แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดูแลสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดูแลสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เล่นโทรศัพท์มาก ทำร้ายดวงตาของเราจริงหรือ???

มีคนถามเข้ามามากว่าการจ้องมือถือนานๆ เล่นโทรศัพท์มากๆ มีผลต่อดวงตาของเราหรือไม่ค่ะ ตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “มี” แน่นอนค่ะ โดยเฉพาะคนที่เล่นมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ  ส่วนจะมีผลอย่างไรกันบ้าง ลองติดตามกันดูค่ะ


  • ตาแห้ง (dry eye syndrome) การจ้องหรือเล่นโทรศัพท์มากๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการตาแห้งค่ะ เพราะเวลาเพ่งโดยธรรมชาติเราจะกระพริบตาน้อยลง ทำให้น่ำตามีเวลาให้ระเหยมากกว่าปกติ ตาเราจึงแห้งค่ะ เวลาตาแห้งก็จะมีอาการเช่น เคืองตา น้ำตาไหล ตาแฉะ หรือตามัวเป็นพักๆได้ค่ะ
  • ปวดตา จริงๆหลายคนก็คงรู้สึกได้ว่า หลังจากเล่นโทรศัพท์มาก จะมีอาการปวดตา  เวลาเราจ้องนานๆ กล้ามเนื้อในลูกตาจะเกร็งเป็นเวลานาน อาจะทำให้มีอาการปวดตาได้ โดยเฉพาะคนที่มีสายตาสั้น หรือสายตายาวอยู่บ้าง หรือแว่นไม่พอดีกับสายตา จะยิ่งมีอาการได้มากค่ะ วิธีแก้ไขก็แค่พักสายตา หลับตาหรือจ้องออกไปที่ไกลๆซัก 5- 10 นาที อาการก็จะดีขึ้นเอง
  • อันตรายจากแสงสีฟ้า เรื่องของแสงสีฟ้าเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงหลังๆมีผลิตภัณฑ์ที่ข่วยตัดแสงสีฟ้าออกมากมาย เชื่อกันว่าแสงสีฟ้ามีผลต่อเซลล์รับภาพที่จอประสาทตาของเรา ทำให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตามการศึกษาส่วนใหญ่ทำบนเซลล์เพาะเลี้ยง(เพราะเราไม่สามารถศึกษาในคนจริงๆได้ ตามหลักจริยธรรมการทำงานวิจัยทางการแพทย์นะคะ) ดังนั้นบางคนก็อาจจะยังไม่เชื่อเรื่องนี้มากนักก็ได้เพราะกลไกในร่างกายของเรามีความซับซ้อนกว่าเซลล์เพาะเลี้ยงมากค่ะ แต่บางคนตะปลอดภัยไว้ก่อน ก็ไม่เสียหายค่ะ
  • สายตาสั้นมากขึ้น อันนี้ส่วนใหญ่จะพบในเด็กๆค่ะ ที่เล่นโทรศัพท์มากๆ แทนที่จะออกไปวิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมอื่น  จริงๆแล้วสำหรับหัวข้อนี้อาจจะไม่ได้หมายถึง มือถือ smartphone เพียงอย่างเดียวค่ะ แต่หมายรวมถึงทุกอย่างที่ต้องใช้การจ้องมองระยะใกล้นานๆไม่ว่าจะเป็น tablet หรือ หนังสือ จริงๆแล้วเด็กๆควรมีกิจกรรมที่ได้ใช้สายตามองในระยะใกล้ หรือระยะกลาง อย่างการเล่นกีฬาบ้างค่ะ
นอกจากสายตาแล้ว การเล่นโทรศัพท์มากๆก็จะมีผลต่ออวัยวะอื่นๆด้วยเช่นกันค่ะ
  • กล้ามเนื้อคอ การอยู่ในท่าก้มเป็นเวลานานๆมากทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยเกร็งของกล้ามเนื้อคอด้านหลังค่ะ ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนอิริยาบทบ้าง ถ้าอยากจะเล่นนานๆค่ะ
  • กล้ามเนื้อมือและแขนส่วนปลาย อิริยาบทที่หมอขอเรียกว่า “การไถ” เลื่อนภาพในมือถือsmartphone ซ้ำๆนานๆสามารถทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตั้งแต่นิ้ว ข้อมือไปจนถึงกล้ามเนื้อแขนที่อยู่ระหว่างข้อมือ กับข้อศอกได้ค่ะ (อันนี้ขอยอมรับว่าบางทีหมอก็เคยเป็นด้วยนะคะ - -‘)
อ่านเรื่องอันตรายจากการเล่นโทรศัพท์มาถึงตรงนี้แล้วจริงๆหมอก็ไม่ได้ห้ามเล่นโทรศัพท์ smartphone นะคะ การเล่นมือถือของเราก็มีประโยชน์อยู่หลายอย่าง อย่างเราๆวัยทำงานเองก็ใช้มือถือในการติดต่อสื่อสาร ทำธุรกรรม ดูหนังฟังเพลง เรียกว่าให้ความสะดวกสบาย ส่วนวัยเกษียณ ถึงมือถือ smartphone เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา แต่ก็สิ่งที่ช่วยให้พวกเขาได้ติดต่อกับลูกหลาน และช่วยแก้เหงาได้เป็นอย่างดี ส่วนเด็กๆจริงๆแล้วการเล่นมือถือ หรือแทปเล็ตบ้างก็ถือเป็นการฝึกทักษาะมลับสมองได้เป็นอย่างดี

แต่หมอเชื่อว่าทุกอย่างต้องเดินทางสายกลางค่ะ ถ้าเล่นโทรศัพท์มากเกินไปก็คงไม่ดีแน่ เล่นไปก็เปลี่ยนอิริยาบทบ้าง พักสายตาบ้าง เพื่อุขภาพร่างกายของเราจะอยู่กับเราไปนานๆนะคะ วันนี้ขออนุญาตไปดูซีรี่ส์เกาหลีต่อก่อนนะคะ ขอให้ทุกท่านอยู่กับ smartphone แต่พอดีนะคะ สวัสดีค่ะ

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำไมถึงเมารถ

อาการเมารถ เมาเรือ เจอได้บ่อยๆ บางคนเป็นอยู่ตลอด จะแก้ยังไงก็ไม่หาย แต่บางคนก็จะเป็นบางครั้ง เช่นเวลาที่อ่านหนังสือบนรถ หรือดูหนังบนรถ บางคนก็ไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ หลายคนก็เลยเริ่มสงสัยว่า แล้วทำไมเราถึงเมารถ และควรทำอย่างไร

ทำไมถึงเมารถ
โดยปกติร่างกายของเรารับรู้ตำแหน่งที่ส่วนต่างๆของร่างกายตั้งอยู่ได้ ด้วยอวัยวะสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่อยู่ที่หูชั้นใน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Semicircular canal" ความจริงก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะว่ามันจะชื่ออะไร เอาเป็นว่ามันเป็นตัวที่คอยรับรู้ว่าเรากำลังนอนอยู่ หรือนั่งอยู่ กำลังเดินไปข้างหน้า หรือเดินถอยหลัง นอกจากนี้ก็จะมีการรวบรวมข้อมูลจาก "การมองเห็น" และ"ผิวหนังแขนขา" เพื่อประกอบกันว่าร่างกายของเราเคลื่อนไปทางไหน เช่น เรากำลังเดินไปข้างหน้า หูชั้นในเรารับรู้ว่าร่างกายกำลังไปข้างหน้า ตาก็มองเห็นว่าเราไปข้างหน้า และเท้าของเราที่สัมผัสพื้นก็บอกว่าเรากำลังไปข้างหน้า อันนี้ทุกอย่างก็ประสานกัน ราบรื่นดี

แต่บางเวลาอย่างเช่นเวลาที่เรานั่งรถ แล้วอ่านหนังสือ หรือเล่น facebook หูชั้นในของเราบอกว่าเรากำลัง"เคลื่อน"ที่ ขาและหลังที่ติดกับเบาะก็บอกว่ากำลัง"เคลื่อน"ไปข้างหน้า แต่ตาเนี๊ยดันบอกว่า "อยู่นิ่ง" ทีนี้สมองก็เริ่มเกิดการสับสนและตีกัน ก็เลยเกิดเป็นอาการเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน มึน เมารถขึ้นมานั่นเอง อันนี้ก็เลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่การนอนหลับไปเลย จะไม่เมารถ เพราะว่าเราไม่รับรู้ข้อมูลจากตานั่นเอง

แล้วทำไมบางคนเป็น บางคนไม่เป็น
ความจริงแล้วทางการแพทย์เชื่อว่าถ้าเกิดว่าใครก็ตามที่ตากับหูชั้นในรับรู้การเคลื่อนไหวสอคคล้องกันนี้แบบนี้ ก็จะเกิดอาการเมาทุกคน ถ้าอยู่ในภาวะนี้นานพอ เพียงแต่แต่ละคนเกิดช้าเกิดเร็ว และสำหรับการอ่านหนังสือบนรถทัวก็มักจะเป็นน้อยกว่า การอ่านหนังสือบนรถเก๋ง เพราะว่ารถแกว่งน้อยกว่า (ยกเว้นรถทัวร์ซิ่งนะคะ)

ควรจะทำยังไง
อันดับแรกที่ช่วยได้ดีที่สุดก็คือการปรับตัวเราเอง ได้แก่ ไม่อ่านหนังสือ หรือพยายามเล่นมือถือ tablet บนรถ บนเรือ หรือบนพาหนะที่กำลังเคลื่อนอยู่ มองออกไปนอกหน้าต่าง หรือไกลๆ ถ้านั่งเรือสำราญก็ควรอยู่ในห้องที่มีหน้าต่างให้เห็นข้างนอก จะช่วยลดอาการได้ หรือบางคนที่เป็นหนักจะหลับไปเลยก็ได้ หรือนั่งหลับตาก็มักจะช่วยให้ดีขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ควรจำไว้คือ ภาวะนี้ "ป้องกัน จะได้ผลดีกว่าแก้ไข" คือถ้ามีออาการเมาแล้วค่อยมาแก้กัน มักจะได้ผลไม่ดีนัก คนที่รู้ตัวว่าเมาได้ง่ายๆก็อาจจะกินยาแก้เมารถก็จะช่วยได้ โดยควรจะกินก่อนนั่งรถ หรือนั่งเรือ อย่างที่หลายคนคงเคยทำกันอยู่

นอกจากนี้ก็มีการศึกษาออกมาว่า อาหารที่มีรสจัดๆช่วยลดอาการเมารถเมาเรือได้เหมือนกัน ส่วนเหตุผลที่เป็นอย่างงั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด

สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ ภาวะเมารถเมาเรือนี้ "จิตใจ" มีส่วนเกี่ยวข้องมากพอสมควร คนที่เคยเมารถเมาเรือ ก็มักจะเป็นซ้ำๆเพราะว่ามีความ"ฝังใจ"อยู่ ว่าถ้านั่งอีกจะต้องเมารถ เมาเรือแน่นอน ความจริงแล้ว ถ้าทำใจสบายๆ ลองมองออกไปนอกหน้าต่างไกลๆ ก็อาจจะไม่มีอาการแล้วก็ได้นะคะ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเดินทางค่ะ




วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คนที่ติดเชื้อ HIV บางคนเท่านั้น ที่เป็นเอดส์???

ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า "เอดส์" กับ "ติดเชื้อเอชไอวี(HIV) พอสมควร ไม่ว่าจะด้วยฐานะ โรคที่น่ารังเกียจ หรือโรคที่น่าสงสาร แต่รู้หรือไม่ว่าความจริงแล้ว 2 คำนี้ ไม่เหมือนกัน และเรารู้จัก 2 คำนี้ดีแค่ไหน มาดูกันค่ะ

คนที่ติด HIV บางคนเท่านั้นที่เป็นเอดส์???
HIV ย่อมาจาก Human immunodeficiency virus นี่เป็นชื่อของ "ไวรัส" หรือ เชื้อโรคตัวหนึ่ง ส่วน AIDS (เอดส์) ย่อมาจาก Acquired immunodeficiency syndrome (ไม่ได้แปลว่าช่วยเหลือนะคะ) เป็นชื่อของ "กลุ่มอาการ" อย่างหนึ่งของภาวะ "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง"

คนที่ติดเชื้อไวรัส HIV เมื่อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือด จะตรงไปหาเซลล์เม็ดเลือดขาว ปกติแล้วเม็ดเลือดขาวเป็นเหมือนตำรวจในร่างกายของเรา ค่อยจับและทำลายเชื้อโรคซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของเรา แต่เมื่อเชื้อ HIV ไปเจอกับเซลล์เม็ดเลือดขาว มันจะเข้าไปกบดานในนั้น แล้วเพิ่มจำนวนตัวเอง ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวนั้นอ่อนแอ และทำงานไม่ได้ ก่อนจะตายไป แล้วเชื้อ HIV ก็จะกระจายไปสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวอื่นๆ เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายของเรามีนับได้เป็นล้านตัว เจ้าเชื้อ HIV นี้ก็จะค่อยๆกระจายไปเรื่อยๆ ระหว่างนี้คนที่ติดเชื้อ HIV ก็จะยังสบายดีอยู่ ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ถึงมีก็อาจมีเล็กน้อย จนกระทั่งเม็ดเลือดขาวถูกทำลายไปถึงระดับหนึ่ง เหมือนกับตำรวจในประเทศที่ทำงานจริงๆ ค่อยๆลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่สามารถดูแลทั่งร่างกายได้ทั่วถึงอีกต่อไป เมื่อถึงจุดนี้ คนที่ติดเชื้อ HIV ก็จะมีลักษณะของการติดเชื้อที่ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป อันนี้แหละค่ะที่เรียกว่า "AIDS"

แล้วคนที่ติด HIV ทำยังไงถึงจะไม่เป็นเอดส์
ปัจจุบันเราพูดได้ว่า "เอดส์รักษาไม่ได้ แต่ 'ควบคุม' ได้" ตอนนี้เรามียาต้านไวรัส HIV เป็นยาที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ทำให้เม็ดเลือดขาวไม่ถูกทำลาย และถ้าได้รับยาต่อเนื่อง เม็ดเลือดขาวก็จะถูกสร้างขึ้นมาและทำงานได้ตามปกติ ทำให้คนที่ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป แต่ปัญหามีอยู่คือ ยาเหล่านี้เกิดการดื้อได้ง่ายมาก เพียงแค่การลืมกินยาเพียงครั้งเดียว หรือไม่ตรงเวลาไปแค่ 1 ชั่วโมง ก็มีโอกาสทำให้เชื้อดื้อยาได้แล้ว ถ้าดื้อยาครั้งแรกก็ยังมียาที่เป็นทางเลือกอื่นให้ลองใช้ แต่ถ้าเกิดการดื้อบ่อยๆ จนสุดท้ายแล้วดื้อยาทุกตัวที่มีอยู่ ก็เรียกว่าหมดความหวังกันเลยทีเดียว

ได้ยินว่ารักษาได้แล้ว
ไม่นานมานี้มีข่าวว่าเราสามารถรักษา HIV ได้แล้ว ก็ใช่ค่ะ แต่เป็นการได้ยาภายใน 7 วันหลังจากได้รับเชื้อ เรียกว่าก่อนที่เชื้อจะกระจายก็กินยาเพื่อสกัดกั้นไว้ก่อน ซึ่งในความเป็นจริง คนไข้ก็ไม่ค่อยรู้ตัวหรอกค่ะว่าติดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จะรู้ตัวก็เพราะมีอาการแล้ว หรือรู้จากการเจาะเลือดด้วยจุดประสงค์อย่างอื่น ค่ะ

ป้องกันดีกว่าแก้
ว่าแล้วก็อยากจะแนะนำตรงนี้ HIV เป็นไวรัสที่ติดต่อทาง "เลือด" และ "เพศสัมพันธ์"

ทางเลือดก็สามารถมาจากการใช้เข็มร่วมกันเช่น ยาเสพติด การสักตามร่างกาย ถูกเข็มจากผู้ป่วยตำ (กรณีบุคลากรทางการแพทย์) ส่วนการรับเลือดนั้น ปัจจุบันมีการตรวจเช็คเลือดที่ค่อนข้างรัดกุม จึงมีโอกาสเกิดน้อยมาก นอกจากนี้ก็มีการติดจากแม่สู่ลูกด้วย

ทางเพศสัมพันธ์เป็นด้านที่ควบคุมได้ยากที่สุด การป้องกันอยู่ที่การไม่สำส่อนทางเพศ ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย การตรวจเลือดตอนฝากครรภ์ และการเจาะเลือดจากการบริจาคเลือด ช่วยให้ตรวจพบผู้ติดเชื้อเร็วขึ้นก่อนจะมีอาการ ทั้งนี้ยังมีมาตรการต่างๆที่ต่างประเทศใช้ (แต่ประเทศไทยไม่มี) เช่น ส่งเสริมให้มีการเจาะเลือดก่อนแต่งงาน เป็นต้น แต่ถึงเมืองไทยยังไม่มี แต่คู่ไหนอยากทำก็ทำได้นะคะ

ปัจจุบันยาโรคเอดส์ดีขนาดที่ว่า มีคนมากมายในสังคมที่เป็นเอดส์ แต่เขากินยาควบคุมไว้ และสามารถใช้ชีวิตแบบปกติสุข (เว้นแต่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้นค่ะ)

Safe sex, safe life ค่ะ

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ใส่คอนแทคเลนส์ ต้องรู้

คอนแทคเลนส์ (Contact lens) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่มีสายตาสั้น แต่ไม่อยากใส่แว่น มาบดบังความสวยความหล่อของตัวเอง แถมตอนนี้ยังมีคอนแทคเลนส์ตาโต (Big eye) สำหรับคนที่ต้องการ"ความแบ๊ว"เป็นพิเศษอีกด้วย อย่างไรก็ตามอย่าลืมดูแลสุขภาพตาของเราด้วย มีหลายอย่างที่"ต้องรู้" ถ้าคิดจะใส่คอนแทคเลนส์ อย่างปลอดภัย มาอ่านกันค่ะ

ติดเชื้อ!!
ภัยร้ายที่พบได้บ่อยที่สุดจากการใส่คอนแทคเลนส์ก็คือการติดเชื้อที่กระจกตา เปรียบเทียบดวงตาของเราเหมือนกับกล้องถ่ายรูป ไม่ใช่ดิจิตอลธรรมดานะคะ แต่เป็นกล้องถ่ายรูปแบบโปร(Pro) เลยทีเดียว มีสามารถบันทึกรายละเอียด และปรับโฟกัสได้ชั้นเยี่ยม ความใสของกระจก และเลนส์ของกล้องก็สำคัญเหมือนกับความใสของกระจก และเลนส์ตาของเรา ขออธิบายก่อน กระจกตา = บริเวณตาดำของเรา ส่วนเลนส์ตา = วงดำๆ ตรงกลางตาดำของเรา ลองจ้องหน้ากระจกดูนะคะ ในตาดำของเราจะมีวงที่ดำกว่าอีกวงอยู่ตรงกลาง ถ้าฝรั่งตาสีฟ้าก็จะเห็นเลนส์ตาเป็นสีดำๆอยู่ตรงกลางตาสีฟ้า ความจริงแล้วทั้งเลนส์ตาและกระจกตาไม่ได้เป็นสีดำนะคะ แต่ว่าใสเหมือนกับเลนส์กล้องถ่ายรูปเลย เพียงแต่ว่าส่วนที่อยู่หลังต่อกระจกและเลนส์นั้นเป็นสีดำ เราก็เลยเห็นเหมือนกับว่ากระจกตา และเลนส์ตาของเราเป็นสีดำค่ะ

รู้มั๊ยค่ะว่าการที่กระจกตา  และเลนส์ตาของเราใสได้เนี๊ย ต้องอาศัยความสมดุลของการทำงานของเซลล์ และสารน้ำต่างๆในตาของเรา ถ้าเกิดมีตรงไหนที่ผิดปกติไปก็ทำให้ทางเดินของแสงที่เข้าสู่ตาเราขุ่นไป ก็จะมองไม่ชัด เหมือนมองผ่านกระจกฝ้าตลอดเวลา

contact lens, คอนแทคเลนส์, diary doctor is me, สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
พูดเรื่องดวงตาไปเยอะ ก็แค่อยากให้เห็นว่าการมองเห็นมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งนะคะ ความสวยงามเป็นอันดับรอง ดังนั้นเราต้องใส่ใจเพื่อให้เราใช้คอนแทคเลนส์อย่างปลอดภัยต่อดวงตาของเราค่ะ

การติดเชื้อจากคอนแทคเลนส์ ส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากคอนแทคเลนส์ที่ไม่สะอาดนั่นแหล่ะค่ะ การล้างคอนแทคเลนส์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เราควรแช่คอนแทคเลนส์ในน้ำยาที่ทำมาสำหรับคอนแทคเลนส์เท่านั้น และแช่ไว้นานพอที่แนะนำไว้บนขวด น้ำยาคอนแทคเลนส์เหล่านี้สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ต่อเมื่อแช่ไว้นานพอค่ะ

นอกจากนั้นก็ไม่ควรใช้น้ำยานั้นซ้ำ ควรเปลี่ยนทุกครั้งที่ล้างคอนแทคเลนส์ เพราะถ้าเราแช่ไปแล้วรอบหนึ่งประสิทธิภาพของมันจะหมดไปค่ะ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรเปลี่ยนด้วยคือ "กล่องใส่คอนแทคเลนส์" ควรเปลี่ยนใหม่ทุก 3- 6 เดือนด้วยเหมือนกันนะคะ

ใส่คอนแทคเลนส์ว่ายน้ำ??
ในน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ น้ำจืดน้ำเค็ม ทะเล น้ำตก ทะเลสาบ เขื่อน ล้วนแต่มีเชื้อโรคอยู่ทั้งนั้น แม้ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำที่ผสมคลอรีนแล้วก็ตาม เวลาที่ดวงตาที่มีคอนแทคเลนส์ ลงไปสัมผัสกับน้ำ จะทำให้มีน้ำเข้าไปขังอยู่ในช่องว่างระหว่างตาของเรากับคอนแทคเลนส์ ตรงนี้แหละค่ะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี พอเราขึ้นจากน้ำ ไปอาบน้ำแต่งต้ว อาจจะไปปาร์ตี้ กินข้าว ต่อตอนเย็น กว่าจะได้ถอดคอนแทคเลนส์ก็เข้านอน เชื้อโรคที่ไปนอนสบายอยู่ระหว่างตาของเรากับคอนแทคเลนส์ก็จะเริ่มออกหากิน ทำให้กระจกตาของเราเป็นแผล และขุ่นได้ เราก็จะมีอาการตาแดง แสบตา ปวดตา สู้แสงไม่ได้ เคืองตา มีน้ำตาไหลมาก ขี้ตามาก จุดนี้ก็คงต้องไปหาหมอตาแล้วหล่ะค่ะ

ใส่คอนแทคเลนส์นอน??
ส่วนต่างๆของร่างกายเราต้องการอาหาร ปกติแล้วทุกส่วนบนร่างกายของเราจะมีเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยง คอยส่งน้ำ ส่งอาหาร และออกซิเจนให้กับอวัยวะต่างๆของเรา แต่กระจกตาของเราเป็นอวัยวะที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง ทั้งๆที่มันก็มีชีวิต ต้องการสารอาหารและก๊าซออกซิเจนเหมือนกับอวัยวะอื่นๆ แต่ที่มันไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงเพราะว่าต้องการคงความใสของมันไว้ คำถามคือแล้วกระจกตาเอาอาหารมาจากไหน คำตอบคือ จาก"น้ำตา"ที่เคลือบผิวกระจกตา ความจริงแม้เราไม่ร้องไห้ ตาของเราก็มีน้ำตามาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่เรากระพริบตา ไม่เชื่อลองบังคับตัวเองไม่ให้กระพริบตาซัก 1 นาทีซิค่ะ ตาจะแห้งทนไม่ไหวเลยทีเดียว

ก๊าซออกซิเจนในอากาศละลายลงในน้ำตา แล้วกระจกตาก็ค่อยเอาไปใช้ แต่พอเราใส่คอนแทคเลนส์ปั๊บ ทีนี้น้ำตาที่อยู่ตรงกระจกตาก็ไม่สัมผัสกับอากาศ เรียกว่าเลนส์ตาก็เกิดการขาดอากาศหายใจ (เริ่มน่ากลัว) แต่ที่เราใส่คอนแทคเลนส์กันแล้วไม่เป็นอะไรเพราะว่าเรามีการ"กระพริบตา" ช่วยไล่เอาน้ำตาเก่าใต้คอนแทคเลนส์ออก ให้น้ำตาใหม่ที่สัมผัสกับอากาศแล้วเข้ามาแทนที่ (เฮ่อ รอดไป)

แต่ !! ปัญหาคือ การที่เราใส่คอนแทคเลนส์ตอนนอนเนี๊ย เรา"ไม่กระพริบตา" ดังนั้นมีความเป็นไปได้มากที่กระจกตาของเราจะขาดอากาศหายใจ ถ้าเราใส่คอนแทคเลนส์ตอนเรานอน ทำให้เลนส์ตาของเราขุ่นขึ้นได้ ก็เลยเป็นที่มาว่าเราไม่แนะนำให้ใส่คอนแทคเลนส์เวลานอนค่ะ

สุดท้าย ถึงแม้ว่าเราจะมีการกระพริบตาอยู่ตลอด แต่เวลาใส่คอนแทคเลนส์ ก็ยังทำให้กระจกตาได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอได้ ควรพักด้วยการใส่แว่นบ้างบางวัน เพื่อให้กระจกตาของเราได้พักบ้างค่ะ

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ถึงจะเป็นแค่หน้าต่าง แต่ก็ต้องการการดูแลนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

ความดันสูง แล้วไงเหรอ??

ความดันโลหิตสูง, ความดันเลือดสูง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ความดันโลหิตสูง หรือที่เราเรียกกันสั้นๆบ่อยว่า "โรคความดันสูง" เป็นโรคที่คนสูงอายุเป็นกันมาก ส่วนใหญ่ต้องกินยาต่อเนื่อง และมักเกิดคำถามว่า "ก็สบายดี ทำไมต้องกินยาด้วย" "ความดันสูงแล้วทำไมเหรอ ก็ยังแข็งแรงดีอยู่" วันนี้จะมาอธิบายสำหรับคนที่อยากรู้ว่า "ความดันสูง แล้วไงเหรอ???"

มารู้จักความดันโลหิตกันก่อน
ความดันโลหิตหรือความดันเลือดก็เหมือนแรงดันน้ำในท่อน้ำ โดยที่ท่อก็คือเส้นเลือดของเรา และน้ำก็คือเลือดของเรา ส่วนปั๊มน้ำที่ปั๊มให้เกิดแรงดันก็คือหัวใจ หัวใจเราปกติบีบแล้วคลายแล้วบีบแล้วคลาย ช่วงที่บีบจะเป็นตอนที่ความดันเลือดของเราสูงที่สุด และตอนที่หัวใจคลายตัวจะเป็นตอนที่ความดันต่ำสุด เป็นสาเหตุที่ความดันเลือดจะมี 2 ค่า เช่น 129/70 ค่าแรกคือตอนหัวใจบีบตัว ค่าหลังคือตอนหัวใจคลายตัวค่ะ

ความดันโลหิตสูง ไม่ดีตรงไหน
นึกถึงปั๊มน้ำที่ส่งน้ำประปาให้เราใช้ที่บ้าน ปั๊มมันทำงานทุกวันเพื่อปั๊มน้ำขึ้นมาให้เราใช้ไม่ว่าบ้านของเราจะมีสองชั้น สามชั้น ก็ตาม ลองนึกว่านานๆเข้า เกิดท่อที่บ้านของเราเริ่มมีสิ่งสกปรกไปเกาะ บางส่วนก็เริ่มตีบ ยิ่งถ้าท่อที่ตีบเป็นท่อหลักใหญ่ๆ เราก็เริ่มต้องปรับให้ปั๊มน้ำทำงานมากขึ้น เพื่อให้มีน้ำเพียงพอกับที่เราใช้ เหมือนกันค่ะ เวลาที่เราอายุมากขึ้น หลอดเลือดของเราเริ่มตีบ ทั้งจากอายุการใช้งานมานาน และจากการที่มีไขมันมาเกาะตามหลอดเลือด ทำให้เส้นเลือดตีบ ร่างกายเราจะสั่งให้หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้น เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะของเราได้เพียงพอ

คิดง่ายๆแค่นี้ก็รู้แล้วว่า เวลาที่ความดันเลือดเราสูง หัวใจเราต้องทำงานหนักขึ้นแน่นอน อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคิดคือ "แล้วทำไมเส้นเลือดเราถึงตีบหล่ะ?? " นั่นบ่งบอกถึงว่าเรามีไขมันในเลือด หรือหลอดเลือดในร่างกายของเราเริ่มเกิดปัญหา ดังนั้นการที่ความดันเลือดของเราสูงบ่งบอกทั้งสภาพหลอดเลือดของเราที่เริ่มมีปัญหา และหัวใจของเราที่กำลังทำงานหนัก

การศึกษาทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า การมีความดันเลือดสูงกว่าปกติทำให้คนๆนั้นมีความเสี่ยงกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดในสมองตีบ(ก็คือจะทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต) และโรคไตวาย ได้มากกว่าคนทั่วๆไป นอกจากนี้วันดีคืนร้ายความดันที่สูงๆก็สามารถทำให้หลอดเลือดที่มีปัญหาเหล่านี้แตกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าเป็นหลอดเลือดในสมองก็อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เหมือนกัน นี่เป็นสาเหตุที่หมอทุกคนแนะนำให้คนไข้ความดันโลหิตสูงกินยา และควบคุมความดัน ทั้งๆที่ตอนนี้สบายดีอยู่ เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆที่เล่ามานั่นเอง

จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นความดันเลือดสูง
ก็ต้องไปวัดความดันค่ะ ความดันคนทั่วไปอยู่ในช่วง 90/60-140/90 สูงแค่ตัวใดตัวหนึ่งก็ถือว่าสูงแล้วค่ะ มีข้อระวังอยู่นิดนึงคือ ความดันเลือดของเราปกติจะไม่คงที่ในแต่ละเวลา ถ้าเรากำลังตื่นเต้น ออกกำลังกาย หรือเดินมาเหนื่อยๆ สามารถทำให้ความดันสูงได้ โดยปกติถ้าเราวัดได้สูง จะได้รับการแนะนำให้นั่งพักจนหายเหนื่อยก่อน แล้วค่อยวัดใหม่ ถ้าลงอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ถือว่าใช้ได้ค่ะ ยังไม่เป็นความดันโลหิตสูง

ต้องไปตรวจเมื่อไหร่
โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บางคนอาจมีอาการบ้างเช่น ปวดหัวบีบๆ เวียนหัว หรือบางคนก็เป็นอาการหนักๆอย่างอัมพฤกษ์ อัมพาตไปเลยก็มี โดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีความดันโลหิตสูง

โดยทั่วไปถ้าเราไปโรงพยาบาลก็จะได้รับการวัดความดันเลือดอยู่แล้ว แต่ถ้าสบายดีแล้วอยากไปตรวจเรียกว่าเป็นตรวจ Check up ร่างกาย แนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไปเลย ตรวจอย่างน้อยทุก 2 ปี และถ้าอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจอย่างน้อยทุกปี (ถ้าสูงแล้วก็อาจจะต้องตรวจบ่อยกว่านั้นนะคะ)

รักษายังไง
อันดับแรกก็เป็นการปฏิบัติตัว รสอาหารที่มีเกลือ หรือผงชูรสมากๆ (งดอาหารเค็ม) กินผักผลไม้ รสอาหารมันๆ ของทอด ลดน้ำหนักถ้ามีน้ำหนักเกิน งดแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ(อ่านเรื่องการออกกำลังเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ)

บางครั้งการปฏิบัติตัวอย่างที่ว่ามาแล้วก็จะลดความดันได้ระดับหนึ่ง แต่อาจจะยังไม่ปกติ ต้องอาศัยการกินยาช่วยด้วย แต่ถึงจะกินยาแล้วการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมก็ควรทำต่อไปนะคะ ทำให้เราไม่ต้องกินยาเยอะค่ะ

อีกอย่างที่อยากบอกคือ โรคความดันโลหิตสูง เมื่อเป็นแล้วก็ต้องรักษาไปตลอดนะคะ ไม่มีการหายแล้วหยุดกินยาได้ อย่าได้เบื่อหรือรำคาญเลยค่ะ กินยาวันละ 3-4 เม็ด ดีกว่าเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตนอนติดเตียงนะคะ

ขอให้แข็งแรงกันทุกคนค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ต้องรู้

ทุกวันนี้เรานิยมสาวเอวบางร่างน้อย และผู้ชายที่มีหน้าท้องเป็นกล้าม Six pack กัน ความอ้วนจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนพยายามกำจัด ความจริงอันนี้ก็เป็นค่านิยมที่ข้อดีอยู่เหมือนกัน เพราะความอ้วนเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนานา การลดน้ำหนักที่ได้ผล แน่นอนก็ต้องอาศัยการออกกำลังกายด้วย หลายคนออกกำลังกายจนท้อ แต่น้ำหนักก็ไม่เห็นลดซักที ความจริงการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักเนี๊ย ก็ใช่ว่าจะทำแบบไหนก็ได้นะคะ มาดูกันว่าควรทำยังไง

เบาบ้างหนักบ้างถึงจะดี
ถ้าเราเลือกการออกกำลังกายที่ไม่ใช่"เกม" อย่างเช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดิน แน่นอนการยิ่งออกกำลังหนักๆ ยิ่งสามารถกำจัดชั้นไขมันได้มากขึ้น แต่การทำแบบนั้นนอกจากจะอาศัยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ออกกำลังแล้ว ยังรวมไปถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ ที่ต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อตามแขนขาของเราให้พอด้วย

ดังนั้นสิ่งที่เหมาะสมคือการออกกำลังแบบหนักประมาณ ครึ่ง-1 นาที แล้วตามด้วยช่วงที่ผ่อนลง 2-3 นาที เช่น  ถ้าวิ่งก็เริ่มด้วยการวิ่งเร็วตามกำลังที่เราทำได้ แบบทำได้เรื่อยๆ ซัก 2-3 นาที หลังจากนั้นก็เร่งความเร็วให้มากขึ้นแบบสุดๆ ซัก 1 นาที แล้วกลับมาวิ่งที่ความเร็วเท่าเดิม แล้วค่อยเร่งใหม่ สลับกันไปมาแบบนี้ นอกจากจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าแบบวิ่งเรื่อยๆ ด้วยความเร็วคงที่แล้ว ยังเป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย และก็เป็นวิธีที่ไม่เหนื่อยจนเกินไป
การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก,


ระยะเวลาทั้งหมดที่ออกก็เป็นสิ่งสำคัญ
ร่างกายของเรามีลำดับการดึงพลังงานมาใช้ ช่วงแรกของการออกกำลังกาย ประมาณ 5-10 นาทีจะเป็นการดึงพลังงานจากน้ำตาลในเลือด และคาร์โบไฮเดรตในกล้ามเนื้อมาใช้ หลังจากใช้ทั้งสองอย่างนี้หมดแล้ว จึงจะเริ่มดึงเอาไขมันมาใช้ ดังนั้นถ้าเราออกกำลังกายวันละ 10 นาที แม้จะหนักมากจนหอบแฮกหายใจไม่ทัน แต่ก็อาจเป็นเพียงการเผาผลาญอาหารที่กินในวันนั้น แต่ไขมันที่สะสมอยู่อาจไม่ขยับเลยก็ได้ ดังนั้นก็ควรออกกำลังกายติดต่อกันอย่างน้อยๆ ครึ่งชั่วโมง เพื่อเผาผลาญไขมันที่พุงออกไปนะคะ

ลดเฉพาะส่วนได้จริงหรือ??
การออกกำลังเพื่อลดเฉพาะส่วนนั้น ความจริงแล้วก็เป็นเพียงทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นแข็งแรงมากขึ้น กระชับขึ้น อาจจะลดส่วนนั้นได้มากกว่าส่วนอื่นอยู่บ้าง แต่ว่าก็ไม่มาก ความจริงแล้วร่างกายของเราเลือกไม่ได้ว่าจะใช้ไขมันจากส่วนไหนก่อน ดังนั้นไม่ว่าคิดจะลดส่วนไหนก็คือการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารนั่นแหละค่ะ สัดส่วนต่างๆของร่างกายก็จะลดลงเองค่ะ

กล้ามเนื้อคือพระเอก
ส่วนของร่างกายที่เผาผลาญพลังงานออกไปเวลาเราออกกำลังกายก็คือกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเป็นตัวใช้พลังงานของร่างกาย ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่รู้คือ การเพิ่มกล้ามเนื้อให้ร่างกาย จะเป็นการเพิ่มการเผาผลาญพลังงานแม้เราเวลาที่เรา "ไม่ได้ออกกำลังกาย" ดังนั้นนอกจากการวิ่ง ขี่จักรยาน เล่นบาส ตีเทนนิส ฯลฯ ที่เราทำอยู่แล้ว เราควรให้ความสำคัญกับการ "เล่นกล้าม" ด้วย ไม่ได้จะชวนสาวๆมาเพาะกล้ามหรอกนะคะ แค่เล่นกล้ามให้กล้ามเนื้อของเราแข็งแรง และช่วยเผาผลาญพลังงานเท่านั้น ต่อไปกินอะไรก็จะไม่อ้วนง่ายค่ะ

การเล่นกล้ามที่ว่านี้ ได้แก่ การยกน้ำหนัก (สาวๆก็ยกแค่ 2-3 กิโลก็พอค่ะ) sit-up, เล่นโยคะ, นั่งเก้าอี้อากาศ(ออกกำลังกล้ามเนื้อขา) เป็นต้น ส่วนหนุ่มๆจะเล่นกล้ามจริงจังไปเลยก็ได้ค่ะ

คิดจะออกกำลังกายลดน้ำหนัก ก็ต้องออกให้ถูกวิธีนะคะ ขอให้มีหุ่น Fit and firm กันทุกคนค่ะ

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง โรคของนักเล่นคอมทั้งหลาย

เคยบ้างไหมที่มีคนรู้จัก หรือแม้แต่ตัวคุณเอง มีอาการปวดไหล่ ปวดคอ แบบชนิดที่เรื้อรัง เป็นๆหายๆ เมื่อยไปหมด บางครั้งก็ปวดหัว ชามือ ชาแขนไปด้วย เอายามานวดบ้าง ไปให้เขานวดบ้างก็ดีขึ้น แต่ไม่นานก็เป็นอีก นั่นแหละค่ะ Myofascial pain syndrome มาหาเราแล้ว

Myofascial pain syndrome หรือโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง เป็นโรคทางกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง ความจริงก็ไม่ได้เกิดกับนักเล่นคอมเท่้านั้น เกิดได้กับทุกๆคน ทุกอาชีพ แต่พบมากในคนที่ต้องทำงานหน้าคอมนานๆ

ตกลงโรคนี้คือะไร
โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดนัดๆเกร็งเป็นเวลานาน นานแบบตลอดวันเลยทีเดียว อย่างเช่นถ้าเราต้องนั่งหน้าคอมนานในท่าที่ไม่ดี ต้องก้มมาก หลังค่อม กล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ของเราต้องทำงานหนักเพื่อให้เรานั่งอยู่ในท่านั้นได้นานๆ เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดวัน นานๆเข้ากล้ามเนื้อเหล่านั้นก็จะหดตัวเกร็ง ลองกดแล้วลูบๆดูแถวๆบ่า หรือคอ หรือสะบัก ก็จะพบกล้ามเนื้อเป็นลูกๆอยู่ข้างใต้ (แม้ไม่ได้เล่นกล้ามก็ตาม) กดลงไปก็จะเจ็บจี๊ดขึ้นมา ร้าวไปตามคอตามแขน อาจถึงหัวเลยทีเดียว

อาการแบบไหน ที่เรียกว่าเป็นโรคนี้
อาการคือปวดตามคอ ตามไหล่ หรือสะบัก  ปวดได้ตั้งแต่พอรำคาญๆ จนถึงปวดมาก บางคนร้าวไปหัว รู้สึกเหมือนปวดหัวตุ๊บๆอยู่ตลอดก็มี แต่จะไปเป็นถึงกับแขนอ่อนแรง หรือว่าชารับความรู้สึกไม่ได้นะคะ อาการจะเน้นไปที่ปวดเมื่อยมากกว่า ถ้าเคยไปนวดมาบ้างก็จะดีขึ้น แต่ซักพักก็จะเป็นใหม่อีกน่ารำคาญ แบบนี้แหละ ใช่เลย น่าจะเป็น โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง แต่ถ้ามีแขนอ่อนแรง (ไม่ใช่อ่อนแรงแบบยกของหนักๆ ทำงานหนักๆแล้วอ่อนแรงนะคะ อ่อนแรงแบบยกแขนขึ้นไม่ได้ หรือถือแก้วน้ำแล้วหล่น แบบเนี๊ยถึงจะเรียกว่าอ่อนแรงนะคะ) ถ้าถึงกับอ่อนแรง ชารับความรู้สึกไม่ได้ อาจจะต้องไปตรวจ เผื่อว่าเป็นโรคอื่นนะคะ

รักษายังไง
โรคนี้ความจริงก็ไม่ได้อันตราย ไม่ทำให้ตาย และไม่ถึงกับทุพพลภาพพิการแต่อย่างใด แค่น่ารำคาญ และอยู่ไม่ค่อยสุขสบายเท่าไหร่

หลายคนเริ่มต้นด้วยการกินยาแก้ปวด อย่างพาราเซตมอล หรือบางคนก็กินยาที่เรียกกันว่า "ยาคลายกล้ามเนื้อ" อย่าง Bufen, fenac,Naproxen อาการก็คงจะหายอยู่บ้างใช่มั๊ยค่ะ แต่เดี๋ยวก็กลับมาเป็นใหม่อีก อันนี้อยากกินกินได้ค่ะ แต่ถ้าจะให้แนะนำ การกินยาอาจไม่ได้รักษาี่สาเหตุ แค่ช่วยบรรเทาอาการเท่านั้น ยิ่งยากินที่เรียกว่ายาคลายกล้ามเนื้อเนี๊ย ถึงจะแก้ปวดด้วยดี แต่ไม่ควรกินระยะยาวนะคะ (อ่านรายละเอียดได้ในบทความเก่า เรื่องยาแก้ปวด)

ที่อยากแนะนำคือการ"นวด" นวดนี้ก็อาจจะเป็นนวดโดยนักกายภาพบำบัด หรือนวดแผนไทยก็ได้ เขาก็จะกดจุดให้ คลายกล้ามเนื้อให้ อาการปวดจะดีขึ้นอยู่ อาการเมื่อยจะน้อยลง แต่จะไม่ได้หายในคราวเดียวนะคะ อาจจะต้องทำประจำหน่อยถึงจะดีขึ้น นอกจากนั้นก็มีแพทย์ทางเลือกอื่นที่ช่วยได้ เช่น "ฝังเข็ม" ทั้งนวดและการฝังเข็มนี้ ควรทำกับสถานบริการทางสุขภาพที่น่าเชื่อถือนะคะ

สิ่งที่เราสามารถทำได้เองที่บ้านคือการยืดกล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ค่ะ อันนี้ควรทำทุกๆวัน จะช่วยลดอาการได้มากค่ะ
 myofascial pain syndrome, ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

Source: pt.mahidol.ac.th
และที่สำคัญคือการกำจัดสาเหตุ คือ ควรจัดที่นั่งทำงานให้เหมาะสมกับเรา หลายคนคงเคยได้ยินมาแล้วเช่น คอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา ขาตั้งฉากกาับพื้น ความสูงโต๊ะอยู่ระดับศอก  ไม่ควรต้องก้มหน้ามากเวลาทำงาน เวลาเรานั่ง มีพนักพิง เวลาวางมือที่คีย์บอร์ด ข้อมือควรอยู่แนวเดียวกับแขน(คือไม่ต้องหักข้อมือนะคะ) ระหว่างใช้คอมพิวเตอร์ควรพักสายตาบ้าง เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีปัจจัยอื่นๆ เช่น สะพายกระเป๋าหนักที่ไหล่ การนั่งหรือเดินหลังค่อมเป็นต้น

เอาหล่ะคะ หวังว่าจะช่วยให้เหล่านักเล่นคอมที่กำลังอ่านบทความสบายเนื้อสบายตัวมากขึ้นนะคะ วันนี้สวัสดีค่ะ

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

ไขมันมีทั้งดีทั้งเลวนะ จะบอกให้

พูดถึงไขมัน ก็สงสารเสียเหลือเกิน มองไปทางไหนก็เคยได้ยินแต่ "กำจัดไขมัน" "สลายไขมัน" "ไขมันส่วนเกิน" รู้สึกว่าคุณไขมันจะเป็นที่น่ารังเกียจของทุกคนเหลือเกิน แต่คุณรู้มั๊ย ความจริงแล้วไขมันดีๆก็มีนะคะ

ไขมันในเลือด, ดูแลสุขภาพ, ไขมันสูง, กินไขมัน, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้
ไขมันผิดตรงไหน
ความเชื่อเกี่ยวกับไขมันว่าไม่ดีต่อเราอย่างไร พูดกันแบบที่เห็นกันชัดๆเลย ไขมันทำให้เราดูไม่ดี อ้วน เผละ ใส่อะไรก็ไม่สวย สำหรับบางคนก็ถือเป็นปมด้อยไปเลยทีเดียว สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ "ไขมันในเลือดสูง" ไขมันที่ว่านี้ หมายถึง"ไขมันเลว" มันทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตัน นำไปสู่โรคที่น่ากลัวหลายโรคทอย่างเช่น โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งเกิดจากไขมันอุดตันในเส้นเลือดในสมอง หรือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ก็เป็นจากการมีไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเช่นกัน อีกอย่างที่ทุกคนควรรู้คือโรคไขมันสูงในเลือดนี้ไม่สัมพันธ์กับไขมันที่สะสมตามร่างกายนะคะ บ่อยครั้งที่คนผอมบางคนจะมีไขมันในเลือดสูงมาก และคนอ้วนบางคนที่ไขมันในเลือดปกติ

อย่างไรก็ตาม การไม่กินไขมันเลยก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว ความจริงร่างกายเองก็ต้องการไขมันซึ่งช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายเฉพาะในไขมัน และไขมันทำให้เรารู้สึกอิ่ม การลดไขมันในอาหารทุกชนิดอาจทำให้เรากินอาหารพวกแป้งมากกว่าปกติ ก็นำไปสู่ไขมันสะสมได้

ไขมันในเลือดก็มีหลายชนิดนะ
ไขมันในเลือดเองก็มีหลายแบบ มีทั้งดีและไม่ดีเหมือนกัน แต่โรคไขมันในเลือดสูงที่เรากลัวกันนั้น หมายถึงไขมันไม่ดี หรือไขมันเลวอย่างเดียว เวลาเราไปเจาะเลือดเพื่อตรวจไขมันในเลือด ความจริงแล้วมีการเจาะตรวจทั้งไขมันดี และไขมันเลว โดยหลักๆจะมี LDL, total cholesterol, triglyceride ทั้ง 3 ตัวนี้เป็นไขมันไม่ดี ยิ่งสูงยิ่งมีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาก ส่วนไขมันอีกตัวคือ HDL ไขมันตัวนี้เป็นไขมันดี ยิ่งสูงยิ่งดี มันช่วยลดโอกาสการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เรียกว่าคงต้องมองเหล่าน้องไขมันกันใหม่ อย่าไปเหมารวมกันหมดว่าเขาไม่ดีกันหมดนะคะ

แล้วไขมันที่เรากินกันหล่ะ
ไขมันที่เรากินแบ่งออกใหญ่ๆเป็น 2 แบบ คือ ไขมันอิ่มตัว กับไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดีเหมือนกัน (เหมือน แม้ Vampire ในหนังส่วนใหญ่จะไม่ดี แต่ก็มี Vampire มังสวิรัติอย่างพระเอกใน twilight นะ)

ไขมันอิ่มตัว พบในไขมันสัตว์ และน้ำมันพืชบางชนิดได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ไขมันอิ่มตัวนี้เป็นไขมันไม่ดี กินเข้าไปก็จะก่อให้เกิดไขมันไม่ดีในเลือดเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั่นเอง

ไขมันไม่อิ่มตัว พบมากในเหล่าบรรดาไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถ่ัวเหลือง น้ำมันงา น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น่้ำมันมะกอก และไบมันจากสัตว์ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้คือ น้ำมันปลา เป็นต้น ไขมันเหล่านี้เป็นไขมันดี ช่วยลดโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

มีไขมันเลวอีกชนิดหนึ่งที่ทุกคนควรรู้จัก เรียกว่า trans fat ไขมันพวกนี้พบได้ในไขมันสัตว์อยู่แล้ว และไขมันที่อดีตเคยเป็นไขมันไม่อิ่มตัวผู้แสนดี แต่กลายร่างเป็นไขมันเลวหลังจากผ่านกระบวนการทำอาหารบางอย่าง เช่น มาการีน ไขมันในอาหารที่ผ่านพลังงานความร้อนมากๆ เช่น เหล่าเบเกอรี่, ของทอด เป็นต้น

แล้วคอเลสเตอรอลหล่ะ
ความจริงคอเลสเตอรอล ไม่ใช่ไขมัน (อ้าว!!) มันเป็นสารคล้ายไขมันเฉยๆ ความจริงมันมีความสำคัญต่อเซลล์ในร่างกายของเรา แต่โดยทั่วไป ร่างกายของเราสังเคราะห์มันเองได้อย่างเพียงพอ การมีคอเลสเตอรอลสูงเกินไปในเลือดก็จะนำไปสู่เจ้าเก่าของเรา อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

โอเมก้า 3 ก็เป็นไขมันนะเธอ
โอเมก้า 3 ที่โฆษณากันมากมายว่าบำรุงสมอง ทำให้ร่างกายแข็งแรง ความจริงแล้วก็คือไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหนึ่ง พบมากใน น้ำมันตับปลา ผลวอลนัท ปลาทะเลอย่าง แซลมอน, เฮอริงค์, ปลาแมคคลอเรล

สรุปแล้วไขมันกินได้ แต่ควรควบคุมปริมาณ และเลือกแหล่งของไขมัน เพื่อให้ร่างกายของเราได้รับไขมันดีๆไปนะคะ ขอให้ทุกคนปราศจากโรคภัยค่ะ



วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

มะเร็งปากมดลูก มีวัคซีนป้องกัน!!!

ได้ชื่อว่ามะเร็ง ก็มีความน่าเกรงขามอยู่ในตัวแล้ว ทุกคนรู้ว่ามะเร็งโหดร้าย ทรมาน และอาจถึงแก่ชีวิต ไม่มีใครอยากเป็นโรคมะเร็ง และหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงคือ "มะเร็งปากมดลูก" วันนี้ทุกคนรู้แล้วหรือยังว่ามะเร็งชนิดนี้มีวัคซีนป้องกันแล้ว!!!

ก่อนอื่นขอเล่าคร่าวๆเกี่ยวกับสิ่งที่มนุษย์เราค้นพบเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกก่อน ถ้าเราไปถามหมอว่ามะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากอะไรก็จะได้คำตอบว่า มะเร็งส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด มีปัจจัยมากมายที่มีผลต่อการเกิดมะเร็ง บอกได้ไม่ชัดเจน แต่สำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก เราค้นพบว่ามันเป็นมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อ!!!
มะเร็งปากมดลูก, วัคซีนมะเร็งปากมดลูก, ดูแลสุขภาพ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


เชื้อที่ว่านี้เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อว่า HPV (ไม่ใช่ HIV นะคะ) ไวรัสชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิดมะเร็งจะเป็นสายพันธุ์ 16 กับ 18 ไวรัสชนิดนี้ติดทางเพศสัมพันธ์ โดยทีไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 กับ 18 นี้เวลาอยู่กับผู้ชายจะไม่ก่อโรค(ไม่ยุตธรรมเลย) แต่พอมาอยู่กับผู้หญิงแล้ว มันจะชอบติดที่ปากมดลูก ทำให้เกิดเซลล์ผิดปกติ โดยส่วนใหญ่พบว่าก็ไม่ได้กลายเป็นมะเร็งหรอกนะคะ แต่จะมีบางส่วนที่หลังจากนั้นก็จะค่อยๆก่อตัวเป็นมะเร็ง ซึ่งกว่าจะถึงขั้นนั้นก็ผ่านไปอีกเป็นสิบๆปี เรียกว่าติดเชือวันนี้กว่าจะเป็นก็อีกหลายปีค่ะ พอรู้สาเหตุแล้ว ก็นับว่าเป็นข่าวดี!! ดียังไง? ก็เพราะว่า ถ้าสาเหตุมันเป็นจากการติดเชื้อ เราก็สร้าง"วัคซีน" ป้องกันมันซะเลย เหมือนวัคซีนป้องกันบาดทะยัก, พิษสุนัขบ้า ฯลฯที่ใช้กันมาหลายสิบปีแล้ว

สรุปแล้ว วัคซีนที่ว่านี้ก็คือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกนั้นเอง ถ้าไม่ติดเชื้อ ก็ไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกไง ว่าแล้วสาวๆก็คงเริ่มสนใจ และสำหรับหนุ่มๆก็ควรศึกษาไว้สำหรับบอกผู้หญิงที่เรารักนะคะ (ถึงไม่รักผู้หญิง ก็ไว้บอกเพื่อนสาวละกันค่ะ 555)

จะฉีดได้ตอนไหน
บางคนก็สงสัย เพราะว่าอย่างวัคซีนของเด็กๆ ก็มีเวลาให้เริ่มฉีด และระยะห่างที่เหมาะสมในการฉีดแต่ละเข็ม สำหรับวัคซีนตัวนี้ ในต่างประเทศให้ฉีดกันตั้งแต่เริ่มเป็นสาว คืออายุประมาณ 11-13 ปี ความจริงแล้ว หลักการคือควรฉีดยาให้มีภูมิคุ้มกัน ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ เพราะว่าไวรัส HPV นี้ติดต่อกันทางเพศสัมพันธุ์อย่างที่บอกไป ถ้าเกิดว่าใครที่ตอนนี้อายุเกิน 11-13 ปี แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์ ก็ไปฉีดได้เลยค่ะ  ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดเข็มที่ 1 แล้วเข็มต่อมาที่ 3 เดือน และ 6 เดือน

แต่หลายคนที่มีคู่แล้วก็อย่าพึ่งเสียใจไปนะคะ ถามว่าจะฉีดได้มั๊ย ก็ฉีดได้ค่ะ เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้อจะลดลงเท่านั้นเอง

ได้ผลดีมั๊ย
เนื่องจากวัคซีนนี้ยังใหม่อยู่ เท่าที่มีการศึกษาพบว่ายังป้องกันได้ไม่ 100% เพียงแต่คนที่ฉีดจะมีโอกาสติดเชื้อน้อยลงค่ะ ยังไงก็ตาม แม้เราจะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังคงต้องไปตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำทุกปีเป็นปกติค่ะ

ตรวจมะเร็งปากมดลูกคืออะไร ?? ตรวจทำไม??
อันนี้สำหรับคนที่ยังไม่รู้นะคะ บางคนก็เรียกการตรวจมะเร็งปากมดลูกว่าเป็นการ"ตรวจภายใน" ซึ่งแน่นอนว่าผู้หญิงเกือบทุกคนกลัว ยิ่งเป็นสาวๆอายุน้อยๆก็คงอายเกินกว่าจะไปตรวจ

เอาตามตำรา เราแนะนำให้ผู้หญิงทุกคนตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ 3 ปีแรก หลังมีเพศสัมพันธ์ และตรวจเป็นประจำทุกปี หรือถ้าปกติติดกัน 3 ปี ก็สามารถห่างเป็นทุก 3 ปีได้ วิธีการตรวจอันนี้ก็ยอมรับว่าเป็นการตรวจภายในจริง ต้องใส่เครื่องมือในช่องคลอดจริง แต่ลองฟังเรื่องมะเร็งปากมดลูกกันก่อน เผื่อว่าจะทำให้หลายคนเปลี่ยนใจ

มะเร็งปากมดลูกเป็นยังไง??
มะเร็งปากมดลูกเริ่มจากเป็นเนื้องอกที่ปากมดลูก แล้วค่อยๆลุกลามไปตามผนังช่องคลอด มดลูก รังไข่ และเข้าไปในช่องท้อง อาจลุกลามไปถึงลำไส้ และอวัยวะอื่นๆได้ สุดท้ายถ้าลุกลามไปตามกระแสเลือดก็สามารถไปได้ทุกที่ในร่างกายไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต สมอง ปอด ฯลฯ เดิมทีแล้วมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยไปมาก เนื่องจากเรามักตรวจไม่เจออาการจนกระทั่งมันเป็นมากแล้ว ส่วนใหญ่กว่าจะมาพบแพทย์ ก็เพราะมีอาการจากตัวมะเร็งที่ลุกลามไปตามอวัยวะต่างๆแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก หากเราตรวจพบมะเร็งมดลูกตั้งแต่เนิ่นๆ เราสามารถ"รักษาให้หาย" ได้เลยทีเดียว (มะเร็งที่รักษาจนหายได้ มีไม่มากนะเออ")

การตรวจมะเร็งปากมดลูก ตั้งแต่ยังไม่มีอาการจึงเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของคนไข้จำนวนมากไว้ได้ อย่างที่บอกถ้าหากว่าเรามาตรวจเจอตั้งแต่แรกๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ ข่าวร้ายว่า"คุณเป็นมะเร็งระยะแรก" ยังไงก็มีความหวังกว่า "คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย" นะคะจริงมั๊ย แล้วถ้าจะบอกว่า "อายหมอ" ก็อยากให้ทราบว่าปัจจุบันมีผู้หญิงนับพันมาตรวจมะเร็งปากมดลูก พวกเขาทำได้ เราก็ทำได้ค่ะ

สรุปแล้วอยากจะชวนผู้หญิงทุกคนไปฉีดวัคซีน และมาตรวจมะเร็งปากมดลูกกันนะคะ

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

ต้องออกกำลังกายเยอะแค่ไหน

พูดถึงการออกกำลังกาย ทุกคนรู้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ด้วยภาระการงาน ลำพังงานที่ทำอยู่ หลายคนทำงานที่ต้องเดินไปเดินมาทั้งวัน เมื่อยก็เมื่อย เหนื่อยก็เหนื่อย กลับถึงบ้านก็แทบอยากจะสลบคาเตียงที่แสนอบอุ่นที่บ้าน แม้แต่จะลุกไปทำกับข้าว หรือทำอาหารกินเองยังไม่อยากขยับเลย แ้ล้วนับประสาอะไรกับการหาเวลาออกกำลังกาย หลายคนก็เริ่มสงสัยว่า งานที่ทำอยู่เนี๊ย ทั้งยกของ เดินไปเดินมาทั้งวัน นับเป็นการออกกำลังกายได้มั๊ยนะ กะว่า 2 in 1 ทำทั้งงาน และถือเป็นการออกกำลังกายไปด้วยเลยจะได้มั๊ยเนี๊ย
ออกกำลังกาย, โรคอ้วนลงพุง, exercise,metabolic syndrome,ออกกำลังกายมากแค่ไหน, ออกกำลังถูกวิธี, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


คำถามแรกที่ต้องตอบได้คือ เราอยากออกกำลังกายเพื่ออะไร การออกกำลังกายเพื่อจุดหมายต่างกัน ก็ต้องออกกำลังกายต่างกัน เหมือนเค้กช็อกโกแลต กับเค้กกล้วยหอม ถึงเป็นเค้กเหมือนกัน แต่ส่วนผสมก็ต่างกัน อย่างเช่นถ้าเราต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก หลักการก็คือต้องใช้พลังงานให้มากกว่าพลังงานจากอาหารที่เรากินในแต่ละวัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหนักๆที่ fitness center หรือ ทำงานบ้านทั้งวันนับรวมด้วยทั้งนั้น เพราะถือเป็นการใช้พลังงานทั้งหมด เพียงแต่งานหนักหน่อยก็ใช้พลังงานเยอะหน่อย ถ้างานเบาก็ใช้พลังงานน้อยหน่อย แต่ในที่นี้เราจะมาพูดถึงการออกกำลังเพื่อป้องกันโรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome)

การออกกำลังกายเพื่อป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนี้ต้องเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้เกิดความเหนื่อย ให้ร่างกายได้อยู่ในภาวะที่กำลัง "ออกกำลัง" จริงๆ โดยที่ฝรั่ง(พี่ใหญ่อเมริกาของเรานั่นเอง) แนะนำไว้คือ

ออกกำลังกายแบบปานกลางอย่างน้อย150 นาทีต่อสัปดาห์ (หมายความว่าจะเฉลี่ยออกกำลังกายกี่วันก็ได้ใน 1 สัปดาห์นะคะ)ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ(ก็คือเล่นกล้ามหน่ะคะ แต่ไม่ได้กำลังชวนให้ทุกท่านสร้างกล้ามจนล่ำบึกนะคะ เดี๋ยวจะอธิบายต่อไปค่ะ)สัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ

ออกกำลังกายแบบหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

อ่านแล้วงงใช่มั๊ยค่ะ ว่านะเอาไปทำจริงๆยังไง ใจเย็นๆนะคะ อย่าพึ่งหนีไป อ่านต่อกันก่อน จะเล่าให้ฟังค่ะ

การออกกำลังกายที่ช่วยป้องกันโรคอ้วนลงพุงมี 2 แบบ คือการออกกำลังกายแบบที่ฝรั่งเรียกว่า Aerobic exercise (ไม่ใช่เต้นแอโรบิกนะคะ) คือการออกกำลังใช้ร่างกายทั่วๆไป แบบที่สองคือ muscle strengthening exercise เป็นการออกกำลังกายที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

Aerobic exercise แบ่งความหนักไว้ 3 ระดับคือ เบา ปานกลาง หนัก
-แบบเบา เป็นการทำกิจกรรมที่ไม่ได้ทำให้หัวใจของเราเต้นเร็วขึ้น เราทำได้เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ เช่น เดินช็อปปิ้ง กวาดบ้าน ล้างจาน ฯลฯ กิจกรรมเล่านี้ช่วยเผาผลาญพลังงาน แต่ไม่ได้ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่กำลัง "ออกกำลัง" สรุปแล้วกิจกรรมเหล่านี้ไม่นับเป็นการออกกำลังกายเพื่อป้องกันโรคนะคะ (หลายคนคงได้คำตอบนะคะ)

-แบบปานกลาง อันนี้เป็นกิจกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นบ้าง เริ่มเหงื่อออก สังเกตง่ายๆ ช่วงที่ออกกำลังอยู่นั้น เราจะหายใจเร็วขึ้น อาจจะพูดประโยคได้ปกติ แต่ถ้าให้ร้องเพลง เราก็จะเริ่มติดๆขัดๆ ต้องหยุดร้องเพราะหายใจไม่ทัน กิจกรรมเหล่านี้เช่น เดินเร็วๆ ขี่จักรยานทางราบ เป็นต้น

-แบบหนัก กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เหนื่อยมากขึ้นไม่สามารถพูดประโยค 4-5 คำโดยไม่หยุดหายใจได้ ยกตัวอย่างเช่น วิ่งjogging, ว่ายน้ำ, บาสเก็ตบอล, เทนนิส เป็นต้น

ส่วนการออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแต่ละส่วนเช่น ยกweight สำหรับแขน, sit up สำหรับหน้าท้อง, นั่งเก้าอี้อากาศสำหรับขา, โยคะ(ในท่าที่ต้องใช้แรง) กล้ามเนื้อของคนเราจะโตตามการใช้งาน (สาวๆจึงไม่อยากเดินเยอะ เพราะกลัวน่องโต) ที่แนะนำการออกกำลังกายแบบนี้ไม่ได้อยากใ้สาวๆม่กล้ามโตหรอกนะคะ แต่เราออกกำลังกายแบบนี้ไม่ต้องหนักมาก เพื่อรักษากล้ามเนื้อของเราไว้ กล้ามเนื้อเป็นแหล่งใช้พลังงาน เผาผลาญบรรดาไขมัน และน้ำตาลจึงช่วยป้องกันโรคอ้วนลงพุงด้วย

วิธีคือ แต่ละท่าที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็น ยกน้ำหนัก, sit up ให้ทำติดต่อกันจนกล้ามเนื้อทำไม่ไหวแล้วหยุดพักนับเป็น 1 ชุด โดยทั่วไปจะทำได้ประมาณ 8-15 ครั้ง ถ้าทำได้มากกว่าแสดงว่าท่าง่ายเกินไป หรือน้ำหนักที่ยกเบาไป ทำซักวันละ 1 ชุดก็โอเคแล้ว แต่ถ้าอยากให้กบ้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น อาจเพิ่มเป็น 2-3

อ่านแล้วรู้สึกว่าทำยาก ยุ่งยาก ขอให้เริ่มจากน้อยๆก่อนค่ะ ทีละ 10 นาที แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของเรานะคะ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะออกกำลังกายไปทำไม อ่านทางนี้เลยค่ะ ออกกำลังกายไปทำไมเหรอ??


วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

ออกกำลังกายไปทำไมเหรอ??

คนไข้บางคนมาพบหมอเพื่อตรวจสุขภาพประจำปี ดิฉันก็ถามว่า"คุณออกกำลังกายบ้างมั๊ยค่ะ" ก็มีคำตอบมากมายตอบกลับมา "ไม่ค่อยได้ออกครับ ผมไม่มีเวลา" "ก็ทำงานบ้านทุกวันหน่ะค่ะ" "ออกอยู่บ้างครับ เมื่อมีโอกาส"(ปีละครั้งรึเปล่านะคุณ) ดูเหมือนหลายคนจะรู้อยู่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่างว่า "การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี" "คนเราควรออกกำลังกาย" แล้วถ้าถามว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์อย่างไร เชื่อมั๊ย ร้อยละ 90 ตอบว่า "ทำให้ร่างกายแข็งแรง" แล้วแข็งแรงยังไงอะ "เอ่อ........." นึกไม่ออกเลยทีเดียว (ตอนนี้ ร้อยละ 90 กำลังคิดอยู่ว่าจะพูดคำว่า "ทำให้ร่างกายแข็งแรง"ด้วยรูปประโยคอื่นว่ายังไง 555)

เอาเถอะค่ะ ความจริงคือ บางที เรายังไม่รู้ประโยชน์ของการออกกำลังกายดีพอ ก็เลยยังไม่คิดจะเริ่มมัน มาอ่านทางนี้กันดีกว่าค่ะ


1.ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก
แน่นอนคนส่วนใหญ่ เริ่มเดินเข้า fitness ครั้งแรก เพราะอยากลดน้ำหนัก จริงมั๊ย คนผอมๆส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยคิดถึงความจำเป็นในการออกกำลังกายเท่าไหร่ ยกเว้นว่าชอบกีฬาบางอย่างอยู่แล้ว สมการง่ายๆของการสะสมไขมันในร่างกายที่ทุกคนเข้าใจคือ

กิน - ใช้ = ไขมันสะสม

จะให้ไขมันสะสมลดลงก็ต้องกินน้อยลง ไม่ก็ใช้ให้มากขึ้น สมมติว่า ไม่ค่อยชอบออกกำลังกายเท่าไหร่(ไม่ต้องสมมติหรอก มันเรื่องจริงเลยหล่ะ) เลยกะว่าจะกินอาหารแค่วันละ 2 มื้อพอ เช่น ปกติ กิน 10 ใช้ 7 

10 - 7 = 3

กินน้อยหน่อย เหลือซัก 6 ก็กะว่าจะได้ 6 - 7 = -1 โอเค ลดวันละ 1 ก็ยังดี ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ผอม ผิดค่ะ!!!!

ความจริง ร่างกายของเราไม่ได้เป็นสมการเลขง่ายๆอย่างงั้นหน่ะสิค่ะ เวลาที่เรากินน้อยลง ร่างกายจะเริ่มกลัวอดตายค่ะ มันจะพยายามเผาผลาญพลังงานให้น้อยลง สะสมพลังงานไว้ใช้สำรอง นั่นเป็นเหตุผลว่าเวลาอดอาหารมากๆจะเริ่มง่วงนอนบ่อย ซึม ไม่ค่อยกระปรี้กระเปร่า ถ้าคุณกิน 6 ร่างกายอาจจะลดลงมาใช้แค่ 6 ก็จะเป็น 

6 - 6 = 0

โอเค น้ำหนักก็ไม่ขึ้น ก็ยังดีนะ แต่เมื่อไหร่ที่กลับไปกินเท่าเดิมนะ อย่าแม้แต่จะคิดเลยค่ะ น้ำหนักจะพุ่งพรวดเลยทีเดียว กว่าร่างกายจะกลับมาเผาผลาญเท่าเดิม ก็ต้องใช้เวลา

สรุปแล้วสาธยายมานานมาก อยากให้รู้ว่า ถ้าคิดจะลดน้ำหนัก การลดอาหารเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เราต้องรักษาการเผาผลาญของเราให้เท่าเดิม หรือ เพิ่มมากขึ้นด้วยการออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดีแล้ว ยังทำให้รักษาน้ำหนักที่ต้องการไว้ได้อีกด้วย

2. ลดโรค metabolic syndrome
ขอพูดเรื่อง metabolic syndrome ก่อน ภาษาไทยมักแปลกันว่า "โรคอ้วนลงพุง" (ก็แหงสิ อ้วนก็ต้องลงพุง) ซึ่งเป็นชื่อที่ทำให้เราเห็นภาพไม่หมด ความจริงโรคนี้รวมไปถึงการเป็นโรคความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง และไขมันในเลือดสูงด้วย ซึ่งการเป็นโรคน้ีทำให้เรามีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต(ที่เกิดจากเส้นเลือดอุดตันในสมอง) และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในอนาคต (เรื่องโรคนี้จะขอมาพูดในภายหลังนะคะ ยาาาาาววววววมากค่ะ :))

มีการศึกษาจำนวนมากที่ลงความเห็นไปทางเดียวกันคือ การออกกำลังกายนอกจากจะลดไขมันรอบเอวแลัว ยังปรับบรรดาฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ไขมันในเลือดลดลง น้ำตาลในเลือดลดลงและความดันโลหิตก็ลดลงด้วย สรุปว่าช่วยลดความเสี่ยงการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตจากเส้นเลือดอุดตันในสมอง และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วย

3. ลดเบาหวาน
อันนี้คล้ายข้อที่แล้ว เพราะว่าโรคเบาหวานทำให้เกิด อัมพฤกษ์ อัมพาตจากเส้นเลือดอุดตันในสมอง และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ และยังมีความสามารถรอบด้านกว่านั้นอีก คือจะทำลายไต ทำลายเส้นประสาทและตา คนที่ไม่ควบคุมโรคเบาหวานให้ดี ปล่อยทิ้งไว้ สามารถไตวาย และตาบอดได้เลยทีเดียว (ขู่กันจริงเลยหมอ....ขออนุญาตขู่ค่ะ แต่ขู่ด้วยความปรารถนาดี) การออกกำลังกายช่วยปรับฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลทำให้มีโอกาสเป็นเบาหวานน้อยลง แต่ถ้าเป็นอยู่แล้ว จะทำให้สามารถคุมน้ำตาลได้โดยใช้ยาน้อยลง และคุมได้ดีขึ้น

4. รักษากล้่ามเนื้อและกระดูก
อวัยวะ 2 อย่างนี้ในร่างกายเป็นอวัยวะที่ยิ่งใช้ ยิ่งแข็งแรง สำหรับกล้ามเนื้อก็ชัดเจนอยู่แล้ว อยากกล้ามโตก็ต้องเล่นกล้าม แต่สำหรับกระดูกที่เรามองไม่เห็น กระดูกที่ได้รับแรงกระแทกในปริมาณที่ไม่มากเกินไป ร่างกายจะรับรู้ว่ามันต้องรักษาความแข็งแรงของกระดูกไว้ เพราะต้องทนกับแรงกระแทกนี้ เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยรักษามวลกระดูกของเราไว้ ให้แข็งแรงอยู่เสมอ เหมือนมีด อยากให้คมก็ต้องรับมีดบ่อยๆ

5. ออกกำลังกายทำให้อารมณ์ดี
อันนี้หลายคนคงเคยได้ยินมาก่อน การออกกำลังกายทำให้ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้เกิดความสุข( Endorphin) ทำให้เราอารมณ์ดี และเกิดภาวะซึมเศร้าน้อยลง ความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ถ้าได้ออกกำลังกายไปสักระยะหนึ่ง จะเริ่มรู้สึกขาดอะไรบางอย่างไปเมื่อหยุดออกกำลังกาย เชื่อเถอะช่วงแรกถ้าได้เริ่มแล้ว ด้วยประโยชน์ และความรู้สึกสดชื่น จะไม่อยากหยุดเลยทีเดียว

นอกจากนี้ก็ยังมีข้อดีอื่นๆอีกเช่น
-ทำให้มีเพื่อนมากขึ้น แน่นอน ถ้าเราออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตามสถานที่ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น fitness center, สวนลุม, tennis court, สนามกอล์ฟ ฯลฯ แน่นอนเราต้องเจอคนที่มีความชอบการออกกำลังกายเหมือนกัน แลกเปลี่ยนพูดคุยกันบ้าง ก็อาจจะได้เพื่อนใหม่นอกเหนือจากเพื่อนที่ทำงาน แถมบางคนก็ได้คนรู้ใจจากที่นี่แหละ จริงมั๊ยค่ะ
-ไม่เหงา เพราะว่ามีอะไรทำ555
-ดูดี นอกจากการออกกำลังกายจะทำให้เราสุขภาพดีจากภายในแล้ว ความจริง เราก็ดูดีตั้งแต่บอกว่าวันนี้ "จะไปไหน" ถ้าเราตอบว่า "ไปว่ายน้ำค่ะ" แหน่ะ!! รู้สึกได้เลยว่าเราเป็นคนสุขภาพดี และดูแลตัวเอง (เข้าข้างตัวเองสุดๆ)

เล่ามามากมาย บางคนอาจจะคิดได้มากกว่าหมออีกนะคะ แต่อย่างไรก็ตาม ที่่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพียงแค่อยากให้ทุกคนเห็นประโยชน์ของการออกกำลังกาย ไปออกกำลังกายกันเถอะค่ะ ฮู้!!!! 


ออกกำลังกายไปทำไม, ประโยชน์การออกกำลังกาย, ออกกำลังกาย, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้แต่หมอ อยากให้คุณรู้