วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

เมื่อข่าวร้ายมาเยือน .....

วันนี้อยากจะขอมาแนว "จิตเวช" บ้าง เป็นอีกสาขาทางการแพทย์ที่เป็นเรื่องราวที่"จับต้อง" ไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวซะมากกว่า "เมื่อข่าวร้ายมาเยือน" แน่นอนเรารู้ว่าไม่ว่าข่าวร้ายนั้นจะเป็นเรื่องแบบไหน แฟนบอกเลิก แฟนมีกิ๊ก สอบตก เอนท์ไม่ติด บอลแพ้ ไม่ถูกหวย หรือเป็นเรื่องร้ายแรงอย่าง คนใกล้ตัวเป็นโรคร้าย หรือ ถึงกับเสียชีวิต เราทุกคนก็จะมีช่วงเวลาที่คนทั่วๆไปเรียกว่า "ทำใจไม่ได้" ทางการแพทย์มีการศึกษาเรื่องนี้เหมือนกัน เราเรียกมันว่าเป็น "กระบวนการตอบสนองต่อความทุกข์" ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Grief reaction" แต่จะขอเรียกว่า "โรคได้รับข่าวร้าย" แล้วกันนะคะ แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร วันนี้จะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังค่ะ

รู้เรื่องนี้ แล้วทำอะไรได้?
ก่อนอื่นเราต้องรู้ประโยชน์ของมันก่อน ความจริงช่วงเวลาที่เราซึมเศร้าเสียใจกับข่าวร้าย ก็เหมือนกับโรคอย่างหนึ่ง เหมือนเราเป็นหวัด ก็จะมีช่วงที่เริ่มเป็น เป็นหนัก แล้วก็หาย เหมือนกับเรื่องโรคต่างๆที่เราได้เรียนรู้ไป เราจะสบายใจขึ้นถ้ารู้ว่าโรคนี้จะเป็นยังไงบ้าง พรุ่งนี้จะเป็นยังไง วันถัดไปจะเป็นยังไง แล้วตอนที่ใกล้หายจะเป็นยังไง หายแล้วจะเป็นยังไง ทำให้เราพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆที่ำกำลังจะเกิดขึ้นได้ และรู้ว่าสุดท้ายแล้ว "มันก็จะผ่านไป"
grief reaction, ปฏิกิริยาต่อข่าวร้าย, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


การได้รับข่าวร้าย จิตใจของเราก็มีการตอบสนอง เรียกว่า"ป่วย" เลยก็ได้ การได้รู้ว่าอาการป่วยนี้จะเป็นยังไงบ้าง ทำให้เราสบายใจขึ้น ทั้งคนที่เป็นเองก็รู้ว่าตัวเองจะเป็นยังไงต่อไป และคนรอบข้างก็จะได้เข้าใจว่าคนใกล้ตัวของเราป่วยเป็นอะไร และพวกเขาจะต้องรับมือกับอะไรบ้าง ว่าแล้ว อาการป่วยเป็น "โรคได้รับข่าวร้าย" เป็นยังไงมาดูกันค่ะ 

เมื่อข่าวร้ายมาเยือน
คนทั่วไปจะมีการตอบสนองต่อการได้รับข่าวร้าย 5 ขั้น โดยที่ 5 ขั้นนี้อาจไม่ได้เรียงลำดับการเกิด สามารถเกิดสลับไปสลับมาได้ และระยะเวลาก็บอกได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับผู้ป่วยเอง สภาพแวดล้อม และคนรอบข้าง โดย 5 ขั้นที่ว่าีมีดังนี้

1. ช่วงรับไม่ได้ (ฝรั่งเรียก Denial) ถ้าดูในละครไทยก็เป็นช่วงที่พระเอกรู้ความจริง แล้วนางร้ายก็ได้แต่คร่ำครวญว่า "ไม่จริ๊งงงง ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ....เป็นไปไม่ได้" อันนี้แหละค่ะ ช่วง "รับไมไ่ด้" แต่ในชีวิตจริง เราอาจไม่ได้แสดงออกอย่างงั้นว่ารับไม่ได้ บางคนเวลาที่คนที่รักต้องเสียชีวิตจากไป สิ่งที่ภาวนาอยู่ในใจในวินาทีแรกคือ "ขอให้ฉันแค่ฝันไป" หรือไม่ก็ "ขอให้เรื่องนี้ไม่เป็นจริง" หรือบางคนก็จะเคยได้ยินคำพูดเช่น "ลืมตาสิ ลืมตา อย่าหลับไป ตื่นขึ้นมาหาฉัน" ก็เป็นช่วงของอาการรับไม่ได้นั่นเอง

การปฏิเสธความจริง หรือที่บอกว่ารับไม่ได้นี้ เป็นปฏิิกิริยาของจิตใจของเราต่อข่าวร้าย เป็นความพยายามของจิตใจของเราที่พยายามจะหนีออกจากความเจ็บปวด  หนีออกจากความเสียใจ ตลกดีนะคะเหมือนกับเวลาที่เราจับของร้อนๆ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการดึงมือหนึออกจากหม้อทันที ก่อนที่เราจะทันคิดด้วยซ้ำ สำหรับจิตใจคนเราก็ทำไม่ต่างกัน เมื่อได้กระทบกับความเศร้า ความจริงที่ไม่อยากให้เกิด มันก็กระโดดหนีทันทีเลยทีเดียว 

2.ช่วงโกรธ หลังจากช่วงปฏิเสธความจริงแล้ว เราก็เริ่มรับรู้ความจริง และความเจ็บปวดที่ท่วมท้นนั้นกลับมารวมกันและมักแสดงออกมาเป็นความโกรธ ความจริงแล้วความโกรธก็เป็นเกราะอย่างหนึ่งที่จิตใจเราสร้างขึ้น เพื่อกำบังจากความจริงอันเจ็บปวดของเรา ส่วนถามว่าโกรธอะไรนั้นก็แล้วแต่ความเชื่อความนับถือ และวิธีคิดของแต่ละคน บางคนโกรธเทวดาฟ้าดิน โกรธพระเจ้า โกรธเคราะห์กรรม บุคคลหนึ่งที่มักเป็นเหยื่อของความโกรธนี้คือ "หมอ" (เฮ้อ ซะงั้น) สำหรับช่วงนี้บางทีเราก็ต้องการคำอธิบายหลายๆอย่าง อย่าได้ลังเลถ้าคุณต้องการคำอธิบายบางอย่างจากหมอ หรือบุคลากรทางการแพทย์ นัดหมายเมื่อทั้งคุณและแพทย์มีเวลาว่าง ถามทุกอย่างที่อยากรู้ แพทย์ทุกคนยินดีตอบคำถามเสมอค่ะ (แต่อาจจะต้องหลังจากตรวจคนไข้คนอื่นๆเสร็จนะคะ)

3. ช่วงต่อรอง เมื่อเราเริ่มรับรู้ความจริง คลื่นของความรู้สึกเจ็บปวดไ้ด้ระบายออกจากช่วงความโกรธ ที่ตอนนี้เบาบางลงบ้าง ความจริงที่ต้องยอมรับมันก็ยังคงอยู่ตรงหน้า เราก็จะยังคงอาลัยอาวรณ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนเรามักจะมีความคิดเช่น "ถ้าตอนนั้นไม่ทำอย่างนั้นแต่ทำอย่างนู้นแทน เรื่องนี้อาจไม่เกิดขึ้น" "ถ้าเราพยายามกว่านี้ อาจจะดีกว่านี้" "ถ้า...." "ถ้า....." ส่วนหนึ่งในจิตใจเราพยายามต่อรองกับสิ่งศักดฺ์สิทธิ์ หรือพระเจ้าอยู่ว่าความจริงแล้วเราหยุดยั้งเหตุการณ์นี้ได้ หรือเราควบคุมมันได้ การต่อรองเป็นเกราะบางๆชั้นสุดท้ายที่กำบังเราจากความเจ็บปวดที่ต้องยอมรับมัน

4. ช่วงโศกเศร้า ช่วงสุดท้ายก่อนที่เราจะยอมรับกับความจริง มันเป็นช่วงเวลาที่เรารับรู้กับความสูญเสีย มีแบบที่หลายคนคิดฟุ้งซ่าน เสียดาย เสียดายช่วงเวลาดีๆที่ควรจะทำให้ดีกว่านี้ เสียดายที่ยังไม่ได้บอกรักเขา เสียดายที่ยังไม่ได้ทดแทนพระคุณ และบางแบบก็เป็นความเศร้าสลดที่เราอยากอยู่เฉยๆ ไว้อาลัยให้กับคนที่กำลังจากไป

5. ยอมรับ ช่วงนี้เป็นช่วงที่จิตใจอยู่ในภาวะสงบ และสามารถก้าวไปข้างหน้าและดำเนินชีวิตต่อไปได้อีกครั้งหนึ่ง

อย่างที่บอกว่าช่วงทั้ง 5 ช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดเรียงกัน อาจสลับไปมาได้ ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นกับเราเอง เราเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่าเราอยู่ในช่วงไหน ความจริงแล้วคนรอบข้างไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่าเรารู้สึกยังไง และเราเท่านั้นที่จะเป็นคนพาตัวเองให้ผ่านพ้นระยะต่างๆไปได้ แต่ถ้าเราอยู่ในฐานะคนรอบข้างทั้งหมดที่ำทำได้ก็คงจะเป็นการอยู่เป็นกำลังใจ และปลอบโยนเขาจนกว่าเขาจะยอมรับได้เท่านั้น

อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่างนะคะ




วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

ขาลายเพราะ เส้นเลือดขอด

เห็นคำว่าเส้นเลือดขอด สาวๆหลายคนคงก้มลงดูเรียวขาของตัวเองว่ามีเส้นเลือดขดๆ ปูดๆ ที่เรียกว่า "เส้นเลือดขอด"อยู่บ้างรึเปล่า หรือบางคนก็อาจกังวลกับปัญหานี้มานานแล้ว ซื้อยามาทา มากินอยู่แต่ก็ยังไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ เส้นเลือดขอดเกิดจากอะไร และรักษายังไง มาดูกันค่ะ

"เส้นเลือดขอด"คืออะไร
เส้นเลือดขอดคือเส้นเลือดดำที่ขาของเรามันขยายใหญ่ขึ้น โดยเป็นเฉพาะเส้นเลือดดำที่อยู่ผิวๆนะคะ บางคนก็ขยายใหญ่เป็นเป็นเส้นเลือดสีเขียวๆม่วงๆชัดๆที่ขา หรือบางคนก็ถึงกับปูดเห็นเป็นเส้นระโยงระยางค์เลยทีเดียว 

หนุ่มๆบางคนที่กล้ามเนื้อขาขึ้นเป็นลูกแข็งปึ้ก ก็อาจจะสงสัยว่าแล้วเส้นเลือดเส้นใหญ่ๆ ที่ปูดๆตามแขนตามขาของตัวเอง ใช่เส้นเลือดขอดรึเปล่า คำตอบคือ เส้นเลือดขอดนอกจากจะเป็นเส้นเลือดที่ปูดขึ้นมาแล้ว ต้องมีลักษณะ คดไปคดมาหยึกหยักๆด้วยนะคะ ซึ่งเส้นเลือดโตๆของผู้ชายร่างล่ำบึกส่วนใหญ่จะเป็นเส้นที่วิ่งตรงไปเรียบๆ ไม่ค่อยหยึกหยักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น เส้นเลือดเหล่านั้นก็ไม่ใช่เส้นเลือดขอดนะคะ ทั้งนี้ก็ไม่ได้แปลว่าผู้ชายจะไม่เป็นเส้นเลือดขอดนะคะ อย่างที่บอก มันต้องคดเคี้ยวค่ะ ถึงจะเรียกว่าเส้นเลือดขอด

เส้นเลือดขอดเกิดจากอะไร
อย่างที่บอกว่า เส้นเลือดขอด คือเส้นเลือดดำที่โป่งออก เส้นเลือดดำเนี๊ยปกติแล้วเป็นเส้นเลือดที่รับของเสียจากร่างกายมารวมกัน เหมือนถนนตามซอยวิ่งเข้าไปรวมกันเป็นถนนเส้นใหญ่ เพื่อส่งเลือดกลับไปที่หัวใจ ยกตัวอย่างเช่นเลือดดำจากที่ขาก็จะวิ่งสวนทางกับแรงโน้มถ่วงของโลก ขึ้นไปตามขาเพื่อกลับเข้าสู่หัวใจ คำถามคือแล้วเลือดพวกนี้มันเอาแรงวิ่งสวนทางกับแรงโน้มถ่วงโลกได้ยังไง??? คำตอบคือมันอาศัยการบีบตัวของกล้ามเนื้อ ไม่เชื่อขอท้าให้นั่งห้อยขาแบบห้ามกระดุุกกระดิกเลย แม้แต่นิดเดียว เป็นเวลา 3 ชั่วโมง รับรองว่านอกจากเมื่อยแล้ว ขาก็จะบวมด้วยค่ะ เป็นเพราะว่าเลือดดำไม่สามารถวิ่งขึ้นได้ ถ้าปราศจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ
เส้นเลือดขอด, varicose vein, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

นอกจากนั้นเส้นเลือดดำก็จะมีประตูเป็นข้อๆไปตามความยาวของเส้นเลือดดำ โดยประตูนี้จะยอมให้เลือดวิ่งผ่านเฉพาะทิศทางที่จะไปหัวใจเท่านั้น ห้ามวิ่งกลับ ถ้ามันพยายามจะวิ่งกลับมันก็จะผ่านประตูไม่ได้ สรุปแล้วนึกถึงถนนที่บังคับรถวิ่งทางเดียว เหมือนกับประตูของเส้นเลือดดำ แล้วมีคุณจราจรคอยไล่รถให้ผ่านถนนไปเร็วๆ เหมือนกับกล้ามเนื้อ เลือดดำก็จะวิ่งไปในทิศทางที่ต้องการ

พล่ามซะนาน ยังไม่ได้คำตอบว่าเส้นเลือดขอดเกิดจากอะไร555 เส้นเลือดขอดเกิดได้จากไม่ประตูเสีย ก็กล้ามเนื้อไม่ทำงาน จริงมั๊ยค่ะ กล้ามเนื้อไม่ทำงานนี่คือคนที่ยืนนานๆ หมายถึง"ยืนเฉยๆ" นะคะ ไม่รวมเดินทั้งวัน การยืนเฉยๆทำให้เลือดตกสู่ข้างล่างตามแรงโน้มถ่วง เลือดดำก็จะไปกองมากที่ขา แล้วยังยืนเฉยๆอีก ทีนี้เลือดดำก็ไม่วิ่งด้วย เลือดดำที่กองมากๆที่เส้นเลือดที่ขาเป็นเวลานานๆก็เลยทำให้เส้นเลือดดำที่ขาโป่งออก กลายเป็นเส้นเลือดขอดนั่นเอง

ส่วนประตูเสียเนี๊ย อันนี้เป็นกระบวนการตามอายุ และพันธุกรรม บางคนเป็นตั้งแต่ยังอายุน้อยก็มี เพราะว่าประตูที่หลอดเลือดดำทำงานได้ไม่ปกติซะแล้ว เลือดก็เลยกองที่ขามาก แม้ว่าจะมีการทำงานของกล้ามเนื้อปกติ แต่เลือดดำก็ยังย้อนกลับมากองที่ขาได้เหมือนเดิมนั่นเอง

เส้นเลือดขอดจะเกิดกับใครบ้าง
พันธุกรรมมีส่วนมาก เพราะบางส่วนเกิดจากประตูของเส้นเลือดดำที่ผิดปกติ ซึ่งก็ไม่มีสาเหตุแน่ชัด นอกจากนี้ก็เกิดกับคนที่ต้องยึนเฉยๆนานๆเป็นอาชีพ เช่น ทำงานขายของ พนักงานตามห้างที่ขายเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ที่ต้องยีนเฉยๆทั้งวัน รวมไปถึงหมอผ่าตัดที่ต้องยืนผ่าตัดวันละหลายๆชั่วโมงด้วย

รักษายังไง
ยาทา หรือยากินส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ สำหรับรายที่เป็นไม่มากจะมีถุงน่องสำหรับเส้นเลือดขอด ลักษณะจะเป็นถุงน่องที่รัดตั้งแต่ปลายเท้ายาวมาถึงเข่า หรือถึงต้นขา (อันที่รัดแต่เข่าไม่ใช่นะคะ อันนั้นสำหรับพยุงข้อเข่า) และต้องมีแรงรัดพอสมควร (30-40 มิลลิเมตรปรอท) ไม่ใช่ถุงน่องหรือ Legging ทั่วๆไปนะคะสาวๆ ถุงน่องเนี๊ยจะช่วยได้สำหรับเส้นเลือดขอดที่เล็กมากๆ เป็นฝอยๆ แต่ผลส่วนใหญ่จะออกไปในแนวช่วยป้องกันมากกว่า ถ้าเราต้องยืนนานๆจะซื้อมาใส่ก็ได้ค่ะ ถามหาได้ตามร้านขายยาใหญ่ๆ ราคาแพงซักหน่อย ใส่่แล้วรำคาญซักหน่อย แต่ก็ป้องกันได้ดีค่ะ

ฉีดยา เป็นยาที่กระตุ้นให้เส้นเลือดเกิดการตีบและกลายเป็นพังพืด เป็นการทำลายเส้นเลือดนั้นไปเลย (ไม่ต้องห่วงค่ะ เส้นเลือดที่ผิวๆเป็นเส้นเลือดที่ไม่สำคัญมาก ร่างกายเราจะมีเส้นเลือดเล็กๆมากมาย เลือดสามารถวิ่งออกทางอื่นได้ค่ะ) อันนี้ก็เจ็บซักหน่อยเวลาที่ฉีดยา แต่หลังฉีดก็ต้องใส่ถุงน่องสำหรับเส้นเลือดขอดซักระยะหนึ่งนะคะ แต่ได้ขาสวยๆแน่นอนค่ะ

สุดท้าย ถ้าเกิดว่าเส้นใหญ่มาก และมีการทำงานของประตูของเส้นเลือดดำที่ผิดปกติด้วย อันนี้คงต้องจบด้วยการผ่าตัดค่ะ แต่ส่วนใหญ่เราจะทำในรายที่มีอาการด้วยเช่น ปวด หรือมีแผลเรื้อรังที่เกิดจากเส้นเลือดขอดนั้น ถ้าตั้งใจทำเพียงเพราะความสวยงามก็ไม่ค่อยแนะนำค่ะ

บางคนอาจเคยได้ยินการเลเซอร์เพื่อรักษาเส้นเลือดขอด อันนี้สำหรับเส้นเลือดขอดที่ขาไม่ค่อยแนะนำค่ะ เพราะว่าจะต้องใช้ความร้อนที่มาก ผิวหนังที่ขาอาจไหม้ได้เลยทีเดียว ส่วนใหญ่จะใช้กับเส้นเลือดเล็กๆ เช่นที่หน้ามากกว่าค่ะ

จบเรื่องเส้นเลือดขอด แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย และป้องกันเส้นเลือดขอดด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ

ความดันสูง แล้วไงเหรอ??

ความดันโลหิตสูง, ความดันเลือดสูง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ความดันโลหิตสูง หรือที่เราเรียกกันสั้นๆบ่อยว่า "โรคความดันสูง" เป็นโรคที่คนสูงอายุเป็นกันมาก ส่วนใหญ่ต้องกินยาต่อเนื่อง และมักเกิดคำถามว่า "ก็สบายดี ทำไมต้องกินยาด้วย" "ความดันสูงแล้วทำไมเหรอ ก็ยังแข็งแรงดีอยู่" วันนี้จะมาอธิบายสำหรับคนที่อยากรู้ว่า "ความดันสูง แล้วไงเหรอ???"

มารู้จักความดันโลหิตกันก่อน
ความดันโลหิตหรือความดันเลือดก็เหมือนแรงดันน้ำในท่อน้ำ โดยที่ท่อก็คือเส้นเลือดของเรา และน้ำก็คือเลือดของเรา ส่วนปั๊มน้ำที่ปั๊มให้เกิดแรงดันก็คือหัวใจ หัวใจเราปกติบีบแล้วคลายแล้วบีบแล้วคลาย ช่วงที่บีบจะเป็นตอนที่ความดันเลือดของเราสูงที่สุด และตอนที่หัวใจคลายตัวจะเป็นตอนที่ความดันต่ำสุด เป็นสาเหตุที่ความดันเลือดจะมี 2 ค่า เช่น 129/70 ค่าแรกคือตอนหัวใจบีบตัว ค่าหลังคือตอนหัวใจคลายตัวค่ะ

ความดันโลหิตสูง ไม่ดีตรงไหน
นึกถึงปั๊มน้ำที่ส่งน้ำประปาให้เราใช้ที่บ้าน ปั๊มมันทำงานทุกวันเพื่อปั๊มน้ำขึ้นมาให้เราใช้ไม่ว่าบ้านของเราจะมีสองชั้น สามชั้น ก็ตาม ลองนึกว่านานๆเข้า เกิดท่อที่บ้านของเราเริ่มมีสิ่งสกปรกไปเกาะ บางส่วนก็เริ่มตีบ ยิ่งถ้าท่อที่ตีบเป็นท่อหลักใหญ่ๆ เราก็เริ่มต้องปรับให้ปั๊มน้ำทำงานมากขึ้น เพื่อให้มีน้ำเพียงพอกับที่เราใช้ เหมือนกันค่ะ เวลาที่เราอายุมากขึ้น หลอดเลือดของเราเริ่มตีบ ทั้งจากอายุการใช้งานมานาน และจากการที่มีไขมันมาเกาะตามหลอดเลือด ทำให้เส้นเลือดตีบ ร่างกายเราจะสั่งให้หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้น เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะของเราได้เพียงพอ

คิดง่ายๆแค่นี้ก็รู้แล้วว่า เวลาที่ความดันเลือดเราสูง หัวใจเราต้องทำงานหนักขึ้นแน่นอน อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคิดคือ "แล้วทำไมเส้นเลือดเราถึงตีบหล่ะ?? " นั่นบ่งบอกถึงว่าเรามีไขมันในเลือด หรือหลอดเลือดในร่างกายของเราเริ่มเกิดปัญหา ดังนั้นการที่ความดันเลือดของเราสูงบ่งบอกทั้งสภาพหลอดเลือดของเราที่เริ่มมีปัญหา และหัวใจของเราที่กำลังทำงานหนัก

การศึกษาทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า การมีความดันเลือดสูงกว่าปกติทำให้คนๆนั้นมีความเสี่ยงกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดในสมองตีบ(ก็คือจะทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต) และโรคไตวาย ได้มากกว่าคนทั่วๆไป นอกจากนี้วันดีคืนร้ายความดันที่สูงๆก็สามารถทำให้หลอดเลือดที่มีปัญหาเหล่านี้แตกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเป็นหลอดเลือดในสมองก็อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เหมือนกัน นี่เป็นสาเหตุที่หมอทุกคนแนะนำให้คนไข้ความดันโลหิตสูงกินยา และควบคุมความดัน ทั้งๆที่ตอนนี้สบายดีอยู่ เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆที่เล่ามานั่นเอง

จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นความดันเลือดสูง
ก็ต้องไปวัดความดันค่ะ ความดันคนทั่วไปอยู่ในช่วง 90/60-140/90 สูงแค่ตัวใดตัวหนึ่งก็ถือว่าสูงแล้วค่ะ มีข้อระวังอยู่นิดนึงคือ ความดันเลือดของเราปกติจะไม่คงที่ในแต่ละเวลา ถ้าเรากำลังตื่นเต้น ออกกำลังกาย หรือเดินมาเหนื่อยๆ สามารถทำให้ความดันสูงได้ โดยปกติถ้าเราวัดได้สูง จะได้รับการแนะนำให้นั่งพักจนหายเหนื่อยก่อน แล้วค่อยวัดใหม่ ถ้าลงอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ถือว่าใช้ได้ค่ะ ยังไม่เป็นความดันโลหิตสูง

ต้องไปตรวจเมื่อไหร่
โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บางคนอาจมีอาการบ้างเช่น ปวดหัวบีบๆ เวียนหัว หรือบางคนก็เป็นอาการหนักๆอย่างอัมพฤกษ์ อัมพาตไปเลยก็มี โดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีความดันโลหิตสูง

โดยทั่วไปถ้าเราไปโรงพยาบาลก็จะได้รับการวัดความดันเลือดอยู่แล้ว แต่ถ้าสบายดีแล้วอยากไปตรวจเรียกว่าเป็นตรวจ Check up ร่างกาย แนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไปเลย ตรวจอย่างน้อยทุก 2 ปี และถ้าอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจอย่างน้อยทุกปี (ถ้าสูงแล้วก็อาจจะต้องตรวจบ่อยกว่านั้นนะคะ)

รักษายังไง
อันดับแรกก็เป็นการปฏิบัติตัว รสอาหารที่มีเกลือ หรือผงชูรสมากๆ (งดอาหารเค็ม) กินผักผลไม้ รสอาหารมันๆ ของทอด ลดน้ำหนักถ้ามีน้ำหนักเกิน งดแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ(อ่านเรื่องการออกกำลังเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ)

บางครั้งการปฏิบัติตัวอย่างที่ว่ามาแล้วก็จะลดความดันได้ระดับหนึ่ง แต่อาจจะยังไม่ปกติ ต้องอาศัยการกินยาช่วยด้วย แต่ถึงจะกินยาแล้วการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมก็ควรทำต่อไปนะคะ ทำให้เราไม่ต้องกินยาเยอะค่ะ

อีกอย่างที่อยากบอกคือ โรคความดันโลหิตสูง เมื่อเป็นแล้วก็ต้องรักษาไปตลอดนะคะ ไม่มีการหายแล้วหยุดกินยาได้ อย่าได้เบื่อหรือรำคาญเลยค่ะ กินยาวันละ 3-4 เม็ด ดีกว่าเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตนอนติดเตียงนะคะ

ขอให้แข็งแรงกันทุกคนค่ะ

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ฉันเป็นโรคซึมเศร้ารึเปล่า?

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เราเคยเห็นกันบ่อยๆ (โดยเฉพาะในละครไทย) แต่บางครั้งเราก็อาจไม่รู้ว่านี่คือโรคซึมเศร้ารึเปล่า แล้วเวลาที่เรารู้สึกเศร้ามากๆ หลายคนก็เริ่มสงสัยว่า ตัวเองจะเป็น "โรค" รึเปล่า วันนี้มีคำตอบเกี่ยวกับโรคนี้ค่ะ
โรคซึมเศร้า, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่อยากรู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ฉันแค่เศร้า หรือเป็น"โรคซึมเศร้า"
แน่นอนเราทุกคนต้องเคยเศร้า ไม่ว่าเราจะเศร้าด้วยเหตุผลอะไร ตกงาน สอบตก เอนท์ไม่ติด แฟนบอกเลิก โจรขึ้นบ้าน ไฟไหม้บ้าน ญาติ หรือคนใกล้ชิดเสียชีวิต ฯลฯ ทั้งหมดนี้นำไปสู่ "ภาวะ" ซึมเศร้าได้ทั้งนั้น แต่ถ้าจะเป็นถึงขนาด "โรค" ได้นั้น มีเส้นแบ่งอยู่ คือ "การใช้ชีวิต" และ "ระยะเวลา"

สำหรับเรื่องการใช้ชีวิต ภาวะซึมเศร้าโดยทั่วๆไปนั้น เราจะยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ (ไม่นับรวมถึงการหยุดงานเพื่อไปเฝ้าไข้ญาติพี่น้อง หรือลาไปเขตเืพื่อเซ็นใบหย่านะคะ) เรายังกินได้ นอนหลับ ไปทำงานได้ อันนี้ถือว่าเป็นภาวะซึมเศร้าทั่วๆไป ไม่ถึงกับเป็นโรค

ส่วนเรื่องระยะเวลา เวลาที่่เราพึ่งช็อคจากเหตุการณ์บางอย่าง อาจจะมีอยู่บ้างที่เรากินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไปทำงานไม่ได้ หมดเรี่ยวหมดแรง หมดกำลังใจทำงาน อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้ในคนปกติ แต่จะเป็นแค่ช่วงแรกๆ ระยะเวลาโดยทั่วไปไม่เกิน 2 สัปดาห์ ภาวะซึมเศร้านี้จะดีขึ้น และพอจะกลับไปดำเนินชีวิตปกติได้ แต่ถ้าเรายังคงซึมไม่เป็นอันกินอันนอนเข้าไปเป็นหลายสัปดาห์ จนถึงเป็นเดือน อันนี้ก็ถือว่าเป็น "โรคซึมเศร้า" แล้วค่ะ

อาการของโรคซึมเศร้า
การซึมเศร้าของแต่ละคนก็จะมีการแสดงออกต่างกันไป อาการหลักๆคืออาการซึม หมดอาลัยตายอยาก รู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่า นอกจากนี้ก็จะมีอาการอื่นๆอีกได้แก่

พฤติกรรม หรือความคิดที่เปลี่ยนไป เช่น รู้สึกหมดหวังในชีวิต รู้สึกว่าโลกนี้เลวร้าย มีแต่สิ่งไม่ดีรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีความสามารถ ทำอะไรก็ไม่ดี รู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต จุดสังเกตคือ แม้แต่อะไรที่เคยชอบทำก็ยังไม่อยากทำ เช่นบางคนเคยชอบเล่นกีฬามาก แต่ตอนนี้แม้จะมาชวน หรือขอร้องให้ไปก็ยังไม่อยากไป ทำอะไรเชื่องช้า เหมือนไม่มีแรง อยากอยู่เฉยๆอย่างเดียวตลอด ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้ คิดหรือตัดสินใจอะไรก็เชื่องช้า คิดไม่ออกไปหมด

การทำกิจวัตรประจำวันไม่ค่อยปกติ ได้แก่ นอนไม่ได้ นอนไม่หลับ หรือ นอนตลอดเวลา กินอาหารได้น้อยลง ไม่กินข้าว หรืออาจจะกินมาก กินตลอดเวลาจนน้ำหนักขึ้นมาก (อย่างเช่นนางเอกที่นั่งกินไอติมหลังอกหักในหนัง)

นอกจากนี้ อันที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ความคิดที่จะ "ฆ่าตัวตาย" อาการนี้พบได้มากในคนไข้โรคซึมเศร้า และถือเป็นภาวะฉุกเฉินสำหรับโรคนี้ที่เดียว (อาจไม่ถึงกับต้องเข้า ICU แต่เกี่ยวกับความเป็นความตายเหมือนกัน)

การรักษา
เป็นการรักษาที่เรียกว่า "จิตบำบัด" เป็นการรักษาโดยจิตแพทย์ และนักจิตวิทยา ลักษณะคล้ายๆกิจกรรมที่เราเคยเห็นในหนังฝรั่ง การพูดคุย ตอบคำถาม การทำกิจกรรมกลุ่ม ทั้งนี้ก็ร่วมกับการรับประทานยาแก้เครียดด้วย

การรักษาด้วยการ "ช็อตไฟฟ้า" แบบที่เคยเห็นในหนังโรคจิตทั้งหลาย มีอยู่จริงค่ะ แต่เราจะใช้กับโรคทางจิตที่รุนแรงเท่านั้นค่ะ




การถ่ายรูปตับไตไส้พุง

เคยมั๊ยเวลาเป็นอะไรซักอย่าง ไปหาหมอแล้ว หมอก็บอกว่าให้ไปเอ็กซเรย์ก่อน จะได้รู้ว่าเป็นอะไร พอทำแล้วก็บอกว่าจะต้องทำเพิ่มอีก เป็นอัลตร้าซาวด์ เป็นเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นเอ็กซเรย์ฉีดสี เป็นเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็ก เอ็กซเรย์นุ้นนี่นั่นเต็มไปหมด แต่ละอันมันต่างกันยังไง วันนี้มาไขข้อข้องใจค่ะ

เอ็กซเรย์เป็นตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่หมอเรียกกันว่า Imaging ถ้าจะแปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการ"ถ่ายรูป"นั่นเอง แต่ทางการแพทย์เป็นการถ่ายรูปเข้าไปถึงตับไตไส้พุงกระดูกของคนไข้ (ไม่ค่อยสวยเหมือนกล้อง SLR หรอกค่ะ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค การถ่ายรูปเหล่านี้ก็มีเครื่องถ่ายหลายชนิดมากมาย ซึ่งจะเล่าต่อไปนะคะ

หลักการแบบหมอๆ
มีความจริงหนึ่งที่ทุกคนควรจะรู้ "ไม่มีเอ็กซเรย์ใดที่สแกนทั้งร่างกาย แล้วบอกได้ว่าคุณแข็งแรง 100%" เอ็กซเรย์แต่ละแบบ เหมาะกับโรคแต่ละโรคไม่เหมือนกัน เหมือนกับอุปกรณ์ครัว ไม่มีหม้ออันไหนที่ทำทุกอย่างได้ดีในอันเดียว เราอาจจะพยายามหุงข้าวในกระทะได้ แต่มันก็อาจจะได้ผลไม่เหมือนหุงในหม้อหุงข้าว ทุกอย่างแม่ครัวรู้ดีที่สุดว่าควรจะใช้อะไร เหมือนกันค่ะ หมอจะเลือกการตรวจที่เหมาะกับโรคที่สงสัยมากที่สุด
เอ็กซเรย์, ถ่ายภาพรังสี, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

อีกประเด็นคือ หมอเหมือนกับนักสืบถ้าเคยดูหนังหรืออ่านหนังสือสืบสวน นักสืบจะรวบรวมข้อมูล แล้วประติดประต่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน ก่อนที่จะหาหลักฐานเพื่อเอาผิดกับผู้ร้าย !! กระบวนการคิดของหมอก็เหมือนกันค่ะ เรารวบรวมข้อมูลจากปากคำของคนไข้ ตรวจที่เกิดเหตุ(ตรวจร่างกาย) รวบรวมแล้วคิดอย่างรวดเร็ว (ระหว่างที่นั่งคุยกับคนไข้นั่นแหละค่ะ) แล้วก็พยายามหาหลักฐานเอาผิด ซึ่งก็คือการส่งตรวจอย่างเจาะเลือด หรือ การ Imaging นั่นเอง ดังนั้นบางทีถ้าผู้ร้ายออกจะฉลาดซักหน่อย อาจจะต้องงมหาหลักฐานนานหน่อย ก็ใจเย็นๆนะคะ (กำลังพยายามอย่างมากทีเดียวค่ะ)

Imaging มีกี่แบบ
กลับมาเข้าเรื่องของเรา วันนี้จะขอเล่าเฉพาะอันที่เป็นพื้นฐาน ใช้บ่อยๆทางการแพทย์นะคะ การถ่ายรูป หรือ imaging ของแพทย์ เป็นการถ่ายรูปสิ่งที่มองไม่เห็นจากภายนอก ดังนั้นก็เลยต้องอาศัยคลื่นบางอย่างที่มีอำนาจทะลุทะลวง เข้าไปข้างในร่างกายได้ค่ะ

1. X-ray หรือรังสีเอ็กซ์ เป็นชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี มันเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง (เหมือนกับแสง และคลื่นวิทยุ ก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ความยาวคลื่นไม่เท่ากัน) สามารถทะลุทะลวงเนื้อเยื่อต่างๆได้ สิ่งที่กำบังมันได้คือ "โลหะ"

X-ray แบบพื้นๆที่เราเคยเห็นเป็นแผ่นฟิลม์รูปใหญ่ๆ ไปยืนให้เจ้าหน้าที่กดปุ่มหนึ่งทีก็เสร็จแล้ว อันนั้นเป็นเอ็กซเรย์ธรรมดา ส่วนใหญ่เอาไว้ดูกระดูกนะคะ ดูนิ่วบางชนิด และดูลักษณะบางอย่างของลำไส้ได้ แต่ถ้าจะถามว่า เลือดออกในสมองมั๊ย? เป็นไส้ติ่งรึเปล่า? หัวใจเป็นยังไง? อันนี้เอ็กซเรย์ธรรมดาจะบอกอะไรได้น้อยมาก(จะเรียกว่าไม่ได้เลยก็ได้)เพราะมันเป็นเนื้อเยื่ออ่อนๆ ไม่ใช่กระดูกค่ะ x-ray จะเห็นชัดๆต้องเป็นโรคทางกระดูกค่ะ

ต่อมาก็เป็น เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Topography) ก็ยังใช้าคลื่น x-ray เหมือนเดิม แต่ทีนี้ไม่ได้ยิงทีเดียว เรียกว่า ยิงจนพรุนทีเดียว หลักการก็คือยิงหลายๆภาพ แล้วก็ใช้คอมพิวเตอร์เอาภาพมาประกอบให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น อันนี้เวลาทำเราจะได้เข้าไปใน"อุโมงค์" บางคนอาจจะเคยทำมาแล้ว

ละเอียดขึ้นอีกก็เป็น เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์นี้แหละ แต่ว่ามีการฉีดสารเข้าทางหลอดเลือดดำด้วย วิธีนี้ก็เหมือนกับเราลงสีบนรูปปั้นปูนพลาสเตอร์ ทำให้เราเห็นรายละเอียดของหน้าตาส่วนโค้งส่วนเว้ามากขึ้น

2. อัลตร้าซาวด์ (ultrasound) อันนี้เป็นคลื่นสั่นสะเทือน เหมือนกับคลื่นเสียงแต่ถี่กว่า ส่วนใหญ่ใช้ดูอวัยวะต่างๆได้ ข้อดีคือทำได้ง่าย สะดวก เครื่องจะไม่ใหญ่มากและไม่ซับซ้อนมาก ปลอดภัยกว่ารังสี X-ray ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าโดนมากๆ (แบบทุกวันๆ วันละหลายๆครั้ง) อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ และทำให้เด็กในครรภ์พิการได้ แต่ultrasound ปลอดภัยสำหรับคนท้อง ที่เรามักจะได้ยินว่า "ซาวด์ดูรึยังว่าได้ลูกผู้หญิง หรือผู้ชาย"

3. คลื่นแม่เหล็กทางการแพทย์เรียกว่า MRI (Magnetic resonance imaging) อันนี้ได้รายละเอียดเนื้อเยื่อค่อนข้างมาก แต่ราคาเครื่องแพงมาก มีเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ค่าทำก็ค่อนข้างแพงเช่นกัน มีข้อเสียอยู่ที่ใครที่มีโลหะอยู่ในตัว เช่นเคยเปลี่ยนข้อ ผ่าตัดกระดูกดามเหล็กมาเข้าไม่ได้นะคะ เพราะว่าแม่เหล็กจะดูดไปหมด มีโอกาสบาดเจ็บจากโลหะที่อยู่ในตัวพยายามจะวิ่งเข้าหาแม่เหล็กได้เลยทีเดียว

หวังว่าจะไขข้อข้องใจให้กับหลายๆคนได้นะคะ ขอให้ทุกคนแข็งแรง ไม่ต้องไปให้หมอถ่ายรูปนะคะ สวัสดีค่ะ