วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้างหรือ????

ตาแดงเป็นอาการที่เกิดได้บ่อยๆ หลายๆคนก็คงเคยเป็น ตาแดงๆเวลาที่มีอะไรเข้าตา เคืองๆอยู่บ้าง หลายครั้งก็สามารถหายได้เอง แต่หลายครั้งก็ต้องหยอดยาแล้วก็จะดีขึ้น แต่บางครั้งก็ต้องไปหาหมอเลยทีเดียว ตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้าง ความจริงแล้วเราก็พอจะรู้สาเหตุได้ โดยดูจากอาการร่วม เป็นยังไง มาดูกันค่ะ
Why red eye


ทำไมตาแดง
คำว่า "ตาแดง" ส่วนใหญ่ เรามักจะหมายถึงว่าตาขาวของเราแดงมากขึ้นกว่าปกติ โดยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากเส้นเลือดที่ตาขาวขยายตัวขึ้น ทำให้เห็นเหมือนกับว่าตาของเราแดงกว่าปกติ สาเหตุที่ตาขาวแดงนั้นส่วนใหญ่ก็เกิดจากการอักเสบ สิ่งสำคัญคือ เราต้องหาสาเหตุว่า ตาของเรา"อักเสบ" จากอะไร และที่ไหน ก่อนจะไปพบแพทย์ มีสาเหตุว่ามาเล่าให้ฟังค่ะ ว่าอาการตาแดงเกิดจากอะไรได้บ้าง

สิ่งแปลกปลอมเข้าตา
ส่วนใหญ่ก็มีอาการตาแดง ร่วมกับน้ำตาไหล เคืองตา ส่วนใหญ่ก็จะรู้ตัวว่ารู้สึกเหมือนมีอะไรเข้าตา หรือยังติดอยู่ในตา และรู้ว่าเริ่มมีอาการตอนไหน เป็นขึ้นมาทันที กรณีนี้ก็พยายามอย่าขยี้นะคะ อาจจะลองล้างน้ำสะอาดดู ถ้าเกิดว่าไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ และยิ่งถ้าเป็นสิ่งของที่มีความเร็วอย่าง เศษเหล็กจากเครื่องตัดเหล็ก ก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ

การติดเชื้อเยื่อบุตา หรือกระจกตา
ถ้ามีอาการตาแดงข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ ร่วมกับ น้ำตาไหลมาก น้ำตาข้นเป็นหนอง เคืองตา ตาสู้แสงไม่ได้ ค่อยๆเป็นขึ้นมา มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนเช้ามีขี้ตาติดตาเป็นสีเหลืองๆเขียวๆ อันนี้ก็สงสัยได้เลยว่าอาจจะเป็นการติดเชื้อ และถ้าหากว่าเป็นมากก็อาจมีหนังตาบวมแดงไปด้วย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจ การรักษาก็หยอดยาฆ่าเชื้อ อาจจะร่วมกับการกินยาฆ่าเชื้อชนิดที่ตรงกับเชื้อที่เราติดมา

ภูมิแพ้ที่เยื่อบุตา
กลุ่มนี้ก็ตาแดงเหมือนกัน แต่จะร่วมกับอาการ "คัน"ตา ขอเน้นว่า "คัน" ไม่ใช่เคือง เจ็บ หรือปวด ร่วมกับน้ำตาใสๆไหลตลอด และยิ่งถ้าคันจมูก คัดจมูก หรือเป็นภูมิแพ้อยู่เดิม อาการคันตานี้ก็น่าจะเป็นจากภูมิแพ้ค่ะ กลุ่มนี้ ถ้ากินยาแก้แพ้ และหยอดยาแก้แพ้ อาการก็จะดีขึ้น แต่ก็อาจเป็นซ้ำได้อีกถ้าเจอสิ่งที่แพ้อีกนะคะ

เลือดออกชั้นเยื่อบุตา
เป็นอาการตาแดงค่ะ แต่ไม่ได้แดงเหมือนอันอื่นๆที่แดงแต่ดูใกล้ก็เห็นเป็นเส้นเลือดฝอยๆ แต่อันนี้เป็นปื้นเลือดสีแดงสดน่ากลัวเลยทีเดียว โดยที่เป็นอาการตาแดง ไม่คัน ไม่แสบ  ไม่ปวดตา ไม่เคืองตา ไม่มีน้ำตาไหล อยู่ๆก็เกิดขึ้นเอง ไม่มีอาการอย่างอื่นเลย โดยไม่ได้มีอุบัติเหตุอะไร อันนี้ก็เกิดขึ้นได้ค่ะ และไม่เป็นอันตราย และไม่ต้องหยอดยาอะไร จะหายได้เองนะคะ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้ามันเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุ กระทบกระแทก ให้มาตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยนะคะ

การอักเสบในลูกตา
ส่วนใหญ่ก็มีตาแดงเหมือนกัน ร่วมกับปวดตา ตาสู้แสงไม่ได้ มองเห็นภาพไม่ชัด โดยที่ไม่ได้มีอาการน้ำตาไหล ขี้ตาเยอะ ก็สงสัยได้ว่าเป็นโรคกลุ่มนี้ ควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์นะคะ

ต้อหินชนิดเฉียบพลัน
สุดท้ายภาวะนี้ค่อนข้างรีบด่วน อาการต้อหินเฉียบพลันจะมีอาการตาแดงร่วมกับอาการปวดตามาก บางคนอาจรู้สึกว่าปวดหัวมากกว่า จนขนาดคลื่นไส้อาเจียน ตาพร่า เห็นแสงเป็นสีรุ้งๆ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อวัดความดันตา เพราะต้อหินชนิดเฉียบพลันมักจะมีความดันในลูกตาสูง ซึ่งจะไปกดจอประสาทตาทำให้การรับภาพเสียไปได้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วค่ะ


ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการตาแดงได้ มีตั้งแต่โรคไม่ร้ายแรง จนถึงโรคร้ายแรง สรุปว่า ถ้าไม่แน่ใจว่าอาการตาแดงเกิดจากอะไรเป็นอะไรก็ควรไปพบแพทย์ จะดีที่สุดนะคะ

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ยาแก้อักเสบคืออะไรหนอ??

หลายคนคงเคยกินยาที่เรียกกันว่า "ยาแก้อักเสบ" กันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นหวัด เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ปวดแขนปวดขา ปวดเข่า ปวดข้อ วันนี้อย่างให้ทุกคนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า ยาที่เรียกกันติดปากว่า "ยาแก้อักเสบ" นั้น ความจริงมีสรรพคุณอะไร

ตกลงยาแก้อักเสบคืออะไรกันแน่
จริงๆแล้วยาแก้อักเสบที่เรากินๆกัน ฮิตมากคือ Amoxicillin(เรียกกันสั้นๆว่า Amoxy เป็นยาแคปซูล มีหลายสีแล้วแต่ยี่ห้อ) ความจริงแล้วเป็น "ยาฆ่าเชื้อ" คือการออกฤทธิ์จริงๆเป็นการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย แต่เนื่องจากการติดเชื้อมักทำให้เกิดการอักเสบ (แต่การอักเสบอาจจะไม่ได้มาจากการติดเชื้อเสมอไป) ก็เลยมักจะพูดกันง่ายๆว่า ยาแก้อักเสบ

แล้วยาแก้อักเสบจริงๆมีรึเปล่า
ต้องตอบก่อนว่า "การอักเสบคืออะไร" การอักเสบเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อส่วนที่เกิดความผิดปกติ เหมือนกับเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วมักจะมีไทยมุง ยังไงอย่างงั้นเลยค่ะ เช่นถ้าร่างกายเราเกิดการติดเชื้อ มีเชื้อโรคแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายของเราจะส่งหน่วยต่อสู้ (คล้ายๆกับตำรวจในร่างกาย) ซึ่งก็คือเม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณทีเกิดความผิดปกตินั้น และก็จะเกิดการต่อสู้ของเม็ดเลือดขาวกับเชื้อโรคเหล่านั้น บริเวณทีเกิดการต่อสู้ขึ้นก็จะเห็นบริเวณที่เกิดการบวม แดง ร้อน และปวดขึ้นมา ส่วนใหญ่เวลาที่เชื้อกำลังเจริญเติบโตอยู่บนตัวเรา ก็จะไม่เห็นอาการอะไรหรอกค่ะ แต่อาการส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของเราเริ่มต่อสู้ ก็เลยปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งทำให้เราทรมาน แต่ความจริงแล้วก็เป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าร่างกายของเรากำลังต่อสู้

แต่สิ่งที่เม็ดเลือดขาวต้องต่อสู้ก็ไม่ได้มีแค่การติดเชื้อเท่านั้น เช่นเวลาที่มีกระดูกหัก มีรอยฟกช้ำ จากอุบัติเหตุ หัวโน กล้ามเนื้อฉีก เอ็นฉีกจากการเล่นกีฬา  แบบนี้ก็ไม่ได้มีการติดเชื้อ แต่จะมีการอักเสบเกิดขึ้นเพื่อเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บของร่างกาย

ยาต้านการอักเสบ ที่ลดการทำงานของเม็ดเลือดขาวเหล่านี้ก็มีอยู่ และหลายคนอาจจะใช้กันอยู่ แต่เรากลับเรียกมันว่า "ยาแก้ปวด" เป็นยาแก้ปวดชนิดที่เรียกว่า "NSAID" (Non steroidal anti-inflammatory drug) เช่น Diclofinac, Bufen, Naproxen เป็นต้น ยาเหล่านี้จะทำให้การอักเสบลดลง ทำให้อาการ ปวดบวมแดงร้อน ลดลง แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ส่วนใหญ่แล้ว แต่อาการปวดบวมแดงร้อนของการอักเสบจะลดลง แต่ร่างกายก็จะยังต่อสู้ และซ่อมแซมส่วนที่ซึกหรอได้เหมือนเดิมค่ะ

รู้อย่างงี้แล้ว.....
สิ่งที่ควรระวังคือ การกินยาแก้อักเสบ (ยาฆ่าเชื้อ) ควรกินเมื่อมีอาการของการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอ คอแดง มีแผลติดเชื้อ เป็นหนอง หรือเป็นสิว แต่ถ้าเป็นการอักเสบอย่าง ปวดแขนปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออักเสบก็ควรกินยาแก้ปวด (ความจริงเป็นยาต้านการอักเสบของจริง) การกินยาฆ่าเชื้อโดยที่จริงๆแล้วไม่มีการติดเชื้อ ในระยะสั้นก็ไม่ได้มีผลข้างเคียงกับร่างกายมากนัก ถ้าไม่ได้แพ้ยา แต่การใช้ยาฆ่าเชื้อมากเกินไป จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ และหากเราเกิดการติดเชื้อจริงๆ อาจจะต้องกินยาฆ่าเชื้อที่แรงขึ้นไปอีก ก็จะส่งผลเสียในระยะยาวได้ค่ะ

ยังไงก็ตาม รักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะได้ไม่ต้องกินยาดีกว่านะคะ

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำไมถึงเมารถ

อาการเมารถ เมาเรือ เจอได้บ่อยๆ บางคนเป็นอยู่ตลอด จะแก้ยังไงก็ไม่หาย แต่บางคนก็จะเป็นบางครั้ง เช่นเวลาที่อ่านหนังสือบนรถ หรือดูหนังบนรถ บางคนก็ไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ หลายคนก็เลยเริ่มสงสัยว่า แล้วทำไมเราถึงเมารถ และควรทำอย่างไร

ทำไมถึงเมารถ
โดยปกติร่างกายของเรารับรู้ตำแหน่งที่ส่วนต่างๆของร่างกายตั้งอยู่ได้ ด้วยอวัยวะสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่อยู่ที่หูชั้นใน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Semicircular canal" ความจริงก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะว่ามันจะชื่ออะไร เอาเป็นว่ามันเป็นตัวที่คอยรับรู้ว่าเรากำลังนอนอยู่ หรือนั่งอยู่ กำลังเดินไปข้างหน้า หรือเดินถอยหลัง นอกจากนี้ก็จะมีการรวบรวมข้อมูลจาก "การมองเห็น" และ"ผิวหนังแขนขา" เพื่อประกอบกันว่าร่างกายของเราเคลื่อนไปทางไหน เช่น เรากำลังเดินไปข้างหน้า หูชั้นในเรารับรู้ว่าร่างกายกำลังไปข้างหน้า ตาก็มองเห็นว่าเราไปข้างหน้า และเท้าของเราที่สัมผัสพื้นก็บอกว่าเรากำลังไปข้างหน้า อันนี้ทุกอย่างก็ประสานกัน ราบรื่นดี

แต่บางเวลาอย่างเช่นเวลาที่เรานั่งรถ แล้วอ่านหนังสือ หรือเล่น facebook หูชั้นในของเราบอกว่าเรากำลัง"เคลื่อน"ที่ ขาและหลังที่ติดกับเบาะก็บอกว่ากำลัง"เคลื่อน"ไปข้างหน้า แต่ตาเนี๊ยดันบอกว่า "อยู่นิ่ง" ทีนี้สมองก็เริ่มเกิดการสับสนและตีกัน ก็เลยเกิดเป็นอาการเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน มึน เมารถขึ้นมานั่นเอง อันนี้ก็เลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่การนอนหลับไปเลย จะไม่เมารถ เพราะว่าเราไม่รับรู้ข้อมูลจากตานั่นเอง

แล้วทำไมบางคนเป็น บางคนไม่เป็น
ความจริงแล้วทางการแพทย์เชื่อว่าถ้าเกิดว่าใครก็ตามที่ตากับหูชั้นในรับรู้การเคลื่อนไหวสอคคล้องกันนี้แบบนี้ ก็จะเกิดอาการเมาทุกคน ถ้าอยู่ในภาวะนี้นานพอ เพียงแต่แต่ละคนเกิดช้าเกิดเร็ว และสำหรับการอ่านหนังสือบนรถทัวก็มักจะเป็นน้อยกว่า การอ่านหนังสือบนรถเก๋ง เพราะว่ารถแกว่งน้อยกว่า (ยกเว้นรถทัวร์ซิ่งนะคะ)

ควรจะทำยังไง
อันดับแรกที่ช่วยได้ดีที่สุดก็คือการปรับตัวเราเอง ได้แก่ ไม่อ่านหนังสือ หรือพยายามเล่นมือถือ tablet บนรถ บนเรือ หรือบนพาหนะที่กำลังเคลื่อนอยู่ มองออกไปนอกหน้าต่าง หรือไกลๆ ถ้านั่งเรือสำราญก็ควรอยู่ในห้องที่มีหน้าต่างให้เห็นข้างนอก จะช่วยลดอาการได้ หรือบางคนที่เป็นหนักจะหลับไปเลยก็ได้ หรือนั่งหลับตาก็มักจะช่วยให้ดีขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ควรจำไว้คือ ภาวะนี้ "ป้องกัน จะได้ผลดีกว่าแก้ไข" คือถ้ามีออาการเมาแล้วค่อยมาแก้กัน มักจะได้ผลไม่ดีนัก คนที่รู้ตัวว่าเมาได้ง่ายๆก็อาจจะกินยาแก้เมารถก็จะช่วยได้ โดยควรจะกินก่อนนั่งรถ หรือนั่งเรือ อย่างที่หลายคนคงเคยทำกันอยู่

นอกจากนี้ก็มีการศึกษาออกมาว่า อาหารที่มีรสจัดๆช่วยลดอาการเมารถเมาเรือได้เหมือนกัน ส่วนเหตุผลที่เป็นอย่างงั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด

สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ ภาวะเมารถเมาเรือนี้ "จิตใจ" มีส่วนเกี่ยวข้องมากพอสมควร คนที่เคยเมารถเมาเรือ ก็มักจะเป็นซ้ำๆเพราะว่ามีความ"ฝังใจ"อยู่ ว่าถ้านั่งอีกจะต้องเมารถ เมาเรือแน่นอน ความจริงแล้ว ถ้าทำใจสบายๆ ลองมองออกไปนอกหน้าต่างไกลๆ ก็อาจจะไม่มีอาการแล้วก็ได้นะคะ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเดินทางค่ะ




วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หัวกระแทกอย่างแรง!! ทำไงดี

แน่นอนว่าหลายคนคงเคยได้ยินมาว่า บางคนประสบอุบัติเหตุ หัวกระแทกอย่างแรงจนสลบ หรือจนมีเลือดออกในสมอง ถึงขั้นกลายเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิงนิทรา พอเรา หรือคนใกล้ตัวเราประสบอุบัติเหตุบ้าง ก็เริ่มสงสัยว่า "จะเป็นอะไรมากมั๊ย" แล้วจะรู้ได้ยังไง มาลองอ่านดูกันค่ะ (อ่านแล้ว หวังว่าจะทำให้นั่งซิ่งหลายคน หันมาใส่หมวกกันน็อกนะคะ)

อันตรายจากศีรษะกระแทก
คำถามแรกคือ การที่หัวของเรากระแทกกับของแข็งอย่างแรง จะทำให้เกิดอะไรได้บ้าง (จะสลบจริงๆเหมือนเวลานางเอกเอาไม้ฟาดหัวผู้ร้ายรึเปล่า)

ก็ไล่ตามจากชั้นนอกไปชั้นในนะคะ ที่เห็นกันชัดๆอันแรกคือที่ผิวหนัง อาจจะฟกช้ำดำเขียว อันนี้ก็คงไม่ค่อยแปลกซักเท่าไหร่ รุนแรงขึ้นอีกหน่อยก็ "หัวโน" ก็คือเห็นเป็นลูกๆขึ้นมา ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มักจะเกิดตามหลังจากที่ถูกกระแทกแล้วซัก 1-2 ชั่วโมง อันนี้เป็นจากการที่มีเลือดออกใต้ผิวหนังมาก เลือดมาคั่งรวมกันจนเห็นผิวหนังปูดขึ้นมา แรงขึ้นอีกก็อาจจะมีผิวหนังฉีกขาด เลือดอาบ ที่เรียกกันว่า "หัวแตก" ความจริงก็คือเลือดที่ไหลออกจากผิวหนังที่ฉีกขาดนั่นเอง

หัวกระแทก,ศีรษะกระแทก,เลือดออกในสมอง
ถัดเข้ามาเป็นกะโหลกศีรษะ การกระแทกอย่างแรงมากๆ ก็สามารถทำให้กะโหลกศีรษะร้าวได้ และอาจจะถึงกับแตกเป็นชิ้นได้ แต่แรงกระแทกจนทำให้กะโหลกร้าวหรือแตกได้นั้น มักจะแรงมากจนน่าจะกระทบกระเทือนสมองด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วในคนที่เกิดการกระทบกระเทือนที่สมองอาจไม่พบการแตกร้าวของกะโหลกเลยก็มี

มาถึงส่วนที่ทุกคนอย่างรู้มากที่สุดคือ "สมอง" การกระแทกทำให้สมอง"ช้ำ"ได้ ที่สมองช้ำเป็นได้จาก 2 แบบ แบบแรกคือ แรงกระแทกส่งผ่านจากกะโหลกไปถึงสมอง ทำให้เกิดรอยช้ำของสมอง "ตรงกับ" ตำแหน่งที่ถูกกระแทก แบบที่สองคือนึกถึงเวลาที่เราเขย่าขวดที่มีเหรียญข้างใน เราสะบัดขวดไปทางขวา แต่เหรียญจะกระทบกับขวดด้านซ้าย อันนี้มักเกิดในกรณีที่เรากำลังเคลื่อนที่แล้วมีของแข็งมากระแทกหัวเราอย่างจัง ทำให้กะโหลกเราเปลี่ยนทิศเคลื่อนที่ทันที สมองที่ยังเคลื่อนไปทางเดิมก็เลยกระแทกกับกะโหลก จนเกิดรอยช้ำของสมองที่ "ตรงข้าม" กับบริเวณที่ถูกกระแทก

พอสมองเรากระแทกแล้วก็มักจะเลือดออก แล้วแต่ความหนัก และการส่งผ่านแรง ถ้าผ่านเส้นเลือดใหญ่ หรือแรงกระแทกแรงมากก็อาจมีเลือดออกมาก ถ้าเส้นเลือดเล็ก และแรงกระแทกน้อยก็มีเลือดออกน้อย เลือดที่ออกไม่มากเราอาจจะแค่ปวดหัว แต่หลังจากนั้น เลือดก็จะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกาย อาการก็หายได้เอง แต่ถ้าเลือดออกมากอาจจะกดสมองทำให้เรามีอาการเช่น ซึมลง หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด พฤติกรรมเปลี่ยน หรือ หมดสติไปเลยก็ได้

แล้วต้องทำยังไง
สิ่งสำคัญคือ "อาการ" ของเราค่ะ ขอแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ขั้น

ขั้นแรก หลังจากที่ศีรษะกระแทก อาจจะมีอาการปวดหัวเล็กน้อย มึนงงเล็กน้อยได้ แต่ก็หายได้เองในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตได้ปกติ ถ้าเป็นแบบนี้แม้ว่าหัวจะโน หรือหัวแตก หรือแค่ช้ำ อันนี้ก็อย่าพึ่งกังวล เพราะน่าจะเป็นไม่มาก ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลค่ะ แต่กันไว้คือควรจะสังเกตอาการเองใน 24 ชั่วโมง ถ้ามีอาการผิดปกติก็ควรกลับมาพบแพทย์ค่ะ

ขั้นที่สอง หลังจากที่ศีรษะกระแทก ภายใน 24 ชั่วโมงมีอาการคือ คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะมาก หรือมีช่วงที่หมดสติไม่รู้สึกตัวไป จำเหตุการณ์ต่างๆไม่ได้หมด อันนี้สมควรมาพบแพทย์อีกครั้งเพื่อตรวจร่างกายซ้ำ เอ็กซเรย์สมอง หรือ นอนเฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลค่ะ

ขั้นที่สาม คือภายใน 24 ชั่วโมงมีอาการที่ชัดเจน เช่น ซึม หมดสติ แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด พูดไม่รู้เรื่อง พฤติกรรมเปลี่ยน อันนี้ควรรีบส่งโรงพยาบาลทันที และควรได้เอ็กซเรย์สมองโดยเร็วเพื่อดูว่ามีเลือดออกในสมองมากน้อยแค่ไหนค่ะ และเพื่อวางแผนการรักษาต่อไปค่ะ โดยมากถ้ามีอาการถึงกับหมดสติ ไม่รู้สึกตัว แขนขาอ่อนแรง ก็มักมีเลือดออกมาก และต้องผ่าตัดสมองเพื่อเอาเลือดที่กดสมองออกค่ะ

สรุปแล้วสิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการค่ะ การเอ็กซเรย์สมองก่อนมีอาการมักจะไม่เจออะไรค่ะ ถึงเจอก็ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เพราะว่าเลือดเหล่านี้ร่างกายสามารถดูดซึมออกไปได้เอง สิ่งที่ทำได้ก็คือสังเกตอาการไปก่อนค่ะ ถ้าไม่มีอาการการผ่าตัดเรียกว่าเจ็บตัวฟรีก็ว่าได้ค่ะ

เหล่านักซิ่งทั้งหลาย สวมหมวกกันน็อกกันเถอะค่ะ ถึงเจ้าหญิงนิทราจะได้เจ้าชายรูปงาม แต่ชีวิตจริงการจุมพิตไม่ทำให้ฟื้นคะ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คนที่ติดเชื้อ HIV บางคนเท่านั้น ที่เป็นเอดส์???

ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า "เอดส์" กับ "ติดเชื้อเอชไอวี(HIV) พอสมควร ไม่ว่าจะด้วยฐานะ โรคที่น่ารังเกียจ หรือโรคที่น่าสงสาร แต่รู้หรือไม่ว่าความจริงแล้ว 2 คำนี้ ไม่เหมือนกัน และเรารู้จัก 2 คำนี้ดีแค่ไหน มาดูกันค่ะ

คนที่ติด HIV บางคนเท่านั้นที่เป็นเอดส์???
HIV ย่อมาจาก Human immunodeficiency virus นี่เป็นชื่อของ "ไวรัส" หรือ เชื้อโรคตัวหนึ่ง ส่วน AIDS (เอดส์) ย่อมาจาก Acquired immunodeficiency syndrome (ไม่ได้แปลว่าช่วยเหลือนะคะ) เป็นชื่อของ "กลุ่มอาการ" อย่างหนึ่งของภาวะ "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง"

คนที่ติดเชื้อไวรัส HIV เมื่อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือด จะตรงไปหาเซลล์เม็ดเลือดขาว ปกติแล้วเม็ดเลือดขาวเป็นเหมือนตำรวจในร่างกายของเรา ค่อยจับและทำลายเชื้อโรคซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของเรา แต่เมื่อเชื้อ HIV ไปเจอกับเซลล์เม็ดเลือดขาว มันจะเข้าไปกบดานในนั้น แล้วเพิ่มจำนวนตัวเอง ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวนั้นอ่อนแอ และทำงานไม่ได้ ก่อนจะตายไป แล้วเชื้อ HIV ก็จะกระจายไปสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวอื่นๆ เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายของเรามีนับได้เป็นล้านตัว เจ้าเชื้อ HIV นี้ก็จะค่อยๆกระจายไปเรื่อยๆ ระหว่างนี้คนที่ติดเชื้อ HIV ก็จะยังสบายดีอยู่ ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ถึงมีก็อาจมีเล็กน้อย จนกระทั่งเม็ดเลือดขาวถูกทำลายไปถึงระดับหนึ่ง เหมือนกับตำรวจในประเทศที่ทำงานจริงๆ ค่อยๆลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่สามารถดูแลทั่งร่างกายได้ทั่วถึงอีกต่อไป เมื่อถึงจุดนี้ คนที่ติดเชื้อ HIV ก็จะมีลักษณะของการติดเชื้อที่ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป อันนี้แหละค่ะที่เรียกว่า "AIDS"

แล้วคนที่ติด HIV ทำยังไงถึงจะไม่เป็นเอดส์
ปัจจุบันเราพูดได้ว่า "เอดส์รักษาไม่ได้ แต่ 'ควบคุม' ได้" ตอนนี้เรามียาต้านไวรัส HIV เป็นยาที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ทำให้เม็ดเลือดขาวไม่ถูกทำลาย และถ้าได้รับยาต่อเนื่อง เม็ดเลือดขาวก็จะถูกสร้างขึ้นมาและทำงานได้ตามปกติ ทำให้คนที่ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป แต่ปัญหามีอยู่คือ ยาเหล่านี้เกิดการดื้อได้ง่ายมาก เพียงแค่การลืมกินยาเพียงครั้งเดียว หรือไม่ตรงเวลาไปแค่ 1 ชั่วโมง ก็มีโอกาสทำให้เชื้อดื้อยาได้แล้ว ถ้าดื้อยาครั้งแรกก็ยังมียาที่เป็นทางเลือกอื่นให้ลองใช้ แต่ถ้าเกิดการดื้อบ่อยๆ จนสุดท้ายแล้วดื้อยาทุกตัวที่มีอยู่ ก็เรียกว่าหมดความหวังกันเลยทีเดียว

ได้ยินว่ารักษาได้แล้ว
ไม่นานมานี้มีข่าวว่าเราสามารถรักษา HIV ได้แล้ว ก็ใช่ค่ะ แต่เป็นการได้ยาภายใน 7 วันหลังจากได้รับเชื้อ เรียกว่าก่อนที่เชื้อจะกระจายก็กินยาเพื่อสกัดกั้นไว้ก่อน ซึ่งในความเป็นจริง คนไข้ก็ไม่ค่อยรู้ตัวหรอกค่ะว่าติดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จะรู้ตัวก็เพราะมีอาการแล้ว หรือรู้จากการเจาะเลือดด้วยจุดประสงค์อย่างอื่น ค่ะ

ป้องกันดีกว่าแก้
ว่าแล้วก็อยากจะแนะนำตรงนี้ HIV เป็นไวรัสที่ติดต่อทาง "เลือด" และ "เพศสัมพันธ์"

ทางเลือดก็สามารถมาจากการใช้เข็มร่วมกันเช่น ยาเสพติด การสักตามร่างกาย ถูกเข็มจากผู้ป่วยตำ (กรณีบุคลากรทางการแพทย์) ส่วนการรับเลือดนั้น ปัจจุบันมีการตรวจเช็คเลือดที่ค่อนข้างรัดกุม จึงมีโอกาสเกิดน้อยมาก นอกจากนี้ก็มีการติดจากแม่สู่ลูกด้วย

ทางเพศสัมพันธ์เป็นด้านที่ควบคุมได้ยากที่สุด การป้องกันอยู่ที่การไม่สำส่อนทางเพศ ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย การตรวจเลือดตอนฝากครรภ์ และการเจาะเลือดจากการบริจาคเลือด ช่วยให้ตรวจพบผู้ติดเชื้อเร็วขึ้นก่อนจะมีอาการ ทั้งนี้ยังมีมาตรการต่างๆที่ต่างประเทศใช้ (แต่ประเทศไทยไม่มี) เช่น ส่งเสริมให้มีการเจาะเลือดก่อนแต่งงาน เป็นต้น แต่ถึงเมืองไทยยังไม่มี แต่คู่ไหนอยากทำก็ทำได้นะคะ

ปัจจุบันยาโรคเอดส์ดีขนาดที่ว่า มีคนมากมายในสังคมที่เป็นเอดส์ แต่เขากินยาควบคุมไว้ และสามารถใช้ชีวิตแบบปกติสุข (เว้นแต่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้นค่ะ)

Safe sex, safe life ค่ะ