วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เล่นโทรศัพท์มาก ทำร้ายดวงตาของเราจริงหรือ???

มีคนถามเข้ามามากว่าการจ้องมือถือนานๆ เล่นโทรศัพท์มากๆ มีผลต่อดวงตาของเราหรือไม่ค่ะ ตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “มี” แน่นอนค่ะ โดยเฉพาะคนที่เล่นมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ  ส่วนจะมีผลอย่างไรกันบ้าง ลองติดตามกันดูค่ะ


  • ตาแห้ง (dry eye syndrome) การจ้องหรือเล่นโทรศัพท์มากๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการตาแห้งค่ะ เพราะเวลาเพ่งโดยธรรมชาติเราจะกระพริบตาน้อยลง ทำให้น่ำตามีเวลาให้ระเหยมากกว่าปกติ ตาเราจึงแห้งค่ะ เวลาตาแห้งก็จะมีอาการเช่น เคืองตา น้ำตาไหล ตาแฉะ หรือตามัวเป็นพักๆได้ค่ะ
  • ปวดตา จริงๆหลายคนก็คงรู้สึกได้ว่า หลังจากเล่นโทรศัพท์มาก จะมีอาการปวดตา  เวลาเราจ้องนานๆ กล้ามเนื้อในลูกตาจะเกร็งเป็นเวลานาน อาจะทำให้มีอาการปวดตาได้ โดยเฉพาะคนที่มีสายตาสั้น หรือสายตายาวอยู่บ้าง หรือแว่นไม่พอดีกับสายตา จะยิ่งมีอาการได้มากค่ะ วิธีแก้ไขก็แค่พักสายตา หลับตาหรือจ้องออกไปที่ไกลๆซัก 5- 10 นาที อาการก็จะดีขึ้นเอง
  • อันตรายจากแสงสีฟ้า เรื่องของแสงสีฟ้าเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงหลังๆมีผลิตภัณฑ์ที่ข่วยตัดแสงสีฟ้าออกมากมาย เชื่อกันว่าแสงสีฟ้ามีผลต่อเซลล์รับภาพที่จอประสาทตาของเรา ทำให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตามการศึกษาส่วนใหญ่ทำบนเซลล์เพาะเลี้ยง(เพราะเราไม่สามารถศึกษาในคนจริงๆได้ ตามหลักจริยธรรมการทำงานวิจัยทางการแพทย์นะคะ) ดังนั้นบางคนก็อาจจะยังไม่เชื่อเรื่องนี้มากนักก็ได้เพราะกลไกในร่างกายของเรามีความซับซ้อนกว่าเซลล์เพาะเลี้ยงมากค่ะ แต่บางคนตะปลอดภัยไว้ก่อน ก็ไม่เสียหายค่ะ
  • สายตาสั้นมากขึ้น อันนี้ส่วนใหญ่จะพบในเด็กๆค่ะ ที่เล่นโทรศัพท์มากๆ แทนที่จะออกไปวิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมอื่น  จริงๆแล้วสำหรับหัวข้อนี้อาจจะไม่ได้หมายถึง มือถือ smartphone เพียงอย่างเดียวค่ะ แต่หมายรวมถึงทุกอย่างที่ต้องใช้การจ้องมองระยะใกล้นานๆไม่ว่าจะเป็น tablet หรือ หนังสือ จริงๆแล้วเด็กๆควรมีกิจกรรมที่ได้ใช้สายตามองในระยะใกล้ หรือระยะกลาง อย่างการเล่นกีฬาบ้างค่ะ
นอกจากสายตาแล้ว การเล่นโทรศัพท์มากๆก็จะมีผลต่ออวัยวะอื่นๆด้วยเช่นกันค่ะ
  • กล้ามเนื้อคอ การอยู่ในท่าก้มเป็นเวลานานๆมากทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยเกร็งของกล้ามเนื้อคอด้านหลังค่ะ ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนอิริยาบทบ้าง ถ้าอยากจะเล่นนานๆค่ะ
  • กล้ามเนื้อมือและแขนส่วนปลาย อิริยาบทที่หมอขอเรียกว่า “การไถ” เลื่อนภาพในมือถือsmartphone ซ้ำๆนานๆสามารถทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตั้งแต่นิ้ว ข้อมือไปจนถึงกล้ามเนื้อแขนที่อยู่ระหว่างข้อมือ กับข้อศอกได้ค่ะ (อันนี้ขอยอมรับว่าบางทีหมอก็เคยเป็นด้วยนะคะ - -‘)
อ่านเรื่องอันตรายจากการเล่นโทรศัพท์มาถึงตรงนี้แล้วจริงๆหมอก็ไม่ได้ห้ามเล่นโทรศัพท์ smartphone นะคะ การเล่นมือถือของเราก็มีประโยชน์อยู่หลายอย่าง อย่างเราๆวัยทำงานเองก็ใช้มือถือในการติดต่อสื่อสาร ทำธุรกรรม ดูหนังฟังเพลง เรียกว่าให้ความสะดวกสบาย ส่วนวัยเกษียณ ถึงมือถือ smartphone เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา แต่ก็สิ่งที่ช่วยให้พวกเขาได้ติดต่อกับลูกหลาน และช่วยแก้เหงาได้เป็นอย่างดี ส่วนเด็กๆจริงๆแล้วการเล่นมือถือ หรือแทปเล็ตบ้างก็ถือเป็นการฝึกทักษาะมลับสมองได้เป็นอย่างดี

แต่หมอเชื่อว่าทุกอย่างต้องเดินทางสายกลางค่ะ ถ้าเล่นโทรศัพท์มากเกินไปก็คงไม่ดีแน่ เล่นไปก็เปลี่ยนอิริยาบทบ้าง พักสายตาบ้าง เพื่อุขภาพร่างกายของเราจะอยู่กับเราไปนานๆนะคะ วันนี้ขออนุญาตไปดูซีรี่ส์เกาหลีต่อก่อนนะคะ ขอให้ทุกท่านอยู่กับ smartphone แต่พอดีนะคะ สวัสดีค่ะ

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ตาแห้งเป็นยังไง? : การปฏิบัติตัวสำหรับคนที่มีอาการตาแห้ง

สวัสดีค่ะ เราได้เคยพูดถึงสาเหตุของโรคตาแห้งไปแล้ว ก่อนจะไปถึงการปฏิบัตตัวสำหรับคนที่มีอาการตาแห้ง หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคตาแห้งหรือไม่ใช่มั๊ยคะ และคำถามที่ตามมาก็คือ แล้วตาแห้งมีอาการเป็นอย่างไร

โรคตาแห้งมักก่อให้เกิดอาการแสบตา เคืองตา และน้ำตาไหลค่ะ เนื่องจากคนส่วนใหญ่เป็นไม่มาก อาการก็มักจะไม่รุนแรงมากนัก ส่วนใหญ่หลับตาพักซักระยะ หรือกระพริบตาถี่ๆก็หายได้เอง

อาการตาแห้งมักจะเป็นมากเวลาที่อยู่ในสภาพที่น้ำตาระเหยได้ง่าย เช่น โดนลม โดนความร้อน ต้องเพ็งนานๆ หรือจ้องอะไรนานๆค่ะ เนื่องจากเวลาเราเพ็งหรือจ้องนานๆ เรามักจะกระพริบตาถี่น้อยลงโดยธรรมชาติค่ะ และการหลับตาซักพัก หรือการกระพริบตาถี่ๆ เป็นการรีดน้ำตาให้กลับมาเคลือบผิวตาอีกครั้ง ทำให้อาการดีขึ้นค่ะ

สำหรับคนที่เป็นโรคตาแห้ง หรือแม้แต่มีอาการตาแห้งเป็นครั้งคราว นอกจากการไปพบแพทย์แล้ว การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ก็จะมีส่วนช่วยในการรักษาโรคตาแห้งได้มากเลยค่ะ โดยจริงๆหลักการง่ายๆก็คือการหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขสาเหตุที่ทำให้ตาแห้งอย่างที่เคยได้เล่าไปในบทความ ตาแห้งเกิดจากอะไร?? ลองศึกษากันดูได้นะคะ



การปฏิบัติตัวสำหรับคนที่มีอาการตาแห้ง หรือเป็นโรคตาแห้ง



  • พักสายตาบ้างจากการใช้สายตาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อย่างเรา (หมอก็ยังคงนับเป็นคนรุ่นใหม่อยู่ละมั๊งคะ>.<) ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แทปเล็ท คอมพิวเตอร์ คนรุ่นใหม่อย่างเราใช้สายตากันมากจริงๆค่ะ แนะนำว่าใน 1 ชม ควรพักสายตา หลับตาซัก 5 บ้างนะคะ หรือถ้าบางคนที่มีอาการของโรคตาแห้งบ่อยๆอยู่บ้าง พอเริ่มมีอาการก็ให้รีบพักสายตาเลยค่ะ
  • เลี่ยงลม หรือความร้อน อย่างเช่น ถ้าเราขับรถมอเตอร์ไซค์ ก็อาจจะต้องหาหมวกกันน็อกที่มีหน้ากากปิดหน้า มาช่วยลดปริมาณลมที่พัดปะทะกับตาของเรา หรือแม้กระทั่ง ลมจากแอร์หรือพัดลมที่เป่าหน้าก็อาจจะต้องปรับไปเป่าที่ตัวแทนก่อนนะคะ
  • การทำความสะอาดเปลือกตา ข้อนี้หลายคนโดยเฉพาะสาวๆอาจจะสงสัยว่าเหมือนกับการเช็ดเครื่องสำอางค์ที่เปลือกตารึเปล่า คำตอบคือ “ไม่เหมือนนะคะ” เพราะว่าบริเวณสำคัญที่เราต้องใส่ใจคือบริเวณขอบเปลือกตา ทั้งข้างบนและข้างล่างค่ะ หรือง่ายๆก็คือบริเวณโคนขนตานั่นเอง คนไทยเราอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่แต่ต่างประเทศมี video แนะนำมามากมาย เช่น วิดิโอนี้ ที่อยากจะแนะนำให้ลองศึกษากันนะคะ 
  • หลีกเลี่ยงยาบางอย่างเช่น ยากินรักษาสิว หรือ ยาแก้แพ้ ถ้าทำได้นะคะ แต่ถ้าสิวยังเยอะอยู่ หรือยังจำเป็นต้องรับประทานยาแก้แพ้อยู่ หมออยากแนะนำให้ลองชั่งน้ำหนักค่ะว่าอาการของโรคไหนหนักกว่ากันถ้าสิวหนักกว่า ก็ทานยาต่อเถอะค่ะ เรื่องตาแห้งก็ยังสามารถหาวิธีรักษาอื่นๆได้อยู่ค่ะ แต่ถ้าทรมานจากอาการตาแห้งมาก อาจจะต้องยอมเปลี่ยนการรักษาสิวเป็นวิธีอื่นๆไปก่อน เช่นการทายา แทนค่ะ
  • หลีกเลี่ยงการใส่ contact lens แต่จริงๆข้อนี้หมอก็เข้าใจหลายๆท่านที่อยากสวยอยากหล่อ หรือ ปลื้มกับอิสรภาพจากกรอบแว่นที่ contact lens มอบให้นะคะ แต่ถ้าตาแห้งมากจริงๆ ก็อาจจะต้องยอมเลิกใส่ contact lens จริงๆ เพื่อรักษาสุขภาพตาที่ดีไว้นะคะ
  • หยอดยาตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งยาอะไรบ้างที่ช่วยอาการตาแห้ง หรือจะมีการรักษาแบบไหนบ้างนั้น ไว้เราจะมาเล่าให้ฟังครั้งหน้าค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม และเป็นคนไข้ที่น่ารักของหมอค่ะ วันนี้สวัสดีค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตาแห้งเกิดจากอะไร?? : เคืองตาบ่อยจัง

หลายคนอาจเคยได้ยิน หรือแม้แต่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะตาแห้ง หรือโรคตาแห้ง (dry eye syndrome) ซึ่งทำให้มีอาการเคืองตาอยู่บ่อยๆ หรือบางคนก็อาจจะมีอาการคันตา แสบตา น้ำตาไหล โดยเฉพาะเวลาโดนบม โดนแดด การจ้องอะไรนานๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือ โทรศัพท์ และตอนนี้อาจจะเริ่มสงสัยว่า จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ วันนี้เราจะมาเล่าถึงสาเหตุของภาวะ หรือโรคตาแห้งกันนะคะ

ส่วนสำคัญของตาที่ใช้ในการมองเห็นของเราคือตาดำนะคะ ภาษาหมอๆเรียกกันว่ากระจกตา  เปรียบเสมือนกระจกอันหน้าสุดของกล้องถ่ายรูปที่ตากล้องท้ังหลายระวังอย่างมาก ไม่ให้มีรอยขีดข่วนใดๆ แม้แต่รอยนิ้วมือเลยทีเดียว 

กระจกตาของคนเราก็เช่นกันค่ะ จะรักษาให้มองเห็นชัดแจ๋วได้ กระจกตาคือด่านแรก (แปลว่ามีอีกหลายๆด่านนะคะ) ที่ต้องคงความใสไว้ เพื่อการมองเห็นที่สมบูรณ์ (หมอเรียกว่าตาดำเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่จริงๆ กระจกตาเป็นเพียงชั้นหน้าสุดของตาดำค่ะ ยังมีชั้นลึกๆลงไปข้างในอีกหลายชั้น แต่เห็นเป็นสีดำเพราะม่านตาเราที่อยู่ถัดไปจากกระจกตาเป็นสีน้ำตาลเข้มค่ะ ถ้าเป็นฝรั่งเราก็จะเห็นตาดำของเขาเป็นสีฟ้า สีเขียว แล้วแต่เชื้อชาติค่ะ)

Dry eye, เคืองตา, โรคตา, ตาแห้ง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


อธิบายกระจกตาซะยาว มาต่อกันเรื่องตาแห้งค่ะ การคงความใสของกระจกตา ต้องอาศัยน้ำ ซึ่งก็คือน้ำตาของเรา เคลือบที่ผิวหน้าซึ่งถ้ามีความชุ่มชื้นเพียงพอก็จะป้องกันอาการระคายเคืองตาค่ะ และเพื่อป้องกันน้ำระเหย ก็จะมีการสร้างน้ำมันมาเคลือบทับชั้นน้ำนี้อีกที (มหัศจรรย์ใช่มั๊ยคะ) ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นน้ำตาที่น้อยไป หรือน้ำมันที่น้อยไปก็ทำให้ตาแห้งได้ทั้งนั้นค่ะ

ทีนี้เราก็มาดูว่าอะไรบ้างที่ทำให้น้ำตาน้อยลง หรือ น้ำมันน้อยลง แล้วทำให้เราเกิดอาการเคืองตากันนะคะ (แต่ต้องบอกก่อนว่าน้ำตาจากการร้องไห้ไม่เกี่ยวกันนะคะ ใช่ว่าร้องไห้บ่อยๆแล้วจะไม่ตาแห้งนะคะ ;)

เริ่มที่น้ำตากันก่อนคิดง่ายๆ น้ำตาน้อยก็สามารถเกิดได้จาก
  • น้ำตาของเราสร้างน้อย ซึ่งมักจะเกิดจากโรคบางอย่างที่ทำให้มีความผิดปกติของต่อมน้ำตา เช่น Sjogren disease, SLE, Rheumatoid disease ยาบางอย่าง เช่น ยากลุ่มวิตามินเอ ที่ใช้รักษาสิว, ยาแก้แพ้ หรือแม้แต่ความชราที่ฮอร์โมนเริ่มลดลง ก็สามารถทำให้ตาแห้งได้เช่นกันค่ะ
  • น้ำตาระเหยไวขึ้น เช่น การทำงานที่ต้องเพ่ง จ้องเป็นเวลานานๆ โดยไม่พักสายตา ไม่ว่สจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือเล่นโทรศัพท์มาก , การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศแห้ง ลมพัดแรง แอร์เป่าหน้า พัดลมเป่าหน้า การขี่มอเตอร์ไซค์ (โดยเฉพาะถ้าไม่สวมหมวกที่มีหน้ากากด้านหน้า) หรือคนไข้ที่มีโรคอื่นๆทำให้หลับตาไม่สนิท หรือกระพริบตาไม่ได้ หรือ มีอัตราการกระพริบตาลดลง
  • ต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน (meibomian gland dysfunction) อันนี้จิงแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือการระเหยของน้ำตาที่มากขึ้น ต่อมไขมันที่พูดถึงนี้อยู่ในเปลือกตา และมีทางออกที่ขอบเปลือกตา ใกล้ๆขนตา ดังนั้นการทำความสะอาดเปลือกตาที่ดีจะช่วยรักษาภาวะตาแห้งจากสาเหตุนี้ได้ แบบหายขาดเลยค่ะ
  • สาเหตุอื่นๆ เช่นการใส่คอนแทคเลนส์, การผ่าตัด lasik , การผ่าตัดตา, การใช้ยาหยอดตาในปริมาณมาก, โรคงูสวัด หรือ เริมขึ้นตา ฯลฯ
ถ้าใครที่เคยได้รับการวินิจฉัย หรือสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคตาแห้ง หรือมีอาการเคืองตาบ่อยๆก็ลองตรวจสอบกันดูนะคะว่ามีปัจจัยเหล่านี้อยู่บ้างรึเปล่า
ครั้งหน้าเราจะมาอธิบายอาการ และการปฏิบัติตัวสำหรับโรคตาแห้งกันต่อนะคะ

วันนี้ขอให้ทุกคนดวงตาสดใสนะคะ สวัสดีค่ะ




วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตากุ้งยิง เป็นยังไงนะ

รับประกันว่าคนส่วนใหญ่ต้องเคยได้ยิน "เป็นตากุ้งยิง แสดงว่าไปแอบดูคนอื่นแก้ผ้า" หรือไม่ก็ "แอบดูคนอื่นอาบน้ำ" ความจริงนี่อาจจะเป็นอุบายของคนโบราณซะมากกว่าที่จะปรามคนไม่ให้ไปแอบดูคนอื่นเขาอาบน้ำ แล้วความจริงตากุ้งยิงเป็นยังไงนะ บางคนก็เคยเป็นแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามันคือ "ตากุ้งยิง"

ตากุ้งยิงคือ??
ตากุ้งยิงเป็นการอักเสบของต่อมไขมันที่บริเวณเปลือกตา (อักเสบ= ปวดบวมแดงร้อน ถ้าอ่านบทความของเรามานานๆคงจะเห็นประโยคนี้ประจำ) ความจริงแล้วจะว่าคล้ายๆสิวก็ได้ เพราะสิวเองก็เป็นการอักเสบที่ต่อมไขมันเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอันนี้เกิดขึ้นที่เปลือกตา ก็เลยเรียกว่า "ตากุ้งยิง" แทนที่จะเรียกว่า "สิว"

ต่อมไขมันที่เปลือกตามีทั้งด้านนอก และด้านในเปลือกตา ดังนั้นบางครั้งจะเห็นหัวหนองที่ด้านนอก แต่บางคร้งหัวหนองก็โผล่ที่อีกด้านในของเปลือกตา (คือด้านที่ติดกับลูกตา) ก็เลยเห็นแค่เปลือกตาด้านนอกที่บวมๆ แต่ไม่เห็นหัวหนอง

แล้วตากุ้งยิงจะเป็นยังไง
ความจริงแล้วตากุ้งยิงมีทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรังเป็นเดือนๆ แบบเฉียบพลันจะมีการอักเสบมากกว่าแต่เป็นไม่นาน แต่แบบเรื้อรังจะไม่ค่อยรุนแรง แต่เป็นนาน

ตากุ้งยิงแบบเฉียบพลัน จะเห็นเปลือกตาบวมแดง และปวดตาข้างเดียว คือข้างที่เป็น เปลือกตาจะบวมมากตอนเช้าหลังจากตื่นนอน บางทีถึงขนาดเปิดเปลือกตาไม่ค่อยไหว แต่พอสายๆบ่ายๆจะบวมน้อยลง ส่วนใหญ่เป็นข้างเดียว มีขี้ตาเยอะกว่าปกติ ตาแดงได้เล็กน้อย เคืองตาบ้าง บางครั้งจะเป็นหัวหนองทีเปลือกตา แต่ที่สำคัญการมองเห็นจะปกติ ถ้าเกิดว่ามีปวดในลูกตา ตาแดงมาก การมองเห็นเปลี่ยนไป อันนี้อาจไม่ใช่ตากุ้งยิง แต่อาจร้ายแรงกว่านั้น ควรรีบไปพบแพทย์นะคะ
ตากุ้งยิง,โรคภัยไข้เจ็บ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ส่วนตากุ้งยิงแบบเรื้อรัง อาจเป็นภายหลังแบบเฉียบพลันก็ได้ จะเห็นเปลือกตาบวม มีตุ่มๆคลำได้ เจ็บเล็กน้อย เคืองเล็กน้อย การอักเสบไม่มาก เป็นนานเป็นเดือนๆ ไม่หายซักที

แล้วต้องทำยังไง
สำหรับตากุ้งยิงแบบเฉียบพลัน ในช่วงแรกที่ยังไม่มีหัวหนองขึ้น ก็ควรกินยาฆ่าเชื้อ และหยอดยาฆ่าเชื้อ ยากินส่วนใหญ่ก็เป็นยา Dicloxacillin หรือ Amoxycillin หรือ Augmentin ฯลฯ สามารถใช้ได้หลายตัว กินยาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนยาหยอดที่นิยมก็จะเป็น polyoph หรือ Chloroph  ร่วมกับการประคบอุ่นที่เปลือกตาวันละ 15-20 นาที วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง จะช่วยให้การอักเสบลดลง ตายุบบวม และเจ็บน้อยลง

วิธีที่กล่าวมา ถ้ายังไม่มีหัวหนองส่วนใหญ่จะหายได้เอง อาจเหลือบริเวณที่จับแล้วแข็งๆอยู่บ้าง แต่ก็หายไปเองได้ในที่สุด แต่ถ้าเกิดว่าเห็นมีหัวหนองขึ้นมา อันนี้คงต้องไปพบแพทย์เพื่อเจาะระบายออก ถึงจะหายนะคะ

ส่วนถ้าเป็นแบบเรื้อรัง แสดงว่าการอุดตันยังอยู่ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะระบายหนองเช่นกันนะคะ และถ้ามีการอักเสบขึ้นมาก็ควรทานยา หยอดยา และประคบอุ่น จนกว่าจะหายดี

สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างคือ ถ้าเป็นบ่อยๆ ซ้ำที่เดิม ควรไปพบจักษุแพทย์ เผื่อว่าไม่ใช่ตากุ้งยิง หรือมีภาวะความเจ็บป่วยอื่นร่วมด้วยนะคะ

ดวงตาเป็นหน้าต่างหัวใจ ดูแลตาให้ดีนะคะ

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก งงจริงๆ

พูดถึงดวงตา ก็เป็นสิ่งที่หลายๆคนมองข้าม ทั้งๆที่ใช้กันอยู่ทุกวัน ดูเหมือนว่าสิ่งที่หนุ่มๆ สาวๆจะสนใจกว่าคือ เปลือกตา(อยากได้ตาสองชั้น) และตาดำที่ต้องใส่ big eye มาแข่งกันแบ๊วอยู่ทุกๆวัน เอาเถอะค่ะ เข้าใจว่าผู้หญิงอย่าหยุดสวย และผู้ชายอย่าหยุดหล่อ วันนี้จะขอมาพูดถึงเรื่องของ "ต้อ" ซึ่งมีหลายชื่อมากมาย อยากให้ทุกคนได้รู้จักโรคของตามากขึ้นค่ะ

สำหรับคำว่า "ต้อ" เอง ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันค่ะ ว่ามันแปลว่าอะไร(ใครมีความรู้ก็ชี้แนะกันได้นะคะ) แต่ว่า ต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อลม และต้อกระจก ล้วนแล้วแต่เป็นโรคของตาทั้งนั้นค่ะ แต่ละอันจะต่างกันยังไง มาดูกันค่ะ

ต้อหิน, ต้อเนื้อ, ต้อลม, ต้อกระจก, โรคต้อ, โรคตา
ส่วนประกอบของลูกตา(ฉบับที่คนทั่วไปควรรู้นะคะ)
ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่า "ลูกตา" ที่วาดกันง่ายๆเหมือนลูกกอล์ฟ ที่มีวงกลมสีดำแปะอยู่เนี๊ย ความจริงแล้วเป็นอวัยวะที่ซับซ้อน และมีความบอบบางมาก มองจากด้านนอกง่ายๆก็มี "ตาขาว" กับ "ตาดำ" ใช่มั๊ยค่ะ

ตาขาว จะมีเส้นเลือดมาเลี้ยง เวลาที่ตาขาวอักเสบติดเชื้อ หรือเกิดการระคายเคืองขึ้นก็จะมีสีแดงขึ้นมา เกิดจากเส้นเลือดที่ตาขาวขยายตัว ความจริงแล้วตาขาวถูกคลุมด้วยเยื่อบางๆ ที่เรียกว่า "เยื่อบุตา" ก็คือส่วนที่เราเห็นเส้นเลือดชัดๆนี่แหละค่ะ

ส่วนตาดำ ชั้นนอกสุดเป็นกระจกใสๆ เหมือนเลนส์แว่นตาของเรา เรียกว่า "กระจกตา" ถ้าลองจ้องตาตัวเองจะเห็นว่าในตาดำ จะมีตรงกลางที่ดำกว่าคือ "รูม่านตา" ส่วนสีอ่อนกว่าที่ล้อมรอบรูม่านตาคือ "ม่านตา" ก็คือส่วนที่ตาของฝรั่งเป็นสีฟ้า สีเขียว แต่ของคนเอเชียเป็นสีน้ำตาลนั่นแหละค่ะ ความจริงแล้วรูม่านตาเป็นตำแหน่งของ "เลนส์ตา" (อย่างสับสนกับกระจกตานะคะ) แล้วหลังจากเลนส์ตาไปจะเป็นพื้นที่โล่งๆในลูกตาของเราซึ่งมีวุ้นตาอยู่ และผิวด้านในของลูกตาเป็นจอประสาทตามีหน้าที่รับภาพที่เรามองเห็นค่ะ

ต้อลม
มารู้จักกับต้อลมกันก่อน ต้อลมเป็นส่วนที่เกิดขึ้นที่ "เยื่อบุตา" ก็คือตรงตาขาวของเรา ลักษณะคล้ายๆติ่งเนื้อสีชมพูๆ เกิดขึ้นที่ตาขาวของเรา ส่วนใหญ่เราจะเห็นในคนที่อายุมากหน่อย อย่างน้อยๆก็เกือบ 30 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ตาของเราต้องโดนลม (ก็เลยเรียกว่าต้อลม) โดนฝุ่นมากๆ ก็เลยจะเห็นมากในชาวภูธรที่ทำไร่ทำนา หรือขี่มอเตอร์ไซค์ แล้วหน้าประทะกับลมตลอดเวลาค่ะ ต้อลมไม่อันตราย เพียงแต่อาจทำให้เคืองตาได้บางครั้งค่ะ

ต้อเนื้อ
ต้อเนื้อก็ลักษณะคล้ายๆต้อลมนะคะ เพียงแต่ว่าเจ้าติ่งเนื้อชมพูๆเนี๊ย มันยื่นยาวจนเข้ามาในตาดำ อันนี้ก็ไม่ได้อันตรายเหมือนกัน เพียงแต่ว่าถ้าบังมาถึงรูม่านตา อาจจะบดบังการมองเห็นได้ และทำให้เกิดสายตาเอียงได้ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นมากก็ต้องไปลอกออก ตอนลอกก็สบายๆค่ะ ไม่ต้องถึงกับนอนโรงพยาบาล คุณหมอฉีดยาชา แล้วลอก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จค่ะ

ต้อกระจก
อันนี้เป็นเกิดกับ "เลนส์ตา" ก็คือตรงกลางของตาดำนั่นเอง ตอนเด็กๆ ตรงกลางของตาดำเนี๊ยจะเป็นสีดำสนิท เพราะว่าเลนส์ตาใส มองเห็นข้างในเป็นมืดๆ แต่พออายุมากขึ้น ลองไปสังเกตตาของคุณตาคุณยายได้ ตรงกลางตาดำจะเป็นสีออกขาวๆ นั่นคือ "ต้อกระจก" ตอนนี้บางคนมองตาตัวเองอาจจะเห็นว่าไม่ได้เป็นสีดำสนิทแล้ว โรคนี้เป็นกัน"ทุกคน"ค่ะ (ถ้าอายุมากพอ) เป็นสิ่งที่เสื่อมสภาพตามอายุ จะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่คนกันไป ถ้าเป็นมากก็อาจจะทำให้มองไม่เห็น สายตาฝ้าฟางไปได้ แต่ในรายที่เป็นมากๆอาจจะต้องผ่าตัดออก เพราะว่าอาจทำให้เกิด "ต้อหิน" ได้ถ้าเกิดปล่อยทิ้งไว้

ต้อหิน
ต้อหินเป็นโรคของความดันในลูกตาสูง (ไม่เกี่ยวกับความดันเลือดสูงนะคะ) ซึ่งมีสาเหตุได้หลายอย่างมาก    เอาเป็นว่าทำให้เกิดความดันน้ำในลูกตาสูงผิดปกติ ทีนี้ถ้าในของลูกตาเป็นจอประสาทตา และมีเส้นประสาทตาเล็กๆมากมาย ทำหน้าที่รับภาพ เหมือนกับ Pixel บนหน้าจอคอมพิวเตอร์นี่แหล่ะค่ะ เวลาที่ความดันในลูกตาสูงก็จะไปกดเส้นประสาทเหล่านั้น ทำให้เสื่อมสภาพและทำงานไม่ได้ อาการคือจะมองเห็นแคบลงเรื่อยๆค่ะ คือภาพเต็มจอที่เราเห็นตอนนี้ ถ้าเป็นต้อกระจกจะเห็นภาพแคบลงๆ เรื่อยๆ จนเห็นเฉพาะตรงกลางค่ะ การรักษาก็มีทั้งการกินยา หยอดยา และผ่าตัด เอาเป็นว่าถ้ามีอาการเช่น ปวดตาข้างเดียว ปวดศีรษะมาก กินยายังไงก็ไม่หาย มองเห็นภาพแคบลง ชอบเดินเตะตรงโน้นตรงนี้ หรือขับรถชนเพราะมองไม่เห็นรถข้างๆบ่อยๆ ควรไปตรวจตากับจักษุแพทย์นะคะ

ขอให้ทุกคนเห็นโลกสดใสนานๆค่ะ