แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ยาแก้อักเสบคืออะไรหนอ??

หลายคนคงเคยกินยาที่เรียกกันว่า "ยาแก้อักเสบ" กันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นหวัด เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ปวดแขนปวดขา ปวดเข่า ปวดข้อ วันนี้อย่างให้ทุกคนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า ยาที่เรียกกันติดปากว่า "ยาแก้อักเสบ" นั้น ความจริงมีสรรพคุณอะไร

ตกลงยาแก้อักเสบคืออะไรกันแน่
จริงๆแล้วยาแก้อักเสบที่เรากินๆกัน ฮิตมากคือ Amoxicillin(เรียกกันสั้นๆว่า Amoxy เป็นยาแคปซูล มีหลายสีแล้วแต่ยี่ห้อ) ความจริงแล้วเป็น "ยาฆ่าเชื้อ" คือการออกฤทธิ์จริงๆเป็นการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย แต่เนื่องจากการติดเชื้อมักทำให้เกิดการอักเสบ (แต่การอักเสบอาจจะไม่ได้มาจากการติดเชื้อเสมอไป) ก็เลยมักจะพูดกันง่ายๆว่า ยาแก้อักเสบ

แล้วยาแก้อักเสบจริงๆมีรึเปล่า
ต้องตอบก่อนว่า "การอักเสบคืออะไร" การอักเสบเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อส่วนที่เกิดความผิดปกติ เหมือนกับเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วมักจะมีไทยมุง ยังไงอย่างงั้นเลยค่ะ เช่นถ้าร่างกายเราเกิดการติดเชื้อ มีเชื้อโรคแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายของเราจะส่งหน่วยต่อสู้ (คล้ายๆกับตำรวจในร่างกาย) ซึ่งก็คือเม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณทีเกิดความผิดปกตินั้น และก็จะเกิดการต่อสู้ของเม็ดเลือดขาวกับเชื้อโรคเหล่านั้น บริเวณทีเกิดการต่อสู้ขึ้นก็จะเห็นบริเวณที่เกิดการบวม แดง ร้อน และปวดขึ้นมา ส่วนใหญ่เวลาที่เชื้อกำลังเจริญเติบโตอยู่บนตัวเรา ก็จะไม่เห็นอาการอะไรหรอกค่ะ แต่อาการส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของเราเริ่มต่อสู้ ก็เลยปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งทำให้เราทรมาน แต่ความจริงแล้วก็เป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าร่างกายของเรากำลังต่อสู้

แต่สิ่งที่เม็ดเลือดขาวต้องต่อสู้ก็ไม่ได้มีแค่การติดเชื้อเท่านั้น เช่นเวลาที่มีกระดูกหัก มีรอยฟกช้ำ จากอุบัติเหตุ หัวโน กล้ามเนื้อฉีก เอ็นฉีกจากการเล่นกีฬา  แบบนี้ก็ไม่ได้มีการติดเชื้อ แต่จะมีการอักเสบเกิดขึ้นเพื่อเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บของร่างกาย

ยาต้านการอักเสบ ที่ลดการทำงานของเม็ดเลือดขาวเหล่านี้ก็มีอยู่ และหลายคนอาจจะใช้กันอยู่ แต่เรากลับเรียกมันว่า "ยาแก้ปวด" เป็นยาแก้ปวดชนิดที่เรียกว่า "NSAID" (Non steroidal anti-inflammatory drug) เช่น Diclofinac, Bufen, Naproxen เป็นต้น ยาเหล่านี้จะทำให้การอักเสบลดลง ทำให้อาการ ปวดบวมแดงร้อน ลดลง แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ส่วนใหญ่แล้ว แต่อาการปวดบวมแดงร้อนของการอักเสบจะลดลง แต่ร่างกายก็จะยังต่อสู้ และซ่อมแซมส่วนที่ซึกหรอได้เหมือนเดิมค่ะ

รู้อย่างงี้แล้ว.....
สิ่งที่ควรระวังคือ การกินยาแก้อักเสบ (ยาฆ่าเชื้อ) ควรกินเมื่อมีอาการของการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอ คอแดง มีแผลติดเชื้อ เป็นหนอง หรือเป็นสิว แต่ถ้าเป็นการอักเสบอย่าง ปวดแขนปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออักเสบก็ควรกินยาแก้ปวด (ความจริงเป็นยาต้านการอักเสบของจริง) การกินยาฆ่าเชื้อโดยที่จริงๆแล้วไม่มีการติดเชื้อ ในระยะสั้นก็ไม่ได้มีผลข้างเคียงกับร่างกายมากนัก ถ้าไม่ได้แพ้ยา แต่การใช้ยาฆ่าเชื้อมากเกินไป จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ และหากเราเกิดการติดเชื้อจริงๆ อาจจะต้องกินยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้นไปอีก ก็จะส่งผลเสียในระยะยาวได้ค่ะ

ยังไงก็ตาม รักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะได้ไม่ต้องกินยาดีกว่านะคะ

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

ยาแก้ปวด ลดไข้ ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด

ยาเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 อันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตของเรา (ความจริงก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดเรื่องปัจจัย 4 ขึ้นมา แต่ทุกคนก็เชื่อตามนั้นมาตลอด ) แน่นอนทุกคนต้องเคยเจ็บป่วย และเคยกินยามาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน หรือยาแผนโบราณ ยาแก้ปวดเป็นยาตัวหนึ่งที่ใช้กันบ่อยมาก เรียกกันว่าเป็นหนึ่งในยาสามัญ "ประจำบ้าน" (เดาเอาเองว่าทุกบ้านต้องมี) ความจริงแล้วยาแก้ปวดนี้มีอยู่หลายตัว หลายยี่ห้อ แล้วเรารู้จักยาแก้ปวดเหล่านี้มากพอรึยัง??
ยาแก้ปวด, พาราเซตามอล, NSAID, Tramol, อันตรายจากยาแก้ปวด, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


ยาแก้ปวดมีหลายชนิด ทีี่นิยมกันก็จะมี "พาราเซตมอล" คุ้นชื่อมากที่สุด (บางคนก็รู้จักในชื่ออื่นๆ เช่น ซารา, ไทลินอล ความจริงก็คือพาราเซตมอลเนี๊ยแหละค่ะ) รองๆลงมายาเป็นที่แรงขึ้น และมีหลายคนโดยเฉพาะคนที่เคยมีอาการปวดกล้ามเนื้อจะรู้จักก็ได้แก่ brufen, Fenac, Ponstan (หรือยาแก้ปวดประจำเดือน), tramol และถ้าบังเอิญบางคนได้ดูแลญาติ หรือคนใกล้ชิดที่มีอาการปวดจากโรคมะเร็ง ก็อาจจะรู้ว่า morphine (มอร์ฟีน!!!) เป็นยาแก้ปวดที่ได้ผลดีอีกตัวหนึ่ง (แต่ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้นนะคะ) เอาหล่ะ มีหลายตัวขนาดนี้ อยากจะเล่าสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับยาแก้ปวดเหล่านี้นะคะ

อันแรก ยาแก้ปวด ขึ้นชื่อว่า "แก้ปวด" ความจริงแล้วไม่ได้ช่วย "รักษาโรค" โดยตรงหรอกนะคะ มันแค่ช่วยลดอาการเท่านั้น จริงๆแล้วการรักษาที่เหมาะสม คือการรักษา"สาเหตุ" (ตามหลักของพระพุทธเจ้า ผลย่อมเกิดจากเหตุ สาธุ :)) การกินยาแก้ปวดเป็นเพียงการลดอาการเพื่อซื้อเวลาระหว่างที่เรากำลังแก้สาเหตุอยู่ อันนี้เป็นคำตอบที่บางคนกินยาแล้วจะรู้สึกว่า พอยาหมดฤทธิ์ก็เป็นใหม่อีก ไม่หายซักที แต่บางคนก็เถียงว่าบางทีกินแล้วก็หายนะ ไม่เห็นกลับมาเลย นั่นเป็นเพราะโรคบางโรค สามารถ"หายได้เอง"โดยไม่ต้องอาศัยยา พอได้กินยาแก้ปวด และพักผ่อนซักหน่อยก็หายเลย (เลิศมากๆๆ) และอีกเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะยาแก้ปวดบางตัว มีฤทธิ์อท่นด้วยที่ช่วยรักษาโรค ก็เลยหาย(เรียกว่า all in one)

ยาบ้านๆต้องพาราเซตามอล
พูดถึงยาตัวแรก ที่ขายกันเยอะสุด และใช้กันเยอะสุด ก็คือ พาราเซตมอล บางคนจะรู้สึกไฮโซขึ้นเวลาบอกว่ากิน ไทลินอล มา แต่ความจริงแล้วก็คือยาตัวเดียวกันนะคะ ไทลินอลเป็นชื่อยี่ห้อ แต่พาราเซตมอลเป็นชื่อตัวยา (เหมือนบอกว่าซื้อ ipad หรือ galaxy note กะซื้อ tablet หน่ะค่ะ) ยาตัวนี้เรียกว่าเป็นนิยมมาก เพราะว่ามีดีจริงๆค่ะ เป็นยาลดอาการปวดได้ดีระดับหนึ่ง อาการปวดทั่วๆไปกินแล้วจะดีขึ้น และมีผลข้างเคียงน้อยมาก ผลข้างเคียงที่ต้องระวังคือกินมากเกินไป จะมีพิษต่อตับ ทำให้เกิดตับอักเสบได้ โดยทั่วไป เราแนะนำไม่เกินวันละ 8 เม็ด(เม็ดละ 500 มิลลิกรัม) ใน 24 ชั่วโมง (แม้แต่ผู้ป่วยโรคตับถ้ายังเป็นไม่มาก ยาในปริมาณนี้ก็ยังปลอดภัยเลยนะคะ) อันที่จริงปริมาณที่จะทำให้เกิดพิษได้คือ 20 เม็ด ใน 24 ชั่วโมง หรือ 200 mg/kg ใน 24 ชั่วโมง (แต่ถ้าคูณเลขแล้วได้มากกว่า 10,000 mg ก็ให้ยึดที่ 10,000นะคะ)
นอกจากลดอาการปวดแล้ว ยาตัวนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยลดไข้ ทำให้เราสบายตัวมากขึ้นอีกด้วย แต่อย่างที่บอก มันไม่ได้ช่วยแก้สาเหตุ ดังนั้นก็ไม่แปลกถ้าไข้จากการติดเชื้อบางอย่างจะกลับขึ้นมาใหม่เมื่อยาหมดฤทธิ์ (มีฤทธิ์ ประมาณ 4-6 ชั่วโมง)

ข้อระวังของยาตัวนี้คือ คนที่เป็นโรคตับรุนแรง (อย่างที่ได้บอกไป) คนที่เคยแพ้ยานัวนี้ และคนที่กินยาละลายลิ่มเลือด อาจทำให้ฤทธิ์ของยาตัวที่กินอยู่ออกฤทธิ์ได้น้อยลงค่ะ

ยา เอ็นเซท (NSAID)
เรียกว่า NSAID หลายคนก็คงถามต่อว่า คืออะไร?? แ่ถ้าบอกว่าย่อมาจาก non-steroid anti-inflammatory drug ก็คงจะทำหน้างงกว่าเดิม 5555 แต่ถ้าบอกว่าคือ brufen, fenac, ponstan, aspirin, naproxen, celebrex และยังมีชื่ออื่นอีกมากมาย บางคนก็คงต้องร้องอ๋อ เพราะว่าเคยกินอยู่บ่อยๆ NSAIDเป็นชื่อกว้างๆของยากลุ่มนี้ ข้อดีของยากลุ่มนี้คือมีฤทธิ์แก้ปวดที่ได้ผลชะงัดกว่าพาราเซตมอล และยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบด้วย ดังนั้นก็ลดไข้ได้เหมือนกัน และช่วยรักษาบางโรคที่เป็นจากการอักเสบได้ เช่น กล้ามเนื้ออักเสบจากการใช้งานหนัก เป็นต้น

หลายคนอ่านแล้วก็รู้สึกว่า ทีหลังถ้าปวดก็ไปซื้อยากลุ่มนี้ดีกว่าเพราะฟังดูได้ผลดีกว่าพาราเซตมอลบ้านๆของเราเยอะเลย อ่านต่อก่อนจะตัดสินใจนะคะ เพราะข้อดีมากมายของมันก็แลกมาด้วย"อันตราย" ที่แฝงอยู่ อันดับแรกยาตัวนี้"กัดกระเพาะ" ทำให้เป็แผลในกระเพาะอาหารได้ ถ้ากินติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ยิ่งถ้าเป็นอยู่แล้ว มีโอกาสที่โรคจะรุนแรงขึ้นได้ง่ายค่ะ ต่อมายากลุ่มนี้ทำให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผลคือ "เลือดออกง่าย และหยุดยาก" ถ้าไปรวมกับแผลที่กระเพาะอาหารแล้ว สามารถทำให้เลือดออกในกระเพาะมากจนอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นเลือดได้ทีเดียว (อย่าพึ่งตกใจนะคะ อันนี้คือในกรณีที่กินติดต่อกันนานๆ หรือ ผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัวมาก ถ้าเราแข็งแรงดีมาตลอด และกินระยะสั้นก็คงไม่ถึงขนาดนั้น) สำหรับคนแก่แล้ว ยานัวนี้จะมีผลต่อไต ทำให้ไตวายได้เลยทีเดียว

อ่านดูแล้วยาตัวนี้ก็นับว่าน่ากลัวทีเดียว แต่อย่างที่บอก ถ้าเราแข็งแรงดี สบายดี และกินแค่ระยะสั้นไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ก็ไม่เป็นอะไรมาก นอกจากนี้ก็มีทางเลือกคือรับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหารไปพร้อมกัน ก็จะช่วยป้องกันการกัดกระเพาะได้ระดัยหนึ่ง ถ้าจำเป็นต้องใช้ยานี้นานจริงๆ สำหรับผู้สูงอายุ ยากลุ่มนี้ต้องระวังให้มาก เพราะก่อผลข้าวเคียงได้มากเลยค่ะ

Tramol และยามอร์ฟีน
อันนี้ตามท้องตลาดเราก็ไม่ค่อยได้เจอหรอกค่ะ ส่วนใหญ่จะสั่งโดยแพทย์ แต่รู้ไว้ประดับความรู้แล้วกันนะคะ 555 ยามอร์ฟีนเป็นยาแก้ปวดที่ดีมากๆตัวหนึ่ง นิยมให้หลังการผ่าตัดใหญ่ๆ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ (เราให้ปริมาณน้อยๆ คนไข้ก็จะไม่ติดยาค่ะ) และอีกกรณีคืิอให้เพื่อรักษาอาการปวดมะเร็งที่ว่ากันว่าทรมานมาก (ก็ฟังมาจากคนอื่น เห็นมาจากคนไข้อีกทีนะคะ ไม่เคยเป็นกับตัวเอง อิๆ) ซึ่งกลุ่มนี้ให้ระยะยาว หลายคนคงสงสัยว่าแบบนี้คนไข้ไม่ติดยาหรอ คำตอบคือ เราพยายามให้ปริมาณน้อยที่สุด ให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดน้อยที่สุด แต่ก็คงมีบางส่วนที่ติดจริงๆ แต่จุดประสงค์ของเราคือเราให้เพื่อลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย ทุกคนรู้ว่าโรคมะเร็งทำให้ความตายมาหาเราเร็วขึ้น (แค่เร็วขึ้นเฉยๆ เพราะยังไงสุดท้าย ทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น สาธุ อีกรอบ) การให้มอร์ฟีน ซึ่งความจริงแล้วเป็นสารเสพติดกับคนไข้นั้น ช่วยให้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาไม่ต้องทรมานจนเกินไป คือเทียบกันแล้ว การให้คุ้มค่ากว่า เราก็ต้องให้หน่ะค่ะ

ส่วน tramol ก็คือ มอร์ฟีนที่ดัดแปลงสูตรแล้ว มีโอกาสติดน้อยกว่า แต่ฤทธิ์ก็ไม่ดีเท่ามอร์ฟีน แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับลดอาการปวดที่เป็นมากๆ ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ก็เป็นอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ง่วง แต่ไม่ค่อยมีผลต่อไต ต่อกระเพาะ หรือการแข็งตัวของเลือดเท่าไหร่ โดยรวมแล้วสำหรับผู้สูงอายุ ออกจะปลอดภัยกว่า NSAID ด้วยซ้ำไปค่ะ

สรุปแล้วยาแก้ปวดแต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป โดยทั่วไปก็ลองทานพาราเซตมอลก่อน ถ้าคิดจะใช้ที่แรงกว่านั้นก็แนะนำว่าให้ใช้เท่าที่จำเป็น และระยะสั้นที่สุด แต่ถ้าเกิดว่าเรามีโรคประจำตัวมาก หรือกังวลก็แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ค่ะ


วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

เรื่องสิวๆ เขารักษากันยังไง (2)

ย้อนหลังไปประมาณ 20 ปีก่อน การไปหาหมอเพื่อรักษาสิวนั้น ถ้าไม่ใช่สิวที่เยอะมากจนหน้าไม่มีที่ว่าง ก็ถือเป็นเรื่องค่อนข้างจะเว่อร์ไปซักเล็กน้อย แต่ในปัจจุบันการไปพบแพทย์เพื่อรักษาสิว เพื่อรักษาให้หน้าใสนั้น เป็นเรื่องที่ใครๆเขาก็ทำกันไปแล้ว เหมือนโทรศัพท์มือถือที่เคยเป็นเครื่องประดับสำหรับคนรวยเท่านั้น แต่ตอนนี้แม้แต่ขอทานยังมีโทรศัพท์เลย วันนี้เราจะมาเล่ากันต่อว่า ที่เขาไปรักษาสิวที่คลินิกกันเนี๊ย เขาทำอะไรกันบ้างจากความเดิมตอนที่แล้ว (เรื่องสิวๆ เขารักษากันยังไง) เราได้พูดถึงยารักษาสิวที่ทาภายนอกไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงยากิน!!!

หลายคนสงสัยว่า แค่เป็นสิวนะ ต้องกินยาเลยหรือ คำตอบก็คือ การกินยาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้สิวหายเร็ว และป้องกันการเกิดสิวใหม่ได้ดี แต่เรามักจะใช้กับคนที่เป็นสิวเยอะๆ ถ้าเป็นนิดๆหน่อยๆ ก็คงไม่ถึงขนาดจำเป็นต้องกินยาเท่าไหร่นัก

ยากิน
ที่นิยมกินกัน ก็มีหลักๆ 2 อย่างคือ
1. ยาฆ่าเชื้อ ก็อย่างที่เคยเล่าไป สิวอักเสบเกิดจากการติดเชื้อ ขอย้ำว่าอักเสบ ดังนั้นถ้าไม่ได้มีสิวเม็ดโตๆ แดงๆ เจ็บๆ เยอะๆ ก็คงไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อเท่าไหร่ ทายาไปก่อนก็ได้นะคะ หรือบางคนมีสิวเม็ดเดียวเนี๊ยแหละ แต่ว่ามันโตเหลือเกิน ระบมไปหมด จะกินยาเราก็ไม่ว่ากัน ยาที่ให้ก็มักเป็นยาคุ้นเคยอย่าง Amoxicilln (เป็นยาแก้เจ็บคอสำหรับบางคนไปแล้ว บางคนเรียกยาแก้อักเสบ ความจริงแล้วมันเป็นยา"ฆ่าเชื้อ" นะคะ ฆ่าเชื้อสำหรับสิวก็ได้เด้อ) หรือ Doxycycline หรือ บางคนอาจจะได้ Bactrim มา ถามว่าต่างกันยังไง เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว มีหลายชนิดค่ะ ยาฆ่าเชื้อเหล่านี้ครอบคลุมเชื้อต่างกันไป แต่ยาทั้ง 3 ตัวนี้สามารถครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ทำให้เกิดสิวทั่วๆไปได้ทั้ง 3 ตัว ส่วนจะกินตัวไหนดีนั้น ถ้าไม่เคยแพ้ยาอะไรก็สามารถกินอันไหนก็ได้ (ความจริงรายละเอียดปลีกย่อยก็มีอยู่บางกรณี แต่ขอเล่ารวมๆละกันนะคะ ไม่อย่างงั้นอาจจะกลายเป็น Lecture นักศึกษาแพทย์ไปได้)
สิว, รักษาสิว, กดสิว,บีบสิว, ฉีดสิว, diary doctor is me, สวยด้วยหมอ


2.ยากลุ่มกรดวิตามิน A หรือ Retinoid เจ้าเก่า เหมือนยาทานั่นแหละค่ะ แต่เมื่อกลายเป็นยากิน ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้ต่อมไขมันทำงานน้อยลง ผลก็คือหน้าจะมันน้อยลง สิวอุดตันก็จะน้อยลง และสิวอักเสบก็จะน้อยลงตามไปด้วย ยากลุ่มนี้เดินไปร้านขายยาก็จะมีหลายยี่ห้อ เช่น Roocutane, Acnotin ชื่อตัวยาคือ Isotretinoin ผลข้างเคียงของยาตัวนี้ที่เป็นเกือบทุกคนคือ ปากแห้ง (ก็แหงหล่ะ ขนาดหน้ามันๆยังเนียนได้ทั้งวัน ปากก็ต้องแห้งเป็นธรรมดา) มีบางคนที่อาจมีอาการท้องเสีย ปวดท้องร่วมด้วย สิ่งทีต้องระวังสุดคือ ยาตัวนี้มีผลกับเด็กในครรภ์ คือทำให้เกิดการพิการได้จนถึงเสียชีวิต ในต่างประเทศ แพทย์จะสั่งยานี้ได้ต่อเมื่อคนไข้ได้รับการตรวจปัสสาวะแล้วว่าไม่ได้ตั้งครรภ์(สำหรับผู้หญิงก็พอนะจ๊ะ)  และระหว่างที่กินยาอยู่ ต้องกินยาคุมกำเนิดด้วย นอกจากนี้ยาอาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ แต่ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับปริมาณ ปกติเราให้กินไม่เกิน 1 mg/kg/day ซึ่งที่คนไทยกินๆกัน กันวันละเม็ด สองเม็ดก็ไม่เคยเกินอยู่แล้ว แต่ถ้ากินไปกินมาแล้วตัวเหลืองตาเหลือง ปวดชายโครงต้องรีบไปพบแพทย์นะจ๊ะ แต่ถ้าใครไม่สบายใจจะไปขอตรวจเลือดที่โรงพยาบาลก็ดีนะคะ จะได้นอน(ตาย)ตาหลับ^^
สิว, รักษาสิว, กดสิว,บีบสิว, ฉีดสิว, diary doctor is me, สวยด้วยหมอ


ฉีดสิว
โอ๊ย อยากสวยหน้าเนียนใส ก็ต้องทนเจ็บจริงๆ ว่าด้วยเรื่องการฉีดสิว ใหม่ๆถ้ายังไม่เคยฉีด เวลาเป็นสิวเม็ดโตๆขึ้นมาที กลุ้มใจ กว่าจะหายอีกเป็นอาทิตย์ๆ นั่งเฝ้ารอดูจากเล็กๆ เริ่มใหญ่ เริ่มสุก แตก เป็นรอยแดง เป็นรอยดำ ค่อยๆจาง จาง จางจาง กว่าจะเรียบเหมือนเดิม ใจจะขาด พอได้เริ่มฉีดสิวครั้งแรก เจ็บก็เจ็บ แต่ "ยุบ!!!" เลย ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ยิ่งถ้าฉีดเร็วตอนที่ยังแค่เจ็บๆ "หาย!!" เลย เลิศสุดๆจริงๆ ว่ากันด้วยเรื่องสรรพคุณการฉีดสิวไปแล้ว แล้วที่ฉีดไปหน่ะ อะไร??? ตอบเลย Steroid (สเตียรอยด์) บางคนก็ยังงง Steroid คืออะไรหล่ะ เป็นยากดภูมิคุ้มกันอย่างหนึ่ง ว่าง่ายๆคือลดการอักเสบ(อักเสบ = บวม แดงร้อน) พอฉีดปุ๊บ สิวที่กำลังจะอักเสบก็ถูกยับยั้งทันที ยุบเลย แล้วเราก็ทายาฆ่าเชื้อเอา เชื้อโรคก็ตายหมด สิวก็ไม่โต ดีจะตาย แล้วมีข้อเสียไหม ก็มี ได้แก่ เจ็บตัว เสียตังค์ (อันนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว) และที่คนกลัวคือ ถ้าได้รับในปริมาณที่เยอะไป ตรงนั้นอาจบุ๋มลงไปกว่าเนื้อข้างๆ หรือบางคนก็บอกว่าเป็นหลุมสิว ฟังดูน่ากลัว แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่หลุมสิว แต่เป็นผลจากการที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังตรงที่ได้ยานั้นฝ่อ ก็เลยเห็นผิวหนังยุบลงไป โดยทั่วไปมันจะกลับมาเท่าเดิมได้ค่ะ แต่อาจใช้เวลาหน่อยเป็นเดือน อันนี้ก็แล้วแต่คนว่าอยากจะฉีดไหม ถ้าฉีดโดยผู้ชำนาญส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีปัญหาค่ะ ลองดูจะติดใจ

กดสิว
อันนี้ก็เจ็บตัวอีกเหมือนกัน แต่เชื่อว่าหลายคนคงเคยกดสิวตัวเอง หรือบีบสิวตัวเองอยู่ ก็เห็นมีหัวหนองขาว หรือเห็นหัวดำๆกดออกมาก็หายแล้ว จริงค่ะ กดออกมาก็หายแล้ว แต่มีข้อแม้นะคะ
-ห้ามกดสิวที่อักเสบ กดได้แต่สิวอุุดตันที่ยังไม่มีการบวมแดงเท่านั้น
-ต้องกดน้อยครั้ง(ต่อเม็ด)
-ถ้าจะกดแล้วต้องออกหมด
ทำไม? เพราะว่าถ้าสิวอักเสบอยู่ ถูกบีบถูกกด ก็มีแต่จะยิ่งบวมขึ้นแดงขึ้น ไม่หายหรอกค่ะ แล้วที่ให้กดน้อยครั้ง เพราะโอกาสกลายเป็นรอยดำจะน้อยลง ถ้ากดน้อยครั้งจะทิ้งรอยแดงแค่ 4-5 วัน แต่ถ้ากดๆ เค้นๆละก็ เป็นรอยดำอีกเป็นเดือนเลยทีเดียวนะคะ และต้องกดออกให้หมด เพราะถ้าไม่หมด หัวที่เหลืออยู่ รวมกับการรบกวนมันด้วยการกดบีบ พรุ่งนี้กลายเป็นสิวอักเสบแน่นอน รับประกันค่ะ แนะนำว่าถ้าอยากกด ทายาละลายหัวสิวซัก 4-5 วันเป็นอย่างน้อย แล้วไปให้คลินิกผิวหนังกดออกให้จะดีกว่านะคะ
สิว, รักษาสิว, กดสิว,บีบสิว, ฉีดสิว, diary doctor is me, สวยด้วยหมอ


แต่เอาจริงๆแล้วแพทย์ผิวหนังหลายท่านก็เห็นด้วยกับการกดสิวสักเท่าไหร่ เนื่องจากเมื่อกดแล้วมักจะทิ้งรอยแดงไว้ และเชื่อว่าเป็นการทำร้ายผิว มีโอกาสทำให้เกิดสิวอักเสบได้ง่ายขึ้น ก็แล้วแต่เทคนิคใครเทคนิคมันค่ะ ไม่มีใครถูกใครผิดหรอกค่ะ เหมือนไข่เจียวบางคนให้ใส่น้ำ บางคนให้ใส่นม จบที่อร่อยเหมือนกันค่ะ

ฉายแสง
อันนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ เข้าเมืองไทยมาก็ไม่นานเท่าไหร่ ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักด้วยซ้ำ ฟังดูคล้ายๆฉายแสงมะเร็ง แต่คนละอันนะคะ แสงอันนี้คือ Magenta light แปลตามชื่อก็คือแสงสีม่วง แล้วมันดียังไง มีการศึกษาว่าแสงความยาวคลื่นช่วงหนึ่่ง สามารถทำลายแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิวได้ และมีผลทำให้ต่อมไขมันทำงานน้อยลง เวลาจะฉายก็ไปนอนอังหลอดไฟสีม่วงๆนี่แหละค่ะ ไม่เจ็บไม่ปวดแต่อย่างใด จะเห็นผลก็ต้องทำไปซักพัก แต่ที่เคยเห็นมาก็ยังต้องรักษาร่วมกับการใช้ยานะคะ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไหร่ในเมืองไทย

การป้องกันสิวเกิดใหม่
การรักษาที่ว่ายากแล้ว การป้องกันยากยิ่งกว่า เหมือนเวลาเห็นใครซักคน วัวหายแล้วล้อมคอก ความจริงเขาก็ไม่ได้ผิดอะไรนะคะ ทุกๆอย่างเราก็เรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งนั้น เพียงแต่อย่างให้ผิดซ้ำๆก็แล้วกัน นอกเรื่องไปไกล กลับมาเรื่องการป้องกันสิว พูดแบบง่ายมากๆก็คือ "หลีกเลี่ยงสาเหตุของสิว"ไง พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะว่าสาเหตุสิวมีล้านแปด จะบรรยายยังไงก็ไม่หมด

แต่คิดง่ายๆ การเกิดสิวมีทางที่ทุกสาเหตุมาบรรจบกันคือ เกิดการอุดตันรูขุมขน แล้วก็เกิดการอักเสบ ดังนั้นก็ต้องป้องกันการ "อุดตันของสิว" ไง
- เริ่มด้วยการทำความสะอาด ให้ผิวหน้าสะอาดอย่างหมดจด วันละ 2 ครั้งก็พอ เรื่่องผลิตภัณฑ์อันนี้คงไม่มีกฎตายตัว ใช้ผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับสภาพผิวก็พอ ยังไงก็ต้องใช้วิธีลองผิดลองถูกอยู่ดี เพราะลางเนื้อชอบลางยาจริงๆนะเธอ ที่สำคัญถ้าแต่งหน้า หรือใช้ครีมกันแดด ก็ต้องล้างด้วยที่ล้างเครื่องสำอางค์ให้สะอาดก่อน
- ถ้าหน้ามัน อุดตันบ่อย และเป็นสิวง่าย ยาละลายหัวสิวไม่ควรหยุดใช้ แม้ว่ารักษาสิวหายแล้ว ควรใช้ต่อ เพื่อป้องกันสิว
- ดูแลและสังเกตผิวตัวเองอยู่เสมอ เริ่มมีสิวอุดตันรึเปล่า ตรงไหนบ้าง รีบกำจัดก่อนที่จะเกิดปัญหาลุกลาม

สรุปสุดท้ายที่อยากจะกล่าวคือ สิว ไม่มีทางหายขาด ไม่ว่าจะไปรักษากับเทวดาที่ไหนก็ตาม เพราะสิวเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าผิวของเราเกิดสิวได้ง่าย ก็คงต้องยอมรับว่าผิวของเราจำเป็นต้องได้รับการดูแลมากกว่าคนอื่น ก็ผิวของเรานี่ ถ้าเราไม่ดูแล ใครที่ไหนจะดูให้ จริงมั๊ย เพราะถ้าถามว่าสิวขึ้นที่ไหนกลุ้มใจน้อยสุด คำตอบก็คือ หน้าคนอื่นไง 555

แล้วพบกันใหม่ค่ะ