วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข้อเข่าเสื่อม ทำยังไงดีนะ

มีคนมากมายที่มาหาหมอเพราะอาการปวดเข่า โดยเฉพาะคนที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หลายคนหวังว่าหมอจะมียาที่ช่วยรักษาอาการปวดเข่าได้ และหลายคนก็ได้คำตอบกลับไปว่าเป็น "โรคเข่าเสื่อม" มันเป็นความเสื่อม เราไม่สามารถรักษาให้หายได้ี้ นอกจากผ่าเปลี่ยนเข่าไปเลย วันนี้จะมาขยายความให้มากขึ้น สำหรับคนที่กำลังมีปัญหานี้ค่ะ

โรคนี้เกิดจากอะไร
ก็อย่างที่ได้บอกไป โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคของความ"เสื่อม" (ไม่ใช่เสื่อมเสียอะไรนะคะ) เหมือนกับรถที่ขับทุกวัน เมื่อถึงเวลามันก็ต้องเก่า จะวิ่งก็คงไม่ได้เร็ว ไม่ได้คล่องตัว และไม่ได้เงียบเท่าตอนถอยออกมาเป็นป้ายแดงใหม่ๆ

ข้อของเราเป็นจุดเชื่อมต่อของกระดูก 2 ชิ้นเข้าด้วยกัน โดยมีกระดูกอ่อนคั่นกลาง เพื่อป้องกันกระดูกสึกกร่อนเวลาที่โดนแรงกระแทก หรือเวลาที่มันเสียดสีกัน แต่เวลาที่เราเดินอยู่ทุกวัน ขยับมันทุกวัน กระดูกอ่อนนี้ก็มีการสึกกร่อนเหมือนกัน จนกระทั่งมันบางมาก และมีกระดูกบางส่วนเสียดสีกันในที่สุด อันนี้แหละค่ะก็จะเริ่มมีอาการของข้อเข่าเสื่อม

อาการของข้อเข่าเสื่อม
ส่วนใหญ่มักจะเริ่มเป็นที่เข่าสองข้าง อาจมีข้างหนึ่งเป็นมากกว่าอีกข้างหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีการเสื่อมในเวลาไล่เลี่ยกัน อาการคือปวดเข่าเวลาที่เดิน เวลาที่ลงน้ำหนัก เวลานั่งเฉยๆ มักจะไม่เป็นอะไร ยกเว้นนั่งในท่าที่ต้องพับเข่ามากๆอย่างนั่งคุกเข่า นั่งกับพื้น เป็นต้น อาการปวดมักจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่ได้มาปุบปับ บางคนหลายเดือน บางคนหลายปี ค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งสำคัญคือ ถ้ามีอาการอื่น อย่างเช่นการอักเสบคือ ข้อที่ปวดผิวหนังด้านนอกที่แดง และร้อน และเริ่มเป็นในเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์ อันนี้ต้องระวัง เพราะอาจเป็นสาเหตุจากโรคอื่นก็ได้ แต่ถ้าไม่มั่นใจ จะไปพบหาหมอ ให้ช่วยตรวจยืนยันก็ได้ค่ะ

เป็นแล้วต้องทำยังไง
ถ้าปวดมากสามารถซื้อยามาทา มานวด บรรเทาอาการได้ หรือจะซื้อยาแก้ปวดอย่าง พาราเซตมอล (ที่ชอบเรียกกันว่า ไทลินอล) มาทานก่อนได้ ยากินตัวอื่นไม่ค่อยแนะนำเพราะว่าถ้ากินต่อเนื่องระยะยาวอาจเกิดปัญหาได้ (ลองอ่านบทความเก่าเกี่ยวกับยาแก้ปวดดูได้ค่ะ) แต่นี่เป็นการรักษาจากปลายเหตุ เมื่อยาหมดฤทธิ์ โดยปกติก็จะกลับมาปวดเหมือนเดิมค่ะ

นอกจากนี้ก็จะมีการออกกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เพือให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้แข็งแรง จะช่วยพยุงข้อเข่าไว้ ลดอาการปวดได้ วิธีคือนั่งเก้าอี้ หลังตรง แล้วเหยียดเข่าออก ค้างไว้ 10 วินาที แล้ววางลง สลับกันไปมาแบบนี้ทั้งสองข้าง ข้างละ 30-40 ครั้งเลยนะคะ ทำไปเรื่อยๆจะช่วยลดอาการปวดเข่าได้ อันนี้เรียกว่า  Quadriceps exercise ค่ะ
osteosrthritis, ข้อเข่าเสื่อม, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ต่อมาที่ช่วยได้มากคือการลดน้ำหนัก เมื่อส่วนหนึ่งที่เข่าเสื่อมเกิดจากการรับน้ำหนักที่มากมาตลอดชีวิตของเราค่ะ การลดน้ำหนักก็จะทำให้อาการปวดลดลง

สุดท้ายถ้าไปพบแพทย์ ก็อาจจได้ยามาทาน เป็นยากลุ่ม NSAID ต้องระวังในคนสูงอายุ และคนที่เป็นโรคไต และถ้ากินระยะยาวควรกินยาลดกรดในกระเพาะอาหารร่วมไปด้วย เพราะยานี้กัดกระเพาะได้ค่ะ บางครั้งอาจได้รับการฉีดขาเข้าข้อ อันนี้ช่วยบรรเทาอาการได้นานขึ้น อาจหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ แต่สุดท้ายก็จะกลับมาปวดเหมือนเดิม ปัญหาคือการฉีดขาเข้าข้อมากเกินไปจะทำให้กระดูกอ่อน และิเอ็นในข้อยิ่งบางลง เป็นอันตรายมากขึ้นได้นะคะ

และถ้าไม่ไหวจริงๆ คือปวดมาก และมีข้อเข่าผิดรูปร่วมด้วยก็สามารถผ่าตัดเปลี่ยนเข่าได้ ทั้งควรปรึกษาหมอศัลยกรรมกระดูกดูนะคะ และชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ของการผ่าตัด และความเสี่ยงจากการผ่าตัดค่ะ ว่าจะคุ้มมั๊ย กับความเสี่ยงต่างๆค่ะ

ขาและเท้าเป็นพาหนะที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นบนโลกค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถุงลมโป่งพอง โรคร้ายจากบุหรี่

ไม่รู้ว่ามีใครเคยท่องเหมือนดิฉันมั๊ยสมัยเด็กๆว่า โทษของการสูบบุหรี่คือการเป็นโรค "ถุงลมโ่ป่งพอง" ซึ่งก่อนจะมาเรียนหมอ ก็ไม่แน่ใจว่ารู้จักโรคถุงลมโป่งพองดีแค่ไหน แล้วมันไม่ดียังไง(ถุงลมก็ต้องโป่งพองจริงมั๊ยค่ะ ไม่งั้นจะเรียกว่าถุงลมทำไม 55) วันนี้เลยอยากมาเล่าขยายความสำหรับสิงอมควันทั้งหลายค่ะ

ถุงลมโป่งพอง, โทษของบุหรี่, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
โรคถุงลมโป่งพองคืออะไร 
ในปอดของเราประกอบไปด้วยถุงลมเล็กๆจำนวนมาก เหมือนกับลูกโป่งใบเล็กๆจำนวนมากในปอดของเรา ถุงลมพวกนี้มีหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซของเสีย(คาร์บอนไดออกไซด์) ให้เป็นของดี(ออกซิเจน) เพื่อให้เลือดมารับออกซิเจนไปใช้ 

เดิมทีถุงลมของเราเป็นเหมือนลูกโป่ง พอสูบลมเข้าก็พอง ปล่อยลมออกก็ยุบ พองๆยุบๆ เพื่อให้ก็าซเสียออก ก็าซดีเข้าไป แต่ภาวะถุงลมโป่งพอง เกิดจากการที่ถุงลมของเราเสียความยืดหยุ่นไป เหมือนกับถุงพลาสติกเราสูบลมก็พองจริง แต่พอตอนปล่อยลมนี่สิ พอเปิดปากถุงก็เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถุงพลาสติกไม่ได้หดตัวเพื่อไล่ลมออกเลย ก็าซเสียก็เลยยังคงค้างอยู่ตรงนั้น ก็าซดีก็เข้าไม่ได้ เหมือนกับถุงลมส่วนนั้นเลิกทำงานไปเพราะมันพอง แต่ไม่ยุบ ก็เลยเรียกว่าโรค"ถุงลมโป่งพอง"

ในคนที่สูบบุหรี่ สารพิษในบุหรี่เข้าไปทำลายความยืดหยุ่นของถุงลมเหล่านี้ ไม่ใช่แค่อันสองอัน แต่หลายอันมาก จนในที่สุดเหมือนกับมีส่วนของปอดที่ยังพอยืดหยุ่นทำงานได้จริงแค่บางส่วนเท่านั้น บางคนเหลือไม่ถึงครึ่งของปกติ เพราะฉะนั้นการหายใจแลกเปลี่ยนก็าซของเราหนึ่งครั้ง ก็จะกลายเป็นสอง ในคนที่เป็นถุงลมโป่งพอง ก็คงไม่แปลกที่คนเหล่านี้จะหายใจหอบตลอดเวลา แค่หายใจไปเรื่อยๆก็เหนื่อยแล้ว เหมือนเราวิ่งจนเหนื่อยแล้วต้องหายใจหอบแฮ่กตลอดทั้งวันไม่ว่าจะนั่งนอนยืนเดิน ทรมานน่าดูเลยนะคะ

อาการของโรคถุงลมโป่งพอง
ส่วนใหญ่จะสูบบุหรี่จัดๆมาก่อน และเป็นเวลานานหลายสิบปี อาการส่วนใหญ่ก็จะมีไอมีเสมหะเรื้อรังอยู่ตลอด ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยๆ หายใจเร็ว เหนื่อยง่าย หอบ บางครั้งหายใจมีเสียงดังวี๊ดๆอยู่ในคอ อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่คนไข้จะไม่ค่อยได้สังเกต เพราะว่าจะค่อยๆเป็น เป็นมากขึ้นเรื่อยๆถ้ายังคงสูบบุหรี่อยู่เรื่อย 

บางครั้งจะมีอาการกำเริบของโรคถุงลมโป่งพอง คล้ายๆอาการกำเริบของหอบหืด คือมีอาการหอบหนักขึ้นแบบเฉียบพลัน หายใจไม่ทัน ซึ่งหากไม่รีบนำส่งโรงพยาบาลอาจหายใจไม่ทันจนสมองขาดออกซิเจน (ขาดอาการเหมือนคนจมน้ำเลยค่ะ) สามารถหมดสติและถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว

ถ้าเป็นแล้ว ควรทำอย่างไร
อันดับแรก "เลิก"เลยค่ะ "เลิกสูบบุหรี่" พอเลิกปุ๊บปอดอาจจะไม่ได้กลับมาดีเท่าเดิมได้ แต่อย่างน้อยก็จะไม่ทรุดไปกว่าเดิมค่ะ เพราะว่าเนื้อปอดที่เสียไปแล้ว ถือว่าเสียไปเลย ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้แล้วนะคะ

ถ้ามีอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่ค่อยทัน ติดเชื้อบ่อยๆ ก็ควรได้ยาพ่นเป็นยาขยายหลอดลม พ่นเป็นประจำเพื่อให้หลอดลมขยาย หายใจสะดวกขึ้น นอกจากนี้ก็จะมีกายภาพบำบัด เพื่อให้ช่วยเราขับเสมหะได้ดีขึ้น เพราะว่าสารพิษจากบุหรี่ไปทำลายเซลล์เยื่อบุของหลอดลม ทำให้การกำจัดเสมหะ และสารอุดตันต่างๆไม่ดีด้วยค่ะ และรักษาร่างกายอย่าให้เกิดการติดเชื้อบ่อยๆ เพราะว่าคนไข้กลุ่มนี้เวลาที่มีการติดเชื้อ อาการจะหนักกว่าคนทั่วไปที่ติดเชื้อค่ะ และถ้ามีอาการกำเริบควรไปโรงพยาบาลโดยเร็วค่ะ

เลิกบุหรี่กันเถอะคะ่ นอกจากถุงลมโป่งพองแล้ว ยังมีโรคอีกมากมายที่บุหรี่จะเอามาเป็นของแถม


วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์ (Gouty Arthritis) หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของโรคนี้มาก่อน และบางคนปวดข้อนิดๆหน่อยๆก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคเก๊าท์ หรือบางคนก็บอกว่าตัวเองเป็นโรคเก๊าท์ไปเลยทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นจริงๆรึเปล่า วันนี้อยากมาอธิบายให้ความกระจ่างชัดว่า "โรคเก๊าืท์" เนี๊ยจริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่???

อะไรคือโรคเก๊าืท์
โรคเก๊าท์เกิดจากการสะสมของสารชนิดหนึ่งชื่อว่า "กรดยูริก" สารนี้ปกติก็จะมีอยู่แล้วในกระแสเลือด แต่ในคนที่เป็นโรคเก๊าท์จะมีกรดยูริกสะสมอยู่ในข้อมากผิดปกติ และก่อให้เกิดการอักเสบที่ข้อตามมา (อักเสบ= ปวด บวม แดง ร้อน)

อาการแบบไหน น่าจะเป็นโรคเก๊าท์
โรคนี้ส่วนใหญ่จะพบในผู้ชายวัยกลางคน หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็มักจะเป็นวัยหลังหมดประจำเดือนค่ะ ส่วนอาการก็อย่างที่ทุกคนเข้าใจ โรคเก๊าท์จะมีอาการปวดข้อ แต่ไม่ใช่ปวดข้อธรรมดานะคะ ปวดแล้วข้อที่ปวดนั้นจะต้องมีลักษณะบวม แดง และร้อนด้วย นั่นคือมีการอักเสบของข้อนั้นนั่นเอง แต่ถ้าปวดๆ เป็นมากเวลาลงน้ำหนัก อันนั้นก็อาจจะไม่ใช่นะคะ แล้วข้อที่ปวดของโรคเก๊าท์ ช่วงเริ่มแรกใหม่ๆมักจะเป็นข้อเดียว พบมากที่สุดคือข้อนิ้วโป้งที่เท้า หรือข้อเท้า ความจริงแล้วอาการปวดข้อนี้แม้จะปวดมาก แต่สุดท้ายจะหายได้เองภายในช่วงไม่เกิน 2 สัปดาห์ และก็อาจจะกลับมาเป็นใหม่ได้อีก โดยอาจเป็นที่ข้ออื่น หรือข้อเดิมก็ได้ และหายได้เองเหมือนเดิม เป็นๆหายๆอยู่อย่างนี้ เรียกว่ามีช่วงที่โรคกำเริบ และโรคสงบ
gouty arthritis, โรคเก๊าท์, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รรู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

สำหรับโรคเก๊าท์ที่ไม่ได้รับการรักษา หรือไม่กินยา ไม่ควบคุมอาหาร(เรื่องอาหารเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอีกทีนะคะ) ทิ้งไว้นานๆช่วงที่กำเริบมักเป็นหลายข้อมากขึ้น อาจย้ายมาที่ข้อมือ ไหล่ ได้ และอาจเป็นนานกว่า 2 สัปดาห์ นอกจากนั้นช่วงที่โรคสงบก็จะทิ้งร่องรอยเป็นปุ่มนูนแข็งๆ เหมือนกระดูกงอกขึ้นมาตามข้อได้

เวลาไปพบแพทย์ การวินิจฉัยนอกจากจะใช้การเอ็กซเรย์ข้อที่ปวดแล้ว อาจจะต้องเจาะข้อ โดยใช้เข็มเล็กๆดูดน้ำออกมาก เจ็บอยู่บ้างตอนฉีดยาชา แต่เพื่อเป็นการยืนยันการวินิจฉัยว่าถูกต้องค่ะ

รักษายังไง
การรักษาเริ่มแรกก็เป็นเรื่องอาหาร ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้โรคเก๊าท์กำเริบ ได้แก่ เบียร์ เครื่องใน สัตว์ปีกอย่าง ไก่ เป็ด ห่าน และยอดผัก คำว่า"ยอดผัก" เนี๊ยหมายถึงส่วนของพืชที่อ่อนๆ กำลังเจริญเติบโต อย่าง ข้าวโพดอ่อน ยอดผักทุกชนิด ถั่วงอก เป็นต้น การกินอาหารที่ว่ามานี้นอกจากจะทำให้โรคเก๊าท์รักษายากแล้ว มักกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของโรคด้วย

การกินยา ยาที่ว่านี้เป็นยาควบคุมกรดยูริกในเลือด ให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีการสะสมของกรดยูริกที่ข้อน้อยลง ต้องกินยาให้สม่ำเสมอ และบางทีอาจจะต้องกินยากันไปตลอดชีวิตเลยนะคะ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะกินยาแล้ว แต่การงดอาหารที่กรดยูริกมากก็เป็นสิ่งที่ต้องทำนะคะ

ส่วนคนที่ไปตรวจร่างกายประจำปีแล้วเจอว่ามีกรดยูริกสูงในเลือด แต่ไม่เคยมีอาการปวดข้อเลย ก็ยังไม่ต้องกินยาค่ะ และยังไม่ได้เป็นโรคเก๊าท์ ถ้าปวดข้อแล้วค่อยมาว่ากันอีกทีกัน ถ้าสบายดีอยู่ก็ไม่ต้องกังวลเลยคะ่

การไม่ต้องไปหาหมอ เป็นลาภอันประเสริฐค่ะ สวัสดีค่ะ



วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โรคหัวใจขาดเลือด(แต่ไม่ขาดรัก)

หลายคนคงจะพอรู้อยู่บ้างว่าโรคแต่ละโรคมีความรีบด่วนเร่งด่วนไม่เท่ากัน บางโรคทนๆไปก็หายเองได้ บางโรคเป็นมากๆค่อยรักษาก็ได้ แต่บางโรคแม้อาการยังไม่มากช่วงแรกแต่ทรุดลงเร็ว บางโรคการไปพบแพทย์เร็ว หมายถึงโอกาสหายที่มากขึ้น และบางโรคอาการอาจจะมาก แต่การล่าช้าแม้ไม่กี่นาทีก็อาจถึงชีวิตได้ วันนี้จะมาพูดถึงโรคๆหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ถ้าเราเป็นไม่มากก็อาจไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นมาก โรคนี้สามารถทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ทีเดียว โรคที่พูดถึงนี้คือ โรค"หัวใจขาดเลือด"

ทำไมหัวใจถึงขาดเลือด
ปกติหัวใจของเรามีเส้นเลือดใหญ่ๆมาหล่อเลี้ยงอยู่ 3 เส้น แต่ถ้ามีอะไรมาอุดตันก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ สิ่งที่มีอุดส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหล่าไขมันที่มาเกาะตามผนังเส้นเลือด ถามว่าแล้วไขมันนี้มาจากไหน คำตอบคือสามารถมีได้ในทุกๆคน เมื่อเราอายุมากขึ้น เพียงแต่ว่าจะมากจะน้อย ก็ขึ้นกับแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การออกกำลังกาย โรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ไขมัน ความดันเลือดสูง ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดไขมันพอกตามผนังเส้นเลือดมากขึ้นทั้งนั้น และยิ่งถ้าเป็นผนังเส้นเลือดที่หัวใจแล้้ว ก็ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้น

ลองนึกถึงกล้ามเนื้อก้อนหนึ่งในร่างกาย ขนาดใหญ่เท่ากำปั้น แต่มีหน้าที่บีบส่งเลือดให้ไปเลี้ยงทั่วร่างกาย กล้ามเนื้อนี้ทำงานทุกวัน ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง (อย่างกับ เซเว่นอีเลฟเว่น) ไม่เคยหยุดพัก ไม่ใช่ตั้งแต่คุณเกิดนะ ความจริงมันเริ่มทำงานตั้งแต่คุณอยู่ในท้องของคุณแม่ด้วยซ้ำไป ดังนั้นมันเป็นกล้ามเนื้อที่ต้องการพลังงานตลอดเวลา เกิดโดนตัดท่อส่งอาหาร ซึ่งก็คือหลอดเลือดของเรา กล้ามเนื้อบางส่วนนั้นจะตายไปภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ทำให้การบีบตัวของมันแย่ลง และถ้ามันเป็นมากพอหัวใจของเราก็อาจจะหยุดเต้นไปเลยก็ได้ (เริ่มฟังดูน่ากลัวใช่มั๊ยค่ะ)

อาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นยังไง
อาการหลักๆคืออาการเจ็บหน้าอก อาจจะตรงกลาง หรือค่อนไปทางด้านซ้ายก็ได้ แต่ลักษณะอาการเจ็บจะเป็นอาการปวดแบบแน่นๆ "แน่นเหมือนมีอะไรมาทับไว้" (ถ้าเป็นเจ็บแบบจี๊ดๆ หรือบีบๆ หรือเจ็บตามการหายใจ มักจะเป็นอาการของโรคอื่นมากกว่าค่ะ) และมักจะร้าวไปตามแขนข้างซ้าย หรือกรามด้านซ้าย โดยทั่วไปมักจะเป็นสัมพันธ์กับการออกกำลัง หรือทำงาน แต่บางคนก็อาจเป็นขึ้นมาเฉยๆทั้งที่นั่งพักอยู่ก็มี

อาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมีความรุนแรง 3 ระดับ แบ่งตามอาการคร่าวๆก็คือ

ระดับเบาสุด อันนี้มีการตีบของเส้นเลือดอยู่ แต่โชคดีที่เป็นเส้นเลือดปลายๆ ที่เลี้ยงหัวใจบริเวณเล็กๆ อาจมีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจบางส่วน แต่เป็นส่วนน้อย ระดับนี้เหมือนคนถูกลดเงินเดือน ยังพออยู่ได้ แต่ไม่ได้อิ่มหนำสำราญ มีความสุขแบบที่เคยมีในกลุ่มนี้จะมีอาการเจ็บหน้าอกเฉพาะเวลาที่ต้องทำงานหนักๆ หรือมีความเครียด บางคนบอกได้ว่าเดินขึ้นบันไดหนึ่งชั้นก็จะเจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยมาก ต้องพักระหว่างชั้น เป็นต้น แต่ในภาวะปกติก็ยังปกติสบายดีอยู่ กลุ่มนี้ควรไปพบแพทย์ แต่ไม่ได้เร่งด่วนมากนักค่ะ คนส่วนใหญ่จะพลาดอาการนี้ไป เพราะว่าถ้าอาการนี้เกิดกับคนแก่ ก็ชอบคิดว่า "แก่แล้วก็เหนื่อยง่ายแบบนี้ เป็นเรื่องธรรมดา" 

ระดับกลาง อันนี้มีกล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นบริเวณที่ใหญ่ขึ้น เหมือนคนตกงานไม่มีเงินเดือน ก็จะเริ่มไม่มีเงินที่จะใช้จ่าย อาการก็จะเจ็บหน้าอกในลักษณะที่ได้กล่าวมา แต่ว่าเป็นแม้ว่าจะนั่งพัก ก็ยังไม่หาย หนำซ้ำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่คนไข้กลุ่มนี้จะไปพบแพทย์ค่อนข้างเร็ว เพราะรู้สึกว่าอยู่ไม่ได้ ปวดมาก

ระดับรุนแรง กลุ่มนี้เหมือนตกงาน และยังมีหนี้สินด้วย  (เปรียบเทียบไม่ค่อยเป็นมงคล แต่ก็เห็นภาพดีนะคะ อย่าถือสากันเลยค่ะ) คือมีการตีบของเส้นเลือดอาจจะตั้งแต่ต้นทาง หรือเป็นหลายๆเส้นพร้อมกัน ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดเป็นบริเวณกว้าง ถ้ายังมีสติบอกได้ จะมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างมาก จนทนไม่ไหว หอบเหนื่อย หายใจไม่ทัน แต่บางคนอาจหมดสตินิ่งไปเฉยๆ หรือเสียชีวิตทันทีก็มี

แล้วต้องทำยังไง
ง่ายมากค่ะ ถ้าไม่มั่นใจให้รีบไปพบแพทย์ทันที ความจริงแล้วก็มีอยู่หลายโรคที่มีอาการเจ็บหน้าอกได้เช่น โรคกระเพาะ โรคกระดูกอ่อนซี่โครงอักเสบ โรคติดเชื้อปอด หรือปวดกล้ามเนื้อทั่วๆไป แต่อาการเจ็บจะเป็นคนละแบบ คือมักจะเจ็บจี๊ดๆ หรือบีบๆ หรือเจ็บเวลาหายใจเข้ามากๆ ไม่เหมือนกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่เจ็บเหมือนมีอะไรมาทับ แต่ถ้าไม่มั่นใจและมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดอยู่แล้ว เช่นเป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูงอยู่เดิม ก็ควรรีบไปพบแพทย์ค่ะ
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, โรคหลอดเลือดหัวใจ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

การรักษาทางการแพทย์ส่วนใหญ่ถ้าตรวจคลื่นหัวใจ และผลเลือดยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริงก็จะต้องนอนโรงพยาบาล ได้ยาทางหลอดเลือดดำ หรือต้องเข้าห้องผ่าตัด เพื่อทำการใส่สายสวนฉีดสี และทำบอลลูนเส้นเลือด ถามว่า"ฉีดสี และบอลลูนเส้นเลือด" คืออะไร??? อธิบายง่ายๆคือเหมือนเวลาท่อตันแล้วต้องทะลวงท่อค่ะ ทางการแพทย์เราจะสอดสายลวดเล็กๆไปตามหลอดเลือดโดยเข้าทางหลอดเลือดที่ขา สายลวดที่ว่านี้จะมีลูกโป่งที่หุบอยู่ตรงปลาย เมื่อไปถึงส่วนที่ตีบแล้วก็จะกางบอลลูนออกเพื่อทะลวงให้เส้นเลือดนั้นโล่ง หายจากการตีบค่ะ แต่อย่างไรก็ตามคนที่จะได้ทำสอดสายสวนเส้นเลือดหัวใจเนี๊ยจะต้องเป็นรายที่เข้าข่ายทำได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษานะคะ

ป้องกันยังไง 
ฟังดูแล้วน่ากลัว ถ้าไม่อยากเป็นก็ อย่ากินอาหารมันๆ หรืออาหารไขมันสูง หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูงๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถ้าอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจเลือดประจำปีทุกปี และถ้าเป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือไขมันสูง ก็ควรกินยาควบคุมโรคอย่างสม่ำเสมอค่ะ

ป้องกันดีกว่าแก้ แย่แล้วแก้ไม่ทันค่ะทุกท่าน สวัสดีค่ะ

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โรคที่เราเป็นต้องไปหาหมอด้านไหนนะ?? 2

ปัจจุบันนี้ใครๆก็อยากรักษากับหมอเฉพาะทาง ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคที่ตัวเองมากที่สุด แต่ว่ารู้กันรึยังค่ะว่าโรคที่เราเป็น ต้องไปหาหมอที่เฉพาะทางด้านไหน ครั้งที่(โรคที่เราเป็นต้องไปหาหมอด้านไหนนะ)แล้วเราได้เล่าไปแล้วเรื่องสาขาหลักทางการแพทย์ 4 สาขาคือ อายุรกรรม ศัลยกรรม สูตินรี และกุมาร วันนี้เราจะมาพูดถึงสาขาย่อยอีกมากมายกันต่อค่ะ
specialist, แพทย์เฉพาะทาง, diary doctor is me

โสต ศอ นาสิก
ชื่อ "โสต ศอ นาสิก" อาจจะูดูเป็นราชาศัพท์ไปซักนิดนึง ชื่อบ้านๆก็คือ "หู คอ จมูก" นั่นเอง สาขานี้รักษาอะไร ก็ตรงตัวตามชื่อเลย หู คอ และจมูก คำว่า "หู" ก็เหมาตั้งแต่ใบหูไปจนถึงหูชั้นใน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับอาการเวียนหัวบ้านหมุนด้วย ดูไม่ค่อยเกี่ยวกับการได้ยิน แต่เป็นโรคของหูชั้นในเลยทีเดียว "คอ" ไม่ได้หมายถึงคอข้างนอกนะคะ แต่หมายถึงกล่องเสียงข้างในคอ รวมไปถึงหลอดอาหารด้วย "จมูก" ก็รวมทั้งจมูกและโพรงจมูก สาขานี้มีการรักษาทั้งผ่าตัด และไม่ผ่าตัดค่ะ

จักษุวิทยา
ก็คือ"หมอตา" นั่นเอง แต่หมอตาเขาไม่ได้รับตัดแว่นกันนะเธอ ตัดแว่นเป็นหน้าที่ของช่างเทคนิคเกี่ยวกับสายตา แต่หมอตารักษาโรคตาพวกต้อ การติดเชื้อของลูกตา ทำเลสิก ฯลฯ มีการรักษาทั้งผ่าตัด และไม่ผ่าตัดเหมือนกันค่ะ

ออโธปิดิกส์ุ
ก็คือ "หมอกระดูก" นั่นเอง อะไรที่เกี่ยวกับกระดูก และข้อ โดยเฉพาะที่รักษาด้วยการผ่าตัด จะเป็นของสาขานี้ทันที นอกจากนี้หมอกระดูกก็ยังดูแลเรื่องเส้นเอ็นด้วย เช่นข้อล็อค ข้อยึด 

เวชศาสตร์ฟื้นฟู
สาขานี้ตามชื่อคือ "ฟื้นฟู" หลายคนจะรู้จักในฐานะ"กายภาพบำบัด" อย่างนักกายภาพบำบัดที่นวด หรือสอนผู้ป่วยอัมพาตให้เดินเนี๊ย ก็ถือว่าอยู่ในสาขานี้ แต่อยู่ใต้การควบคุมของหมอสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูนะคะ สาขานี้ก็จะเป็นการ"ฟื้นฟู" สิ่งที่เสื่อมสภาพ เช่นเป็นอัมพฤกษ์ อ้มพาตช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือมีภาวะปวดจากกล้ามเนื้อ หรือผิวหนังมาก รวมไปถึงการเลือกอุปกรณ์สำหรับคนพิการอย่างไม้เท้า รถเข็น ก็เป็นของสาขานี้ค่ะ

จิตเวช
สาขานี้ทุกคนก็รู้จักในฐานะ หมอที่รักษา"โรคจิต" หรือเรียกแบบบ้านๆจริงก็คือ "คนบ้า" ความจริงแล้วสาขานี้ก็ครอบคลุมภาวะทางจิตที่ผิดปกติ ประสาทหลอน โรคซึมเศร้า รวมไปถึงการบำบัดคนไข้ที่ติดยา ติดบุหรี่ ติดสุราด้วย

วิสัญญี
สาขานี้ก็อยู่คู่กับศัลยกรรมเลยทีเดียว เพราะการผ่าตัดเกือบทุกครั้งจะต้องมีการใช้ยาสลบ ยานอนหลับ หรือยาที่ทำให้ชา เพื่อให้สามารถผ่าตัดได้ หมอวิสัญญี หรือชื่อเล่นเรียกกันว่า "หมอดมยา" นอกจากจะมีหน้าที่ดมยาสลบแล้ว ก็มีหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาภาวะเจ็บปวดหลังผ่าตัด และอาการเจ็บปวดเรื้อรังด้วย

รังสีวิทยา 
ว่าด้วยเรื่องการถ่ายภาพทางการแพทย์ ทุกๆเทคนิค คุณหมอสาขานี้จะเชี่ยวชาญ ทั้งดูแลการถ่ายภาพ (x-ray ) แปลผลภาพที่ได้มาไม่ว่าจะเป็น เอ็กซเรย์, เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์, เอ็กซเรย์ฉีดสี เอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็ก ฯลฯ นอกจากการถ่ายภาพทางการแพทย์แล้ว รังสีวิทยายังรวมไปถึงการฉายแสงรักษามะเร็งต่างๆด้วย


เวชศาสตร์ฉุกเฉิน
เป็นสาขาที่คุมห้องฉุกเฉินโดยเฉพาะ ความจริงแล้วสาขานี้ไม่ได้เชี่ยวชาญการรักษาโรคหรึ่งโรคใดโดยเฉพาะ แต่ว่าเชี่ยวชาญการดูแลประคับประคอง และช่วยชีวิตผู้ป่วยเบื้องต้นในภาวะฉุกเฉิน ก่อนที่จะวลส่งต่อผู้ป่วยให้กับแพทย์เฉพาะทางตามโรคที่ผู้ป่วยเป็น

จบเรื่องราวของแพทย์เฉพาะทางตรงนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่อยากเสริมคือ "หมอฟัน" เนี๊ย เขาแยกออกไปจากคณะแพทย์ เป็นสาขาของตัวเองนะคะ ไม่ได้เป็นแพทย์เฉพาะทางใดๆค่ะ แต่เรียนเป็นอีกคณะเลย อย่าสับสนกันนะคะ สวัสดีค่ะ