แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เขาป่วยเป็นอะไร ก็บอกเขาไปเถอะ

ไม่นานมานี้ได้ดูซีรี่ส์ไต้หวัน ซึ่งจำชื่อเรื่องไม่ได้ แต่ในเรื่องมีผู้ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ทำให้ขาข้างหนึ่งของเขาเดินไม่ได้อีกต่อไป จังหวะแรกที่เขาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาล ลองคิดดูเล่นๆถ้าคุณเป็นแฟนของเขาที่เฝ้าดูแลเขามาตลอดจนฟื้น คุณจะกล้าบอกเขามั๊ยว่าเขาได้เสียขาไปแล้วข้างหนึ่ง??? หรือลองถามตัวเองดู ถ้าเกิดว่าคุณพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลไปตรวจ แล้วหมอเกิดบอกคุณว่าคุณแม่เป็นโรงมะเร็งระยะสุดท้าย คุณจะกล้าบอกคุณแม่มั๊ย ว่าคุณแม่เป็นอะไร?

เหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยในโรงพยาบาล หลายครั้งที่เราไม่กล้าบอกคนที่เรารักว่าเขาเป็นอะไร เพราะเรากลัว กลัวว่าเขาจะรับไม่ได้ กลัวว่าเขาจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย และมากที่สุดคือกลัวเขาจะเสียใจ และซึมเศร้าตลอดไป 

ใครกันแน่ควรเป็นคนแรก"ที่รู้"??
คำถามเกิดขึ้นมากมายสำหรับเหตุการณ์นี้ ความจริงต้องเริ่มจากว่า ความจริงแล้ว คนแรกที่หมอควรบอกว่าเขาเป็นอะไร ควรจะเป็นใครกันแน่ ญาติ? หรือตัวผู้ป่วย? ในต่างประเทศเราถือว่าการวินิจฉัย และประวัติการตรวจโรคทั้งหมดเป็นสิทธิของผู้ป่วย ผู้ป่วยเท่านั้นที่จะเป็นคนเลือกว่าจะให้หมอบอกใคร แต่ในบางกรณีอย่างที่ผู้ป่วยไม่มีสติ เราก็คงต้องบอกญาติใกล้ชิดก่อน แต่ในเมืองไทยคนที่รู้ก่อนส่วนใหญ่ กลับเป็นญาติใกล้ชิด อย่างลูก พี่น้อง หรือพ่อแม่ของคนไข้
บอกความจริงกับผู้ป่วย, บอกข่าวร้าย, อยู่แบบหมอๆ, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ ดต่หมออยากให้คุณรู้

เรากลัวอะไร??
เหล่าหมอทั้งหลาย ความจริงก็เข้าใจดีอยู่นะคะสำหรับสถานการณ์ของญาติผู้ป่วยในการบอกข่าวร้ายกับผู้ป่วย ขนาดหมอเองเป็นคนนอก จะบอกใครซักคนว่า "คุณเป็นเอดส์" หรือ "คุณเป็นมะเร็ง" ยังลำบากใจ ถ้ายิ่งคนที่เรากำลังจะบอกเป็นคนที่เรารัก เป็นคนที่เราดูแลเขามาตลอด เราไม่อยากให้เขาเสียใจ เราก็คงไม่อยากบอก อยากให้เขาไม่รู้ อยากให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองยังเหมือนเดิมอยู่ตลอด กลัวปฏิิกิริยาของเขา อย่างเป็นพ่อแม่เราเอง เราก็คงไม่อยากเห็นท่านร้องห่มร้องไห้ ตัดพ้อว่าทำไมต้องเกิดโรคนี้กับตัวเอง หรือแม้แต่บอกว่า "ตาย"ไปยังดีกว่าเป็นโรคนี้ ยิ่งบางท่านถึงกับอยากตายด้วยเหตุผลว่า "ไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน" แค่คิดก็ไม่อยากบอกแล้ว จริงมั๊ยคะ

แต่สิ่งที่อยากบอกคือ โลกใบนี้มีความงามอยู่เสมอถ้าเรามองเห็น และฟ้าหลังฝนก็เกิดขึ้นเสมอ ไม่มีฝนไหนที่ตกแล้วไม่หยุด แม้โรคบางโรคจะไม่หาย แต่ความสุขก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ

สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นจากการเป็นโรคร้าย
ถ้าคุณเคยเจอมาบ้าง คุณจะรู้ว่ามีคนอีกมากมายที่โรคร้ายเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา คนไข้เบาหวานบางคน เริ่มออกกำลังกายหลังจากเป็นโรค ทำให้เขาสุขภาพดีขึ้น น้ำหนักลด และมีร่างกายที่แข็งแรงกว่าเก่า แม้ยังต้องกินยาเบาหวานไปตลอดชีวิต แต่เขาก็คุมน้ำตาลได้ดี และมีชีิวิตที่ดีขึ้น ผู้ป่วยมะเร็งที่กล้าไปเที่ยวรอบโลก เพราะการเป็นโรคมะเร็งทำให้เขารู้ว่าทุกเวลาที่มีลมหายใจมีค่าแค่ไหน 

ความจริงแล้วเราอาจจะโชคร้ายที่เจอพายุ แต่เราก็จะโชคดีที่ได้เห็นรุ้งสวยงามหลังจากพายุได้ผ่านไป ทุกคนที่พบโรคร้ายย่อมมีช่วงเวลาที่เลวร้ายของความเศร้า กว่าจะทำใจได้ แต่เมื่อเขาเข้า่ใจมันเขาก็ยิ้มได้อีกครั้ง ดังนั้นอย่ากลัวถ้าโชคชะตาจะทำให้คนที่เรารักต้องเจอกับพายุโหมกระหน่ำ แต่มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องยืนหยัดเคียงข้างเขาในวันที่เจอพายุ ให้กำลังใจเขาจนกว่าจะถึงวันที่ได้เห็นรุ้งงามอีกครั้งหนึ่ง

ร่ายมายาวมาก วันนี้เป็นภาษาราวกับนิยายเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่หมออยากบอกทุกๆคนที่มีคนที่เรารักกำลังป่วย อย่าคิดที่จะปิดบังความจริงกับคนไข้เลย ลองคิดว่าถ้าเป็นเรา เราจะไม่อยากรู้หรือว่าเราเป็นอะไรกันแน่ คุณคิดว่าถ้าคุณตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง คุณจะทำยังไงต่อไป คนที่คุณรักก็คงคิดไม่ต่างกัน การทำใจอาจต้องใช้เวลา แต่การที่ทุกๆคนพากันปิดบังว่าเราเป็นอะไร ทำให้รู้สึกอึดอัดมากกว่า

มันเป็นหน้าที่ของเราที่แข็งแรงดีที่จะทำให้คนไข้มีความสุข ถ้าเราหลงอยู่ในป่า เราก็ไม่ควรปิดตาเขาแล้วหลงทางอยู่ในป่าต่อไป แต่เราควรเปิดตาเขาแล้วหาทางออกไปด้วยกันนะคะ

ขอให้ทุกคนเจอฟ้าหลังฝนเร็วๆค่ะ  


วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

เมื่อข่าวร้ายมาเยือน .....

วันนี้อยากจะขอมาแนว "จิตเวช" บ้าง เป็นอีกสาขาทางการแพทย์ที่เป็นเรื่องราวที่"จับต้อง" ไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวซะมากกว่า "เมื่อข่าวร้ายมาเยือน" แน่นอนเรารู้ว่าไม่ว่าข่าวร้ายนั้นจะเป็นเรื่องแบบไหน แฟนบอกเลิก แฟนมีกิ๊ก สอบตก เอนท์ไม่ติด บอลแพ้ ไม่ถูกหวย หรือเป็นเรื่องร้ายแรงอย่าง คนใกล้ตัวเป็นโรคร้าย หรือ ถึงกับเสียชีวิต เราทุกคนก็จะมีช่วงเวลาที่คนทั่วๆไปเรียกว่า "ทำใจไม่ได้" ทางการแพทย์มีการศึกษาเรื่องนี้เหมือนกัน เราเรียกมันว่าเป็น "กระบวนการตอบสนองต่อความทุกข์" ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Grief reaction" แต่จะขอเรียกว่า "โรคได้รับข่าวร้าย" แล้วกันนะคะ แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร วันนี้จะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังค่ะ

รู้เรื่องนี้ แล้วทำอะไรได้?
ก่อนอื่นเราต้องรู้ประโยชน์ของมันก่อน ความจริงช่วงเวลาที่เราซึมเศร้าเสียใจกับข่าวร้าย ก็เหมือนกับโรคอย่างหนึ่ง เหมือนเราเป็นหวัด ก็จะมีช่วงที่เริ่มเป็น เป็นหนัก แล้วก็หาย เหมือนกับเรื่องโรคต่างๆที่เราได้เรียนรู้ไป เราจะสบายใจขึ้นถ้ารู้ว่าโรคนี้จะเป็นยังไงบ้าง พรุ่งนี้จะเป็นยังไง วันถัดไปจะเป็นยังไง แล้วตอนที่ใกล้หายจะเป็นยังไง หายแล้วจะเป็นยังไง ทำให้เราพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆที่ำกำลังจะเกิดขึ้นได้ และรู้ว่าสุดท้ายแล้ว "มันก็จะผ่านไป"
grief reaction, ปฏิกิริยาต่อข่าวร้าย, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


การได้รับข่าวร้าย จิตใจของเราก็มีการตอบสนอง เรียกว่า"ป่วย" เลยก็ได้ การได้รู้ว่าอาการป่วยนี้จะเป็นยังไงบ้าง ทำให้เราสบายใจขึ้น ทั้งคนที่เป็นเองก็รู้ว่าตัวเองจะเป็นยังไงต่อไป และคนรอบข้างก็จะได้เข้าใจว่าคนใกล้ตัวของเราป่วยเป็นอะไร และพวกเขาจะต้องรับมือกับอะไรบ้าง ว่าแล้ว อาการป่วยเป็น "โรคได้รับข่าวร้าย" เป็นยังไงมาดูกันค่ะ 

เมื่อข่าวร้ายมาเยือน
คนทั่วไปจะมีการตอบสนองต่อการได้รับข่าวร้าย 5 ขั้น โดยที่ 5 ขั้นนี้อาจไม่ได้เรียงลำดับการเกิด สามารถเกิดสลับไปสลับมาได้ และระยะเวลาก็บอกได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับผู้ป่วยเอง สภาพแวดล้อม และคนรอบข้าง โดย 5 ขั้นที่ว่าีมีดังนี้

1. ช่วงรับไม่ได้ (ฝรั่งเรียก Denial) ถ้าดูในละครไทยก็เป็นช่วงที่พระเอกรู้ความจริง แล้วนางร้ายก็ได้แต่คร่ำครวญว่า "ไม่จริ๊งงงง ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ....เป็นไปไม่ได้" อันนี้แหละค่ะ ช่วง "รับไมไ่ด้" แต่ในชีวิตจริง เราอาจไม่ได้แสดงออกอย่างงั้นว่ารับไม่ได้ บางคนเวลาที่คนที่รักต้องเสียชีวิตจากไป สิ่งที่ภาวนาอยู่ในใจในวินาทีแรกคือ "ขอให้ฉันแค่ฝันไป" หรือไม่ก็ "ขอให้เรื่องนี้ไม่เป็นจริง" หรือบางคนก็จะเคยได้ยินคำพูดเช่น "ลืมตาสิ ลืมตา อย่าหลับไป ตื่นขึ้นมาหาฉัน" ก็เป็นช่วงของอาการรับไม่ได้นั่นเอง

การปฏิเสธความจริง หรือที่บอกว่ารับไม่ได้นี้ เป็นปฏิิกิริยาของจิตใจของเราต่อข่าวร้าย เป็นความพยายามของจิตใจของเราที่พยายามจะหนีออกจากความเจ็บปวด  หนีออกจากความเสียใจ ตลกดีนะคะเหมือนกับเวลาที่เราจับของร้อนๆ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการดึงมือหนึออกจากหม้อทันที ก่อนที่เราจะทันคิดด้วยซ้ำ สำหรับจิตใจคนเราก็ทำไม่ต่างกัน เมื่อได้กระทบกับความเศร้า ความจริงที่ไม่อยากให้เกิด มันก็กระโดดหนีทันทีเลยทีเดียว 

2.ช่วงโกรธ หลังจากช่วงปฏิเสธความจริงแล้ว เราก็เริ่มรับรู้ความจริง และความเจ็บปวดที่ท่วมท้นนั้นกลับมารวมกันและมักแสดงออกมาเป็นความโกรธ ความจริงแล้วความโกรธก็เป็นเกราะอย่างหนึ่งที่จิตใจเราสร้างขึ้น เพื่อกำบังจากความจริงอันเจ็บปวดของเรา ส่วนถามว่าโกรธอะไรนั้นก็แล้วแต่ความเชื่อความนับถือ และวิธีคิดของแต่ละคน บางคนโกรธเทวดาฟ้าดิน โกรธพระเจ้า โกรธเคราะห์กรรม บุคคลหนึ่งที่มักเป็นเหยื่อของความโกรธนี้คือ "หมอ" (เฮ้อ ซะงั้น) สำหรับช่วงนี้บางทีเราก็ต้องการคำอธิบายหลายๆอย่าง อย่าได้ลังเลถ้าคุณต้องการคำอธิบายบางอย่างจากหมอ หรือบุคลากรทางการแพทย์ นัดหมายเมื่อทั้งคุณและแพทย์มีเวลาว่าง ถามทุกอย่างที่อยากรู้ แพทย์ทุกคนยินดีตอบคำถามเสมอค่ะ (แต่อาจจะต้องหลังจากตรวจคนไข้คนอื่นๆเสร็จนะคะ)

3. ช่วงต่อรอง เมื่อเราเริ่มรับรู้ความจริง คลื่นของความรู้สึกเจ็บปวดไ้ด้ระบายออกจากช่วงความโกรธ ที่ตอนนี้เบาบางลงบ้าง ความจริงที่ต้องยอมรับมันก็ยังคงอยู่ตรงหน้า เราก็จะยังคงอาลัยอาวรณ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนเรามักจะมีความคิดเช่น "ถ้าตอนนั้นไม่ทำอย่างนั้นแต่ทำอย่างนู้นแทน เรื่องนี้อาจไม่เกิดขึ้น" "ถ้าเราพยายามกว่านี้ อาจจะดีกว่านี้" "ถ้า...." "ถ้า....." ส่วนหนึ่งในจิตใจเราพยายามต่อรองกับสิ่งศักดฺ์สิทธิ์ หรือพระเจ้าอยู่ว่าความจริงแล้วเราหยุดยั้งเหตุการณ์นี้ได้ หรือเราควบคุมมันได้ การต่อรองเป็นเกราะบางๆชั้นสุดท้ายที่กำบังเราจากความเจ็บปวดที่ต้องยอมรับมัน

4. ช่วงโศกเศร้า ช่วงสุดท้ายก่อนที่เราจะยอมรับกับความจริง มันเป็นช่วงเวลาที่เรารับรู้กับความสูญเสีย มีแบบที่หลายคนคิดฟุ้งซ่าน เสียดาย เสียดายช่วงเวลาดีๆที่ควรจะทำให้ดีกว่านี้ เสียดายที่ยังไม่ได้บอกรักเขา เสียดายที่ยังไม่ได้ทดแทนพระคุณ และบางแบบก็เป็นความเศร้าสลดที่เราอยากอยู่เฉยๆ ไว้อาลัยให้กับคนที่กำลังจากไป

5. ยอมรับ ช่วงนี้เป็นช่วงที่จิตใจอยู่ในภาวะสงบ และสามารถก้าวไปข้างหน้าและดำเนินชีวิตต่อไปได้อีกครั้งหนึ่ง

อย่างที่บอกว่าช่วงทั้ง 5 ช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดเรียงกัน อาจสลับไปมาได้ ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นกับเราเอง เราเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่าเราอยู่ในช่วงไหน ความจริงแล้วคนรอบข้างไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่าเรารู้สึกยังไง และเราเท่านั้นที่จะเป็นคนพาตัวเองให้ผ่านพ้นระยะต่างๆไปได้ แต่ถ้าเราอยู่ในฐานะคนรอบข้างทั้งหมดที่ำทำได้ก็คงจะเป็นการอยู่เป็นกำลังใจ และปลอบโยนเขาจนกว่าเขาจะยอมรับได้เท่านั้น

อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่างนะคะ




วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ฉันเป็นโรคซึมเศร้ารึเปล่า?

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เราเคยเห็นกันบ่อยๆ (โดยเฉพาะในละครไทย) แต่บางครั้งเราก็อาจไม่รู้ว่านี่คือโรคซึมเศร้ารึเปล่า แล้วเวลาที่เรารู้สึกเศร้ามากๆ หลายคนก็เริ่มสงสัยว่า ตัวเองจะเป็น "โรค" รึเปล่า วันนี้มีคำตอบเกี่ยวกับโรคนี้ค่ะ
โรคซึมเศร้า, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่อยากรู้ แต่หมออยากให้คุณรู้

ฉันแค่เศร้า หรือเป็น"โรคซึมเศร้า"
แน่นอนเราทุกคนต้องเคยเศร้า ไม่ว่าเราจะเศร้าด้วยเหตุผลอะไร ตกงาน สอบตก เอนท์ไม่ติด แฟนบอกเลิก โจรขึ้นบ้าน ไฟไหม้บ้าน ญาติ หรือคนใกล้ชิดเสียชีวิต ฯลฯ ทั้งหมดนี้นำไปสู่ "ภาวะ" ซึมเศร้าได้ทั้งนั้น แต่ถ้าจะเป็นถึงขนาด "โรค" ได้นั้น มีเส้นแบ่งอยู่ คือ "การใช้ชีวิต" และ "ระยะเวลา"

สำหรับเรื่องการใช้ชีวิต ภาวะซึมเศร้าโดยทั่วๆไปนั้น เราจะยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ (ไม่นับรวมถึงการหยุดงานเพื่อไปเฝ้าไข้ญาติพี่น้อง หรือลาไปเขตเืพื่อเซ็นใบหย่านะคะ) เรายังกินได้ นอนหลับ ไปทำงานได้ อันนี้ถือว่าเป็นภาวะซึมเศร้าทั่วๆไป ไม่ถึงกับเป็นโรค

ส่วนเรื่องระยะเวลา เวลาที่่เราพึ่งช็อคจากเหตุการณ์บางอย่าง อาจจะมีอยู่บ้างที่เรากินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไปทำงานไม่ได้ หมดเรี่ยวหมดแรง หมดกำลังใจทำงาน อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้ในคนปกติ แต่จะเป็นแค่ช่วงแรกๆ ระยะเวลาโดยทั่วไปไม่เกิน 2 สัปดาห์ ภาวะซึมเศร้านี้จะดีขึ้น และพอจะกลับไปดำเนินชีวิตปกติได้ แต่ถ้าเรายังคงซึมไม่เป็นอันกินอันนอนเข้าไปเป็นหลายสัปดาห์ จนถึงเป็นเดือน อันนี้ก็ถือว่าเป็น "โรคซึมเศร้า" แล้วค่ะ

อาการของโรคซึมเศร้า
การซึมเศร้าของแต่ละคนก็จะมีการแสดงออกต่างกันไป อาการหลักๆคืออาการซึม หมดอาลัยตายอยาก รู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่า นอกจากนี้ก็จะมีอาการอื่นๆอีกได้แก่

พฤติกรรม หรือความคิดที่เปลี่ยนไป เช่น รู้สึกหมดหวังในชีวิต รู้สึกว่าโลกนี้เลวร้าย มีแต่สิ่งไม่ดีรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีความสามารถ ทำอะไรก็ไม่ดี รู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต จุดสังเกตคือ แม้แต่อะไรที่เคยชอบทำก็ยังไม่อยากทำ เช่นบางคนเคยชอบเล่นกีฬามาก แต่ตอนนี้แม้จะมาชวน หรือขอร้องให้ไปก็ยังไม่อยากไป ทำอะไรเชื่องช้า เหมือนไม่มีแรง อยากอยู่เฉยๆอย่างเดียวตลอด ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้ คิดหรือตัดสินใจอะไรก็เชื่องช้า คิดไม่ออกไปหมด

การทำกิจวัตรประจำวันไม่ค่อยปกติ ได้แก่ นอนไม่ได้ นอนไม่หลับ หรือ นอนตลอดเวลา กินอาหารได้น้อยลง ไม่กินข้าว หรืออาจจะกินมาก กินตลอดเวลาจนน้ำหนักขึ้นมาก (อย่างเช่นนางเอกที่นั่งกินไอติมหลังอกหักในหนัง)

นอกจากนี้ อันที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ความคิดที่จะ "ฆ่าตัวตาย" อาการนี้พบได้มากในคนไข้โรคซึมเศร้า และถือเป็นภาวะฉุกเฉินสำหรับโรคนี้ที่เดียว (อาจไม่ถึงกับต้องเข้า ICU แต่เกี่ยวกับความเป็นความตายเหมือนกัน)

การรักษา
เป็นการรักษาที่เรียกว่า "จิตบำบัด" เป็นการรักษาโดยจิตแพทย์ และนักจิตวิทยา ลักษณะคล้ายๆกิจกรรมที่เราเคยเห็นในหนังฝรั่ง การพูดคุย ตอบคำถาม การทำกิจกรรมกลุ่ม ทั้งนี้ก็ร่วมกับการรับประทานยาแก้เครียดด้วย

การรักษาด้วยการ "ช็อตไฟฟ้า" แบบที่เคยเห็นในหนังโรคจิตทั้งหลาย มีอยู่จริงค่ะ แต่เราจะใช้กับโรคทางจิตที่รุนแรงเท่านั้นค่ะ




วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

หมอเองก็ลำบากใจ เมื่อต้องบอกข่าวร้ายกับคุณ

ละครไทยเกือบทุกเรื่องจะมีช่วงเวลาที่พระเอก หรือนางเิอกเฉียดตาย และแทบต้องกลั้นใจตามตัวละครทุกครั้งไปเมื่อได้เห็นคุณหมอเดินกลับออกมาจากห้องฉุกเฉิน (หรือห้องผ่าตัด ก็แล้วแต่ผู้แต่จะเลือกเอา) เพื่อบอกอาการคนไข้ ณ วินาทีทุกคนทั้งลุ้นทั้งกลัว กลัวจะเป็นข่าวร้าย และลุ้นในเป็นข่าวดี (แต่ทุกคนก็เชื่อว่ามันจะเป็นข่าวดี แม้เป็นข่าวร้ายพระเอกก็จะฟื้นได้ ถ้านางเอกไปนั่งร้องไห้ข้างเตียง 555) ความจริงแล้วบทบาทของหมอดูง่าย ตามบท "ตอนนี้คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ" หรือไม่ก็ "เสียใจด้วยครับ ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป" แต่ในชีวิตจริง การเล่นบทหมอก็ไม่ง่ายขนาดนั้นค่ะ

ลองคิดดู จะมีซักกี่คนที่อยากบอกข่าวร้ายกับคนอื่น บอกแล้วต้องเห็นภรรยาผู้ป่วยเป็นลมล้มพับ ลูกหลานร้องไห้ หรือทุกคนอยู่ในภาวะเศร้าสลด การบอกเรื่องความตายที่ว่าลำบากแล้ว แต่นั่นเป็นแค่การบอกข่าวร้ายกับญาติๆผู้ป่วยเท่านั้น ผู้ป่วย(คนที่ตาย)คงไม่ได้รับรู้ด้วย (หรือไม่ก็คงจะรู้ตัวอยู่แล้ว) สิ่งที่ยากลำบากยิ่งกว่าคือการบอกข่าวร้ายกับผู้ป่วยเอง อย่างการบอกว่าผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หรือเป็นเิอดส์ หมอเองก็กลัวค่ะ กลัวว่าบอกไปแล้วผู้ฟังจะร้องไห้ฟูมฟายเป็นลม หรือว่าอยากฆ่าตัวตาย!!!

เชื่อมั๊ยว่าศิลปะการบอกข่าวร้ายเป็นหัวข้อสำคัญหัวข้อหนึ่งในการเรียนหมอเลยทีเดียว อย่างที่บอก ถึงแม้ว่ายังไงเขาก็ต้องรู้ความจริง แต่เราก็อยากให้เขาสะเทือนจิตใจน้อยที่สุด ได้เตรียมตัวเตรียมใจก่อนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเอง หรือว่าเป็นญาติๆ อันนี้เป็นสำคัญมาก และอาจมากกว่าการรักษาคือ นอกจากร่างกายเขาจะป่วยแล้ว ซึ่งบางโรคอาจรักษาไม่ได้ แต่เราก็พยายามไม่ให้ "จิตใจ"ของเขาป่วยไปด้วย

เอาหล่ะค่ะ เล่ามาตั้งยาวละว่าการบอกข่าวร้ายสำคัญขนาดไหน วันนี้อยากมาเล่าวิธีการบอกข่าวร้ายให้ทุกคนได้อ่านกัน อาจจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันเองก็ได้นะคะ เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยมีโอกาสบอกข่าวร้ายกับคนรู้จักบ้าง ไม่มากก็น้อย
 ศิลปะการบอกข่าวร้าย, breaking bad news, diary doctor is me, สิ่งที่คุณไม่รู้ แต่หมออยากให้คุณรู้


รู้ความคาดหวัง
ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าคนที่กำลังจะได้ยินข่าวร้าย คาดหวังจะได้ยินอะไรจากเรา อย่างเช่นถ้าคนไข้ที่สบายดีมาตลอด เกิดป่วยหนัก ล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมา เราอาจจะถามว่า สงสัยบ้างมั๊ย หรือคิดว่าตัวเองเป็นอะไร คิดว่าอาการร้ายแรงมั๊ย บางคนอาจตอบกลางๆว่า "ไม่รู้" แต่บางคนอาจจะตอบว่า "ก็คงไม่เป็นอะไรมากมั๊งครับ เพราะว่าสบายดีมาตลอด" ถ้าเรากำลังจะบอกว่าเขาเป็นมะเร็ง เราก็จะได้รู้ว่าเขาไม่ได้เตรียมใจเรื่องนี้มามากนัก อย่างไรก็ตามขั้นตอนนี้ เราอาจไม่จำเป็นต้องทำถ้าเรารู้อยู่แล้ว เช่นถ้าเป็นเพื่อนกันรู้จักกันอยู่แล้ว หรือเคยคุยเรื่องนี้กันมาก่อนแล้ว อย่างคนไข้บางคนก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่า "ทำใจไว้แล้วหมอ ว่าเป็นไปได้ที่ตัวเองจะเป็นมะเร็ง" แบบนี้ เราก็จะรู้ว่า เขาได้เตรียมใจมาแล้ว 

ขั้นตอนนี้ทำเพื่อใ้ห้เรารู้ว่าเรากำลังจะเจอปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากบอกข่าวร้าย ถ้าเขาเตรียมใจมาก็คงปฏิกิริยาไม่รุนแรง แต่ถ้าเขาไม่เตรียมใจมา เราก็ต้องเตรียมใจแทนว่าเราอาจจะเจออาการร้องไห้ฟูมฟาย อยากฆ่าตัวตาย หรืออาจถึงเป็นลม เป็นต้น

แสดงสัญญาณเตือนก่อน
เวลาที่กำลังจะบอกข่าวไม่ดี การค่อยๆแสดงสัญญาณทีละนิด จะดีกว่าการโยนทุกอย่างทีเดียวเหมือนขว้างระเบิด คนไข้อาจจะรับไม่ค่อยไหวเท่าไหร่ อย่างเรื่องมะเร็ง ก็อาจเริ่มด้วยสีหน้าที่กังวลเล็กน้อยของหมอ ถามคนไข้ว่า คิดไว้บ้างมั๊ยว่าผลจะเป็นอะไรได้บ้าง (ถามความคาดหวัง) แล้วก็บอกว่า "ผลไม่ค่อยดีเลยนะคะ มีความผิดปกติ ตรงโน้นตรงนี้ เป็นก้อนแบบนั้นแบบนี้" แล้วค่อยสรุปว่า คิดว่าก้อนเหล่านี้เป็นเนื้อร้าย หรือ มะเร็ง  วิธีนี้คนฟังจะค่อยๆซึมซับ และยังพอมีเวลาทำใจบ้าง ดีกว่าบอกว่า "คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย" แต่สำหรับบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าวิธีนี้ดูลุ้นๆ อ้อมๆ ผู้ป่วยใจร้อนบางคนก็ถึงกับขัดและบอกหมอว่า "เอาตรงๆเลยดีกว่าหมอ ไม่ต้องอ้อม" อันนี้ก็คุณขอมา เราก็จัดให้ค่ะ ก็คงต้องบอกตรงๆกันไปเลย แต่ส่วนใหญ่วิธีค่อยๆเล่าทีละนิด จะดีกว่าค่ะ

ให้ความหวัง
ว่าง่ายๆก็คือการปลอบใจ คือหลังจากบอกข่าวร้ายแล้ว ถ้าเป็นหมอก็จะให้ความหวังก็คือบอกว่า ถ้าเป็นอันนี้แล้วจะต้องทำยังไงต่อไปเพื่อช่วยคนไข้ แต่ถ้าหลายๆคนจะเอาไปใช้กับการบอกข่าวร้ายอื่นๆ การให้ความหวังก็คือการให้กำลังใจ "ไม่เป็นไรนะ เรื่องมันแล้วให้แล้วไป เราค่อยเริ่มต้นใหม่" "ไม่เป็นไรทุกคนให้อภัย" ฯลฯ

โอเคค่ะ ทั้งหมดนี้เป็นกลเม็ดที่เหล่าหมอใช้กัน เมื่อต้องบอกข่าวร้ายคนไข้ (ซึ่งต้องบอกบ่อยซะด้วย ก็แน่นอนแหล่ะ ่ไม่งั้นจะเรียกว่า คน"ไข้" ได้เหรอ) หวังว่าหลายๆคนจะได้ประโยชน์กับการเอาไปประยุกต์ใช้นะคะ