แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป้องกันโรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป้องกันโรค แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คนที่ติดเชื้อ HIV บางคนเท่านั้น ที่เป็นเอดส์???

ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า "เอดส์" กับ "ติดเชื้อเอชไอวี(HIV) พอสมควร ไม่ว่าจะด้วยฐานะ โรคที่น่ารังเกียจ หรือโรคที่น่าสงสาร แต่รู้หรือไม่ว่าความจริงแล้ว 2 คำนี้ ไม่เหมือนกัน และเรารู้จัก 2 คำนี้ดีแค่ไหน มาดูกันค่ะ

คนที่ติด HIV บางคนเท่านั้นที่เป็นเอดส์???
HIV ย่อมาจาก Human immunodeficiency virus นี่เป็นชื่อของ "ไวรัส" หรือ เชื้อโรคตัวหนึ่ง ส่วน AIDS (เอดส์) ย่อมาจาก Acquired immunodeficiency syndrome (ไม่ได้แปลว่าช่วยเหลือนะคะ) เป็นชื่อของ "กลุ่มอาการ" อย่างหนึ่งของภาวะ "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง"

คนที่ติดเชื้อไวรัส HIV เมื่อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือด จะตรงไปหาเซลล์เม็ดเลือดขาว ปกติแล้วเม็ดเลือดขาวเป็นเหมือนตำรวจในร่างกายของเรา ค่อยจับและทำลายเชื้อโรคซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของเรา แต่เมื่อเชื้อ HIV ไปเจอกับเซลล์เม็ดเลือดขาว มันจะเข้าไปกบดานในนั้น แล้วเพิ่มจำนวนตัวเอง ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวนั้นอ่อนแอ และทำงานไม่ได้ ก่อนจะตายไป แล้วเชื้อ HIV ก็จะกระจายไปสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวอื่นๆ เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายของเรามีนับได้เป็นล้านตัว เจ้าเชื้อ HIV นี้ก็จะค่อยๆกระจายไปเรื่อยๆ ระหว่างนี้คนที่ติดเชื้อ HIV ก็จะยังสบายดีอยู่ ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ถึงมีก็อาจมีเล็กน้อย จนกระทั่งเม็ดเลือดขาวถูกทำลายไปถึงระดับหนึ่ง เหมือนกับตำรวจในประเทศที่ทำงานจริงๆ ค่อยๆลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่สามารถดูแลทั่งร่างกายได้ทั่วถึงอีกต่อไป เมื่อถึงจุดนี้ คนที่ติดเชื้อ HIV ก็จะมีลักษณะของการติดเชื้อที่ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป อันนี้แหละค่ะที่เรียกว่า "AIDS"

แล้วคนที่ติด HIV ทำยังไงถึงจะไม่เป็นเอดส์
ปัจจุบันเราพูดได้ว่า "เอดส์รักษาไม่ได้ แต่ 'ควบคุม' ได้" ตอนนี้เรามียาต้านไวรัส HIV เป็นยาที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ทำให้เม็ดเลือดขาวไม่ถูกทำลาย และถ้าได้รับยาต่อเนื่อง เม็ดเลือดขาวก็จะถูกสร้างขึ้นมาและทำงานได้ตามปกติ ทำให้คนที่ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป แต่ปัญหามีอยู่คือ ยาเหล่านี้เกิดการดื้อได้ง่ายมาก เพียงแค่การลืมกินยาเพียงครั้งเดียว หรือไม่ตรงเวลาไปแค่ 1 ชั่วโมง ก็มีโอกาสทำให้เชื้อดื้อยาได้แล้ว ถ้าดื้อยาครั้งแรกก็ยังมียาที่เป็นทางเลือกอื่นให้ลองใช้ แต่ถ้าเกิดการดื้อบ่อยๆ จนสุดท้ายแล้วดื้อยาทุกตัวที่มีอยู่ ก็เรียกว่าหมดความหวังกันเลยทีเดียว

ได้ยินว่ารักษาได้แล้ว
ไม่นานมานี้มีข่าวว่าเราสามารถรักษา HIV ได้แล้ว ก็ใช่ค่ะ แต่เป็นการได้ยาภายใน 7 วันหลังจากได้รับเชื้อ เรียกว่าก่อนที่เชื้อจะกระจายก็กินยาเพื่อสกัดกั้นไว้ก่อน ซึ่งในความเป็นจริง คนไข้ก็ไม่ค่อยรู้ตัวหรอกค่ะว่าติดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จะรู้ตัวก็เพราะมีอาการแล้ว หรือรู้จากการเจาะเลือดด้วยจุดประสงค์อย่างอื่น ค่ะ

ป้องกันดีกว่าแก้
ว่าแล้วก็อยากจะแนะนำตรงนี้ HIV เป็นไวรัสที่ติดต่อทาง "เลือด" และ "เพศสัมพันธ์"

ทางเลือดก็สามารถมาจากการใช้เข็มร่วมกันเช่น ยาเสพติด การสักตามร่างกาย ถูกเข็มจากผู้ป่วยตำ (กรณีบุคลากรทางการแพทย์) ส่วนการรับเลือดนั้น ปัจจุบันมีการตรวจเช็คเลือดที่ค่อนข้างรัดกุม จึงมีโอกาสเกิดน้อยมาก นอกจากนี้ก็มีการติดจากแม่สู่ลูกด้วย

ทางเพศสัมพันธ์เป็นด้านที่ควบคุมได้ยากที่สุด การป้องกันอยู่ที่การไม่สำส่อนทางเพศ ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย การตรวจเลือดตอนฝากครรภ์ และการเจาะเลือดจากการบริจาคเลือด ช่วยให้ตรวจพบผู้ติดเชื้อเร็วขึ้นก่อนจะมีอาการ ทั้งนี้ยังมีมาตรการต่างๆที่ต่างประเทศใช้ (แต่ประเทศไทยไม่มี) เช่น ส่งเสริมให้มีการเจาะเลือดก่อนแต่งงาน เป็นต้น แต่ถึงเมืองไทยยังไม่มี แต่คู่ไหนอยากทำก็ทำได้นะคะ

ปัจจุบันยาโรคเอดส์ดีขนาดที่ว่า มีคนมากมายในสังคมที่เป็นเอดส์ แต่เขากินยาควบคุมไว้ และสามารถใช้ชีวิตแบบปกติสุข (เว้นแต่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้นค่ะ)

Safe sex, safe life ค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถูกหมากัดแล้ว ไม่แคล้วต้องโดนฉีดยา

วันนี้ชื่อหัวข้ออาจจะดูเป็นภาษาโบราณไปนิดหน่อย แต่ความจริงก็เป็นอย่างงั้นจริงๆนะคะ (T.T) เวลาที่เราถูกสุนัขกัด หรือบางคนแม้แต่ถูกน้้ำลายของมัน ก็เริ่มมีความสงสัยขึ้นมาว่า เราจะติดโรคพิษสุนัขบ้ามั๊ยนะ ดีแล้วค่ะที่สงสัย โรคพิษสุนัขบ้าในปัจจุบัน ยังไม่มีการรักษา เรียกว่าถ้าติดขึ้นมาแล้ว ก็ยังไม่มีใครรอดตายได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่แน่ใจ ไปพบแพทย์ไว้ก่อนก็ไม่เสียหายค่ะ
วัคซีนพิษสุนัขบ้า, ถูกสุนัขกัด, ถูกหมากัดทำไง, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมอ อยากให้คุณรู้


สำหรับกรณีที่ปลอดภัยหายห่วง ไม่ต้องฉีดวัคซีนแน่นอนคือ การถูกน้ำลาย หรือเลือดของสุนัข (ความจริงรวมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดนะคะ ทั้งแมว หนู กระรอก) โดยที่บริเวณที่ถูกนั้น"ไม่มี"แผล เป็นผิวหนังปกติของเรา แบบนี้ถือว่าปลอดภัยหายห่วง แผลที่ว่านี้คือแผลเปิดนะคะ ทดสอบง่ายๆก็เอาแอลกอฮอล์เช็ดดู ถ้าแสบ ก็แสดงว่ายังมีแผลเปิดอยู่

ทีนี้ถ้าเกิดว่าถูกกัดจริงๆ มีแผลเปิดแล้ว ก็คงต้องมีการฉีดวัคซีนแน่นอน โดยที่ยาที่จะฉีดนี้ก็มีหลายแบบ บางคนคงเคยได้ยินมาทั้งฉีดรอบสะดือบ้าง ฉีดรอบแผลบ้าง ทำเอาหลายคนเข็ดไปตามๆกัน แต่บางคนก็แค่ฉีดที่ต้นแขน ความจริงแล้วจะได้ฉีดยาแบบไหน มีหลักการอยู่ ดังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ค่ะ

วัคซีนมีแบบไหนบ้าง
วัคซีนสำหรับโรคพิษสุนัขบ้ามี 2 แบบ คือแบบที่"ออกฤทธิ์ทันที" และแบบที่"กระตุ้น"ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน แบบออกฤทธิ์ทันทีมีข้อดีคือออกฤทธิ์เร็ว แต่ฤทธิ์อยู่ไม่นาน ส่วนแบบที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันข้อดีคืออยู่นาน ถาวร แต่ข้อเสียคือออกฤทธิ์ช้า ทุกคนที่ได้ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า จะได้ฉีดแบบที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน  แต่จะต้องฉีดแบบออกฤทธิ์ทันทีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของแผล

แล้วแผลสุนัขกัด มีแบบไหนบ้าง
แบ่งเป็น 3 แบบ แบบแรกคือไม่มีแผล (งงจริง แผลแบบแรกคือไม่มีแผล???) ก็คือหมายถึงแบบที่ไม่ต้องฉีดวัคซีน ที่ได้เล่าไปแล้วตอนแรกค่ะ แบบที่สองคือแบบเลือดไหลซิบๆ ไม่ได้ไหลออกมาเป็นหยดๆ แบบที่สามคือ เลือดไหลเรียกว่าอาบเลยทีเดียว บางทีก็เป็นรอยเขี้ยวลึกๆ

ถ้าเป็นแผลแบบแรก ก็ไม่ต้องฉีดยาอะไร สบายใจได้

แต่ถ้าเป็นแผลแบบที่สอง ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ก็คือวัคซีนฉีดที่ต้นแขน ต้องฉีดทั้งหมด 5 เข็ม แบ่งเป็นวันละ 1 เข็ม 5 วัน คือวันแรกและวันที่ 3, 7, 14, 28 นับจากวันที่มาเริ่มฉีดวัคซีน บางที่อาจจะฉีด บางวัน 2 ที่ก็ได้ ก็จะเป็นอีกสูตรหนึ่ง ซึ่งจะฉีดหลายที่ และใช้ปริมาณยาน้อยกว่า แต่ก็ได้ผลเท่ากันค่ะ

แต่ถ้าเป็นแผลแบบที่สาม ต้องฉีดทั้งแบบกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเหมือนแผลแบบที่สอง และเพิ่มวัคซีนแบบออกฤทธิ์ทันทีด้วย อันนี้แหละค่ะที่ทำเอาหลายคนเข็ดไปตามๆกันเพราะ วัคซีนที่เพิ่มมานี้มีปริมาณตามน้ำหนักตัว และต้องฉีด"รอบแผล" !!! แผลเล็กก็รอดตัว แต่ถ้าแผลใหญ่หล่ะก็ น้ำตาเล็ดกันเลยทีเดียวค่ะ (แต่คงต้องอดทนนะคะ จำไว้ว่าโรคนี้ถ้าติด ไม่มีทางรักษาค่ะ) 

แล้วถ้าเคยฉีดวัคซีนแล้วหล่ะ
บางคนก็สงสัยว่า ถ้าเลี้ยงหมาอยู่ แล้วก็โดนกัดบ่อยๆ ไม่ต้องฉีดจนตัวพรุนเลยเหรอ!!  คำตอบคือถ้าเคยฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าแบบที่กระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันแล้ว และต้องฉีดจนครบ 5 ครั้งนะคะ ขอย้ำว่า "ครบ" 5 เข็มแล้ว ถ้าโดนกัดอีกเราก็ฉีดแค่แบบกระตุ้นก็พอค่ะ (เฮ่อ...รอดแล้ว) ก็คือวัคซีนที่ฉีดที่ต้นแขนค่ะ ถ้าครั้งก่อนที่เราฉีดวัคซีน ยังไม่เกิน  6 เดือนก็ฉีดกระตุ้นแค่เข็มเดียว แต่ถ้าเกิน 6 เดือนแล้วต้องฉีดวันนี้ และ อีก 3 วันฉีดอีก 1 เข็ม ก็เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ

แล้วเรื่องตัดหัวหมาไปตรวจหล่ะ ทำกันจริงๆรึเปล่า
คำตอบคือจะไปทำก็ได้ค่ะ แต่ส่วนใหญ่เราก็ไม่ค่อยทำกัน สงสารมัน ยิ่งถ้าเป็นสุนัขเลี้ยงสวยๆ มีสกุล น่ารักน่ากอด เราก็คงทำไม่ลง จริงมั๊ยค่ะ ทั้งหมดที่ได้เล่าไปเป็นกรณีที่เราคิดว่าสุนัขที่กัดเรา "น่าจะมี" เชื้ออยู่ คือกรณีที่โชคร้ายที่สุด ถ้าสุนัขที่กัดเราเป็นสุนัขจรจัด ของใครไม่รู้ เราก็ไปฉีดวัคซีนตามที่ได้เล่ามา แต่ถ้าเกิดว่ามันเป็นสุนัขที่เราเลี้ยงเอง หรือคนรู้จักของเราเลี้ยง สบายดีมาตลอด และฉีดวัคซีนติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปี (ต้องมีครบตามที่บอกนะคะ) เราก็มีทางเลือกคือ ดูอาการของมัน 10 วัน ถ้าเกิดว่ามันยังสบายดี น่ารักเหมือนเดิม  เราก็ไม่ต้องไปฉีดวัคซีนต่อก็ได้ค่ะ (ก็จะไม่ต้องไปฉีดวันที่ 14 , 28  รอดไปสองเข็ม เย้!!)

แต่ถ้าถามความเห็นหมอนะคะ ไหนๆก็ฉีดไปแล้ว 3 เข็ม ก็ฉีด อีก 2 เพื่อได้ภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต หลังจากนี้ถ้าโดนกัดอีกก็ฉีดแค่เข็มกระตุ้น จะดีกว่านะคะ ไม่อย่างงั้นเกิดครั้งหน้าโดนกัดเป็นแผลลึกๆ ก็ต้องฉีดรอบแผลอีก ลำบากตอนนี้สบายวันหน้าค่ะ

นอกจากฉีดวัคซีน ต้องทำอะไรอีกมั๊ย
การทำความสะอาดแผล หลังถูกกัดก็ควรล้างด้วยน้ำสบู่ให้สะอาดที่สุด ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ หรือเบตาดีน แล้วมาทำแผลที่โรงพยาบาลอีกที นอกจากนั้นในน้ำลายของสุนัขมีทั้งเชื้อโรคสารพัด ก็ต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อ และยังต้องฉีดยาเพิ่มอีก 1 อย่างนะคะ(ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่กลัวเข็มทั้งหลาย) เป็นวัคซีนบาดทะยักค่้ะ ถ้าเข็มสุดท้ายที่เคยฉีด เกิน 5 ปีขึ้นไป ก็ฉีดแค่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เข็มเดียวค่ะ

Love me, Love my dog แล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ (เกี่ยวกันยังไง 555) สวัสดีค่ะ



วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

มะเร็งปากมดลูก มีวัคซีนป้องกัน!!!

ได้ชื่อว่ามะเร็ง ก็มีความน่าเกรงขามอยู่ในตัวแล้ว ทุกคนรู้ว่ามะเร็งโหดร้าย ทรมาน และอาจถึงแก่ชีวิต ไม่มีใครอยากเป็นโรคมะเร็ง และหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงคือ "มะเร็งปากมดลูก" วันนี้ทุกคนรู้แล้วหรือยังว่ามะเร็งชนิดนี้มีวัคซีนป้องกันแล้ว!!!

ก่อนอื่นขอเล่าคร่าวๆเกี่ยวกับสิ่งที่มนุษย์เราค้นพบเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกก่อน ถ้าเราไปถามหมอว่ามะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากอะไรก็จะได้คำตอบว่า มะเร็งส่วนใหญ่ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด มีปัจจัยมากมายที่มีผลต่อการเกิดมะเร็ง บอกได้ไม่ชัดเจน แต่สำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก เราค้นพบว่ามันเป็นมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อ!!!
มะเร็งปากมดลูก, วัคซีนมะเร็งปากมดลูก, ดูแลสุขภาพ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


เชื้อที่ว่านี้เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อว่า HPV (ไม่ใช่ HIV นะคะ) ไวรัสชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิดมะเร็งจะเป็นสายพันธุ์ 16 กับ 18 ไวรัสชนิดนี้ติดทางเพศสัมพันธ์ โดยทีไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 กับ 18 นี้เวลาอยู่กับผู้ชายจะไม่ก่อโรค(ไม่ยุตธรรมเลย) แต่พอมาอยู่กับผู้หญิงแล้ว มันจะชอบติดที่ปากมดลูก ทำให้เกิดเซลล์ผิดปกติ โดยส่วนใหญ่พบว่าก็ไม่ได้กลายเป็นมะเร็งหรอกนะคะ แต่จะมีบางส่วนที่หลังจากนั้นก็จะค่อยๆก่อตัวเป็นมะเร็ง ซึ่งกว่าจะถึงขั้นนั้นก็ผ่านไปอีกเป็นสิบๆปี เรียกว่าติดเชือวันนี้กว่าจะเป็นก็อีกหลายปีค่ะ พอรู้สาเหตุแล้ว ก็นับว่าเป็นข่าวดี!! ดียังไง? ก็เพราะว่า ถ้าสาเหตุมันเป็นจากการติดเชื้อ เราก็สร้าง"วัคซีน" ป้องกันมันซะเลย เหมือนวัคซีนป้องกันบาดทะยัก, พิษสุนัขบ้า ฯลฯที่ใช้กันมาหลายสิบปีแล้ว

สรุปแล้ว วัคซีนที่ว่านี้ก็คือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกนั้นเอง ถ้าไม่ติดเชื้อ ก็ไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกไง ว่าแล้วสาวๆก็คงเริ่มสนใจ และสำหรับหนุ่มๆก็ควรศึกษาไว้สำหรับบอกผู้หญิงที่เรารักนะคะ (ถึงไม่รักผู้หญิง ก็ไว้บอกเพื่อนสาวละกันค่ะ 555)

จะฉีดได้ตอนไหน
บางคนก็สงสัย เพราะว่าอย่างวัคซีนของเด็กๆ ก็มีเวลาให้เริ่มฉีด และระยะห่างที่เหมาะสมในการฉีดแต่ละเข็ม สำหรับวัคซีนตัวนี้ ในต่างประเทศให้ฉีดกันตั้งแต่เริ่มเป็นสาว คืออายุประมาณ 11-13 ปี ความจริงแล้ว หลักการคือควรฉีดยาให้มีภูมิคุ้มกัน ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ เพราะว่าไวรัส HPV นี้ติดต่อกันทางเพศสัมพันธุ์อย่างที่บอกไป ถ้าเกิดว่าใครที่ตอนนี้อายุเกิน 11-13 ปี แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์ ก็ไปฉีดได้เลยค่ะ  ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดเข็มที่ 1 แล้วเข็มต่อมาที่ 3 เดือน และ 6 เดือน

แต่หลายคนที่มีคู่แล้วก็อย่าพึ่งเสียใจไปนะคะ ถามว่าจะฉีดได้มั๊ย ก็ฉีดได้ค่ะ เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้อจะลดลงเท่านั้นเอง

ได้ผลดีมั๊ย
เนื่องจากวัคซีนนี้ยังใหม่อยู่ เท่าที่มีการศึกษาพบว่ายังป้องกันได้ไม่ 100% เพียงแต่คนที่ฉีดจะมีโอกาสติดเชื้อน้อยลงค่ะ ยังไงก็ตาม แม้เราจะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังคงต้องไปตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำทุกปีเป็นปกติค่ะ

ตรวจมะเร็งปากมดลูกคืออะไร ?? ตรวจทำไม??
อันนี้สำหรับคนที่ยังไม่รู้นะคะ บางคนก็เรียกการตรวจมะเร็งปากมดลูกว่าเป็นการ"ตรวจภายใน" ซึ่งแน่นอนว่าผู้หญิงเกือบทุกคนกลัว ยิ่งเป็นสาวๆอายุน้อยๆก็คงอายเกินกว่าจะไปตรวจ

เอาตามตำรา เราแนะนำให้ผู้หญิงทุกคนตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ 3 ปีแรก หลังมีเพศสัมพันธ์ และตรวจเป็นประจำทุกปี หรือถ้าปกติติดกัน 3 ปี ก็สามารถห่างเป็นทุก 3 ปีได้ วิธีการตรวจอันนี้ก็ยอมรับว่าเป็นการตรวจภายในจริง ต้องใส่เครื่องมือในช่องคลอดจริง แต่ลองฟังเรื่องมะเร็งปากมดลูกกันก่อน เผื่อว่าจะทำให้หลายคนเปลี่ยนใจ

มะเร็งปากมดลูกเป็นยังไง??
มะเร็งปากมดลูกเริ่มจากเป็นเนื้องอกที่ปากมดลูก แล้วค่อยๆลุกลามไปตามผนังช่องคลอด มดลูก รังไข่ และเข้าไปในช่องท้อง อาจลุกลามไปถึงลำไส้ และอวัยวะอื่นๆได้ สุดท้ายถ้าลุกลามไปตามกระแสเลือดก็สามารถไปได้ทุกที่ในร่างกายไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต สมอง ปอด ฯลฯ เดิมทีแล้วมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยไปมาก เนื่องจากเรามักตรวจไม่เจออาการจนกระทั่งมันเป็นมากแล้ว ส่วนใหญ่กว่าจะมาพบแพทย์ ก็เพราะมีอาการจากตัวมะเร็งที่ลุกลามไปตามอวัยวะต่างๆแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก หากเราตรวจพบมะเร็งมดลูกตั้งแต่เนิ่นๆ เราสามารถ"รักษาให้หาย" ได้เลยทีเดียว (มะเร็งที่รักษาจนหายได้ มีไม่มากนะเออ")

การตรวจมะเร็งปากมดลูก ตั้งแต่ยังไม่มีอาการจึงเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของคนไข้จำนวนมากไว้ได้ อย่างที่บอกถ้าหากว่าเรามาตรวจเจอตั้งแต่แรกๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ ข่าวร้ายว่า"คุณเป็นมะเร็งระยะแรก" ยังไงก็มีความหวังกว่า "คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย" นะคะจริงมั๊ย แล้วถ้าจะบอกว่า "อายหมอ" ก็อยากให้ทราบว่าปัจจุบันมีผู้หญิงนับพันมาตรวจมะเร็งปากมดลูก พวกเขาทำได้ เราก็ทำได้ค่ะ

สรุปแล้วอยากจะชวนผู้หญิงทุกคนไปฉีดวัคซีน และมาตรวจมะเร็งปากมดลูกกันนะคะ

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

ต้องออกกำลังกายเยอะแค่ไหน

พูดถึงการออกกำลังกาย ทุกคนรู้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ด้วยภาระการงาน ลำพังงานที่ทำอยู่ หลายคนทำงานที่ต้องเดินไปเดินมาทั้งวัน เมื่อยก็เมื่อย เหนื่อยก็เหนื่อย กลับถึงบ้านก็แทบอยากจะสลบคาเตียงที่แสนอบอุ่นที่บ้าน แม้แต่จะลุกไปทำกับข้าว หรือทำอาหารกินเองยังไม่อยากขยับเลย แ้ล้วนับประสาอะไรกับการหาเวลาออกกำลังกาย หลายคนก็เริ่มสงสัยว่า งานที่ทำอยู่เนี๊ย ทั้งยกของ เดินไปเดินมาทั้งวัน นับเป็นการออกกำลังกายได้มั๊ยนะ กะว่า 2 in 1 ทำทั้งงาน และถือเป็นการออกกำลังกายไปด้วยเลยจะได้มั๊ยเนี๊ย
ออกกำลังกาย, โรคอ้วนลงพุง, exercise,metabolic syndrome,ออกกำลังกายมากแค่ไหน, ออกกำลังถูกวิธี, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


คำถามแรกที่ต้องตอบได้คือ เราอยากออกกำลังกายเพื่ออะไร การออกกำลังกายเพื่อจุดหมายต่างกัน ก็ต้องออกกำลังกายต่างกัน เหมือนเค้กช็อกโกแลต กับเค้กกล้วยหอม ถึงเป็นเค้กเหมือนกัน แต่ส่วนผสมก็ต่างกัน อย่างเช่นถ้าเราต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก หลักการก็คือต้องใช้พลังงานให้มากกว่าพลังงานจากอาหารที่เรากินในแต่ละวัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหนักๆที่ fitness center หรือ ทำงานบ้านทั้งวันนับรวมด้วยทั้งนั้น เพราะถือเป็นการใช้พลังงานทั้งหมด เพียงแต่งานหนักหน่อยก็ใช้พลังงานเยอะหน่อย ถ้างานเบาก็ใช้พลังงานน้อยหน่อย แต่ในที่นี้เราจะมาพูดถึงการออกกำลังเพื่อป้องกันโรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome)

การออกกำลังกายเพื่อป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนี้ต้องเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้เกิดความเหนื่อย ให้ร่างกายได้อยู่ในภาวะที่กำลัง "ออกกำลัง" จริงๆ โดยที่ฝรั่ง(พี่ใหญ่อเมริกาของเรานั่นเอง) แนะนำไว้คือ

ออกกำลังกายแบบปานกลางอย่างน้อย150 นาทีต่อสัปดาห์ (หมายความว่าจะเฉลี่ยออกกำลังกายกี่วันก็ได้ใน 1 สัปดาห์นะคะ)ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ(ก็คือเล่นกล้ามหน่ะคะ แต่ไม่ได้กำลังชวนให้ทุกท่านสร้างกล้ามจนล่ำบึกนะคะ เดี๋ยวจะอธิบายต่อไปค่ะ)สัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ

ออกกำลังกายแบบหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

อ่านแล้วงงใช่มั๊ยค่ะ ว่านะเอาไปทำจริงๆยังไง ใจเย็นๆนะคะ อย่าพึ่งหนีไป อ่านต่อกันก่อน จะเล่าให้ฟังค่ะ

การออกกำลังกายที่ช่วยป้องกันโรคอ้วนลงพุงมี 2 แบบ คือการออกกำลังกายแบบที่ฝรั่งเรียกว่า Aerobic exercise (ไม่ใช่เต้นแอโรบิกนะคะ) คือการออกกำลังใช้ร่างกายทั่วๆไป แบบที่สองคือ muscle strengthening exercise เป็นการออกกำลังกายที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

Aerobic exercise แบ่งความหนักไว้ 3 ระดับคือ เบา ปานกลาง หนัก
-แบบเบา เป็นการทำกิจกรรมที่ไม่ได้ทำให้หัวใจของเราเต้นเร็วขึ้น เราทำได้เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ เช่น เดินช็อปปิ้ง กวาดบ้าน ล้างจาน ฯลฯ กิจกรรมเล่านี้ช่วยเผาผลาญพลังงาน แต่ไม่ได้ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่กำลัง "ออกกำลัง" สรุปแล้วกิจกรรมเหล่านี้ไม่นับเป็นการออกกำลังกายเพื่อป้องกันโรคนะคะ (หลายคนคงได้คำตอบนะคะ)

-แบบปานกลาง อันนี้เป็นกิจกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นบ้าง เริ่มเหงื่อออก สังเกตง่ายๆ ช่วงที่ออกกำลังอยู่นั้น เราจะหายใจเร็วขึ้น อาจจะพูดประโยคได้ปกติ แต่ถ้าให้ร้องเพลง เราก็จะเริ่มติดๆขัดๆ ต้องหยุดร้องเพราะหายใจไม่ทัน กิจกรรมเหล่านี้เช่น เดินเร็วๆ ขี่จักรยานทางราบ เป็นต้น

-แบบหนัก กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เหนื่อยมากขึ้นไม่สามารถพูดประโยค 4-5 คำโดยไม่หยุดหายใจได้ ยกตัวอย่างเช่น วิ่งjogging, ว่ายน้ำ, บาสเก็ตบอล, เทนนิส เป็นต้น

ส่วนการออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแต่ละส่วนเช่น ยกweight สำหรับแขน, sit up สำหรับหน้าท้อง, นั่งเก้าอี้อากาศสำหรับขา, โยคะ(ในท่าที่ต้องใช้แรง) กล้ามเนื้อของคนเราจะโตตามการใช้งาน (สาวๆจึงไม่อยากเดินเยอะ เพราะกลัวน่องโต) ที่แนะนำการออกกำลังกายแบบนี้ไม่ได้อยากใ้สาวๆม่กล้ามโตหรอกนะคะ แต่เราออกกำลังกายแบบนี้ไม่ต้องหนักมาก เพื่อรักษากล้ามเนื้อของเราไว้ กล้ามเนื้อเป็นแหล่งใช้พลังงาน เผาผลาญบรรดาไขมัน และน้ำตาลจึงช่วยป้องกันโรคอ้วนลงพุงด้วย

วิธีคือ แต่ละท่าที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็น ยกน้ำหนัก, sit up ให้ทำติดต่อกันจนกล้ามเนื้อทำไม่ไหวแล้วหยุดพักนับเป็น 1 ชุด โดยทั่วไปจะทำได้ประมาณ 8-15 ครั้ง ถ้าทำได้มากกว่าแสดงว่าท่าง่ายเกินไป หรือน้ำหนักที่ยกเบาไป ทำซักวันละ 1 ชุดก็โอเคแล้ว แต่ถ้าอยากให้กบ้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น อาจเพิ่มเป็น 2-3

อ่านแล้วรู้สึกว่าทำยาก ยุ่งยาก ขอให้เริ่มจากน้อยๆก่อนค่ะ ทีละ 10 นาที แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของเรานะคะ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะออกกำลังกายไปทำไม อ่านทางนี้เลยค่ะ ออกกำลังกายไปทำไมเหรอ??