ฟีนเป็นยาแก้ปวดที่ดีมากๆตัวหนึ่ง นิยมให้หลังการผ่าตัดใหญ่ๆ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ (เราให้ปริมาณน้อยๆ คนไข้ก็จะไม่ติดยาค่ะ) และอีกกรณีคืิอให้เพื่อรักษาอาการปวดมะเร็งที่ว่ากันว่าทรมานมาก (ก็ฟังมาจากคนอื่น เห็นมาจากคนไข้อีกทีนะคะ ไม่เคยเป็นกับตัวเอง อิๆ) ซึ่งกลุ่มนี้ให้ระยะยาว หลายคนคงสงสัยว่าแบบนี้คนไข้ไม่ติดยาหรอ คำตอบคือ เราพยายามให้ปริมาณน้อยที่สุด ให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดน้อยที่สุด แต่ก็คงมีบางส่วนที่ติดจริงๆ แต่จุดประสงค์ของเราคือเราให้เพื่อลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย ทุกคนรู้ว่าโรคมะเร็งทำให้ความตายมาหาเราเร็วขึ้น (แค่เร็วขึ้นเฉยๆ เพราะยังไงสุดท้าย ทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น สาธุ อีกรอบ) การให้มอร์ฟีน ซึ่งความจริงแล้วเป็นสารเสพติดกับคนไข้นั้น ช่วยให้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาไม่ต้องทรมานจนเกินไป คือเทียบกันแล้ว การให้คุ้มค่ากว่า เราก็ต้องให้หน่ะค่ะ

ส่วน tramol ก็คือ มอร์ฟีนที่ดัดแปลงสูตรแล้ว มีโอกาสติดน้อยกว่า แต่ฤทธิ์ก็ไม่ดีเท่ามอร์ฟีน แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับลดอาการปวดที่เป็นมากๆ ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ก็เป็นอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ง่วง แต่ไม่ค่อยมีผลต่อไต ต่อกระเพาะ หรือการแข็งตัวของเลือดเท่าไหร่ โดยรวมแล้วสำหรับผู้สูงอายุ ออกจะปลอดภัยกว่า NSAID ด้วยซ้ำไปค่ะ

สรุปแล้วยาแก้ปวดแต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป โดยทั่วไปก็ลองทานพาราเซตมอลก่อน ถ้าคิดจะใช้ที่แรงกว่านั้นก็แนะนำว่าให้ใช้เท่าที่จำเป็น และระยะสั้นที่สุด แต่ถ้าเกิดว่าเรามีโรคประจำตัวมาก หรือกังวลก็แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ค่ะ