วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถูกหมากัดแล้ว ไม่แคล้วต้องโดนฉีดยา

วันนี้ชื่อหัวข้ออาจจะดูเป็นภาษาโบราณไปนิดหน่อย แต่ความจริงก็เป็นอย่างงั้นจริงๆนะคะ (T.T) เวลาที่เราถูกสุนัขกัด หรือบางคนแม้แต่ถูกน้้ำลายของมัน ก็เริ่มมีความสงสัยขึ้นมาว่า เราจะติดโรคพิษสุนัขบ้ามั๊ยนะ ดีแล้วค่ะที่สงสัย โรคพิษสุนัขบ้าในปัจจุบัน ยังไม่มีการรักษา เรียกว่าถ้าติดขึ้นมาแล้ว ก็ยังไม่มีใครรอดตายได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่แน่ใจ ไปพบแพทย์ไว้ก่อนก็ไม่เสียหายค่ะ
วัคซีนพิษสุนัขบ้า, ถูกสุนัขกัด, ถูกหมากัดทำไง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมอ อยากให้คุณรู้


สำหรับกรณีที่ปลอดภัยหายห่วง ไม่ต้องฉีดวัคซีนแน่นอนคือ การถูกน้ำลาย หรือเลือดของสุนัข (ความจริงรวมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดนะคะ ทั้งแมว หนู กระรอก) โดยที่บริเวณที่ถูกนั้น"ไม่มี"แผล เป็นผิวหนังปกติของเรา แบบนี้ถือว่าปลอดภัยหายห่วง แผลที่ว่านี้คือแผลเปิดนะคะ ทดสอบง่ายๆก็เอาแอลกอฮอล์เช็ดดู ถ้าแสบ ก็แสดงว่ายังมีแผลเปิดอยู่

ทีนี้ถ้าเกิดว่าถูกกัดจริงๆ มีแผลเปิดแล้ว ก็คงต้องมีการฉีดวัคซีนแน่นอน โดยที่ยาที่จะฉีดนี้ก็มีหลายแบบ บางคนคงเคยได้ยินมาทั้งฉีดรอบสะดือบ้าง ฉีดรอบแผลบ้าง ทำเอาหลายคนเข็ดไปตามๆกัน แต่บางคนก็แค่ฉีดที่ต้นแขน ความจริงแล้วจะได้ฉีดยาแบบไหน มีหลักการอยู่ ดังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ค่ะ

วัคซีนมีแบบไหนบ้าง
วัคซีนสำหรับโรคพิษสุนัขบ้ามี 2 แบบ คือแบบที่"ออกฤทธิ์ทันที" และแบบที่"กระตุ้น"ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน แบบออกฤทธิ์ทันทีมีข้อดีคือออกฤทธิ์เร็ว แต่ฤทธิ์อยู่ไม่นาน ส่วนแบบที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันข้อดีคืออยู่นาน ถาวร แต่ข้อเสียคือออกฤทธิ์ช้า ทุกคนที่ได้ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า จะได้ฉีดแบบที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน  แต่จะต้องฉีดแบบออกฤทธิ์ทันทีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของแผล

แล้วแผลสุนัขกัด มีแบบไหนบ้าง
แบ่งเป็น 3 แบบ แบบแรกคือไม่มีแผล (งงจริง แผลแบบแรกคือไม่มีแผล???) ก็คือหมายถึงแบบที่ไม่ต้องฉีดวัคซีน ที่ได้เล่าไปแล้วตอนแรกค่ะ แบบที่สองคือแบบเลือดไหลซิบๆ ไม่ได้ไหลออกมาเป็นหยดๆ แบบที่สามคือ เลือดไหลเรียกว่าอาบเลยทีเดียว บางทีก็เป็นรอยเขี้ยวลึกๆ

ถ้าเป็นแผลแบบแรก ก็ไม่ต้องฉีดยาอะไร สบายใจได้

แต่ถ้าเป็นแผลแบบที่สอง ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ก็คือวัคซีนฉีดที่ต้นแขน ต้องฉีดทั้งหมด 5 เข็ม แบ่งเป็นวันละ 1 เข็ม 5 วัน คือวันแรกและวันที่ 3, 7, 14, 28 นับจากวันที่มาเริ่มฉีดวัคซีน บางที่อาจจะฉีด บางวัน 2 ที่ก็ได้ ก็จะเป็นอีกสูตรหนึ่ง ซึ่งจะฉีดหลายที่ และใช้ปริมาณยาน้อยกว่า แต่ก็ได้ผลเท่ากันค่ะ

แต่ถ้าเป็นแผลแบบที่สาม ต้องฉีดทั้งแบบกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเหมือนแผลแบบที่สอง และเพิ่มวัคซีนแบบออกฤทธิ์ทันทีด้วย อันนี้แหละค่ะที่ทำเอาหลายคนเข็ดไปตามๆกันเพราะ วัคซีนที่เพิ่มมานี้มีปริมาณตามน้ำหนักตัว และต้องฉีด"รอบแผล" !!! แผลเล็กก็รอดตัว แต่ถ้าแผลใหญ่หล่ะก็ น้ำตาเล็ดกันเลยทีเดียวค่ะ (แต่คงต้องอดทนนะคะ จำไว้ว่าโรคนี้ถ้าติด ไม่มีทางรักษาค่ะ) 

แล้วถ้าเคยฉีดวัคซีนแล้วหล่ะ
บางคนก็สงสัยว่า ถ้าเลี้ยงหมาอยู่ แล้วก็โดนกัดบ่อยๆ ไม่ต้องฉีดจนตัวพรุนเลยเหรอ!!  คำตอบคือถ้าเคยฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าแบบที่กระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันแล้ว และต้องฉีดจนครบ 5 ครั้งนะคะ ขอย้ำว่า "ครบ" 5 เข็มแล้ว ถ้าโดนกัดอีกเราก็ฉีดแค่แบบกระตุ้นก็พอค่ะ (เฮ่อ...รอดแล้ว) ก็คือวัคซีนที่ฉีดที่ต้นแขนค่ะ ถ้าครั้งก่อนที่เราฉีดวัคซีน ยังไม่เกิน  6 เดือนก็ฉีดกระตุ้นแค่เข็มเดียว แต่ถ้าเกิน 6 เดือนแล้วต้องฉีดวันนี้ และ อีก 3 วันฉีดอีก 1 เข็ม ก็เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ

แล้วเรื่องตัดหัวหมาไปตรวจหล่ะ ทำกันจริงๆรึเปล่า
คำตอบคือจะไปทำก็ได้ค่ะ แต่ส่วนใหญ่เราก็ไม่ค่อยทำกัน สงสารมัน ยิ่งถ้าเป็นสุนัขเลี้ยงสวยๆ มีสกุล น่ารักน่ากอด เราก็คงทำไม่ลง จริงมั๊ยค่ะ ทั้งหมดที่ได้เล่าไปเป็นกรณีที่เราคิดว่าสุนัขที่กัดเรา "น่าจะมี" เชื้ออยู่ คือกรณีที่โชคร้ายที่สุด ถ้าสุนัขที่กัดเราเป็นสุนัขจรจัด ของใครไม่รู้ เราก็ไปฉีดวัคซีนตามที่ได้เล่ามา แต่ถ้าเกิดว่ามันเป็นสุนัขที่เราเลี้ยงเอง หรือคนรู้จักของเราเลี้ยง สบายดีมาตลอด และฉีดวัคซีนติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปี (ต้องมีครบตามที่บอกนะคะ) เราก็มีทางเลือกคือ ดูอาการของมัน 10 วัน ถ้าเกิดว่ามันยังสบายดี น่ารักเหมือนเดิม  เราก็ไม่ต้องไปฉีดวัคซีนต่อก็ได้ค่ะ (ก็จะไม่ต้องไปฉีดวันที่ 14 , 28  รอดไปสองเข็ม เย้!!)

แต่ถ้าถามความเห็นหมอนะคะ ไหนๆก็ฉีดไปแล้ว 3 เข็ม ก็ฉีด อีก 2 เพื่อได้ภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต หลังจากนี้ถ้าโดนกัดอีกก็ฉีดแค่เข็มกระตุ้น จะดีกว่านะคะ ไม่อย่างงั้นเกิดครั้งหน้าโดนกัดเป็นแผลลึกๆ ก็ต้องฉีดรอบแผลอีก ลำบากตอนนี้สบายวันหน้าค่ะ

นอกจากฉีดวัคซีน ต้องทำอะไรอีกมั๊ย
การทำความสะอาดแผล หลังถูกกัดก็ควรล้างด้วยน้ำสบู่ให้สะอาดที่สุด ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ หรือเบตาดีน แล้วมาทำแผลที่โรงพยาบาลอีกที นอกจากนั้นในน้ำลายของสุนัขมีทั้งเชื้อโรคสารพัด ก็ต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อ และยังต้องฉีดยาเพิ่มอีก 1 อย่างนะคะ(ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่กลัวเข็มทั้งหลาย) เป็นวัคซีนบาดทะยักค่้ะ ถ้าเข็มสุดท้ายที่เคยฉีด เกิน 5 ปีขึ้นไป ก็ฉีดแค่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เข็มเดียวค่ะ

Love me, Love my dog แล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ (เกี่ยวกันยังไง 555) สวัสดีค่ะ



โรคที่เราเป็น ต้องไปหาหมอด้านไหนนะ??

ต้องยอมรับว่ายุคนี้เป็นยุคของ "หมอเฉพาะทาง" จริงๆ คนส่วนใหญ่ (ความจริงก็ทุกคน) ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็อยากรักษากับหมอเฉพาะทางด้านโรคนั้นๆเท่านั้น ความจริงอันนี้ก็ต้องแน่นอนอยู่แล้ว เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ความเป็นควรตายเป็นเรื่องที่จะมาเล่นๆไม่ได้ ชีวิตใคร ใครก็ต้องรักจริงมั๊ยค่ะ ;D อันนี้ก็เข้าใจอยู่ แม้แต่ทางกฎหมายเองก็ไม่ค่อยให้หมอทั่วๆไปทำอะไรซักเท่าไหร่ เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา เราก็มักจะมีความผิดที่ทำ "เกินความสามารถของตัวเอง" ทั้งๆที่สมัยก่อนหมอทั่วไปเนี๊ยแหละ รักษาทุกโรคเลยทีเีดียว

เอาหล่ะบ่นมานาน 555 เข้าเรื่องกันดีกว่า ใครๆก็อยากไปหาหมอเฉพาะทาง แต่ปัญหาก็ติดอยู่ว่า ไม่รู้ว่าโรคที่เป็นอยู่ต้องไปหาใคร?? พอเดินไปที่โรงพยาบาลก็มีภาษาที่อ่านแล้วไม่เข้าใจอย่าง "อายุรกรรม??" "ศัลยกรรม???" "โสต นาสิก???" "ออโธปิดิก???" (ขออภัยไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกบางท่านที่รู้อยู่แล้ว แต่ถ้าดิฉ้ันไม่ได้เรียนหมอ ดิฉันก็คงไม่รู้ว่าทั้งหมดนั้น แปลว่าอะไร ก็เลยอยากมาอธิบายให้ทุกท่านฟัง ไม่ได้้เจตนาดูถูกนะคะ)

สาขาหลัก
สาขาหลักๆใหญ่ ทางการแพทย์ ความจริงแล้วก็มีอยู่ 4 สาขาเท่านั้น ที่ทุกท่านควรเข้าใจเบื้องต้น ส่วนสาขาเล็กๆย่อยๆ ก็จะแบ่งออกไปอีกทีตามอวัยวะ สาขาหลัก 4 สาขา ได้แก่

specialist, หมอเฉพาะทาง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
1. อายุรกรรม  หรือหมอกับพยาบาล จะเรียกสั้นๆว่า "Med" ย่อมาจาก "Internal medicine" สาขานี้เรียกว่ารักษาเกือบทุกโรคเลยก็ว่าได้ มีข้อจำกัดอยู่ที่ "รักษาผู้ใหญ่" และ "ไม่ผ่าตัด" แต่จะรักษาด้วยยาเป็นส่วนใหญ่ โรคอะไรที่รักษาด้วยการผ่าตัดจะอยู่นอกเหนือสาขานี้ อายุรกรรมก็จะถูกแยกย่อยออกไปเป็นสาขาย่อยๆตามอวัยวะต่ออีก ได้แก่
  -ระบบประสาท ดูแลตั้งแต่โรคทางสมอง และระบบประสาท เช่นเส้นเลือดอุดตันในสมอง, อัลไซเมอร์ เป็นต้น 
  -ผิวหนัง ก็อย่างที่หลายๆคนรู้กัน ไม่ว่าจะเป็นสิว กลาก เกลื้ิน ผื่นคันไปจนถึงมะเร็งผิวหนังเลยทีเดียว ส่วนความงามอย่าง botox, filler ความจริงก็ไม่ได้อยู่ในสาขานี้โดยตรงนะคะ แต่เนื่องจากสาขานี้ทำเกี่ยวกับความงามเยอะ ก็เลยถูกเหมารวมไปด้วยค่ะ
  -ทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพองมะเร็งปอด เป็นต้น บางโรค ถ้ารักษาด้วยยาแล้วเกิดจำเป็นต้องผ่าตัดก็จะส่งต่อไปให้กับหมอศัลยกรรมช่องอกผ่าตัดเกี่ยวกับปอด หรือถ้าต้องผ่าตัดเกี่ยวกับจมูกหรือโพรงจมูก ก็จะส่งต่อให้กับหมอ หู คอ จมูก (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไปนะคะ)
  -ทางเดินอาหาร ตั้งแต่หลอดอาหารลงไปกระเพาะ ตับ ลำไส้ ถึงทวารหนักเลยทีเดียว ถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบนี้ก็ต้องมาที่นี่ค่ะ
  -ไต ไตวาย ไตเสื่อม หรือต้องฟอกไตก็สาขานี้เลย
  -ข้อ และโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ ได้แก่โรคเก๊าท์ รูมาตอยด์ หรือ SLE (คนทั่วไปเรียกโรคพุ่มพวง) เรียกว่าเป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองค่ะ จะรักษาด้วยหมอสาขานี้
  -หัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจขาดเลือด ลิ้นหัวใจรั่ว หัวใจวาย และความดันเลือดสูงก็ต้องรักษากับสาขานี้ค่ะ (ไม่รวมใจหาย ใจละลาย ใจสลาย หรือใจง่ายนะคะ 555)
  -ระบบเลือด ลูกค้ารายใหญ่ของสาขานี้คืมะเร็งเม็ดเลือด อย่างลิวคีเมีย (leukemia เหมือนที่นางเอกหนังเกาหลีเป็นกันบ่อยๆ) โรคโลหิตจาง เกร็ดเลือดต่ำ เป็นต้น 
  -ฮอร์โมน รักษาโรคเกี่ยวกับฮอร์โมนส่วนใหญ่ เช่นไทรอยด์ ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต เป็นต้น
  -โรคติดเชื้อ ความจริงอวัยวะของเราก็มีการติดเชื้อได้ทุกที่ ถ้าเกิดว่าเชื้อมีความรุนแรง สาขานี้ก็จะมาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ก็จะดูคนไข้ที่ติดวัณโรค หรือ HIV
  -มะเร็ง สาขานี้เชี่ยวชาญด้านการให้ยาเคมีบำบัดค่ะ สำหรับมะเร็งที่ผ่าตัดไม่ได้ ต้องให้ยาเคมีบำบัด ก็ต้องอาศัยแพทย์สาขานี้ค่ะ

2. ศัลยกรรม สาขานี้เป็นสาขาที่รักษาทุกโรคทีี่ต้อง "ผ่าตัด" ซึ่งก็จะแยกย่อยออกไปเป็นอวัยวะต่างๆเหมืือนกัน ได้แก่
- ทั่วไป ถึงแม้ว่าจะชื่อทั่วไป แต่ความจริงแล้วผ่าตัดช่องท้องเป็นส่วนใหญ่ อย่างลำไส้ ไส้ติ่ง ตับ ม้าม หน้าอกอย่างถุงน้ำ หรือมะเร็ง (ถ้าเสริมหน้าอกจะเป็นของศัลยกรรมตกแต่งนะคะ) หรือก้อนเนื้อผิดปกติตามร่างกายต่างๆ
- ระบบประสาท ผ่าตัดสมอง และไขสันหลัง
- หัวใจและช่องอก ผ่าตัดหัวใจ และปอด
- หลอดเลือด ผ่าตัดหลอดเลือดใหญ่ และต่อเส้นเลือด(เช่นจากอุบัติเหตุ)
- ระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบสืบพันธุ์ ผ่าตัดไต ทางเดินปัสสาละ และระบบสืบพันธุ์ของคุณผู้ชายค่ะ
- เด็ก ผ่าตัดเด็ก
- ตกแต่ง (ศัลยกรรมพลาสติก) ผ่าตัดตกแต่งเสริมสวย และนอกจากนี้ สำหรับคนไข้อุบัติเหตุอย่างไฟไหม้ โดนยิงที่ต้องเสียอวัยวะบางส่วน หรือทำให้เกิดการผิดรูปขึ้น ศัลยกรรมตกแต่งก็เป็นผู้ดูแล ตัดต่อผิวหนังให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดค่ะ

3. กุมารเวชกรรม หรือเรียกกันว่า "หมอเด็ก" หมอรักษาเด็กนั่นเอง (ไม่ใช่หมออายุน้อยนะคะ) ถามว่า"เด็ก"นี่ตัดกันที่อายุเท่าไหร่ คำตอบก็อคือประมาณ 15 ปีค่ะ ซึ่งความจริงก็อาจจะเลยไปซักหน่อยได้ ไม่มช่วงตัดแน่นอน แล้วแต่โรคค่ะ หมอเด็กก็จะแยกออกเป็นสาขาย่อยๆอีกเหมือนอายุรกรรมค่ะ รักษทุกโรคที่ไม่ผ่าตัดเหมือนกัน แต่รักษาเด็กเท่านั้น ถ้าต้องผ่าตัดจะส่งต่อให้หมอศัลกรรมเด็กดูแลต่อค่ะ

4.สูตินรีเวช เป็นสาขาสำหรับคนท้อง ตั้งแต่ฝากครรภ์ คลอดลูก คุมกำเนิด และโรคทางระบบสืบพันธุ์เพศหญิงค่ะ (ไม่รวมสาวประเภทสองนะคะ)จะมดลูก รังไข่ ก็ต้องมาที่นี่ สาขานี้รักษาทั้งโรคที่ผ่าตัด และไม่ผ่าตัด มีข้อแม้เพียงแค่ว่าต้องเป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง และคนท้องค่ะ นอกจากนี้ก็จะดูแลเรื่องการวางแผนครอบครัว การคุมกำเนิด ซึ่งอันนี้แหละค่ะที่ทำให้หลายคนงงได้ เพราะว่า"หมันชาย"ก็มาทำที่นี่ได้นะคะ (แม้คุณผู้ชายจะไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่นัก) และการวางแผนครอบครัว เจาะเลือดก่อนแต่งงาน หรือก่อนมีบุตรก็มาตรวจที่นี่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ค่ะ นอกจากนี้ก็จะมีหน่วย"วัยทอง" สำหรับหญิงวัยทองค่ะ


ความจริงแล้วยังมีสาขาย่อยๆอีกมาก ขอติดไว้ก่อน แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อนะคะ วันนี้สวัสดีค่ะ

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เขาป่วยเป็นอะไร ก็บอกเขาไปเถอะ

ไม่นานมานี้ได้ดูซีรี่ส์ไต้หวัน ซึ่งจำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่ในเรื่องมีผู้ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ทำให้ขาข้างหนึ่งของเขาเดินไม่ได้อีกต่อไป จังหวะแรกที่เขาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาล ลองคิดดูเล่นๆถ้าคุณเป็นแฟนของเขาที่เฝ้าดูแลเขามาตลอดจนฟื้น คุณจะกล้าบอกเขามั๊ยว่าเขาได้เสียขาไปแล้วข้างหนึ่ง??? หรือลองถามตัวเองดู ถ้าเกิดว่าคุณพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลไปตรวจ แล้วหมอเกิดบอกคุณว่าคุณแม่เป็นโรงมะเร็งระยะสุดท้าย คุณจะกล้าบอกคุณแม่มั๊ย ว่าคุณแม่เป็นอะไร?

เหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยในโรงพยาบาล หลายครั้งที่เราไม่กล้าบอกคนที่เรารักว่าเขาเป็นอะไร เพราะเรากลัว กลัวว่าเขาจะรับไม่ได้ กลัวว่าเขาจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย และมากที่สุดคือกลัวเขาจะเสียใจ และซึมเศร้าตลอดไป 

ใครกันแน่ควรเป็นคนแรก"ที่รู้"??
คำถามเกิดขึ้นมากมายสำหรับเหตุการณ์นี้ ความจริงต้องเริ่มจากว่า ความจริงแล้ว คนแรกที่หมอควรบอกว่าเขาเป็นอะไร ควรจะเป็นใครกันแน่ ญาติ? หรือตัวผู้ป่วย? ในต่างประเทศเราถือว่าการวินิจฉัย และประวัติการตรวจโรคทั้งหมดเป็นสิทธิของผู้ป่วย ผู้ป่วยเท่านั้นที่จะเป็นคนเลือกว่าจะให้หมอบอกใคร แต่ในบางกรณีอย่างที่ผู้ป่วยไม่มีสติ เราก็คงต้องบอกญาติใกล้ชิดก่อน แต่ในเมืองไทยคนที่รู้ก่อนส่วนใหญ่ กลับเป็นญาติใกล้ชิด อย่างลูก พี่น้อง หรือพ่อแม่ของคนไข้
บอกความจริงกับผู้ป่วย, บอกข่าวร้าย, อยู่แบบหมอๆ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ ดต่หมออยากให้คุณรู้

เรากลัวอะไร??
เหล่าหมอทั้งหลาย ความจริงก็เข้าใจดีอยู่นะคะสำหรับสถานการณ์ของญาติผู้ป่วยในการบอกข่าวร้ายกับผู้ป่วย ขนาดหมอเองเป็นคนนอก จะบอกใครซักคนว่า "คุณเป็นเอดส์" หรือ "คุณเป็นมะเร็ง" ยังลำบากใจ ถ้ายิ่งคนที่เรากำลังจะบอกเป็นคนที่เรารัก เป็นคนที่เราดูแลเขามาตลอด เราไม่อยากให้เขาเสียใจ เราก็คงไม่อยากบอก อยากให้เขาไม่รู้ อยากให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองยังเหมือนเดิมอยู่ตลอด กลัวปฏิิกิริยาของเขา อย่างเป็นพ่อแม่เราเอง เราก็คงไม่อยากเห็นท่านร้องห่มร้องไห้ ตัดพ้อว่าทำไมต้องเกิดโรคนี้กับตัวเอง หรือแม้แต่บอกว่า "ตาย"ไปยังดีกว่าเป็นโรคนี้ ยิ่งบางท่านถึงกับอยากตายด้วยเหตุผลว่า "ไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน" แค่คิดก็ไม่อยากบอกแล้ว จริงมั๊ยคะ

แต่สิ่งที่อยากบอกคือ โลกใบนี้มีความงามอยู่เสมอถ้าเรามองเห็น และฟ้าหลังฝนก็เกิดขึ้นเสมอ ไม่มีฝนไหนที่ตกแล้วไม่หยุด แม้โรคบางโรคจะไม่หาย แต่ความสุขก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ

สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นจากการเป็นโรคร้าย
ถ้าคุณเคยเจอมาบ้าง คุณจะรู้ว่ามีคนอีกมากมายที่โรคร้ายเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา คนไข้เบาหวานบางคน เริ่มออกกำลังกายหลังจากเป็นโรค ทำให้เขาสุขภาพดีขึ้น น้ำหนักลด และมีร่างกายที่แข็งแรงกว่าเก่า แม้ยังต้องกินยาเบาหวานไปตลอดชีวิต แต่เขาก็คุมน้ำตาลได้ดี และมีชีิวิตที่ดีขึ้น ผู้ป่วยมะเร็งที่กล้าไปเที่ยวรอบโลก เพราะการเป็นโรคมะเร็งทำให้เขารู้ว่าทุกเวลาที่มีลมหายใจมีค่าแค่ไหน 

ความจริงแล้วเราอาจจะโชคร้ายที่เจอพายุ แต่เราก็จะโชคดีที่ได้เห็นรุ้งสวยงามหลังจากพายุได้ผ่านไป ทุกคนที่พบโรคร้ายย่อมมีช่วงเวลาที่เลวร้ายของความเศร้า กว่าจะทำใจได้ แต่เมื่อเขาเข้า่ใจมันเขาก็ยิ้มได้อีกครั้ง ดังนั้นอย่ากลัวถ้าโชคชะตาจะทำให้คนที่เรารักต้องเจอกับพายุโหมกระหน่ำ แต่มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องยืนหยัดเคียงข้างเขาในวันที่เจอพายุ ให้กำลังใจเขาจนกว่าจะถึงวันที่ได้เห็นรุ้งงามอีกครั้งหนึ่ง

ร่ายมายาวมาก วันนี้เป็นภาษาราวกับนิยายเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่หมออยากบอกทุกๆคนที่มีคนที่เรารักกำลังป่วย อย่าคิดที่จะปิดบังความจริงกับคนไข้เลย ลองคิดว่าถ้าเป็นเรา เราจะไม่อยากรู้หรือว่าเราเป็นอะไรกันแน่ คุณคิดว่าถ้าคุณตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง คุณจะทำยังไงต่อไป คนที่คุณรักก็คงคิดไม่ต่างกัน การทำใจอาจต้องใช้เวลา แต่การที่ทุกๆคนพากันปิดบังว่าเราเป็นอะไร ทำให้รู้สึกอึดอัดมากกว่า

มันเป็นหน้าที่ของเราที่แข็งแรงดีที่จะทำให้คนไข้มีความสุข ถ้าเราหลงอยู่ในป่า เราก็ไม่ควรปิดตาเขาแล้วหลงทางอยู่ในป่าต่อไป แต่เราควรเปิดตาเขาแล้วหาทางออกไปด้วยกันนะคะ

ขอให้ทุกคนเจอฟ้าหลังฝนเร็วๆค่ะ  


รังแคมารังควาน

รังแคเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะเวลาใส่เสื้อดำำๆก็กลัวว่าจะมี "หิมะ" ตกบนไหล่ จริงมั๊ยค่ะ นอกจากนี้บางคนก็มักจะคันหัว (ไม่ใช่คันหูนะคะ) อยู่บ่อยๆเวลามีรังแค คนส่วนใหญ่ก็จะซื้อแชมพูขจัดรังแคมาใช้ มันไม่หายจริงๆก็ค่อยมาหาหมอ วันนี้มีเสริมความรู้เกี่ยวกับรังแคกันค่ะ
dandruff, รังแค, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

รังแค คือะไร??
รังแคความจริงแล้วก็คือผิวหนังที่หนังศีรษะของเรานั่นเองค่ะ แต่เป็นผิวหนังที่ลอกหลุดออกมาเป็นสีขาวๆ เซลล์ผิวหนังของเราเหมือนกับกำแพงอิฐ ก่อขึ้นเป็นชั้นๆ แล้วก็มีปูนคอยเชื่อมอิฐแต่ละก้อนให้ติดกัน ทางการแพทย์เราพบว่าคนที่มีรังแค เหมือนกับกำแพงอิฐที่เร็วเกินไป ปูนที่เชื่อมระหว่างอิฐจึงไม่สมบูรณ์ ทำให้กำแพงอิฐไม่ค่อยแข็งแรง แล้วก็ลอกหลุดออกมาได้ง่ายเป็นรังแคนั่นเอง 

ทำไมถึงมีรังแคหล่ะ
ก่อนอื่นต้องสังเกตลักษณะหนังศีรษะของเราว่า เป็นหนังศีรษะสีขาวๆปกติ หรือ มีเป็นสีแดงๆ เหมือนผิวหนังลอกเป็นขุยๆ เพราะว่าสาเหตุของรังแคมีหลักๆ 2 อันคือ

ถ้าหนังศีรษะของเราเป็นสีขาว ก็มักจะเกิดจากการเจริญที่ผิดปกติของยีสต์ (หรือเชื้อราชนิดหนึ่ง)บนหนังศรีษะของเราค่ะ ตามปกติตามโคนผมของเรามีจะมียีสต์ตัวหนึ่งชื่อว่า Pityrosporon ovale อาศัยอยู่ (อันนี้คือแม้คนไม่มีรังแคก็มีนะคะ) ในคนที่มีรังแคเกิดจากการที่ยีสต์ตัวนี้เจริญเติบโตมากกว่าปกติ ทำให้เซลล์ผิวหนังที่ศีรษะของเราไม่แข็งแรง เกิดเป็นรังแคลอกหลุดออกมา

ถ้าหนังศีรษะของเราเป็นสีแดงๆ แล้วรังแคที่ออกมาลักษณะคล้ายๆผิวที่ลอกเป็นขุย อันนี้อาจเกิดจากผื่น"แพ้"ชนิดหนึ่ง ภาษาหมอๆเรียกว่า Seborrhaic dermatitis มันเป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่งค่ะ คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าอาการของภูมิแพ้คือ คัดจมูกน้ำมูกไหล คันจมูก คันตา แต่ความจริงแล้วภูมิแพ้ที่ออกอาการทางผิวหนังก็มีนะคะ แล้วไม่ใช่แค่ผิวหนังตามตัวเท่าันั้น สามารถเป็นที่หนังศีรษะได้ด้วย และก็จะทำให้เกิดอาการคัน มีผิวหนังลอกเป็นขุยๆ คล้ายๆรังแคได้ค่ะ

รักษายังไงดี
โดยปกติแชมพูขจัดรังแคที่ขายกันอยู่ตามท้องตลาดที่มีส่วนผสมอย่าง Selenium sulfide หรือ Zinc pyrithion สามารถรักษารังแคได้จากทั้ง 2 สาเหตุ ในรายที่เป็นไม่มาก ถ้าไม่ได้ผลอาจลองเปลี่ยนมาใช้แชมพูที่มีส่วนผสมอย่าง Ketoconazole ซึ่งความจริงแล้วเป็นยาฆ่าเชื้อราโดยเฉพาะ แต่สำหรับคนที่เป็นจากภูมิแพ้อาจไม่ได้ช่วยมากนัก ถ้าเป็นจากภูมิแพ้ต้องใช้เป็นครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ อย่าง Hydrocortisone cream แต่ถ้าไม่แน่ใจก็ไปพบคุณหมอก็ได้ค่ะ ว่าเป็นจากอันไหนกันแน่

สำหรับคนที่ซื้อแชมพูตามท้องตลาดมาใช้แล้วอาการดีขึ้น ก็ไม่ควรใช้ติดต่อกันทุกวันนะคะ เพราะว่าอาจจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ พอดีแล้วก็ควรกลับมาใช้แชมพูปกติค่ะ

ขอให้ทุกคนมีผมนุ่มสลวยไร้รังแค่ค่ะ


วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หัวล้าน ใจน้อย

หัวล้านและผมบางเป็นปัญหาของผู้ชายหลายคน (รวมทั้งผู้หญิงบางคน) โดยเฉพาะหัวล้านที่เป็นกันตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ในท้องตลาดก็เลยมีผลิตภัณฑ์มากมายที่บอกว่าช่วยลดปัญหาผมร่วง รวมไปถึงร้านสปาต่างๆที่อ้างว่าจะช่วยแก้ปัญหาผมร่วงได้ ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เรามีความรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับหัวล้าน มาดูกันค่ะ
ผมร่วง, หัวล้าน, ผมบาง, diary doctor isme, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


ทำไมผมถึงจากไป??
ปัจจุบันเราเชื่อว่าผมร่วงมีต้นตอส่วนใหญ่จากกรรมพันธุ์ การดำเนินชีวิตหรืออาหารการกินมีส่วนอยู่บ้างแต่ไม่มาก ลักษณะพันธุกรรมบางอย่างทำให้รากผมตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศชายมากกว่าปกติ ฮอร์โมนเพศชายทำให้รากผมเล็กลง บางลง จนเหลือเป็นผมเส้นเล็กๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จึงดูเหมือนหัวล้าน ไม่มีผม 

หัวล้านในผู้ชายกับผู้หญิง ไม่เหมือนกัน
ในผู้ชาย หัวล้านจะเริ่มเป็นหลังช่วงวัยรุ่น โดยเริ่มแรกจะเป็นการร่นถอยของผมที่หน้าผาก (บางคนก็เรียกว่าเป็น "ง่าม") โดยเป็นมากที่มุมร่นขึ้นไป ต่อมาก็จะเริ่มมีหัวล้านตรงกลางศีรษะ (หรือที่เรียกว่า "ไข่ดาว" ) ว่าแล้วเจ้าง่ามและไข่ดาวก็มาเจอกัน กลายเป็นหัวล้านนั่นเอง ส่วนในผู้หญิงจะไม่ค่อยมีการถอยร่นของผมที่หน้าผาก แต่จะเป็นล้านที่กลางศีรษะอย่างเดียว

มีทางรักษามั๊ย
มีอยู่ค่ะ แบบพื้นฐานก็คือการใช้ยา แต่ถ้ามีทุนทรัพย์เพียงพอ ก็สามารถทำการปลูกผมได้ ซึ่งถือว่าเป็นการผ่าตัดแบบหนึ่ง 

สำหรับยาก็จะมีทั้งยากิน และยาหยอด วิธีนี้ทำให้ผมขึ้นจริง แต่ไม่ได้ดกดำอย่างผมที่เคยมี แต่จะเป็นผมเส้นเล็กๆขึ้นมา (พอปกคลุมให้อบอุ่นขึ้น) 

ยาหยอดมีชื่อว่า Minoxidil ความจริงแล้วยาตัวนี้เดิมทีเป็นยาลดความดัน แต่มีผมข้างเคียงคือทำให้ผมขึ้น จึงนำมาใช้รักษาอาการหัวล้านแทน ยาตัวนี้จึงไม่อนุญาตให้กิน แต่ให้ใช้หยอดที่หนังศีรษะเท่านั้นนะคะ ยาตัวนี้อาจต้องอดทนหน่อย กว่าจะเห็นผลต้องหยอดทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 เดือนค่ะ

ส่วนยากิน ชื่อว่า Finasteride เป็นยาที่ช่วยลดการทำงานของฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ผมหนาขึ้นได้ แต่ว่าก็มีผลข้างเคียงที่พบเช่น หน้าอกใหญ่ขึ้น หรือ บางคนสมรรถภาพทางเพศลดลง (คุ้มมั๊ยนะคะคุณผู้ชาย) แต่ก็ขอย้ำว่าเป็นกับบางคนนะคะ บางคนก็ไม่เป็น  ส่วนสำหรับผู้หญิง ยาตัวนี้ก็มีบางรายที่ได้ผลอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่าได้ผลสำหรับผู้หญิงค่ะ

ส่วนการรักษาด้วยการปลูกผม ถือเป็นการผ่าตัดอย่างหนึ่ง โดยหมอที่ผ่าตัดจะเอาผมจากส่วนหลังของเรา มาปะให้มันขึ้นที่ส่วนหน้าแทน (ราวกับจัดวาง) ผมข้างหลังของเราก็มีผมยาวๆมาปิดได้ในขณะที่ผมข้างหน้าก็ดูดกดำขึ้น วิทยาการนี้มีการพัฒนาการอยู่เสมอ และมีเทคนิคใหม่ๆออกมามาก สามารถทำได้อย่างปลอดภัยและค่อนข้างได้ผลดีภายใต้การทำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

จะว่าไปความจริงแล้วคนหัวล้านตามตำราเขาว่าสติปัญญาดีนะคะ อย่าน้อยใจไปค่ะ