วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตากุ้งยิง เป็นยังไงนะ

รับประกันว่าคนส่วนใหญ่ต้องเคยได้ยิน "เป็นตากุ้งยิง แสดงว่าไปแอบดูคนอื่นแก้ผ้า" หรือไม่ก็ "แอบดูคนอื่นอาบน้ำ" ความจริงนี่อาจจะเป็นอุบายของคนโบราณซะมากกว่าที่จะปรามคนไม่ให้ไปแอบดูคนอื่นเขาอาบน้ำ แล้วความจริงตากุ้งยิงเป็นยังไงนะ บางคนก็เคยเป็นแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามันคือ "ตากุ้งยิง"

ตากุ้งยิงคือ??
ตากุ้งยิงเป็นการอักเสบของต่อมไขมันที่บริเวณเปลือกตา (อักเสบ= ปวดบวมแดงร้อน ถ้าอ่านบทความของเรามานานๆคงจะเห็นประโยคนี้ประจำ) ความจริงแล้วจะว่าคล้ายๆสิวก็ได้ เพราะสิวเองก็เป็นการอักเสบที่ต่อมไขมันเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอันนี้เกิดขึ้นที่เปลือกตา ก็เลยเรียกว่า "ตากุ้งยิง" แทนที่จะเรียกว่า "สิว"

ต่อมไขมันที่เปลือกตามีทั้งด้านนอก และด้านในเปลือกตา ดังนั้นบางครั้งจะเห็นหัวหนองที่ด้านนอก แต่บางคร้งหัวหนองก็โผล่ที่อีกด้านในของเปลือกตา (คือด้านที่ติดกับลูกตา) ก็เลยเห็นแค่เปลือกตาด้านนอกที่บวมๆ แต่ไม่เห็นหัวหนอง

แล้วตากุ้งยิงจะเป็นยังไง
ความจริงแล้วตากุ้งยิงมีทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรังเป็นเดือนๆ แบบเฉียบพลันจะมีการอักเสบมากกว่าแต่เป็นไม่นาน แต่แบบเรื้อรังจะไม่ค่อยรุนแรง แต่เป็นนาน

ตากุ้งยิงแบบเฉียบพลัน จะเห็นเปลือกตาบวมแดง และปวดตาข้างเดียว คือข้างที่เป็น เปลือกตาจะบวมมากตอนเช้าหลังจากตื่นนอน บางทีถึงขนาดเปิดเปลือกตาไม่ค่อยไหว แต่พอสายๆบ่ายๆจะบวมน้อยลง ส่วนใหญ่เป็นข้างเดียว มีขี้ตาเยอะกว่าปกติ ตาแดงได้เล็กน้อย เคืองตาบ้าง บางครั้งจะเป็นหัวหนองทีเปลือกตา แต่ที่สำคัญการมองเห็นจะปกติ ถ้าเกิดว่ามีปวดในลูกตา ตาแดงมาก การมองเห็นเปลี่ยนไป อันนี้อาจไม่ใช่ตากุ้งยิง แต่อาจร้ายแรงกว่านั้น ควรรีบไปพบแพทย์นะคะ
ตากุ้งยิง,โรคภัยไข้เจ็บ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ส่วนตากุ้งยิงแบบเรื้อรัง อาจเป็นภายหลังแบบเฉียบพลันก็ได้ จะเห็นเปลือกตาบวม มีตุ่มๆคลำได้ เจ็บเล็กน้อย เคืองเล็กน้อย การอักเสบไม่มาก เป็นนานเป็นเดือนๆ ไม่หายซักที

แล้วต้องทำยังไง
สำหรับตากุ้งยิงแบบเฉียบพลัน ในช่วงแรกที่ยังไม่มีหัวหนองขึ้น ก็ควรกินยาฆ่าเชื้อ และหยอดยาฆ่าเชื้อ ยากินส่วนใหญ่ก็เป็นยา Dicloxacillin หรือ Amoxycillin หรือ Augmentin ฯลฯ สามารถใช้ได้หลายตัว กินยาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนยาหยอดที่นิยมก็จะเป็น polyoph หรือ Chloroph  ร่วมกับการประคบอุ่นที่เปลือกตาวันละ 15-20 นาที วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง จะช่วยให้การอักเสบลดลง ตายุบบวม และเจ็บน้อยลง

วิธีที่กล่าวมา ถ้ายังไม่มีหัวหนองส่วนใหญ่จะหายได้เอง อาจเหลือบริเวณที่จับแล้วแข็งๆอยู่บ้าง แต่ก็หายไปเองได้ในที่สุด แต่ถ้าเกิดว่าเห็นมีหัวหนองขึ้นมา อันนี้คงต้องไปพบแพทย์เพื่อเจาะระบายออก ถึงจะหายนะคะ

ส่วนถ้าเป็นแบบเรื้อรัง แสดงว่าการอุดตันยังอยู่ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะระบายหนองเช่นกันนะคะ และถ้ามีการอักเสบขึ้นมาก็ควรทานยา หยอดยา และประคบอุ่น จนกว่าจะหายดี

สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างคือ ถ้าเป็นบ่อยๆ ซ้ำที่เดิม ควรไปพบจักษุแพทย์ เผื่อว่าไม่ใช่ตากุ้งยิง หรือมีภาวะความเจ็บป่วยอื่นร่วมด้วยนะคะ

ดวงตาเป็นหน้าต่างหัวใจ ดูแลตาให้ดีนะคะ

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก งงจริงๆ

พูดถึงดวงตา ก็เป็นสิ่งที่หลายๆคนมองข้าม ทั้งๆที่ใช้กันอยู่ทุกวัน ดูเหมือนว่าสิ่งที่หนุ่มๆ สาวๆจะสนใจกว่าคือ เปลือกตา(อยากได้ตาสองชั้น) และตาดำที่ต้องใส่ big eye มาแข่งกันแบ๊วอยู่ทุกๆวัน เอาเถอะค่ะ เข้าใจว่าผู้หญิงอย่าหยุดสวย และผู้ชายอย่าหยุดหล่อ วันนี้จะขอมาพูดถึงเรื่องของ "ต้อ" ซึ่งมีหลายชื่อมากมาย อยากให้ทุกคนได้รู้จักโรคของตามากขึ้นค่ะ

สำหรับคำว่า "ต้อ" เอง ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันค่ะ ว่ามันแปลว่าอะไร(ใครมีความรู้ก็ชี้แนะกันได้นะคะ) แต่ว่า ต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อลม และต้อกระจก ล้วนแล้วแต่เป็นโรคของตาทั้งนั้นค่ะ แต่ละอันจะต่างกันยังไง มาดูกันค่ะ

ต้อหิน, ต้อเนื้อ, ต้อลม, ต้อกระจก, โรคต้อ, โรคตา
ส่วนประกอบของลูกตา(ฉบับที่คนทั่วไปควรรู้นะคะ)
ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่า "ลูกตา" ที่วาดกันง่ายๆเหมือนลูกกอล์ฟ ที่มีวงกลมสีดำแปะอยู่เนี๊ย ความจริงแล้วเป็นอวัยวะที่ซับซ้อน และมีความบอบบางมาก มองจากด้านนอกง่ายๆก็มี "ตาขาว" กับ "ตาดำ" ใช่มั๊ยค่ะ

ตาขาว จะมีเส้นเลือดมาเลี้ยง เวลาที่ตาขาวอักเสบติดเชื้อ หรือเกิดการระคายเคืองขึ้นก็จะมีสีแดงขึ้นมา เกิดจากเส้นเลือดที่ตาขาวขยายตัว ความจริงแล้วตาขาวถูกคลุมด้วยเยื่อบางๆ ที่เรียกว่า "เยื่อบุตา" ก็คือส่วนที่เราเห็นเส้นเลือดชัดๆนี่แหละค่ะ

ส่วนตาดำ ชั้นนอกสุดเป็นกระจกใสๆ เหมือนเลนส์แว่นตาของเรา เรียกว่า "กระจกตา" ถ้าลองจ้องตาตัวเองจะเห็นว่าในตาดำ จะมีตรงกลางที่ดำกว่าคือ "รูม่านตา" ส่วนสีอ่อนกว่าที่ล้อมรอบรูม่านตาคือ "ม่านตา" ก็คือส่วนที่ตาของฝรั่งเป็นสีฟ้า สีเขียว แต่ของคนเอเชียเป็นสีน้ำตาลนั่นแหละค่ะ ความจริงแล้วรูม่านตาเป็นตำแหน่งของ "เลนส์ตา" (อย่างสับสนกับกระจกตานะคะ) แล้วหลังจากเลนส์ตาไปจะเป็นพื้นที่โล่งๆในลูกตาของเราซึ่งมีวุ้นตาอยู่ และผิวด้านในของลูกตาเป็นจอประสาทตามีหน้าที่รับภาพที่เรามองเห็นค่ะ

ต้อลม
มารู้จักกับต้อลมกันก่อน ต้อลมเป็นส่วนที่เกิดขึ้นที่ "เยื่อบุตา" ก็คือตรงตาขาวของเรา ลักษณะคล้ายๆติ่งเนื้อสีชมพูๆ เกิดขึ้นที่ตาขาวของเรา ส่วนใหญ่เราจะเห็นในคนที่อายุมากหน่อย อย่างน้อยๆก็เกือบ 30 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ตาของเราต้องโดนลม (ก็เลยเรียกว่าต้อลม) โดนฝุ่นมากๆ ก็เลยจะเห็นมากในชาวภูธรที่ทำไร่ทำนา หรือขี่มอเตอร์ไซค์ แล้วหน้าประทะกับลมตลอดเวลาค่ะ ต้อลมไม่อันตราย เพียงแต่อาจทำให้เคืองตาได้บางครั้งค่ะ

ต้อเนื้อ
ต้อเนื้อก็ลักษณะคล้ายๆต้อลมนะคะ เพียงแต่ว่าเจ้าติ่งเนื้อชมพูๆเนี๊ย มันยื่นยาวจนเข้ามาในตาดำ อันนี้ก็ไม่ได้อันตรายเหมือนกัน เพียงแต่ว่าถ้าบังมาถึงรูม่านตา อาจจะบดบังการมองเห็นได้ และทำให้เกิดสายตาเอียงได้ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นมากก็ต้องไปลอกออก ตอนลอกก็สบายๆค่ะ ไม่ต้องถึงกับนอนโรงพยาบาล คุณหมอฉีดยาชา แล้วลอก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จค่ะ

ต้อกระจก
อันนี้เป็นเกิดกับ "เลนส์ตา" ก็คือตรงกลางของตาดำนั่นเอง ตอนเด็กๆ ตรงกลางของตาดำเนี๊ยจะเป็นสีดำสนิท เพราะว่าเลนส์ตาใส มองเห็นข้างในเป็นมืดๆ แต่พออายุมากขึ้น ลองไปสังเกตตาของคุณตาคุณยายได้ ตรงกลางตาดำจะเป็นสีออกขาวๆ นั่นคือ "ต้อกระจก" ตอนนี้บางคนมองตาตัวเองอาจจะเห็นว่าไม่ได้เป็นสีดำสนิทแล้ว โรคนี้เป็นกัน"ทุกคน"ค่ะ (ถ้าอายุมากพอ) เป็นสิ่งที่เสื่อมสภาพตามอายุ จะมีมากมีน้อยก็แล้วแต่คนกันไป ถ้าเป็นมากก็อาจจะทำให้มองไม่เห็น สายตาฝ้าฟางไปได้ แต่ในรายที่เป็นมากๆอาจจะต้องผ่าตัดออก เพราะว่าอาจทำให้เกิด "ต้อหิน" ได้ถ้าเกิดปล่อยทิ้งไว้

ต้อหิน
ต้อหินเป็นโรคของความดันในลูกตาสูง (ไม่เกี่ยวกับความดันเลือดสูงนะคะ) ซึ่งมีสาเหตุได้หลายอย่างมาก    เอาเป็นว่าทำให้เกิดความดันน้ำในลูกตาสูงผิดปกติ ทีนี้ถ้าในของลูกตาเป็นจอประสาทตา และมีเส้นประสาทตาเล็กๆมากมาย ทำหน้าที่รับภาพ เหมือนกับ Pixel บนหน้าจอคอมพิวเตอร์นี่แหล่ะค่ะ เวลาที่ความดันในลูกตาสูงก็จะไปกดเส้นประสาทเหล่านั้น ทำให้เสื่อมสภาพและทำงานไม่ได้ อาการคือจะมองเห็นแคบลงเรื่อยๆค่ะ คือภาพเต็มจอที่เราเห็นตอนนี้ ถ้าเป็นต้อกระจกจะเห็นภาพแคบลงๆ เรื่อยๆ จนเห็นเฉพาะตรงกลางค่ะ การรักษาก็มีทั้งการกินยา หยอดยา และผ่าตัด เอาเป็นว่าถ้ามีอาการเช่น ปวดตาข้างเดียว ปวดศีรษะมาก กินยายังไงก็ไม่หาย มองเห็นภาพแคบลง ชอบเดินเตะตรงโน้นตรงนี้ หรือขับรถชนเพราะมองไม่เห็นรถข้างๆบ่อยๆ ควรไปตรวจตากับจักษุแพทย์นะคะ

ขอให้ทุกคนเห็นโลกสดใสนานๆค่ะ

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้างหรือ????

ตาแดงเป็นอาการที่เกิดได้บ่อยๆ หลายๆคนก็คงเคยเป็น ตาแดงๆเวลาที่มีอะไรเข้าตา เคืองๆอยู่บ้าง หลายครั้งก็สามารถหายได้เอง แต่หลายครั้งก็ต้องหยอดยาแล้วก็จะดีขึ้น แต่บางครั้งก็ต้องไปหาหมอเลยทีเดียว ตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้าง ความจริงแล้วเราก็พอจะรู้สาเหตุได้ โดยดูจากอาการร่วม เป็นยังไง มาดูกันค่ะ
Why red eye


ทำไมตาแดง
คำว่า "ตาแดง" ส่วนใหญ่ เรามักจะหมายถึงว่าตาขาวของเราแดงมากขึ้นกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากเส้นเลือดที่ตาขาวขยายตัวขึ้น ทำให้เห็นเหมือนกับว่าตาของเราแดงกว่าปกติ สาเหตุที่ตาขาวแดงนั้นส่วนใหญ่ก็เกิดจากการอักเสบ สิ่งสำคัญคือ เราต้องหาสาเหตุว่า ตาของเรา"อักเสบ" จากอะไร และที่ไหน ก่อนจะไปพบแพทย์ มีสาเหตุว่ามาเล่าให้ฟังค่ะ ว่าอาการตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้าง

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา
ส่วนใหญ่ก็มีอาการตาแดง ร่วมกับน้ำตาไหล เคืองตา ส่วนใหญ่ก็จะรู้ตัวว่ารู้สึกเหมือนมีอะไรเข้าตา หรือยังติดอยู่ในตา และรู้ว่าเริ่มมีอาการตอนไหน เป็นขึ้นมาทันที กรณีนี้ก็พยายามอย่าขยี้นะคะ อาจจะลองล้างน้ำสะอาดดู ถ้าเกิดว่าไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ และยิ่งถ้าเป็นสิ่งของที่มีความเร็วอย่าง เศษเหล็กจากเครื่องตัดเหล็ก ก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ

การติดเชื้อเยื่อบุตา หรือกระจกตา
ถ้ามีอาการตาแดงข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ ร่วมกับ น้ำตาไหลมาก น้ำตาข้นเป็นหนอง เคืองตา ตาสู้แสงไม่ได้ ค่อยๆเป็นขึ้นมา มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนเช้ามีขี้ตาติดตาเป็นสีเหลืองๆเขียวๆ อันนี้ก็สงสัยได้เลยว่าอาจจะเป็นการติดเชื้อ และถ้าหากว่าเป็นมากก็อาจมีหนังตาบวมแดงไปด้วย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจ การรักษาก็หยอดยาฆ่าเชื้อ อาจจะร่วมกับการกินยาฆ่าเชื้อชนิดที่ตรงกับเชื้อที่เราติดมา

ภูมิแพ้ที่เยื่อบุตา
กลุ่มนี้ก็ตาแดงเหมือนกัน แต่จะร่วมกับอาการ "คัน"ตา ขอเน้นว่า "คัน" ไม่ใช่เคือง เจ็บ หรือปวด ร่วมกับน้ำตาใสๆไหลตลอด และยิ่งถ้าคันจมูก คัดจมูก หรือเป็นภูมิแพ้อยู่เดิม อาการคันตานี้ก็น่าจะเป็นจากภูมิแพ้ค่ะ กลุ่มนี้ ถ้ากินยาแก้แพ้ และหยอดยาแก้แพ้ อาการก็จะดีขึ้น แต่ก็อาจเป็นซ้ำได้อีกถ้าเจอสิ่งที่แพ้อีกนะคะ

เลือดออกชั้นเยื่อบุตา
เป็นอาการตาแดงค่ะ แต่ไม่ได้แดงเหมือนอันอื่นๆที่แดงแต่ดูใกล้ก็เห็นเป็นเส้นเลือดฝอยๆ แต่อันนี้เป็นปื้นเลือดสีแดงสดน่ากลัวเลยทีเดียว โดยที่เป็นอาการตาแดง ไม่คัน ไม่แสบ  ไม่ปวดตา ไม่เคืองตา ไม่มีน้ำตาไหล อยู่ๆก็เกิดขึ้นเอง ไม่มีอาการอย่างอื่นเลย โดยไม่ได้มีอุบัติเหตุอะไร อันนี้ก็เกิดขึ้นได้ค่ะ และไม่เป็นอันตราย และไม่ต้องหยอดยาอะไร จะหายได้เองนะคะ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้ามันเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุ กระทบกระแทก ให้มาตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยนะคะ

การอักเสบในลูกตา
ส่วนใหญ่ก็มีตาแดงเหมือนกัน ร่วมกับปวดตา ตาสู้แสงไม่ได้ มองเห็นภาพไม่ชัด โดยที่ไม่ได้มีอาการน้ำตาไหล ขี้ตาเยอะ ก็สงสัยได้ว่าเป็นโรคกลุ่มนี้ ควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์นะคะ

ต้อหินชนิดเฉียบพลัน
สุดท้ายภาวะนี้ค่อนข้างรีบด่วน อาการต้อหินเฉียบพลันจะมีอาการตาแดงร่วมกับอาการปวดตามาก บางคนอาจรู้สึกว่าปวดหัวมากกว่า จนขนาดคลื่นไส้อาเจียน ตาพร่า เห็นแสงเป็นสีรุ้งๆ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อวัดความดันตา เพราะต้อหินชนิดเฉียบพลันมักจะมีความดันในลูกตาสูง ซึ่งจะไปกดจอประสาทตาทำให้การรับภาพเสียไปได้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วค่ะ


ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการตาแดงได้ มีตั้งแต่โรคไม่ร้ายแรง จนถึงโรคร้ายแรง สรุปว่า ถ้าไม่แน่ใจว่าอาการตาแดงเกิดจากอะไรเป็นอะไรก็ควรไปพบแพทย์ จะดีที่สุดนะคะ

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ยาแก้อักเสบคืออะไรหนอ??

หลายคนคงเคยกินยาที่เรียกกันว่า "ยาแก้อักเสบ" กันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นหวัด เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ปวดแขนปวดขา ปวดเข่า ปวดข้อ วันนี้อย่างให้ทุกคนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า ยาที่เรียกกันติดปากว่า "ยาแก้อักเสบ" นั้น ความจริงมีสรรพคุณอะไร

ตกลงยาแก้อักเสบคืออะไรกันแน่
จริงๆแล้วยาแก้อักเสบที่เรากินๆกัน ฮิตมากคือ Amoxicillin(เรียกกันสั้นๆว่า Amoxy เป็นยาแคปซูล มีหลายสีแล้วแต่ยี่ห้อ) ความจริงแล้วเป็น "ยาฆ่าเชื้อ" คือการออกฤทธิ์จริงๆเป็นการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย แต่เนื่องจากการติดเชื้อมักทำให้เกิดการอักเสบ (แต่การอักเสบอาจจะไม่ได้มาจากการติดเชื้อเสมอไป) ก็เลยมักจะพูดกันง่ายๆว่า ยาแก้อักเสบ

แล้วยาแก้อักเสบจริงๆมีรึเปล่า
ต้องตอบก่อนว่า "การอักเสบคืออะไร" การอักเสบเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อส่วนที่เกิดความผิดปกติ เหมือนกับเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วมักจะมีไทยมุง ยังไงอย่างงั้นเลยค่ะ เช่นถ้าร่างกายเราเกิดการติดเชื้อ มีเชื้อโรคแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายของเราจะส่งหน่วยต่อสู้ (คล้ายๆกับตำรวจในร่างกาย) ซึ่งก็คือเม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณทีเกิดความผิดปกตินั้น และก็จะเกิดการต่อสู้ของเม็ดเลือดขาวกับเชื้อโรคเหล่านั้น บริเวณทีเกิดการต่อสู้ขึ้นก็จะเห็นบริเวณที่เกิดการบวม แดง ร้อน และปวดขึ้นมา ส่วนใหญ่เวลาที่เชื้อกำลังเจริญเติบโตอยู่บนตัวเรา ก็จะไม่เห็นอาการอะไรหรอกค่ะ แต่อาการส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของเราเริ่มต่อสู้ ก็เลยปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งทำให้เราทรมาน แต่ความจริงแล้วก็เป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าร่างกายของเรากำลังต่อสู้

แต่สิ่งที่เม็ดเลือดขาวต้องต่อสู้ก็ไม่ได้มีแค่การติดเชื้อเท่านั้น เช่นเวลาที่มีกระดูกหัก มีรอยฟกช้ำ จากอุบัติเหตุ หัวโน กล้ามเนื้อฉีก เอ็นฉีกจากการเล่นกีฬา  แบบนี้ก็ไม่ได้มีการติดเชื้อ แต่จะมีการอักเสบเกิดขึ้นเพื่อเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บของร่างกาย

ยาต้านการอักเสบ ที่ลดการทำงานของเม็ดเลือดขาวเหล่านี้ก็มีอยู่ และหลายคนอาจจะใช้กันอยู่ แต่เรากลับเรียกมันว่า "ยาแก้ปวด" เป็นยาแก้ปวดชนิดที่เรียกว่า "NSAID" (Non steroidal anti-inflammatory drug) เช่น Diclofinac, Bufen, Naproxen เป็นต้น ยาเหล่านี้จะทำให้การอักเสบลดลง ทำให้อาการ ปวดบวมแดงร้อน ลดลง แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ส่วนใหญ่แล้ว แต่อาการปวดบวมแดงร้อนของการอักเสบจะลดลง แต่ร่างกายก็จะยังต่อสู้ และซ่อมแซมส่วนที่ซึกหรอได้เหมือนเดิมค่ะ

รู้อย่างงี้แล้ว.....
สิ่งที่ควรระวังคือ การกินยาแก้อักเสบ (ยาฆ่าเชื้อ) ควรกินเมื่อมีอาการของการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอ คอแดง มีแผลติดเชื้อ เป็นหนอง หรือเป็นสิว แต่ถ้าเป็นการอักเสบอย่าง ปวดแขนปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออักเสบก็ควรกินยาแก้ปวด (ความจริงเป็นยาต้านการอักเสบของจริง) การกินยาฆ่าเชื้อโดยที่จริงๆแล้วไม่มีการติดเชื้อ ในระยะสั้นก็ไม่ได้มีผลข้างเคียงกับร่างกายมากนัก ถ้าไม่ได้แพ้ยา แต่การใช้ยาฆ่าเชื้อมากเกินไป จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ และหากเราเกิดการติดเชื้อจริงๆ อาจจะต้องกินยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้นไปอีก ก็จะส่งผลเสียในระยะยาวได้ค่ะ

ยังไงก็ตาม รักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะได้ไม่ต้องกินยาดีกว่านะคะ

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำไมถึงเมารถ

อาการเมารถ เมาเรือ เจอได้บ่อยๆ บางคนเป็นอยู่ตลอด จะแก้ยังไงก็ไม่หาย แต่บางคนก็จะเป็นบางครั้ง เช่นเวลาที่อ่านหนังสือบนรถ หรือดูหนังบนรถ บางคนก็ไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ หลายคนก็เลยเริ่มสงสัยว่า แล้วทำไมเราถึงเมารถ และควรทำอย่างไร

ทำไมถึงเมารถ
โดยปกติร่างกายของเรารับรู้ตำแหน่งที่ส่วนต่างๆของร่างกายตั้งอยู่ได้ ด้วยอวัยวะสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่อยู่ที่หูชั้นใน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Semicircular canal" ความจริงก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะว่ามันจะชื่ออะไร เอาเป็นว่ามันเป็นตัวที่คอยรับรู้ว่าเรากำลังนอนอยู่ หรือนั่งอยู่ กำลังเดินไปข้างหน้า หรือเดินถอยหลัง นอกจากนี้ก็จะมีการรวบรวมข้อมูลจาก "การมองเห็น" และ"ผิวหนังแขนขา" เพื่อประกอบกันว่าร่างกายของเราเคลื่อนไปทางไหน เช่น เรากำลังเดินไปข้างหน้า หูชั้นในเรารับรู้ว่าร่างกายกำลังไปข้างหน้า ตาก็มองเห็นว่าเราไปข้างหน้า และเท้าของเราที่สัมผัสพื้นก็บอกว่าเรากำลังไปข้างหน้า อันนี้ทุกอย่างก็ประสานกัน ราบรื่นดี

แต่บางเวลาอย่างเช่นเวลาที่เรานั่งรถ แล้วอ่านหนังสือ หรือเล่น facebook หูชั้นในของเราบอกว่าเรากำลัง"เคลื่อน"ที่ ขาและหลังที่ติดกับเบาะก็บอกว่ากำลัง"เคลื่อน"ไปข้างหน้า แต่ตาเนี๊ยดันบอกว่า "อยู่นิ่ง" ทีนี้สมองก็เริ่มเกิดการสับสนและตีกัน ก็เลยเกิดเป็นอาการเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน มึน เมารถขึ้นมานั่นเอง อันนี้ก็เลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่การนอนหลับไปเลย จะไม่เมารถ เพราะว่าเราไม่รับรู้ข้อมูลจากตานั่นเอง

แล้วทำไมบางคนเป็น บางคนไม่เป็น
ความจริงแล้วทางการแพทย์เชื่อว่าถ้าเกิดว่าใครก็ตามที่ตากับหูชั้นในรับรู้การเคลื่อนไหวสอคคล้องกันนี้แบบนี้ ก็จะเกิดอาการเมาทุกคน ถ้าอยู่ในภาวะนี้นานพอ เพียงแต่แต่ละคนเกิดช้าเกิดเร็ว และสำหรับการอ่านหนังสือบนรถทัวก็มักจะเป็นน้อยกว่า การอ่านหนังสือบนรถเก๋ง เพราะว่ารถแกว่งน้อยกว่า (ยกเว้นรถทัวร์ซิ่งนะคะ)

ควรจะทำยังไง
อันดับแรกที่ช่วยได้ดีที่สุดก็คือการปรับตัวเราเอง ได้แก่ ไม่อ่านหนังสือ หรือพยายามเล่นมือถือ tablet บนรถ บนเรือ หรือบนพาหนะที่กำลังเคลื่อนอยู่ มองออกไปนอกหน้าต่าง หรือไกลๆ ถ้านั่งเรือสำราญก็ควรอยู่ในห้องที่มีหน้าต่างให้เห็นข้างนอก จะช่วยลดอาการได้ หรือบางคนที่เป็นหนักจะหลับไปเลยก็ได้ หรือนั่งหลับตาก็มักจะช่วยให้ดีขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ควรจำไว้คือ ภาวะนี้ "ป้องกัน จะได้ผลดีกว่าแก้ไข" คือถ้ามีออาการเมาแล้วค่อยมาแก้กัน มักจะได้ผลไม่ดีนัก คนที่รู้ตัวว่าเมาได้ง่ายๆก็อาจจะกินยาแก้เมารถก็จะช่วยได้ โดยควรจะกินก่อนนั่งรถ หรือนั่งเรือ อย่างที่หลายคนคงเคยทำกันอยู่

นอกจากนี้ก็มีการศึกษาออกมาว่า อาหารที่มีรสจัดๆช่วยลดอาการเมารถเมาเรือได้เหมือนกัน ส่วนเหตุผลที่เป็นอย่างงั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด

สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ ภาวะเมารถเมาเรือนี้ "จิตใจ" มีส่วนเกี่ยวข้องมากพอสมควร คนที่เคยเมารถเมาเรือ ก็มักจะเป็นซ้ำๆเพราะว่ามีความ"ฝังใจ"อยู่ ว่าถ้านั่งอีกจะต้องเมารถ เมาเรือแน่นอน ความจริงแล้ว ถ้าทำใจสบายๆ ลองมองออกไปนอกหน้าต่างไกลๆ ก็อาจจะไม่มีอาการแล้วก็ได้นะคะ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเดินทางค่ะ